เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 486 ฟ้าดินสิ้นสลาย ทุกสิ่งพินาศ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 486 ฟ้าดินสิ้นสลาย ทุกสิ่งพินาศ
เจียงฉางเซิงก้มมองอวี่ฉิวเทียนที่อยู่บนฝ่ามือ ดวงเนตร
มหามรรคาใช้อภินิหารเก้าขุมนรกสุขาวดีทำให้อวี่ฉิวเทียน
จมดิ่งลงไป
มู่หลิงลั่วเห็นอวี่ฉิวเทียนถูกหดร่างเล็กลงกลับ
ไม่ประหลาดใจ จักรวาลกลางฝ่ามือเป็นพลังอภินิหารที่เหมือน
เอกลักษณ์ประจำตัวของเจียงฉางเซิงไปแล้ว ในมหาพิภพจิต
จรมันถูกเล่าลือไปทั่ว นางเพียงสงสัยใคร่รู้ว่าเหตุใดอวี่ฉิว
เทียนจึงนิ่งงัน มิหนำซ้ำบนใบหน้ายังเผยรอยยิ้มโง่งมออกมา
อย่างควบคุมตนเองไม่ได้อีกด้วย
นี่คือผู้ที่เข้าใกล้ขั้นเทวะจริงๆ หรือ
นางสงสัยใคร่รู้ระดับขั้นของเจียงฉางเซิงมากกว่า หาก
ตัวตนที่เข้าใกล้ขั้นเทวะถูกเขาจับมาเล่นบนฝ่ามือได้อย่าง
ง่ายดายเช่นนี้ แล้วบรรพจารย์ยุทธ์ยังจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
จริงๆ หรือ
พลังของเจียงฉางเซิงกับอวี่ฉิวเทียนห่างชั้นกันมาก แค่
เก้าขุมนรกสุขาวดีกระบวนท่าเดียวก็ทำให้อวี่ฉิวเทียนจิตใจ
แตกสลายแล้ว ตอนนี้เขาจึงเริ่มสำรวจความทรงจำของอวี่ฉิว
เทียน เพื่อค้นหาที่ตั้งของเผ่าอวี่
ด้วยระดับขั้นบำเพ็ญในวันนี้ของเขาจึงไม่ต้องสิ้น
เปลืองเวลานานเท่าใดนัก
เขาหยิบน้ำเต้าทองม่วงออกมาใส่อวี่ฉิวเทียนเข้าไป
ข้างใน หลังจากนั้นจึงพามู่หลิงลั่วกลับไปในตำหนักเมฆาม่วง
“สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาเป็นเพียงสิ่งที่ผู้แข็งแกร่ง
พันธนาการผู้อ่อนแอไว้เท่านั้น สำหรับเผ่าอวี่ ตัวตนของผู้
เข้าใกล้ขั้นเทวะคนนี้มิใช่ผู้ควบคุมโชคชะตาของพวกเขาหรอก
หรือ”
เจียงฉางเซิงบอกมู่หลิงลั่วเบาๆ ด้วยสีหน้านิ่งสงบ
ราวกับว่าการกำราบอวี่ฉิวเทียนมิใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
มู่หลิงลั่วจมลงในห้วงความคิด แม้นางจะก้าวเท้าเข้ามา
ในมรรคาแห่งโชคชะตาแล้ว แต่ก็ยังทำนายโชคชะตาของอวี่
ฉิวเทียนไม่ได้ สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์แนวคิดของเจียงฉางเซิง
โดยปริยาย มันแสดงให้เห็นว่าต่อให้นางศึกษามรรคาแห่ง
โชคชะตาอยู่ แต่นางก็มิอาจทำนายโชคชะตาของผู้ที่แข็งแกร่ง
กว่าตนเองได้
สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา ก็ยังหนีไม่พ้นถูกแบ่งแยกด้วย
ความแข็งแกร่งอ่อนแออยู่ดี
นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปนั่งสมาธิบนเบาะกลมของ
ตนเองที่อยู่ด้านข้าง เจียงฉางเซิงแบ่งร่างแยกออกมาร่างหนึ่ง
หลังจากนั้นร่างแยกนั้นก็หายไปจากในตำหนัก
ร่างแยกร่างนั้นกำลังเดินทางไปจัดการเผ่าอวี่ เก็บกวาด
เกมหมากที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนานเกมนี้
ร่างแยกกระโดดเข้าไปในขอบห้วงสุญญตาแล้วเดินทาง
ทะลุผ่านไปอย่างรวดเร็ว
[ปีเซวียนเต้าที่สองพันสามร้อยหกสิบสอง อวี่ฉิวเทียน
หมายรุกรานโลกคุนหลุน ช่วงชิงวิถีเซียน แต่ถูกเจ้าพบตัวทัน
กาล เจ้ารอดชีวิตมาจากการโจมตีของเขาได้สำเร็จ ผ่าน
พ้นเคราะห์ภัยสังหารไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นพลัง
อภินิหารนามว่า ‘กาฬวาตสะบั้นมรรคา’]
เจียงฉางเซิงยกมุมปากโค้ง เขาเริ่มตั้งตาคอยว่าเผ่าอวี่
จะนำรางวัลรอดชีวิตเช่นไรมาให้ตน ในเผ่าอวี่นั่นยังมีตัวตน
มูลค่าสิบเอ็ดแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ซ่อนอยู่อีกเชียวนะ
เรื่องนี้ยกให้ร่างแยกจัดการไป ส่วนเขาจะรับสืบทอด
ความทรงจำเกี่ยวกับพลังกาฬวาตสะบั้นมรรคา
กาฬวาตสะบั้นมรรคาบรรจุพลังทำลายล้าง มันทำลาย
พลังแห่งกฎเกณฑ์ในขอบเขตบริเวณหนึ่งได้ สิ่งที่แตกต่างจาก
ดัชนีมรรคพิฆาตโลกากับฟ้าดินสิ้นสลายที่ทำลายทุกสิ่งก็คือ
พลังอภินิหารนี้มีประโยชน์กับการทำลายอาณาเขตหรือค่าย
กลมากกว่า มันใช้ทำลายศัตรูภายในเขตค่ายกลของตนเองได้
อีกด้วย
…
ณ โลกของเผ่าอวี่ ที่แห่งนี้เป็นมิติขนาดเล็กที่แยก
ออกมาจากสามพันโลกอย่างเป็นเอกเทศ มันครอบครองโลก
ขนาดใหญ่และเล็กอยู่นับพันใบ คล้ายกับจักรวาลที่แยก
ออกมาอีกแห่งหนึ่ง โลกของเผ่าหลักของเผ่าอวี่มีขนาดใหญ่
ที่สุดและตั้งอยู่ใจกลางของจักรวาล
เผ่าอวี่ปิดกั้นตนเองอย่างยิ่ง คนนอกมิอาจรุกรานเข้ามา
แม้กระทั่งโลกเทพยุทธ์ หากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมก็มิอาจ
เข้ามาได้ เผ่าอวี่เลี้ยงดูเผ่าพันธุ์ไว้มากมาย แค่มนุษย์ธรรมดา
ของเผ่ามนุษย์ก็มีจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว หน้าที่ของคนเหล่านี้ก็
คือการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินให้
พวกเขา
ในตำหนักหลังใหญ่อันกว้างขวางที่เพดานสะท้อนภาพ
ของขอบห้วงสุญญตา หมู่เมฆดารางดงามชวนให้คนลุ่มหลง
ยิ่งนัก บนแท่นสูงที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าของตำหนัก มีผู้เฒ่า
สามคนกำลังนั่งสมาธิเรียงกัน พวกเขาแต่ละคนอยู่ห่างกันสิบ
จั้ง
จู่ๆ ผู้เฒ่าอาภรณ์สีแดงตรงกลางก็ลืมตาแล้วเอ่ยปากว่า
“เกิดเรื่องกับอวี่ฉิวเทียนแล้ว”
ผู้เฒ่าอีกสองคนลืมตาขึ้นตามแล้วหันมามองเขาอย่าง
ประหลาดใจ
“เร็วถึงเพียงนี้เชียว เขาเพิ่งเดินทางไปโลกคุนหลุนนาน
เท่าใดเอง”
“เขาเป็นผู้ที่จะก้าวเข้าขั้นเทวะเมื่อใดก็ได้เชียวนะ
จะเกิดเรื่องได้อย่างไร มรรคาจารย์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียว
หรือ หากมรรคาจารย์เป็นขั้นเทวะ เหตุใดโลกคุนหลุนจึงเล็ก
ระจ้อยร่อยเช่นนั้นเล่า”
สาเหตุที่เผ่าอวี่ต่อสู้กับแดนสวรรค์มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้
แต่ไม่ยอมส่งขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์มาเสียที เป็นเพราะว่า
พวกเขาคาดเดาไม่ถูกว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกัน
แน่ พวกเขาจึงได้แต่คอยค้นหาข่าวสารระหว่างการต่อสู้แทน
กาลเวลาผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ พวกเขาค้นพบว่า
แดนสวรรค์อ่อนแอมาก ผู้ที่ต่อกรกับหัวกะทิของเผ่าอวี่ได้
สูสีคู่คี่มีจำนวนนับนิ้วได้ อาจถึงขั้นพูดได้ว่าแดนสวรรค์ด้อย
กว่าเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจทั้งหลายอยู่ไกลโพ้น ยิ่งไม่ต้องเทียบ
กับเผ่าอวี่
เผ่าอวี่ฉวยโอกาสที่ผู้บำเพ็ญเซียนของแดนสวรรค์กับ
ผู้ฝึกยุทธ์ของโลกเทพยุทธ์เริ่มขัดแย้งกันหวนกลับมาอีกครั้ง
พวกเขาเพิ่งจะกล้าเตรียมการรุกรานอย่างจริงจัง
แต่คิดไม่ถึงว่า…
อวี่ฉิวเทียนที่พวกเขาเชื่อมั่นและคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
กลับเสียท่าเร็วถึงเพียงนี้!
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีแดงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “หากอวี่ฉิวเทียน
เสียท่าจากน้ำมือของมรรคาจารย์จริง พลังของมรรคาจารย์ก็
เหนือกว่าที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้มาก เขาเติบโตรวดเร็ว
เหลือเกิน ปกติแล้วกาลเวลาหมื่นปีสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับ
ขั้นสูงไม่อาจนับเป็นอะไรได้ แต่มรรคาจารย์ผู้นี้ ทุกครั้งที่เขา
ปรากฏตัว เขาราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน หากตำนานพันร่าง
หมื่นลักษณ์ของเขาไม่ใช่ความจริง เขาก็คงฝึกบำเพ็ญได้
รวดเร็วมาก…”
คำพูดนี้ทำให้ผู้เฒ่าอีกสองคนที่เหลือขมวดคิ้วเป็น
ปมยิ่งกว่าเดิม
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีดำที่นั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของผู้เฒ่าอาภรณ์
สีแดงเอ่ยว่า “อวี่ฉิวเทียนพ่ายศึกแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ต้อง
เตรียมรับมือกับการแก้แค้นของมรรคาจารย์ เรื่องนี้จำ
เป็นต้องบอกเขา”
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีแดงพยักหน้า เพียงแต่ความกังวลบน
ใบหน้ายังไม่จางลง
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีเหลืองที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาก่นด่าเบาๆ
“ไม่รู้จริงๆ ว่ามรรคาจารย์ผู้นี้โผล่หัวมาจากที่ใด แม้แต่คนของ
แดนสวรรค์เองยังรู้เรื่องเขาเพียงน้อยนิด ไม่รู้สักนิดว่าเขา
แข็งแกร่งมากเพียงใด คงมิใช่ว่าเขามีฝีมือเทียบเท่าบรรพ
จารย์ยุทธ์อย่างที่เล่าลือกันจริงๆ หรอกกระมัง หากเป็นเช่นนั้น
เหตุใดเขาต้องช่วยเหลือบรรพจารย์ยุทธ์ แล้วเหตุใดวิถีเซียน
ต้องมาหลบซ่อนอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตา ไม่มีเหตุผลสักนิด!”
พวกเขาไม่เคยพานพบบุคคลเช่นนี้มาก่อน ชื่อเสียงของ
เขาสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสามพันโลกแท้ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับ
ตัวเขากลับหาไม่พบเลย
ก่อนหน้านี้ มรรคาจารย์แสดงฝีมืออันแข็งแกร่งออกมา
ให้เห็นระหว่างจัดการอสุรกายมหันตภัย แต่พลังที่เขาแสดง
ออกมาหนนั้นก็ยังไม่ถึงขั้นเทวะ พวกเขามีเส้นสายอยู่ในโลก
เทพยุทธ์ อีกทั้งเส้นสายผู้นั้นก็ยังตำแหน่งสูงยิ่ง ดังนั้นพวกเขา
จึงรู้ดีว่าสาเหตุที่อสุรกายมหันตภัยล่าถอยไป เป็นเพราะบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานโจมตีเทพแห่งหยินหยางจนล่าถอย
ไปต่างหาก มรรคาจารย์เพียงขวางพลังของเทพแห่งหยิน
หยางในฉากหน้าเท่านั้น เพราะทราบเรื่องนี้มานี่เอง พวกเขา
จึงคิดคนละอย่างกับสรรพชีวิตทั้งหลาย พวกเขาคิดว่ามรรคา
จารย์สู้บรรพจารย์ยุทธ์ไม่ได้
อีกอย่างมรรคาจารย์จะเอาอะไรมาเหนือกว่าบรรพจารย์
ยุทธ์เล่า
บรรพจารย์ยุทธ์มีชีวิตอยู่มาตั้งกี่ปีแล้ว
ส่วนมรรคาจารย์เพิ่งปรากฏตัวมานานเท่าไรกัน พวกเขา
รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผู้แข็งแกร่งตั้งแต่ยุคโบราณจรดปัจ
จุบันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่จู่ๆ ก็
โผล่ออกมาสำแดงเดช ราวกับว่าตัวเขาทะลุมาจากห้วงเวลา
อื่น
สรรพชีวิตในโลกคุนหลุน รวมไปถึงเทพเซียนบนแดน
สวรรค์ล้วนรู้จักมรรคาจารย์เพียงผิวเผิน พวกเขารู้จักแต่
ตำนานของมรรคาจารย์ แต่ไม่รู้แน่ชัดว่ามรรคาจารย์มีพลัง
ระดับขั้นใด พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลคือ
ระดับขั้นใด
บนโลกใบนั้นดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่ามรรคา
จารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่…
“บางทีอาจจริงเช่นที่พี่ใหญ่พูด มรรคาจารย์มีสิ่งที่ดูไม่
สมเหตุสมผลมากมายก็เพราะพรสวรรค์ของเขา หากเขา
แข็งแกร่งขึ้นได้เร็วถึงขนาดที่หลุดจากกรอบของทุกสิ่งที่
พวกเราเคยรู้ เช่นนั้นทุกสิ่งก็จะอธิบายได้ สมัยที่โลกเทพยุทธ์
จัดศึกประชันโลกแห่งยุทธ์เมื่อครานั้น มรรคาจารย์ยังอ่อนแอ
มากจนไม่ต่างจากคนธรรมดา แม้ตอนที่โลกเทพยุทธ์บุก
มากวาดล้างมรรคาจารย์ มรรคาจารย์จะเป็นฝ่ายชนะ แต่เขา
ไม่กล้าต่อสู้คะคานกับโลกเทพยุทธ์ จึงได้แต่พาโลกคุนหลุน
หนีไปไกลถึงห้วงอนันต์สุญญตา…”
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีดำยิ่งพูด สีหน้าก็ยิ่งซับซ้อน น้ำเสียง
ซ่อนความหวาดกลัวไว้เสี้ยวหนึ่ง
เท่าที่พวกเขารู้มา มรรคาจารย์เพิ่งจะปรากฏตัวมาไม่
เกินห้าพันปีเท่านั้น หากพูดให้ลึกลงไปอีกหน่อย นับตั้งแต่
เวลาที่โลกเทพยุทธ์จ้องเล่นงานมรรคาจารย์เป็นหนแรก
กาลเวลายังผ่านมาไม่ถึงสี่พันปีด้วยซ้ำ
กาลเวลาสี่พันปี จากผู้ที่หวาดกลัวโลกเทพยุทธ์จนต้อง
หลบลี้หนีไปห้วงอนันต์สุญญตา กลายมาเป็นผู้ที่ต่อสู้คะคาน
กับบรรพจารย์ยุทธ์ได้…
ผู้เฒ่าทั้งสามคนล้วนคิดจุดนี้ออก จึงจมดิ่งลงในความ
เงียบ
“เรื่องนี้ต้องแจ้งให้บรรพจารย์ยุทธ์ทราบ ตอนนี้ข้าสงสัย
ว่ามหันตภัยแห่งวิถียุทธ์อาจไม่ใช่เทพแห่งหยินหยางแต่เป็น
มรรคาจารย์ เขาเติบโตเร็วยิ่งนัก ไม่ถึงหนึ่งแสนปี ไม่สิ บางที
ไม่ถึงหนึ่งหมื่นปีเขาก็คงสยบทุกคนในวิถียุทธ์ได้แล้ว!”
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีแดงกล่าวเสียงเข้ม เขาลุกพรวดขึ้นมา
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีดำกับอาภรณ์สีเหลืองก็ทำเช่นเดียวกัน
หลังจากหารือกันครู่หนึ่ง ความหวาดกลัวที่มีต่อมรรคาจารย์ก็
พุ่งแตะจุดสูงสุด
“เทวะที่แท้จริงของเผ่าอวี่ยังไม่ออกมาหรือ”
ตอนนั้นเองเสียงเรียบเฉยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ผู้เฒ่าทั้ง
สามคนได้ยินก็หายตัวออกไปจากห้องโถงใหญ่ทันที
อีกฟากฝั่งหนึ่ง
ท่ามกลางหมู่มวลดาราบนห้วงอวกาศ เจียงฉางเซิงยืน
อย่างยโสอยู่เหนือโลกใบหลักของเผ่าอวี่ แม้เป็นเพียงร่างแยก
แต่ก็มีแสงเจิดจ้าประดับกาย ไม่ยอมให้ผู้ใดมองเห็น
โฉมหน้าที่แท้จริงของเขาอยู่ดี
ร่างแยกมีพลังอาคมเพียงครึ่งเดียวของร่างจริง แต่ร่าง
จริงของเขาบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสามแล้ว แม้จะ
มีพลังอาคมเพียงครึ่งเดียวก็มากพอจะใช้มือเดียวบดขยี้เผ่าอวี่
หรือแม้แต่โลกเทพยุทธ์ในตอนนี้ได้!
จิตสัมผัสของเจียงฉางเซิงแผ่ปกคลุมไปทั่วมิติจักรวาล
ของเผ่าอวี่ เพื่อไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสหนีไป
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วย
ความหวาดระแวง
เจียงฉางเซิงเหล่มอง ความมืดที่อยู่ระหว่างกลางหมู่ดาว
บิดเบี้ยว จากนั้นเงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาอย่างเนิบช้า
‘หืม นี่น่ะหรือพลังของเทวะ ทำให้พลังแห่งกฎในจักรวาล
เคลื่อนไหวได้…’
เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจ ไม่ว่าจะฝึกบำเพ็ญสายใด
แต่ละระดับขั้นล้วนจะมีพลังพิเศษที่แสดงออกมา แม้ตัวเขา
จะมีพลังเทียบเท่าขั้นเทวะเหนือดับสูญแล้ว แต่ระดับขั้นของ
วิถียุทธ์ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาอย่างยิ่ง
เงาร่างนั้นก้าวเดินออกมาจากความมืด แสงสีขาวที่ฉาย
รอบร่างสะบัดพลิ้วดุจเปลวเพลิง เขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วง
ปักลายเกล็ด บนศีรษะสวมกวานทองรูปมังกร สีหน้าเย็นชา
ทันทีที่เขาปรากฏกาย กฎทั้งหลายในห้วงจักรวาลบริเวณนี้ก็
หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวอีก
กลิ่นอายบนร่างของเขาทำให้เจียงฉางเซิงนึกถึงคลื่น
เหมันต์นิรันดร์ของเทวะมหาเหมันต์
‘หลังจากเทวะมหาเหมันต์ใช้คลื่นเหมันต์นิรันดร์ มูลค่า
ของตัวเขาก็ลดลงฮวบฮาบ ไม่รู้ว่าเทวะผู้นี้จะเป็นเช่นเดียวกัน
หรือไม่’
เจียงฉางเซิงเริ่มโคจรพลัง เตรียมตัวใช้พลังอภินิหาร
“เผ่าอวี่รุกรานโลกคุนหลุนของข้าหลายครั้งหลายครา
เคราะห์กรรมพันผูกกันลึกซึ้ง วันนี้มาจบกรรมที่ผูกกันไว้เถิด
จงทุ่มแรงให้เต็มกำลัง บางทีเจ้าอาจมีโอกาสรอดสักเสี้ยว ให้
ข้าลองสัมผัสพลังของเทวะแห่งเผ่าอวี่เสียหน่อย!”
เจียงฉางเซิงลอยขึ้นไปด้านบน เขาก้มมองบุรุษอาภรณ์
สีม่วงจากเบื้องสูง
ในความทรงจำของอวี่ฉิวเทียน เผ่าอวี่มอบหมายหน้าที่
ให้เทวะผู้นี้คอยปกป้องเผ่า รับมือกับมหันตภัย ไปจนถึงรอ
รับมือเจียงฉางเซิงที่อาจบุกมาทุกเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงรอ
จนกระทั่งอวี่ฉิวเทียนกลับมา แล้วค่อยกล้าลงมือกับโลกคุน
หลุน
“บังอาจ!”
เสียงของบุรุษอาภรณ์สีม่วงดังขึ้น แสงสีขาวคล้าย
เปลวเพลิงรอบกายเขาลุกโชติช่วง พวกมันแผ่ปกคลุมทั่วทั้ง
จักรวาลแทบจะในพริบตาเดียว
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น เจียงฉางเซิงก็ชักเท้าขวา
หลบ
พลังอภินิหาร!
ฟ้าดินสิ้นสลาย!
ร่างแยกไม่ออมแรงแม้แต่น้อย เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่าย
หนีรอด เขาจึงสาดพลังอาคมทั้งหมดในร่างออกไปทันที ตั้งใจ
จะทำลายมิติของเผ่าอวี่ให้ย่อยยับ
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเห็นลำแสงเจิดจ้าที่ระเบิดออกมาจาก
ร่างของเจียงฉางเซิงก็พลันเบิกตาโต เขาหายวับไปจากที่เดิม
ทันที
ยามได้เผชิญหน้ากับพลังฟ้าดินสิ้นสลาย สัญชาตญาณ
ของเขาก็สั่งให้หนี!
ทว่าฟ้าดินสิ้นสลายที่ทุ่มออกมาเต็มกำลังเป็นหนแรกได้
สำแดงพลังอันน่ากลัวที่แท้จริงของมันออกมา มันไม่เพียง
ทำลายทุกสิ่งจนราบคาบ แม้แต่ความเร็วที่มันแผ่ขยายกลืน
กินทุกสิ่งก็เร็วกว่าความเร็วที่บุรุษอาภรณ์สีม่วงใช้หนีมากนัก
เดิมทีบุรุษอาภรณ์สีม่วงตั้งใจจะละทิ้งเผ่าอวี่แล้วหนีออก
ไปนอกจักรวาลแห่งนี้ แต่มิติของจักรวาลแห่งนี้ถูกเจียงฉาง
เซิงใช้ดวงจิตปิดผนึกไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงหนีออกไปไม่ได้
หนึ่งร้อยแปดสิบห้าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สู้กับ
สิบเอ็ดแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ แต่เดิมก็จับวางอีกฝ่ายได้
ตามใจอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับเมื่อพลังของเจียงฉางเซิง
ปกติแล้วจะมากกว่าค่าที่ปรากฏออกมา
แสงเจิดจ้าแสบตากลืนกลบจักรวาลของเผ่าอวี่จนหมด
ดวงดารานับไม่ถ้วนและโลกอีกมากมายหลายแห่งมลายหาย
ไปพร้อมกัน
ฟ้าดินสิ้นสลาย ทุกสิ่งพินาศย่อยยับ!
…………………………………………………….