เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 487 ภูเขาอสัมบูรณ์ ความพินาศของเผ่าอวี่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 487 ภูเขาอสัมบูรณ์ ความพินาศของเผ่าอวี่
เมื่อธุลีทั้งหลายร่วงหล่น แสงอันเจิดจ้าก็ถูกความมืดมิด
อันสมบูรณ์เข้ามาแทนที่ เงาร่างของเจียงฉางเซิงปรากฏ
ตัวตรงใจกลางของห้วงมิติ เขาเหลือพลังอาคมเสี้ยวหนึ่งไว้ให้
พอคงร่างแยกร่างนี้ได้ เพราะเขาต้องแน่ใจจริงๆ ว่าศัตรูตาย
แล้ว
เขาไม่เคยใช้พลังฟ้าดินสิ้นสลายอย่างจริงจังเช่นนี้
มาก่อน พลังทำลายล้างของมันน่าหวาดกลัวไม่มีสิ่งใดเทียบ
เทียม เผ่าอวี่ทั้งเผ่ามลายหายสูญ แม้แต่มิติที่แยกตัวเป็น
เอกเทศแห่งนี้ก็มลายหายไปด้วย
เทวะแห่งเผ่าอวี่ผู้นั้นดับสูญทั้งกายและดวงจิต สรรพ
ชีวิตของเผ่าอวี่ผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวจำนวนนับไม่ถ้วนก็ดับสูญไปใน
พริบตา ไร้ความเจ็บปวด ไม่มีเวลาแม้กระทั่งนึกฉงน ราวกับ
ภาพยนตร์ในชาติก่อนที่จู่ๆ ก็หน้าจอมืดดับไป
เจียงฉางเซิงมองห้วงมิติอันวังเวงแล้วซึมซับความรู้สึก
นั้น ในใจเกิดความรู้สึกต่างออกไปจากเดิม มิใช่ความรู้สึกผิด
จากการทำลายสรรพชีวิตของดินแดนแห่งหนึ่ง แต่เป็น
ความเข้าใจต่อความเป็นความตายและโชคชะตา
“เป็นเช่นนี้เองสินะ”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเองเบาๆ แล้วหายตัวไปจากที่
เดิม เขาสลายพลังอาคมแล้วปล่อยให้ร่างกายหายไปดุจ
หมอกควัน
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
[ปีเซวียนเต้าที่สองพันสามร้อยหกสิบสอง ร่างแยกของ
เจ้าบุกเข้าไปในโลกของเผ่าอวี่ เจ้าเอาชีวิตรอดจากการโจมตี
ของเผ่าอวี่ สะบั้นบ่วงกรรมนี้ได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิต
เป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ นามว่า ‘ภูเขาอสัมบูรณ์’]
เจียงฉางเซิงมองการแจ้งเตือนบรรทัดนี้แล้วคลี่ยิ้ม
ภูเขาอสัมบูรณ์ เขาย่อมเคยได้ยินนามนี้มาก่อน มันคือ
หนึ่งในภูเขาวิเศษในตำนานโบราณของประเทศจีน
ตำนานที่โด่งดังที่สุดก็คือเรื่องก้งกงบันดาลโทสะโหม่ง
ภูเขาอสัมบูรณ์[1] นอกเหนือจากเรื่องนั้นก็ยังมีตำนานเล่าว่า
ยามร่างกายของผานกู่กลายเป็นฟ้าดิน ร่างกายส่วนหนึ่งของ
เขากลายมาเป็นภูเขาอสัมบูรณ์ ภูเขาอสัมบูรณ์คือสถานที่
ซึ่งอยู่ใกล้สวรรค์มากที่สุด มันคือสถานที่คล้ายดินแดน
ศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏในตำนานมากมาย
รางวัลรอดชีวิตจากขั้นเทวะต้องไม่แย่อยู่แล้ว!
เจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับภูเขาอ
สัมบูรณ์ทันที
ต่อมาแดนสวรรค์ก็พบว่าเผ่าอวี่หายไปแล้ว เรื่องนี้เป็นที่
ฮืออาในแดนสวรรค์อย่างยิ่ง แม้แต่ในมหาพิภพจิตจรเรื่องนี้ก็
ถูกเล่าลือไปทั่วเช่นกัน
มรรคาจารย์บอกว่าจะจัดการเผ่าอวี่ ไม่ทันไรเผ่าอวี่ก็
หายไปแล้ว?
ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่คิดว่ามรรคาจารย์ข่มขู่เผ่าอวี่ให้
ล่าถอยไป ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าฐานบัญชาการใหญ่ของเผ่าอวี่ถูก
มรรคาจารย์ทำลายไปแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์เผ่าอวี่ที่อยู่ข้างนอกพอ
ขาดการติดต่อจากโลกของเผ่าอวี่ไปก็ทยอยกันล่าถอย เพื่อรอ
รับคำสั่งจากเผ่าอวี่
อีกด้านหนึ่ง โลกเทพยุทธ์เองก็รับรู้ได้ว่าเผ่าอวี่หาย
ไปแล้ว
พลังของวิชาฟ้าดินสิ้นสลายน่ากลัวจริงๆ มันฝ่าผ่าน
ปราการระหว่างจักรวาล ส่งแรงสะเทือนไปถึงโลกเทพยุทธ์
แสงเส้นหนึ่งอาบไล้โถงตำหนักให้สว่างไสว บรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานนั่งอยู่บนเสาสูงต้นหนึ่ง อัครเทพยุทธ์สิบสองคน
ยืนอยู่บนเสาสูงต้นที่เหลือ ล้อมบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไว้
ตรงกลาง เบื้องล่างมีร่างที่กลิ่นอายพลังแข็งแกร่งหลายร้อย
คนมารวมตัวกัน พวกเขายืนเรียงรายประหนึ่งประชุมขุนนาง
ยามเช้า
“พลังระดับนี้จะต้องเป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์แน่ เผ่าอวี่
แข็งแกร่งขนาดนั้น โลกของเผ่าอวี่ก็กว้างใหญ่ไพศาล
ถึงเพียงนั้น แต่กลับถูกทำลายย่อยยับ แม้แต่จักรวาลก็เหลือ
เพียงความว่างเปล่า พวกเราต้องรอบคอบ หากพลังสายนี้
หันมาเล่นงานโลกเทพยุทธ์ล่ะก็…”
“ก่อนหน้านี้ตอนงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี อสุรกาย
มหันตภัยเคยมาเยือนคราหนึ่งแล้ว บางทีเทพแห่งหยินหยาง
อาจรู้สึกว่าจัดการโลกเทพยุทธ์ตรงๆ ไม่ได้ จึงเริ่มลงมือจาก
โลกแห่งอื่นก่อน”
“แม้เผ่าอวี่จะไม่ใช่เผ่าเก่าแก่ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่
พวกเขาก็เป็นอันดับต้นๆ ได้ยินว่าขั้นเทวะของเผ่าอวี่กลับมา
แล้วด้วย พลังอันใดกันที่ทำลายเผ่าอวี่จนย่อยยับได้เช่นนี้…”
“แม้โลกเทพยุทธ์จะแข็งแกร่งกว่าเผ่าอวี่ แต่ทุกท่านลอง
ถามใจตนเองดูว่าโลกเทพยุทธ์ต้องทำเช่นไรจึงจะทำลายโลก
ของเผ่าอวี่ได้เกลี้ยงเกลาถึงเพียงนี้ ใช้มหาค่ายกลเทพยุทธ์
หรือ ข้าคิดว่านั่นก็ยังมิไหวอยู่ดี มหาค่ายกลเทพยุทธ์ต้อง
ใช้เวลาติดตั้งค่ายกล แต่พลังที่ทำลายเผ่าอวี่สายนั้นปรากฏ
ขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วก็หายไปอย่างกะทันหัน คล้ายกับว่า
มันทำลายเผ่าอวี่ในพริบตาเดียว”
ผู้กุมอำนาจแห่งโลกเทพยุทธ์ทั้งหลายถกเถียงกัน
พวกเขาต่างหวาดผวา เผ่าอวี่จู่ๆ บทจะหายก็หายไปเลย คน
มากมายไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้น
เหล่าอัครเทพยุทธ์ทั้งหลายยังนิ่งเงียบ ก่อนหน้านี้
พวกเขาเสียอัครเทพยุทธ์หกคนไปอย่างปริศนา ความ
กระวนกระวายในหัวใจของพวกเขาจึงหนักหนายิ่งกว่าผู้คน
ที่อยู่เบื้องล่าง
จอมเทพปี้หลิ่วถูกเจียงฉางเซิงเนรเทศไปแล้ว พร้อมกับ
ที่ตัวเจียงฉางเซิงเลื่อนขั้นมาถึงวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบ
สาม ดังนั้นเหล่าอัครเทพยุทธ์จึงเริ่มลืมเลือนจอมเทพปี้หลิ่ว
แล้ว จอมเทพปี้หลิ่วอาจถูกพวกเขาลืมเลือนก็จริง แต่อัครเทพ
ยุทธ์ทั้งหกคนก็ตายไปจริงๆ เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้สาเหตุ
การตายของอัครเทพยุทธ์ทั้งหกคนจึงกลายเป็นปริศนาที่ไข
ไม่ออก
อัครเทพยุทธ์ทั้งหลายพากันหันไปมองบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน ในตอนนี้พวกเขาได้แต่พึ่งบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
เท่านั้น
เมื่อห้องโถงใหญ่เงียบลง ทุกคนก็ล้วนหันไปมองบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพาน เขาเอ่ยปากอย่างเนิบช้า
“มหันตภัยครานี้รุนแรงกว่าที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ นับ
จากวันนี้ โลกเทพยุทธ์จะเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมรบ แจ้งโลก
ทั้งสามพันใบให้เตรียมตัวรับมือภัยพิบัติตลอดเวลา อีก
ประการหนึ่ง…ข้าจะไปแจ้งเทวะทั้งหลาย ขอกำลังเสริม
มามากกว่านี้”
น้ำเสียงของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเคร่งเครียดอย่างหา
ได้ยาก การล่มสลายของเผ่าอวี่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าผู้ใด
นั่นก็เพราะว่าในฐานะตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเทพยุทธ์
เขาย่อมเคยเห็นสิ่งต่างๆ มามากกว่าผู้อื่น
เขาพบว่าไม่ใช่เพียงเผ่าอวี่ที่หายไป แม้กระทั่งพลังแห่ง
กฎทั้งมวลในจักรวาลแห่งนั้นก็หายไปด้วย พลังระดับนั้นช่าง
เหนือจินตนาการยิ่งนัก แม้แต่ตัวเขาเองก็ทำไม่ได้
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรู้สึกว่าเรื่องราวเริ่มจะก้าว
ไปไกลกว่าการคาดการณ์และการควบคุมของเขาแล้ว เขา
ถึงขั้นสงสัยว่าข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ของ
ตนจะผิดพลาด
เขามั่นใจว่าสิ่งที่ทำลายเผ่าอวี่มิใช่เทพแห่งหยินหยาง
อย่างแน่นอน เขาเคยประมือกับเทพแห่งหยินหยางมาแล้ว
หากเทพแห่งหยินหยางมีพลังมากมายเพียงนั้นจริง โลกเทพ
ยุทธ์คงดับสูญไปแล้ว อีกอย่างในจักรวาลของเผ่าอวี่ก็
ไม่มีกลิ่นอายของเทพแห่งหยินหยางหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
ในใจเขามีข้อสันนิษฐานประการหนึ่ง แต่ไม่กล้าเอ่ย
ออกมา
ในบันทึกข่าวสารของโลกเทพยุทธ์เคยบันทึกเหตุการณ์
หนึ่งที่มีพลังทำลายล้างเช่นนี้ เพียงแต่มันไม่ได้กินบริเวณ
กว้างใหญ่ไพศาลเท่าอาณาเขตของเผ่าอวี่ ทว่าเหตุการณ์นั้น
ชี้ไปยังคนที่ฉากหน้าเป็นมิตรกับเขาที่สุด หากเรื่องนี้แพร่ออก
ไป วิถียุทธ์คงตกอยู่ในความโกลาหล มหามรรคาสายอื่น
จะต้องฉวยโอกาสรุมโจมตีวิถียุทธ์แน่
เดิมทีเขาคิดจะใช้ประโยชน์จากงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี
สร้างความสามัคคีระหว่างพลังสายต่างๆ เพื่อรับมือกับ
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ด้วยกัน แต่ยามนี้มองย้อนดูแล้ว งาน
ชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีกลับกลายเป็นเครื่องพันธนาการวิถียุทธ์
เสียมากกว่า ผู้เดียวที่สมหวังจากเรื่องนั้นคือมรรคาจารย์
เมื่อได้ยินว่าบรรพจารย์ยุทธ์จะเชิญขั้นเทวะมา
บรรยากาศภายในห้องโถงก็ผ่อนคลายลง ผู้กุมอำนาจแต่ละ
ระดับล้วนเผยรอยยิ้ม พวกเขาโล่งอกขึ้นอย่างชัดเจน
“บรรพจารย์ยุทธ์ เรื่องโลกคุนหลุนกับมรรคาจารย์…”
คนผู้หนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเล
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่ใช่คนเดียว ผู้อื่นที่ล่วงรู้ข่าว
น่าสลดของเผ่าอวี่ต่างก็คิดถึงคนผู้หนึ่ง
คราแรกที่มรรคาจารย์ถูกโลกเทพยุทธ์จู่โจม เขาก็เคย
แสดงพลังที่คล้ายกันนี้ เพียงแต่ขอบเขตของพลังไม่รุนแรงเท่า
หนนี้ แต่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมรรคาจารย์กับบรรพจารย์
ยุทธ์ พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยออกมาตั้งแต่แรก
ภายในโลกเทพยุทธ์ นอกจากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน ก็
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมรรคาจารย์กับบรรพ
จารย์ยุทธ์อย่างแน่ชัดอีก นี่เป็นวิธีการคานอำนาจอย่างหนึ่ง
ของบรรพจารย์ยุทธ์
เวลานี้เมื่อได้ยินว่าบรรพจารย์ยุทธ์จะเชิญขั้นเทวะมา
ย่อมหมายความว่าบรรพจารย์ยุทธ์ไม่เชื่อใจมรรคาจารย์
อีกแล้ว ดังนั้นจึงมีคนกล้าเอ่ยถึงมรรคาจารย์
“เรียกผู้ฝึกยุทธ์ที่โลกคุนหลุนกลับมา ส่วนมหามรรคา
สายอื่นให้ทำตามแผนการเดิม”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยตอบ ทุกคนที่ได้ยินตื่นตัวขึ้น
มาทันที
เป็นอย่างที่คิด บรรพจารย์ยุทธ์เริ่มระแวงมรรคาจารย์
แล้ว!
แต่ก็มีบางคนตระหนักจุดหนึ่งได้ ดูเหมือนว่าบรรพจารย์
ยุทธ์จะไม่กล้าต่อกรกับมรรคาจารย์โดยตรง วิธีการที่เขาเลือก
ใช้ระวังรอบคอบอย่างยิ่ง
…
ภูเขาอสัมบูรณ์มิเสียทีที่เป็นของวิเศษมรรคาสวรรค์ กว่า
เจียงฉางเซิงจะสยบมันให้เป็นของตนเองได้ก็กินเวลาไปถึง
สิบห้าปี นี่เป็นระยะเวลาที่ต้องใช้หลังจากเขาเลื่อนขั้นแล้ว
ด้วยซ้ำ
ภูเขาอสัมบูรณ์แตกต่างจากที่เจียงฉางเซิงคาดเดาไว้
มันเป็นทั้งภูเขาและเป็นทั้งสมบัติอาคม มันคล้ายกับปราณ
กำเนิดเทพอนธการอย่างยิ่ง ภูเขาอสัมบูรณ์จะขยายใหญ่ขึ้น
เรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เริ่มแรกมันก็สูงเก้าหมื่นจั้งแล้ว
เจียงฉางเซิงใส่ภูเขาอสัมบูรณ์เข้าไปในโลกแห่งมรรคา
กระบวนการเติบโตของภูเขาอสัมบูรณ์จะสร้างปราณวิญ
ญาณแห่งฟ้าดินออกมาไม่หยุดหย่อน ช่วยให้โลกแห่งมรรคา
เติบโต
โลกคุนหลุนมั่นคงแล้วจึงไม่เหมาะจะใส่ภูเขาอสัมบูรณ์
ลงไป แต่โลกแห่งมรรคายังขยายใหญ่ตามความแข็งแกร่งของ
เขาอยู่ ช้าเร็วมันย่อมเหนือกว่าโลกคุนหลุน หรืออาจใหญ่กว่า
มหาพิภพทั้งหมดที่วิถียุทธ์เคยรู้จัก
เขาวางภูเขาอสัมบูรณ์ไว้บนที่ราบผืนหนึ่งของโลกแห่ง
มรรคา เทือกเขาสูงตระหง่านเทียมเมฆาลูกหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
กินพื้นที่นับสิบล้านลี้ หลังจากตั้งหลักบนพสุธาได้ บนตัวภูเขา
ของภูเขาอสัมบูรณ์ก็มีหน่ออ่อนสีเขียวงอกเงยออกมาจุดแล้ว
จุดเล่า พวกมันเจริญเติบโตด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่า
เจียงฉางเซิงมองดูครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับมา เขานั่งอยู่
บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้วเริ่มครุ่นคิดวางแผนให้
โลกแห่งมรรคา
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาช่วยให้การฝึกบำเพ็ญของ
เขารวดเร็วขึ้น แล้วยังทำให้สติปัญญาของเขาดีขึ้นอีกด้วย
ประโยชน์ของภูเขาอสัมบูรณ์ทำให้เขามีความคิดเกี่ยวกับโลก
แห่งมรรคามากกว่าเดิม
ที่ผ่านมาโลกแห่งมรรคาถูกเขาใช้เป็นแบตเตอรี่ปราณ
วิญญาณแห่งฟ้าดินมาตลอด ขณะที่เขากำลังรอคอยให้โลก
แห่งมรรคาพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นโลกที่แท้จริง พอลอง
ตรองดูแล้ว ดูเหมือนการสร้างโลกสักใบจะเป็นสิ่งที่ผู้ฝึก
บำเพ็ญขั้นสูงต่างเสาะแสวงหา
ระดับขั้นต่างๆ ของวิถียุทธ์ล้วนมีบางสิ่งสื่อถึงโลก ล่าง
สุดตั้งแต่ภาพจำลองถ้ำสวรรค์ของขั้นถ้ำสวรรค์ ไปจรดกายา
สุญญตาของขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์ ก็ล้วนเป็นการไขว่คว้า
โลกทั้งสิ้น
ในตำนานของประเทศจีน ผานกู่ก็เปลี่ยนร่างกายให้เป็น
สรรพสิ่ง
บางทีสักวันหนึ่ง เจียงฉางเซิงอาจต้องพึ่งโลกแห่งมรรคา
เพื่อไขว่คว้าระดับขั้นที่สูงกว่านี้
เขานึกถึงภาพมายาของอนาคตที่เคยเห็นครั้งก่อน แดน
สวรรค์เหินขึ้นสู่ฟ้า สถานที่ที่มันเหินขึ้นไปจะใช่โลกแห่งมรรคา
ของเขาหรือเปล่านะ
เจียงฉางเซิงจมลงสู่สภาวะหลงลืมตัวตน
เวลาเริ่มเคลื่อนคล้อยผ่านไปเร็วไวยิ่งกว่าเก่า
เมื่อเผ่าอวี่หายไป ในที่สุดแดนสวรรค์ก็โล่งอก พวกเขา
ต้อนรับการกลับมาของความสงบสุขอีกครั้ง เทพเซียน
ทั้งหลายได้รับแรงกระตุ้นแล้วจึงล้วนพากเพียรฝึกบำเพ็ญ
ทว่าเหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่งกลับทำให้แดนสวรรค์ตั้งป้อม
ระวัง โลกเทพยุทธ์เรียกคนกลับจากโลกคุนหลุน จากที่แดน
สวรรค์รู้มา โลกเทพยุทธ์เรียกแต่ผู้ฝึกยุทธ์ในแดนสวรรค์กลับ
ไป
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย!
ในสวนท้อสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์กับตรีมหาเทพกำลัง
ถกเรื่องนี้
นายท่านไป๋เสนอข้อสันนิษฐาน “ฝ่าบาท ข้าเดาว่าอาจ
เกี่ยวพันกับเผ่าอวี่ เผ่าอวี่เหิมเกริมไร้ความหวั่นเกรงเช่นนี้
ไม่มีการสนับสนุนของโลกเทพยุทธ์ย่อมเป็นไปไม่ได้”
เฉินหลี่คลี่ยิ้ม เอ่ยอย่างไม่อินังขังขอบ “ความจริงก็
เป็นเรื่องดี โลกเทพยุทธ์เอาคนออกไปแต่กลับไม่กล้ายกพลบุก
มา หมายความว่าพวกเขาหวาดกลัวมรรคาจารย์มากกว่า
ความละโมบที่พวกเขามีต่อวิถีเซียน”
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้า เหตุการณ์ของเผ่าอวี่ทำให้
เขารู้ซึ้งถึงพลังของบิดามากขึ้น
หลายปีที่ผ่านมา แดนสวรรค์คอยรวบรวมข่าวสาร
เกี่ยวกับเผ่าอวี่อยู่ตลอด ขุมกำลังของเผ่าอวี่ที่พวกเขาสืบรู้
มาแข็งแกร่งมากพอให้พวกเขาหายใจไม่ออก ยังไม่ต้องพูด
ถึงว่า ในเผ่าอวี่ยังมีผู้แข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่อีกไม่รู้เท่าใด ทว่าขุม
อำนาจที่น่ากลัวถึงเพียงนี้กลับหายไปในพริบตาเดียว
ถูกต้องแล้ว ข่าวการหายสาบสูญของเผ่าอวี่แพร่มาถึง
แดนสวรรค์แล้ว เนื่องจากภายในมหาพิภพนิลเหลืองก็มีผู้
ศรัทธาเซ่นไหว้อยู่เหมือนกัน แล้วข่าวเรื่องเผ่าอวี่ถูกทำลายยก
เผ่าก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามพันโลกแล้ว
ย่อมมีคนเชื่อมโยงเรื่องนี้กับมรรคาจารย์ ผู้ศรัทธาที่ปาก
ไวบางคนก็คุยโม้โอ้อวดว่ามรรคาจารย์ทำลายเผ่าอวี่ เผ่าอวี่
จึงหายไป ด้วยเหตุนี้จึงมีสรรพชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่คิด
ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำของมรรคาจารย์
“ตอนนี้สถานการณ์กำลังวุ่นวาย ก่อนมหันตภัยมาเยือน
โลกเทพยุทธ์น่าจะยังหวั่งเกรงเทพแห่งหยินหยางและ
หวั่นเกรงมหามรรคาสายอื่นๆ อยู่ พวกเขาไม่มีทางสะบั้น
ความสัมพันธ์กับโลกคุนหลุนแน่ แต่พวกเราก็ต้องระวังเอาไว้
กลัวก็แต่จะมีคนจงใจปลุกปั่นให้โลกคุนหลุนกลายเป็น
มหันตภัยเสียแทน”
หยางเช่อเอ่ยอย่างเคร่งขรึม เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่งแล้ว
เอ่ยต่อว่า “โลกคุนหลุนหาได้แข็งแกร่งไม่ อาจเรียกได้ว่า
อ่อนแอมากเสียด้วยซ้ำ ความจริงแล้วมีเพียงมรรคาจารย์
เท่านั้นที่แข็งแกร่ง แต่พวกเจ้าลองเปลี่ยนมุมคิดดู ยังไม่ต้อง
นับรวมโลกคุนหลุน มรรคาจารย์เพียงผู้เดียวก็เขย่าขวัญวิถี
ยุทธ์ทั้งหมด เลยไปจนถึงเขย่าขวัญขุมอำนาจของมหามรรคา
สายอื่นได้แล้ว ความแข็งแกร่งระดับนี้มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี
เสมอไป”
……………………………………………………..
[1]ก้งกงบันดาลโทสะโหม่งเขาอสัมบูรณ์ หนึ่งในตำนาน
โบราณของประเทศจีน เรื่องมีอยู่ว่า ก้งกงกับจวนซวีแย่ง
ชิงตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ของเผ่า ปรากฏว่าก้งกงพ่ายแพ้
เขาบันดาลโทสะจึงใช้ศีรษะพุ่งชนภูเขาอสัมบูรณ์ทำให้เสาที่
ค้ำท้องฟ้าหักโค่น เชือกที่มัดพสุธาขาดสะบั้น แผ่นฟ้าเอียง
ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แผ่นดินทิศตะวันออกเฉียงใต้
ถล่มจมลง ด้วยเหตุนี้ดวงตะวัน จันทราและหมู่มวลดารา
จึงเคลื่อนจากตะวันออกไปตะวันตก และสายน้ำทั้งหลาย
จึงพัดพาดินทรายไปทับถมกัน ณ ทิศตะวันออก