เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 488 มหามรรคาสมประสงค์
คำพูดของหยางเช่อทำให้จักรพรรดิสวรรค์ เฉินหลี่กับ
นายท่านไป๋จมลงในห้วงความคิด
ใช่แล้ว หากขุมอำนาจทุกแห่งต่างคิดว่าวิถีเซียนเป็นภัย
คุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุด พวกเขาต้องยกพวกมารุมโจมตีแน่
ต่อให้มรรคาจารย์แข็งแกร่งอีกเท่าใด จะต้านทานวิถียุทธ์กับ
ขุมอำนาจทั้งหมดในห้วงอนันต์สุญญตาที่รุมโจมตีได้หรือ
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มขมปร่า “จะว่าไปแล้ว มรรคาจารย์ก็
ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ทุกวี่วัน ไร้กิเลสไร้ปรารถนา แดนสวรรค์
มิเคยตอบแทนสิ่งใดให้เขา กลับเป็นแดนสวรรค์ที่หาเรื่อง
ยุ่งยากมาให้เขาตลอด ไม่เช่นนั้นพวกเราหยุดการขยาย
อิทธิพลไปข้างนอกไว้ก่อน เก็บตัวเงียบชั่วคราวเป็นอย่างไร”
หยางเช่อส่ายศีรษะ “ข่าวของเผ่าอวี่กระจายออกไปแล้ว
หลบอย่างไรก็คงหลบไม่พ้นพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างการมีอยู่ของ
แดนสวรรค์ก็เพื่อช่วยมรรคาจารย์ปกปักษ์สรรพชีวิต เผยแผ่
วิถีเซียน หากมรรคาจารย์ไม่พอใจแดนสวรรค์จริงๆ คง
เอ่ยปากมานานแล้ว ข้ากล่าวถึงสถานการณ์ยากลำบากที่ว่าก็
เพื่อให้พวกเราเตรียมการล่วงหน้าให้ดีเท่านั้น ตัวอย่างเช่นดึง
พันธมิตร หรือไม่ก็ผูกขุมอำนาจอื่นไว้กับพวกเรา”
เฉินหลี่พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “แดนสวรรค์เป็นสิ่งที่มรรคา
จารย์สร้างขึ้น โครงสร้างของแดนสวรรค์เป็นประโยชน์ต่อ
สรรพชีวิตอย่างแท้จริง เพียงแต่พวกเราแข็งแกร่งไม่พอก็
เท่านั้น มรรคาจารย์ไร้กิเลสไร้ปรารถนา แต่ในใจมีปณิธานอัน
ยิ่งใหญ่อยู่ การเผยแผ่วิถีเซียน มีส่วนช่วยทำให้ปณิธานอัน
ยิ่งใหญ่ของมรรคาจารย์สัมฤทธิ์ผล ฉะนั้นจะหยุดลงมิได้ ใน
เมื่อพวกเราตระหนักถึงจุดนี้แล้ว ก็ต้องวางแผนกันแต่เนิ่นๆ”
นายท่านไป๋พยักหน้า ความคิดของตรีมหาเทพ
เห็นพ้องต้องกัน
จักรพรรดิสวรรค์เองก็คิดว่ามีเหตุผล พวกเขาจึงเริ่ม
วางแผนการว่าจะสร้างความปรองดองกับขุมอำนาจอื่น
อย่างไร ผ่านไปครู่ใหญ่พวกเขาก็กำหนดแนวทางของแผนการ
ได้
แนวทางที่ว่าก็คือการเผยแพร่วิถีเซียน ใช้วิถีเซียน
เป็นการดึงขุมอำนาจอื่นมาเป็นพรรคพวก แต่การบำเพ็ญ
เซียนกระทำนอกโลกคุนหลุนมิได้ ความลำบากประการนี้ยาก
จะจูงใจให้ขุมอำนาจอื่นหวั่นไหว ดังนั้นจักรพรรดิสวรรค์
จึงต้องไปเยี่ยมเยียนคารวะเจียงฉางเซิงอีกครั้ง
ในตำหนักเมฆาม่วง
จักรพรรดิสวรรค์ยืนอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเซิงแล้วเล่า
ความคิดและอุปสรรคทั้งหลายของตนเองให้ฟัง ยามอยู่
ต่อหน้าบิดา เขาไม่จำเป็นต้องรักษาความน่าเกรงขามของ
จักรพรรดิสวรรค์ บนใบหน้าจึงมีแต่สีหน้ากลัดกลุ้ม
“พวกเจ้าทำได้ดีมาก อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็พึงพอใจมาก
ความจริงแล้วจะโทษที่พวกเจ้าอ่อนแอเกินไปไม่ได้ วิถีเซียน
เพิ่งถือกำเนิด มันย่อมล่อตาล่อใจให้วิถียุทธ์กับมหามรรคา
สายอื่นเข้ามาข่มเหงอยู่แล้ว นี่เป็นปกติของการต่อสู้ระหว่าง
มหามรรคา”
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ ตัวเขาคิดเช่นนี้จริงๆ มิใช่ว่า
แดนสวรรค์เติบโตช้า แต่เพราะเขาเร็วเกินไปต่างหาก
แน่นอนว่าหากมิใช่ว่าเขาเร็วพอ วิถีเซียนก็คงถูกวิถียุทธ์
ถล่มตั้งแต่เพิ่งถือกำเนิดไปแล้ว บางทีพวกเขาอาจไม่มีโอกาส
โงหัวขึ้นมาเลยก็เป็นได้
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินคำพูดของเจียงฉางเซิงก็ราวกับ
ปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า เขากังวลจริงๆ ว่าตนเองจะทำได้
ไม่ดีพอ เขาเป็นถึงจักรพรรดิสวรรค์ จะอยู่อย่างสุขสบายใน
โลกคุนหลุน เสพสุขกับทุกสิ่งทุกอย่าง อยากทำอย่างไรก็ทำ
อย่างนั้นได้ก็จริง แต่เขาไม่ทำเช่นนั้น เพราะเขาต้องการทำให้
บิดาได้เห็น
มู่หลิงลั่วที่อยู่ไม่ไกลมองสองพ่อลูกคู่นี้ยิ้มบางๆ ใน
ดวงตาก็เต็มไปด้วยแววตาแห่งความสุข
มิว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด มิว่าจะบรรลุระดับ
ขั้นสูงเท่าใด พวกเขาก็ยังเป็นครอบครัวเช่นเดิม นี่เป็น
ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อว่า “อุปสรรคที่พวกเจ้าเป็นกังวล ข้า
จะจัดการมันเอง ภายภาคหน้าข้าจะสร้างโลกแห่งหนึ่งที่ฝึก
บำเพ็ญเซียนได้ ถึงยามนั้นเจ้ากับขุมอำนาจที่เจ้าต้องการ
ชักชวนมาเป็นพวกจักเป็นผู้ปกครองโลกใบนั้น”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินคำพูดนี้ก็ดวงตาเป็นประกาย เขา
ไม่สงสัยในคำพูดของเจียงฉางเซิงแม้แต่น้อย รีบคารวะ
ขอบคุณอย่างรวดเร็ว
จักรพรรดิสวรรค์เริ่มเล่าต่อว่าตนเองเตรียมจะชักชวน
ขุมอำนาจไหน มหามรรคาไหนมาบ้าง เจียงฉางเซิงฟังอย่าง
ตั้งอกตั้งใจ หายากที่บุตรชายจะมาพร่ำพูดให้เขาฟัง เขาดีใจ
มากทีเดียว
ยิ่งพวกเขาฐานะสูงส่งขึ้น อายุมากขึ้น จักรพรรดิสวรรค์
ผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเจียงฉางเซิง นอกจาก
จะภารกิจรัดตัวแล้ว ยังไม่สะดวกใจจะแวะมาหาเจียงฉาง
เซิงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือจักรพรรดิสวรรค์ไม่แน่ใจว่ายามนี้บิดาของ
เขามองโลกอย่างไรแล้ว ยามพ่อลูกสองคนพบหน้ามักมีแต่
จักรพรรดิสวรรค์ที่เล่าเรื่องกลัดกลุ้มของตนเองให้เขาฟังฝ่าย
เดียว สิ่งนี้ทำให้จักรพรรดิสวรรค์คิดมากอยู่บ่อยครั้ง เขา
ไม่แน่ใจว่าภาพลักษณ์ของตนเองในใจบิดาเป็นเช่นไร
มู่หลิงลั่วกำลังมองจักรพรรดิสวรรค์ที่ร่ายยาวไม่หยุดอยู่
แต่แล้วทันใดนั้นคิ้วของนางก็ขมวดเป็นปม
ผ่านไปพักใหญ่ หลังจากจักรพรรดิสวรรค์ไล่เรียงบอกลา
บิดากับมารดาแล้ว มู่หลิงลั่วก็เดินมานั่งข้างเจียงฉางเซิง
“ชะตากรรมของเขาผิดแปลกไป อีกไม่นานนี้กำลังจะ
มีคราวเคราะห์…” มู่หลิงลั่วเอ่ยเสียงเบา ในถ้อยคำเต็มไปด้วย
ความกังวล
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม “เจ้ามองเห็นสิ่งใด”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้า ตอบว่า “ข้ามองเห็นไม่ชัด ดังนั้นข้า
จึงกังวล”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “ในเมื่อมองเห็นไม่ชัด กังวลไปก็
ไร้ประโยชน์ สาเหตุที่มองเห็นไม่ชัด บางทีอาจเพราะ
คราวเคราะห์มีอยู่จริง แต่ก็มีเจ้ากับข้าที่เป็นตัวแปรอยู่ด้วย”
มู่หลิงลั่วเข้าใจในบัดดล นางเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว “กล่าว
เช่นนี้ก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ มิน่าเล่าชะตากรรมของโลกคุนหลุน
จึงพร่ามัวยิ่งนัก มันมองเห็นยากกว่าโชคชะตาของบรรดาผู้ฝึก
ยุทธ์จากโลกเทพยุทธ์เสียอีก ประเดี๋ยวก่อนนะ พี่ฉางเซิง
หรือว่าท่านเหนือกว่าวิถียุทธ์แล้วเจ้าคะ”
นางตื่นเต้นดีใจ หันไปมองเจียงฉางเซิงด้วยแววตาที่
เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสทันที
“หากเป็นวิถียุทธ์เท่าที่พวกเราเห็นอยู่ตอนนี้ ข้าย่อม
ไม่กลัว เพียงแต่บางทีวิถียุทธ์อาจซ่อนขุมพลังที่แข็งแกร่งกว่า
นี้เอาไว้อีก เพียงแต่สิ่งนั้นไม่อยู่ที่มหาพิภพนิลเหลืองก็เท่านั้น”
เจียงฉางเซิงยิ้มตอบ เขาไม่คิดจะปิดบังเรื่องอะไรจากมู่ห
ลิงลั่วมากนัก จะมีก็แต่เรื่องที่เขาแข็งแกร่งมากเพียงใดนี่แหละ
ที่เขาไม่บอกอย่างแน่ชัด นั่นก็เพราะว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยัง
ไม่รู้เช่นกัน
แต่หากเทียบกับโลกเทพยุทธ์เพียงอย่างเดียว เขาก็
แข็งแกร่งกว่าจริงๆ
มู่หลิงลั่วถามต่ออย่างสงสัยใคร่รู้ “เผ่าอวี่ถูกท่านทำลาย
จริงๆ หรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ “ถูกต้องแล้ว เจ้าคิดว่า
โหดร้ายหรือไม่”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้า “ท่านไม่ได้ทรมานพวกเขาเสียหน่อย
แล้วอีกอย่างตั้งแต่แรกก็เป็นเผ่าอวี่ที่มาระรานพวกเราก่อน
ต่อให้ท่านสังหารเพียงผู้กุมอำนาจ ความแค้นก็จะสืบต่อไปไม่
สิ้นสุด ก่อนหน้านี้ยังลากยาวมาตั้งพันปี หลังจากนี้มิใช่ว่า
จะลากยาวไปนับล้านปี หรือยาวนานกว่านั้นหรอกหรือ ข้า
ได้ยินมาว่าแค้นของเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจยากจะคลี่คลาย
แม้กระทั่งโลกเทพยุทธ์ยังทำมิได้
หากลากยาวไปหลายล้านปีจริง จะต้องมีคนตายอีก
เท่าใด กำจัดต้นหญ้าต้องขุดรากถอนโคน มิว่าท่านจะปฏิบัติ
ต่อคนนอกอย่างไร ขอเพียงเมตตาต่อคนข้างใน อย่างน้อย
พวกเราผู้คนที่ได้รับความเมตตาจากท่านก็ย่อมตำหนิติเตียน
ท่านมิได้ มีเพียงคู่แค้นที่มีสิทธิ์เกลียดท่าน แต่พวกเขาก็ไม่อยู่
อีกแล้ว”
เจียงฉางเซิงเอื้อมมือมาลูบเรือนผมยาวสลวยของนาง
มู่หลิงลั่วเอ่ยอย่างจริงจัง “แต่เรื่องนี้ทำให้ข้า
มีความคิดเห็นเกี่ยวกับโชคชะตามากกว่าเดิม”
นางเริ่มเล่ามุมมองเกี่ยวกับโชคชะตาของตนเอง เจียง
ฉางเซิงฟังอย่างตั้งใจ เพราะเขาเองก็สนใจมรรคาแห่ง
โชคชะตามากเช่นกัน
นั่นก็เพราะการเหยียบย่างสู่มหามรรคาสามพันวิถี กุม
พลังแห่งกฎทั้งสามพันไว้ในมือคือเป้าหมายนับจากนี้ของเจียง
ฉางเซิง
…
ในอาณาเขตอันมืดทะมึนแห่งหนึ่ง หมอกขมุกขมัวกำลัง
เคลื่อนไหว
ฟ้าดินสรวลผู้กำลังทำสีหน้าหนักใจลอยตัวอยู่หน้าไข่ใบ
ยักษ์ของเทพแห่งหยินหยาง
“มรรคาจารย์ผู้นั้น ตั้งแต่ตอนที่เขาทำลายกองทัพเทพ
ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าเขามิธรรมดา แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีพลัง
ระดับนี้ หากเป็นเรื่องจริง เขาก็คงแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์
ยุทธ์คนนั้นแล้ว”
เสียงของเทพแห่งหยินหยางดังขึ้น น้ำเสียงของเขานิ่ง
สงบไม่มีความตกใจแต่อย่างใด
ฟ้าดินสรวลเงยหน้ากล่าวว่า “เทียบกับความแข็งแกร่ง
ของมรรคาจารย์ ข้ากังวลเรื่องความเร็วในการเติบโตของเขา
มากกว่า เท่าที่ข้ารู้มา ตำนานมรรคาจารย์พันร่างหมื่นลักษณ์
กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติน่าจะเป็นเรื่องแต่ง หากเขาอายุ
เพียงไม่กี่พันปีจริง…”
เขายังไม่ทันเอ่ยจนจบประโยค จู่ๆ ร่างของเทพแห่งหยิน
หยางในไข่ใบยักษ์ก็นิ่งไป ร่างกายของเขาไม่ขยับไหวตาม
จังหวะการเต้นของหัวใจแล้ว
ความเงียบของเทพแห่งหยินหยางทำให้ฟ้าดินสรวล
กระสับกระส่ายมากขึ้น
ก่อนหน้านี้มิว่าจะเผชิญหน้ากับผู้ใด แม้กระทั่งบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพาน เทพแห่งหยินหยางก็ไม่เคยนิ่งเงียบ เขา
มีท่าทีดูแคลนมาตลอด
แต่ฟ้าดินสรวลก็พอจะเข้าใจเทพแห่งหยินหยางอยู่
มรรคาจารย์เติบโตเร็วเกินไปจริงๆ เร็วจนทำให้ผู้แข็งแกร่ง
ทั้งหลายวิตกกังวล
อย่างน้อยเท่าที่ฟ้าดินสรวลรู้มา ไม่เคยมีผู้ใดแข็งแกร่ง
ได้ถึงระดับนี้ในเวลาไม่กี่พันปี แม้กระทั่งความแข็งแกร่งของ
เทพแห่งหยินหยางที่ใช้เวลาฟูมฟักมานับล้านปี ครั้งก่อนยัง
จัดการบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมิได้เลย เพียงดูจากจุดนี้ เขาก็
เทียบมรรคาจารย์ไม่ได้แล้ว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง มิน่าเล่า…”
เสียงของเทพแห่งหยินหยางดังขึ้น น้ำเสียงของเขาแฝง
ไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน นี่เป็นครั้งแรกที่ฟ้าดินสรวลได้ยิน
เขาใช้น้ำเสียงเช่นนี้
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ! มหามรรคาสมประสงค์แล้ว!”
จู่ๆ เทพแห่งหยินหยางก็เปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น ร่างกาย
ในไข่ใบยักษ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เห็นชัดว่าเขาตื่นเต้น
อย่างยิ่ง
ฟ้าดินสรวลขมวดคิ้วเป็นปม ในใจฉงนงงงวย
เจ้าหมอนี่คงไม่ได้บ้าไปแล้วใช่หรือไม่
“ฟ้าดินสรวล นับจากนี้เจ้าจงแอบติดต่อกับวิถีเซียน
อย่างลับๆ ช่วยให้พวกเขาพัฒนาขึ้น นับแต่นี้ผู้ใดเป็นศัตรูกับ
วิถีเซียนเท่ากับเป็นศัตรูของเจ้า ก่อนข้าถือกำเนิด เจ้า
จงช่วยเหลือมรรคาจารย์อย่างเต็มกำลัง!” น้ำเสียงของเทพ
แห่งหยินหยางแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเด็ดขาดมิยอมให้ตั้ง
ข้อสงสัย
ฟ้าดินสรวลอึ้งงัน เขาตกตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของ
อีกฝ่าย นี่จะเปลี่ยนแบบกลับตาลปัตรมากเกินไปหน่อยกระมัง
แต่แล้ววินาทีต่อมาเขาก็ยิ้มอย่างกระตือรือร้น แล้วตอบว่า
“วางใจเถิดขอรับ ข้าจะทำตามนั้นอย่างแน่นอน!”
ไม่ว่าอย่างไรการไม่ต้องเป็นศัตรูกับมรรคาจารย์ย่อม
ทำให้เขาสบายใจ แต่เขาสงสัยนักว่าที่เทพแห่งหยินหยาง
กล่าวว่ามหามรรคาสมประสงค์แล้วหมายความว่าอย่างไร
เขาพลันนึกถึงข่าวลือเรื่องหนึ่งที่ได้ยินในช่วงนี้ ข่าวลือ
นั่นเล่าลือว่ามรรคาจารย์ต่างหากที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
ที่แท้จริง หรือว่านั่นจะมิใช่คำลวงกันนะ
ฟ้าดินสรวลเฝ้ามองเงาร่างอันคลุ้มคลั่งของเทพแห่ง
หยินหยางภายในไข่ใบยักษ์ ขณะที่ในใจค่อยๆ เกิดอีก
ความคิดหนึ่งขึ้นมา
…
ผ่านไปแล้วหลายเดือนหลังจากที่เขาสนทนากับมู่หลิง
ลั่ว เจียงฉางเซิงเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่ออีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้
เขาจะไร้คู่ต่อกร แต่อนาคตยังอีกยาวไกลนัก เขาต้อง
พากเพียรฝึกบำเพ็ญ มิอาจชักช้า
อีกฝั่งหนึ่ง แดนสวรรค์กำลังตระเตรียมแผนการสำหรับ
โลกใบใหม่ ข่าวนี้แพร่กระจายไปยังโลกแต่ละแห่งในห้วง
อนันต์สุญญตา
กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ มหามรรคาสายอื่น
และเผ่าทั้งหลายของวิถียุทธ์ล้วนมีการติดต่อกับโลกคุนหลุน
อยู่แล้ว สรรพชีวิตที่ค้นพบว่าวิถีเซียนต้องฝึกบำเพ็ญที่โลกคุน
หลุนเท่านั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ทำให้ความตั้งใจ
จะบำเพ็ญเซียนของพวกเขาลดฮวบลงอย่างมาก แต่นั่นเป็น
สิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่คนระดับล่างเท่านั้น ขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลาย
ยังคงหมายตาวิถีเซียนอยู่
เมื่อได้ยินว่ามรรคาจาร์ตั้งใจจะสร้างมหาพิภพแห่ง
ที่สองที่บำเพ็ญเซียนได้ พร้อมทั้งยินดีรับสรรพชีวิตและขุม
อำนาจจากที่ต่างๆ มาร่วมสร้างยุคแห่งหมื่นวิถีด้วยกัน
มหาพิภพแห่งนี้ไม่เพียงมอบหนทางในการบำเพ็ญเซียน
ให้เท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการมอบสถานที่
สำหรับการฝึกบำเพ็ญทั้งหมื่นวิถีให้แก่สรรพชีวิต สถานที่
ซึ่งหมื่นวิถีจะอยู่ร่วมกันได้
เรื่องนี้จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย นามของโลกแห่งนี้
ขจรขจายไปถึงหูของสรรพชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
นามของมันคือโลกสวรรค์!
…
เบื้องหน้ามหาสมุทรอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาบนมหา
พิภพจิตจร
เยี่ยจ้านกำลังฝึกพลังอภินิหารอยู่ ขณะที่บรรพจารย์เผ่า
เยี่ยกำลังพร่ำเกลี้ยกล่อมเขาไม่หยุดปากอยู่ด้านหลัง
“เยี่ยจ้าน เจ้าจะพลาดเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ แม้เจ้าได้เป็น
แม่ทัพสวรรค์ของแดนสวรรค์แล้ว แต่ในโลกคุนหลุน เผ่าเยี่ย
มิอาจก้าวหน้าได้ เพราะเกิดไปคุกคามสกุลเจียงขึ้นมา ไม่ว่า
ผู้ใดก็คงลำบาก แล้วเรื่องเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะคุมได้ง่ายๆ แต่ในโลก
สวรรค์ไม่เหมือนกัน หากเผ่าเยี่ยเติบโตจนยิ่งใหญ่ พวกเรา
ย่อมช่วยแดนสวรรค์คานอำนาจกับเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจแห่ง
อื่นได้”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยพร่ำพูดจนปากเปียกปากแฉะ เขา
มีเพียงร่างวิญญาณ มิหนำซ้ำยังกลับชาติไปเกิดใหม่ไม่ได้
ดังนั้นจึงได้แต่ฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ของเผ่าเยี่ยไว้บนตัว
ของเยี่ยจ้าน
พรสวรรค์ของเยี่ยจ้านยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง การผสมผสาน
วิชานิพพานสู่กำเนิดกับเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเซียนทำให้เยี่ย
จ้านเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเซียนชั้นแนวหน้ามาเสมอ
แต่ปัญหาที่แก้ไม่ตกก็คือนับตั้งแต่เยี่ยจ้านหันมาบำเพ็ญ
เซียน เขาก็ไม่สนเรื่องในตระกูลอีกต่อไป จิตใจมุ่งมั่นแต่การ
ฝึกบำเพ็ญเท่านั้น
เยี่ยจ้านฟังจนรำคาญแล้วจริงๆ จึงอดทนไม่ไหวแล้วเอ่ย
ว่า “เกียรติยศของเผ่าเยี่ยมีอะไรดี ในสายตาข้า คนรุ่นหลัง
ย่อมมีโชควาสนาของคนรุ่นหลัง การไขว่คว้าชีวิตอมตะ
ต่างหากคือมหามรรคา หากชีวิตยืนยาวยิ่งกว่าเผ่าเก่าแก่
ทรงอำนาจ เช่นนั้นการสร้างเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจสักแห่งยัง
จะมีประโยชน์อันใดอีก”
………………………………………………………………