เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 489 มรรคาจารย์ปะทะบรรพจารย์ยุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 489 มรรคาจารย์ปะทะบรรพจารย์ยุทธ์
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยถูกคำตอบของเยี่ยจ้านทำเอาสะอึก
นั่นน่ะสิ หากคนผู้หนึ่งมีชีวิตยืนยาวยิ่งกว่าเผ่าแล้ว ไยเขาต้อง
สร้างเผ่าขึ้นมาอีกเล่า
หรือว่าตั้งแต่แรก การกระทำของข้าก็ผิดอย่างนั้นหรือ
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยนึกทบทวนชีวิตอันยาวนานของ
ตนเอง นับตั้งแต่สร้างเผ่าเยี่ย เขาก็มัดตัวเองติดกับเผ่าเยี่ยมา
เสมอ ขบคิดเพื่อเผ่าเยี่ย เฝ้าฟูมฟักยอดอัจฉริยะรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพื่อเผ่าเยี่ย นับๆ ดูแล้วมียอดอัจฉริยะเผ่าเยี่ยตั้งมากมายไม่รู้
เท่าใดแล้วที่สิ้นชีพไปเพราะความทะเยอทะยานของเขา
เมื่อเห็นบรรพจารย์เผ่าเยี่ยสีหน้าหม่นหมอง เยี่ยจ้านก็
เอ่ยปากปลอบอย่างอดไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่มีลูกไม่มีหลาน
เสียหน่อย อย่างมากข้าก็ให้ชิงจือพาพวกเขาเดินทางไปโลก
สวรรค์แล้วสร้างเผ่าเยี่ยขึ้นมาใหม่ แต่ตัวข้าไม่มีเวลา
ไปวุ่นวายกับเรื่องยิบย่อยพวกนั้นจริงๆ ข้าปรารถนาเพียง
บำเพ็ญเซียน มุ่งไปให้ถึงขั้นเอกเทวะนั่นในเร็ววันเท่านั้น”
พอเอ่ยถึงขั้นเอกเทวะ ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วย
แววตามุ่งมาดปรารถนา นั่นคือระดับขั้นสูงสุดของการบำเพ็ญ
เซียนเท่าที่มรรคาจารย์ประกาศออกมาตอนนี้ แต่ทุกคนล้วน
รู้ดีว่าขั้นเอกเทวะมิใช่จุดสูงสุด แต่ขั้นเอกเทวะสามารถท่อง
ไปทั่วสามภพ หลุดพ้นจากห้าธาตุ ในฐานะผู้บำเพ็ญเซียนที่
บำเพ็ญเซียนมาตั้งแต่ช่วงแรก เขาย่อมไม่อยากล้าหลังผู้ใด
เขากับหลี่ว์เสินโจวอาศัยพลังปราณระดับขั้นสูงจากวิถี
ยุทธ์ ผนวกกับพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนอันยอดเยี่ยม
ทำให้ระหว่างการฝึกบำเพ็ญ แปรเปลี่ยนพลังบรรพยุทธ์เป็น
พลังอาคมได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาเป็นรองเพียงจักรพรรดิ
สวรรค์เท่านั้น
ฝ่ายชีหมิงหวังเพราะฝึกบำเพ็ญค่อนข้างช้า ตอนนี้จึงยัง
ตามหลังพวกเขาอยู่
กวาดสายตามองไปทั่วโลกคุนหลุน เยี่ยจ้านคิดว่า
มีเพียงจักรพรรดิสวรรค์ หลี่ว์เสินโจวกับผู้ที่อยู่ในตำหนักเมฆา
ม่วงเท่านั้นที่อยู่เหนือเขา แม้แต่มหาเซียนวั่งเฉิน เขาก็มั่นใจว่า
สู้ได้ ก่อนหน้านี้ตอนประลองวิชากับมหาเซียนวั่งเฉิน เขายัง
ไม่ทันต้องใช้วิชานิพพานสู่กำเนิดอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำไป
หลังจากบรรพจารย์เผ่าเยี่ยฟังจบ สีหน้าก็ผ่อนคลายลง
ในใจรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
ยุคสมัยแห่งวิถียุทธ์ ผู้ฝึกยุทธ์นอกจากไขว่คว้าหาพลัง
พวกเขาก็ไขว่คว้าหาอำนาจ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนการ
ไขว่คว้าหาชีวิตอมตะคือเรื่องสำคัญที่สุด
แม้แต่ในวิถียุทธ์ก็ยังไม่เคยมีตัวตนที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
ร่างวิญญาณเช่นเขาคือผู้ถูกสาป อยู่มิสู้ตาย แม้แต่สิทธิใน
การเกิดใหม่ก็ไม่มี ยิ่งไม่มีทางทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้
“เอาเถิด ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ฝึกบำเพ็ญให้ดีๆ ในเมื่อโลกคุน
หลุนยังมีผู้นำแห่งเซียนพิภพ ไม่แน่โลกสวรรค์ก็อาจ
มีเหมือนกัน หากได้เป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพ จะได้รับยอดของ
วิเศษจากมรรคาจารย์ เจ้าก็อย่าพลาดเสียเล่า” บรรพจารย์
เผ่าเยี่ยถอนหายใจแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
เยี่ยจ้านพยักหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ยอดของวิเศษของมรรคาจารย์ ผู้ใดมิอยากได้บ้างเล่า
เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันของจักรพรรดิสวรรค์ คันฉ่อง
ฟ้าดินของมหาเซียนวั่งเฉิน ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์
พิภพของโอรสสวรรค์เซวียนเต้า ไม่ว่าชิ้นใดก็ล้วนแต่เป็น
สุดยอดของวิเศษที่สั่นสะเทือนทั้งสามภพ
บทสนทนาของพวกเขาทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้
เห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาพิภพจิตจรเท่านั้น มีผู้
ศรัทธาจำนวนมากมายไม่รู้เท่าไรกำลังสนทนาเรื่องของโลก
สวรรค์ ผู้คนเคลื่อนไหวกันคึกคักเสียยิ่งกว่าตอนผู้นำเซียน
พิภพเสียอีก
…
แดนสวรรค์กำลังตระเตรียมการเกี่ยวกับโลกสวรรค์ แต่
เรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้ เจตนาแรกเริ่มของเรื่องนี้ก็คือการดึงขุม
อำนาจแห่งอื่นมาเป็นพรรคพวก ดังนั้นเวลาที่ใช้เตรียมการ
จึงยาวนานยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงย่อมไม่รอ เขาเข้าสู่การปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
อีกครั้ง
ตอนนี้เขาเหยียบย่างเข้าสู่มรรคาแห่งกรรมกับมรรคา
แห่งสังสารวัฏแล้ว ฝั่งมรรคาแห่งกรรม เขานับว่าบรรลุ
บางส่วนแล้ว แต่มรรคาแห่งสังสารวัฏเขายังคลำทางอยู่
ดังนั้นตอนนี้เขาจะมุ่งความสนใจไปที่มรรคาแห่งสังสารวัฏ ให้
มรรคาแห่งสังสารวัฏก้าวมาเสมอกับมรรคาแห่งกรรม จากนั้น
จึงค่อยย่างเท้าเข้าไปในมรรคาแห่งโชคชะตา
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ลอยอยู่เบื้องหน้าของเจียง
ฉางเซิง มุกเม็ดหนึ่งในนั้นส่องสว่างระยิบระยับ มันก็คือมุกที่
บรรจุพลังแห่งโชคชะตานั่นเอง
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์มีพลังแห่งกฎเจ็ดสิบสอง
ชนิดบรรจุอยู่ หนึ่งในพวกมันบังเอิญบรรจุพลังแห่งสังสารวัฏ
เอาไว้อย่างพอดิบพอดี ถึงอย่างไรพลังแห่งสังสารวัฏก็
เป็นหนึ่งในกฎพื้นฐานในการสร้างฟ้าดินอยู่แล้ว
ไป๋ฉีนั่งอยู่ข้างกายมู่หลิงลั่ว นางมองเจียงฉางเซิงที่กำลัง
ฝึกบำเพ็ญอยู่ไกลๆ แล้วทำท่าอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็
ไม่พูด นางไม่กล้ารบกวนเจียงฉางเซิงฝึกบำเพ็ญจึงทำได้เพียง
รอคอยอยู่ข้างกายมู่หลิงลั่วเท่านั้น
‘ระหว่างพวกเขาเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ก่อนหน้านี้มู่หลิง
ลั่วไม่ชอบปิดด่านฝึกบำเพ็ญขนาดนี้เสียหน่อย นายท่านคง
ไม่ได้แอบถ่ายทอดวิชาเทพให้นางกระมัง หรือว่าจะมียอด
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนที่ยอดเยี่ยมกว่ามหามรรคาปราณ
ทองคำ’
ไป๋ฉีเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ สาเหตุสำคัญที่นาง
ไม่ชอบปิดด่านฝึกบำเพ็ญก็เพราะพรสวรรค์ของนางอยู่ใน
ระดับธรรมดาๆ นางจึงไม่อาจสัมผัสความเปรมปรีดิ์ยาม
ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ด้วยเหตุนี้นางจึงอิ่มเอม
ใจกับความสุขที่อำนาจกับสถานะนำมาให้มากกว่า
ในระหว่างที่นางรอคอยอย่างร้อนใจนั่นเอง เสียงของมู่ห
ลิงลั่วก็ดังขึ้น “เรื่องของโลกสวรรค์ยังไม่กำหนดแน่นอน
เจ้าอย่าร้อนใจไปเลย พี่ฉางเซิงแค่ยืนยันว่าจะสร้างโลกสวรรค์
ขึ้นมาเท่านั้น”
ไป๋ฉีได้ยินดังนี้ก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในเมื่อ
ยังไม่กำหนดแน่นอน นางย่อมไม่รีบร้อนแล้ว
“โลกสวรรค์จะใหญ่โตสักเท่าใดหรือ เทียบกับโลกคุน
หลุนแล้วเป็นอย่างไร จะสร้างแดนสวรรค์แห่งใหม่ขึ้นมาหรือ
ส่งแดนสวรรค์ไปปกครองดูแลกันเล่า” ไป๋ฉีกอดแขนมู่หลิงลั่ว
แล้วถามเสียงหวาน
มู่หลิงลั่วตอบอย่างจนปัญญา “ข้าก็มิทราบเช่นกัน
เจ้าน่ะเจ้า ใจร้อนเช่นนี้เสมอ บางทีโลกสวรรค์อาจอยู่ไกลจาก
โลกคุนหลุนมากก็เป็นได้ เจ้าตัดใจไปจากตำหนักเมฆาม่วงลง
หรือ”
ไป๋ฉีหัวเราะ “ข้าย่อมตัดใจไม่ลง นี่ก็เป็นเพียงการสืบหา
ข่าวล่วงหน้า วางแผนเพื่อคนใต้สังกัดก็เท่านั้น มีเส้นสายเฝ้า
จับตาเพิ่มขึ้นหน่อยจะได้ช่วยนายท่านปกป้องสรรพชีวิตได้
ง่ายขึ้นอย่างไรเล่า”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้าแล้วหลุดรอยยิ้มออกมา
“จริงสิ โอรสสวรรค์เซวียนเต้าใกล้จะรวบรวมใต้หล้า
เป็นหนึ่งได้แล้ว เจ้าคิดว่าจักรพรรดิสวรรค์จะแต่งตั้งให้เขา
เป็นราชันนภาหรือไม่” ไป๋ฉีเปลี่ยนไปถามอีกเรื่องหนึ่ง
มู่หลิงลั่วเหล่มองนางแล้วถามว่า “เจ้ามาช่วยพูดแทน
เขาหรือ”
ไป๋ฉีหัวเราะ “ข้าจะมาช่วยพูดแทนเขาทำอะไร นายท่าน
รับปากเขาไปแล้วด้วยซ้ำ แต่นายท่านปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
เป็นประจำ หากจักรพรรดิสวรรค์ดันแต่งตั้งโอรสสวรรค์
เซวียนเต้าเป็นตำแหน่งอื่นคงไม่งามเท่าไรนักกระมัง”
จะว่าไปตำแหน่งตรีราชันก็ตำแหน่งสูงกว่ามหา
จักรพรรดิขั้นสี่ ยามมหาจักรพรรดิจื่อเวยเผชิญหน้ากับ
บุตรชายที่สถานะสูงกว่าตนเอง จิตใจจะสงบได้หรือ
แล้วจักรพรรดิสวรรค์ที่ต้องเผชิญหน้ากับหลานชาย
ผู้สร้างคุณงามความชอบในแดนมนุษย์มากกว่าตนคนนี้ จะ
ใช้อำนาจกับเขาอย่างไร
“ระยะนี้จิตใจของผู้คนช่างร้อนรุ่มนัก แม้กระทั่งภายใน
แดนสวรรค์ก็เกิดความขัดแย้งมากขึ้นทุกที ไม่ระวังมิได้” ไป๋
ฉีเอ่ยอย่างแฝงความนัย
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้วพึมพำเบาๆ “หรือว่านี่จะเป็น
คราวเคราะห์นั่น”
…
อาณาจักรเทียนจิ่งบนแดนมนุษย์ ปีเซวียนเต้าที่สองพัน
ห้าร้อย ในปีนี้เทียนจิ่งครอบครองดินแดนเจ็ดถึงแปดส่วนของ
ใต้หล้าแล้ว พวกเขาอยู่ใกล้กับการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งมาก
เหลือเกิน ราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่เหลือล้วนหันไปพึ่งราชวงศ์
แห่งโชคชะตาที่ทรงอำนาจอีกแห่งหนึ่งที่นามว่าต้าหง!
โอรสสวรรค์ของต้าหงมีนามว่าหงหลิน เขาได้รับสืบทอด
บัลลังก์มาระหว่างมหาศึกสถาปนาเทพ ก่อนหน้านี้พรสวรรค์
ของเขาก็โด่งดังไปทั่วใต้หล้าอยู่แล้ว แม้แต่เทพเซียนบน
สวรรค์ยังสนใจ แดนสวรรค์เคยชักชวนเขาขึ้นมาบนแดน
สวรรค์เสียด้วยซ้ำ
ศึกตัดสินอันน่าจับตามองระหว่างเทียนจิ่งกับต้าหง
กำลังจะมาถึง โอรสสวรรค์ผู้ชมชอบการลงสนามรบด้วย
ตนเองทั้งสองคนจะต้องต่อสู้ตัดสินกันแน่ จะเป็นค่ายกลกระบี่
สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพของโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่งหรือวิถี
เซียนยุทธ์ของโอรสสวรรค์แห่งต้าหงที่แข็งแกร่งกว่ากัน หมื่น
เผ่าพงศ์ในใต้หล้าต่างตั้งตารอคอยศึกนี้
ในปีนี้เอง
เจียงฉางเซิงที่ฝึกวิชาอยู่ในตำหนักเมฆาม่วงพลันลืมตา
ขึ้น เขาพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาหายวับไปโผล่ที่โลกคุ
นหลุน จากนั้นก็พุ่งเข้าไปยังห้วงอนันต์สุญญตา แล้วเดินทาง
มาถึงด้านในของขอบห้วงสุญญตา
ด้านในของขอบห้วงสุญญตาอันกว้างใหญ่ไพศาล
ท่ามกลางกลุ่มเมฆดาราระยิบระยับ เจียงฉางเซิงมองเห็น
ภาพมายาของสัญลักษณ์หยินหยางขนาดมหึมาอย่างยิ่งภาพ
หนึ่ง มันใหญ่ยิ่งกว่าโลกคุนหลุนทั้งใบ ขนาดพอฟัดพอเหวี่ยง
กับกลุ่มเมฆดาราที่ขนาดค่อนข้างเล็กบางกลุ่มได้ด้วยซ้ำ
เบื้องหน้าของสัญลักษณ์หยินหยางคือบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานผู้ยืนอยู่อย่างหยิ่งทระนง เสื้อคลุมนักพรตพลิ้วไหว
ขณะที่หน้ากากให้ความรู้สึกเย็นชายิ่งนัก
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรู้สึกตัวเร็วเพียงนี้ มรรคาจารย์ ข้า
ดูแคลนเจ้าเสียแล้ว”
เสียงของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานดังขึ้น น้ำเสียง
เย็นเยียบ ท่าทีที่เขาปฏิบัติต่อเจียงฉางเซิงไม่เหมือนในอดีต
อีกแล้ว
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้ว
ถามอย่างนิ่งสงบว่า “มิทราบว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
มาเยือนด้วยธุระอันใดหรือ”
เบื้องหน้าภาพมายาสัญลักษณ์หยินหยางขนาดมหึมา
เจียงฉางเซิงแลดูเล็กกระจ้อยร่อยประหนึ่งมนุษย์เดินดินที่
กำลังเผชิญหน้าอยู่กับทวยเทพผู้ปกครองสรรพสิ่งในจักรวาล
“มรรคาจารย์ ข้าขอบังอาจถามว่าชาติก่อนตัวตนของ
เจ้าเป็นผู้ใด”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก้มลงมองเจียงฉางเซิงจาก
ด้านบน แล้วถามเสียงเย็นเยียบ
แม้แต่เผ่าอวี่ยังเดาความเร็วที่เจียงฉางเซิงเติบโตได้
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานย่อมทำได้เช่นกัน นับตั้งแต่เผ่าอวี่
ล่มสลาย ในใจเขาก็เหมือนมีหนามชิ้นหนึ่งเสียบคาเอาไว้ เขา
หวาดกลัวว่าหากรอต่อไปจะไม่มีหนทางกำราบมรรคา
จารย์ลงได้อีก
เจียงฉางเซิงตอบว่า “เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
บรรพจารย์ยุทธ์จะไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ”
“ดูท่าตำนานมรรคาจารย์กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติจะ
เป็นเพียงเรื่องเสกสรรปั้นแต่งสินะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอบังอาจ
ถามมรรคาจารย์อีกเรื่องหนึ่ง เผ่าอวี่ถูกเจ้าทำลายใช่หรือไม่”
“ถูกต้องแล้ว”
เจียงฉางเซิงเผชิญหน้ากับการเค้นถามของบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพาน แต่กลับตอบด้วยอาการนิ่งสงบ ไม่หวาดกลัวเขา
สักนิด
เจียงฉางเซิงในตอนนี้ไม่หวาดกลัวโลกเทพยุทธ์อีกต่อไป
แล้วจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องทำตัวหงออีกต่อไป ต่อให้โลกเทพ
ยุทธ์เชิญผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขามาจริงๆ อย่างมากเขาก็แค่หนีอี
กรอบเท่านั้น
ห้วงอนันต์สุญญตากว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ ส่วน
ขอบห้วงสุญญตายิ่งเป็นปริศนาอันลึกลับ มีสถานที่มากมาย
ให้วิถีเซียนดำรงอยู่
“ในงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี ข้าเคยพูดไว้ว่าข้าติดค้าง
น้ำใจเจ้าหนึ่งหน ดังนั้นหลังปราบวิถีเซียนแล้ว ข้าจะ
ไม่ทำอันตรายสรรพชีวิตในโลกคุนหลุน”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยเสียงเย็นชา ภาพมายา
สัญลักษณ์หยินหยางด้านหลังเริ่มหมุนวน พลังอัน
น่าหวาดกลัวแผ่ลงมา สั่นสะเทือนกลุ่มเมฆดาราทั้งสี่ด้าน
แปดทิศ
เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้น เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์
ปรากฏบนฝ่ามือ
“พอดีเชียว ข้าเองก็อยากลองสัมผัสพลังของบรรพจารย์
ยุทธ์แห่งวิถียุทธ์อยู่พอดี”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แฝงความ
แข็งกร้าวเอาไว้ในที
แต่เดิมความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ไม่ได้ใกล้ชิด
สนิทสนมดังเช่นที่สรรพชีวิตทั้งหลายคิดเอาเองอยู่แล้ว ในเมื่อ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานบุกมาถึงหน้าประตูบ้าน เจียงฉางเซิงก็
ไม่ถือสาที่จะมอบความพ่ายแพ้ให้เขาสักหน
“บรรพจารย์ยุทธ์เปิดศึกกับมรรคาจารย์ สุดยอดผู้
แข็งแกร่งของห้วงมิติผู้ร่วมมือกันต่อต้านอสุรกายมหันตภัย
ทั้งสอง วันนี้มาพบกันเพื่อต่อสู้ตัดสิน จะขาดผู้ชมเช่นข้าคนนี้
ได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะลอยมา เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เหาะ
มาพร้อมกับแท่นดอกบัวหิน ปล่อยผมสยายดูไม่ได้ กลิ่นอาย
อันเย็นยะเยือกแผ่ออกมารอบตัว
เจียงฉางเซิงเหล่มองเขาแวบหนึ่ง ในใจพยากรณ์หาผู้
แข็งแกร่งที่สุดในบริเวณนี้ ผลออกมาว่านอกจากตัวเขาเอง ก็
ยังเป็นเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ที่มีมูลค่าห้าสิบสองแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์เช่นเดิม แล้วจิตสัมผัสของเขาก็ตรวจจับไม่พบ
กลิ่นอายที่ทำให้เขาไม่สบายใจด้วย
“เจ้าบอกว่าตนเองเป็นผู้ใคร่ครวญลิขิตสวรรค์ ไม่สอด
มือมายุ่งกับการแย่งชิงอันผูกบ่วงกรรมทั้งหลายมิใช่หรือไร”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน
เห็นชัดว่าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์มาโดยไม่ได้รับเชิญจากเขา
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เขาส่งเสียงหัวเราะฟังดูชั่วร้าย “ถูกต้องแล้ว มิสอดมือเข้าไป
ยุ่ง แต่พวกเจ้าทั้งสองต่างมีคุณสมบัติเป็นตัวแทนชิงชัย
ระหว่างมหามรรคา แล้วศึกตัดสินระดับนี้จะให้ข้าพลาดได้
อย่างไรกัน”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนิ่งเงียบ เขาเลิกสนใจเฒ่าลี้ลับ
ลิขิตสวรรค์ หันมายกมือขวาชูแส้นักพรตขึ้นแทน ภาพมายา
ของสัญลักษณ์หยินหยางเปล่งแสงเจิดจ้า ขอบห้วงสุญญตา
เปลี่ยนสีสันกลายเป็นพื้นที่สีขาวโพลน ลำแสงหลากสีนับไม่
ถ้วนทะลักออกมาจากสัญลักษณ์หยินหยางอย่างรวดเร็ว
ในใจเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาพึมพำ
กับตนเองในใจ ‘บรรพจารย์ยุทธ์ อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียเล่า’
เขาวาดหวังจะประมือกับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมานาน
แล้ว
เขาไม่เพียงต้องการล้มบรรพจารย์ยุทธ์ แต่ยังตั้งตาคอย
รางวัลรอดชีวิตด้วย!
ในสถานการณ์ที่เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่คิดจะลงมือ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานผู้มีมูลค่ายี่สิบแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์ย่อมเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
อีกอย่างทั่วร่างของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานล้วน
มีร่องรอยของนักพรตเผยออกมาให้เห็น เจียงฉางเซิงจึงสงสัย
ว่าก่อนหน้านี้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานอาจเคยพบกับซากอา
รายธรรมของวิถีเซียนมาก่อน เช่นเดียวกับชีหมิงหวัง
ห้วงอนันต์สุญญตาดูเหมือนวังเวง แต่ความจริงแล้วมัน
มีดินแดนแห่งโชควาสนาและดินแดนแห่งมรดกมหามรรคา
อีกนับไม่ถ้วนซ่อนตัวอยู่
“สิ่งนี้คือผลลัพธ์ทั้งชีวิตของข้า มีนามว่าเทวยุทธ์หยิน
หยาง มรรคาจารย์ จากทั่วทั้งมหาพิภพนิลเหลืองในปัจจุบัน
เจ้าจะเป็นคนแรกที่ได้เผชิญหน้ากับเทวยุทธ์หยินหยาง!” เสียง
ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานดังขึ้น ไอสังหารกดข่มไว้ไม่อยู่
อีกต่อไป
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ในมือเจียงฉางเซิงลอยขึ้น
กลางอากาศแล้วขยายใหญ่อย่างรวดเร็วไปอยู่ด้านหน้า เสียง
ของเขาดังตามมา “สิ่งนี้คือเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ เจ้าก็
คือคนแรกที่ได้เผชิญหน้ากับมันเช่นกัน”
………………………………………………..