เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 490 ตราหยินหยางเบิกมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 490 ตราหยินหยางเบิกมรรคา
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ลอยอยู่เบื้องหน้าของเจียง
ฉางเซิงประหนึ่งดาวดวงยักษ์ทั้งหมดเจ็ดสิบสองดวง พวกมัน
โคจรวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่ ประจันหน้ากับภาพมายา
สัญลักษณ์หยินหยางที่ขนาดมหึมายิ่งกว่า กลุ่มเมฆดารา
ทั้งหมดในห้วงมิติของขอบห้วงสุญญตาต่างหยุดนิ่ง
“เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ นี่ก็เป็นสมบัติอาคมแห่งวิถี
เซียนหรือ”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์จ้องสมบัติอาคมด้านหน้าเจียงฉาง
เซิง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
นับตั้งแต่ค้นพบตัวตนของเจียงฉางเซิง เขาก็สนใจวิถี
เซียนยิ่งนัก เพราะเขามิอาจทำนายอนาคตของวิถีเซียนได้ เขา
ไม่ได้พบสิ่งที่เขาทำนายไม่ได้มาเนิ่นนานนักแล้ว
เจียงฉางเซิงกับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่ชักช้า
ถ่วงเวลา หลังกล่าววาจาข่มกันจบ ทั้งสองฝ่ายต่างลงมือทันที
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสะบัดแส้ สัญลักษณ์หยินหยาง
ที่ดูดซับพลังแห่งกฎไปนับไม่ถ้วนพาพลังอันแข็งแกร่งที่พร้อม
จะบดขยี้ทุกสิ่งมุ่งตรงไปหาเจียงฉางเซิง มันรวดเร็วยิ่งนัก
เพียงพริบตาเดียวก็ลอยผ่านบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน บุกไปถึง
เบื้องหน้าเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
มือขวายกขึ้นกำเบื้องหน้า เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์พุ่ง
ไปข้างหน้าในบัดดล
เปรี้ยงงง!
เงาเลือนรางของสัญลักษณ์หยินหยางถูกเจ็ดสิบสองมุก
ทลายสวรรค์พุ่งเข้าปะทะ แล้วแตกกระจายหายไปในพริบตา
เสื้อคลุมนักพรตของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานปลิวสะบัด
หน้ากากแตกละเอียดเผยให้เห็นใบหน้าที่อึ้งงัน
จากนั้นเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ก็หดเล็กลอยรวมกัน
เป็นจุดเดียว แล้วพุ่งทะลวงผ่านกายเนื้อของบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เขา
ตอบสนองไม่ทันอย่างสิ้นเชิง เขาเบิกตาโต ใบหน้าที่แก่ชรา
และเต็มไปด้วยรอยบาดแผลทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ห้วงมิติสีขาวแตกสลาย ฟื้นกลับมาเป็นสภาพเดิมของ
ห้วงมิติในขอบห้วงสุญญตา
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็เบิกตาโตเช่นเดียวกัน เขาไม่กล้า
เชื่อสายตาของตนเอง
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้ง
ด้านหลังของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน มันหวนกลับมามีขนาด
เท่านิ้วหัวแม่มือ วนเรียงแถวเป็นรูปวงกลมพร้อมกับทอแสง
หลากสีออกมาจากตัวเอง
“เป็นไปได้อย่างไร…เจ้าบรรลุขั้นเทวะแล้ว ไม่สิ…เจ้า
มิใช่ขั้นเทวะหกตัณหาแน่!”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจ้องเจียงฉางเซิงเขม็งพลางถาม
เสียงสั่น
ชั่วพริบตาที่ถูกเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ทะลวงผ่าน
กายเนื้อ พลังบรรพยุทธ์ของเขาก็แตกซ่าน เส้นเอ็นกับกระดูก
หักเป็นท่อนๆ เขาถึงขั้นรู้สึกได้ว่าพลังชีวิตในร่างของตนเอง
กำลังไหลรั่วหายไปอย่างรวดเร็ว
ขั้นเทวะหกตัณหา?
หรือว่านั่นจะเป็นระดับขั้นของขั้นเทวะ
ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า ขั้นเทวะเหนือดับสูญสูงกว่า
ขั้นเทวะหกตัณหา คงจะเป็นระดับขั้นที่อยู่ระหว่างสิบแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์กับหนึ่งร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
สินะ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์มีมูลค่าเท่ากับห้าสิบสองแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ แต่เห็นชัดว่ายามบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานเผชิญหน้ากับเขา เขาเลือกแสดงท่าทีเหมือนเป็นคน
ขั้นเดียวกัน นี่หมายความว่าห้าสิบแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
มิใช่เส้นแบ่ง
เจียงฉางเซิงนับว่าพอใจกับผลงานของเจ็ดสิบสองมุก
ทลายสวรรค์ เขากับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานห่างชั้นกันมาก
เหลือเกิน ผลแพ้ชนะไม่มีทางผิดคาดไปได้ ดังนั้นความจริง
แล้วเขาก็แค่อยากทดลองฤทธิ์เดชของเจ็ดสิบสองมุกทลาย
สวรรค์เท่านั้น
“ขั้นเทวะหกตัณหาอย่างนั้นหรือ ข้ามิใช่คนของวิถียุทธ์
มิรู้จักระดับขั้นของพวกเจ้าหรอก ศึกนี้สิ้นสุดลงแล้ว บรรพ
จารย์ยุทธ์ ในเมื่อมาแล้วก็จงอย่ากลับไปเลย!”
สิ้นคำพูดของเจียงฉางเซิง น้ำเต้าทองม่วงก็ลอยออกมา
จุกน้ำเต้าเปิดออก เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ลอยกลับมา
พร้อมกับพาบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานที่อยู่ระหว่างทางกลับมา
ด้วย เมื่อมาถึงก็โยนเขาเข้าไปในน้ำเต้าทองม่วง ระหว่างนั้น
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่มีกำลังขัดขืนแม้แต่น้อย
เจียงฉางเซิงผู้มีมูลค่าความแข็งแกร่งเกือบสองร้อยแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สู้กับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานที่มีมูลค่า
ความแข็งแกร่งแค่ยี่สิบแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ให้
ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากสู้กับมนุษย์ธรรมดา
สาเหตุที่เขาไม่สังหารบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานในเสี้ยว
วินาทีก็เพราะเจียงฉางเซิงจงใจกดพลังเอาไว้ มิเช่นนั้นการ
โจมตีเมื่อครู่ย่อมมากพอจะทำให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
แตกดับทั้งกายเนื้อและดวงจิตแล้ว
เจียงฉางเซิงเก็บน้ำเต้าทองม่วงเสร็จก็เหลือบสายตา
ไปมองเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ สายตานี้ทำเอาเฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์ขวัญผวา
‘เป็นไปได้อย่างไรกัน…เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
หรือว่าเขาไปถึงขั้นเทวะเหนือดับสูญแล้ว ไม่มีทาง…ตัวตน
ระดับนี้เหตุไฉนจึงรั้งอยู่ที่ห้วงมิติชั้นนอก...’
ในใจของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เต็มไปด้วยความ
กระวนกระวาย เขานึกถึงภาพการผ่านด่านเคราะห์ของมรรคา
จารย์ในวันนั้น หรือว่าอำนาจสวรรค์อันรุนแรงในครั้งนั้นเกิด
จากพลังของวิถียุทธ์ที่พยายามสยบภัยร้ายอยู่
แม้เขาตระหนักดีว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน แต่เขาก็ยังไม่อาจเอาชนะบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานได้
อย่างง่ายดายเช่นนี้
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์สบสายตากับมรรคาจารย์ ใน
ใจรู้สึกว่าจะรุกก็ยาก จะถอยก็ยาก เขาไม่กล้าหนีไปทันที แต่ก็
ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอะไรกับมรรคาจารย์ด้วย
บอกว่าเขามาชมการต่อสู้เพียงอย่างเดียวจริงๆ น่ะหรือ
หากสลับเป็นเขา ได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็ไม่เชื่อหรอก
เจียงฉางเซิงกำลังใคร่ครวญว่าจะจัดการกับเฒ่าลี้ลับ
ลิขิตสวรรค์อย่างไรดี เบื้องหลังของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์มีผู้ใด
อยู่อีกหรือไม่ เป้าหมายที่เขาอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตา
มายาวนานเช่นนี้คือสิ่งใด
“มรรคาจารย์ ข้าทราบว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ข้า
ไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าซ่อนอยู่ข้างหลังเหมือนบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานหรอก สาเหตุที่ข้ารั้งอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาก็
เพราะต้องกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดเท่านั้น หากเจ้ามีสิ่ง
ใดที่อยากรู้ ข้าสามารถบอกเจ้าได้ เรื่องในวันนี้ ข้าก็ลืมได้
เช่นกัน”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ฝืนความกลัวเอ่ยปากบอกเช่นนี้ ใน
เมื่อสถานการณ์บีบคั้น เขาก็จำเป็นต้องวางความหยิ่งยโสของ
ตนเองลงอย่างไร้ทางเลือก ใช้ท่าทีอ่อนลงเข้าหามรรคาจารย์
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “อ้อ เอาชีวิตรอดอย่างนั้นหรือ
เจ้ากำลังหลบหนีสิ่งใดกันเล่า แล้วพวกเทวะของโลกเทพยุทธ์
อยู่กันที่ใด”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตอบว่า “มิว่าระดับขั้นใดล้วน
มีขีดจำกัด ต่อให้เป็นขั้นเทวะหกตัณหาหรือกระทั่งขั้นเทวะ
เหนือดับสูญก็ต้องเผชิญหน้ากับขีดจำกัดอายุขัย หรือไม่ก็
คราวเคราะห์ ดังนั้นเมื่อพวกเขาบรรลุขั้นเทวะหกตัณหาก็
จะเดินทางไปที่มหาสมุทรเชื่อมอนธการ ออกค้นหาต้นกำเนิด
วิถียุทธ์เพื่อไขว่คว้าชีวิตที่ยาวนานยิ่งขึ้น ข้าเองก็เคย
ไปมาก่อน ทว่าดันไปล่วงเกินตัวตนที่สูงส่งเข้า จึงต้องหนี
กลับมาอย่างไร้ทางเลือก”
มหาสมุทรเชื่อมอนธการ...
เจียงฉางเซิงจดจำไว้เงียบๆ แล้วถามต่อว่า “ผู้ที่อยู่ใน
มหาสมุทรเชื่อมอนธการคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของวิถียุทธ์หรือ
”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตอบกลับมาว่า “เมื่อบรรลุขั้นเทวะ
ก็มินับเป็นวิถียุทธ์อีกแล้ว แต่เป็นวิถีแห่งกฎ ผู้ฝึกบำเพ็ญพลัง
แห่งกฎคนละชนิดก็คือผู้ฝึกบำเพ็ญคนละวิถี แต่วิถียุทธ์คือวิถี
หลักของมรรคาสวรรค์ในปัจจุบัน แม้แต่อีกฟากฝั่งของ
มหาสมุทรเชื่อมอนธการ เหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์ก็เป็นขุม
อำนาจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่หากเทียบอำนาจการปกครอง
พวกเขายังเทียบฝั่งของห้วงอนันต์สุญญตาไม่ติด อีกอย่าง
มหาสมุทรเชื่อมอนธการมีเก้ามหาผู้พิทักษ์อยู่ พวกเขาจะคอย
ขัดขวางไม่ให้เหล่าเทวะหวนกลับมายังห้วงอนันต์สุญญตา
พร้อมกันจำนวนมาก เพื่อรักษาระเบียบของห้วงอนันต์
สุญญตาไว้
ส่วนสิ่งต่างๆ ในอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
ข้ามิอาจแพร่งพรายได้ นี่เป็นกฎของมรรคาสวรรค์ในห้วง
อนันต์สุญญตา เจ้าต้องเดินทางไปเยือนด้วยตนเองจึง
จะเข้าใจ ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยโชควาสนาแต่ก็
ดำมืดอย่างยิ่ง มันอันตรายและโหดร้ายยิ่งกว่าห้วงอนันต์
สุญญตาเสียอีก”
พูดถึงมหาสมุทรเชื่อมอนธการ น้ำเสียงของเฒ่าลี้ลับ
ลิขิตสวรรค์พลันเจือด้วยความหวาดกลัว
เจียงฉางเซิงย่อมไม่คิดจะเดินทางไปมหาสมุทรเชื่อม
อนธการ เขาไม่ขาดแคลนอายุขัยอยู่แล้ว แค่ห้วงอนันต์
สุญญตาก็มากพอให้เขาพัฒนาวิถีเซียนไปอีกนานแสนนาน
ไม่จำเป็นต้องเอาตนเองไปลำบาก
ในเมื่อเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์บอกกล่าวอย่างจริงใจเช่นนี้
เจียงฉางเซิงก็ไม่คิดจะสร้างความลำบากให้เขาอีก ไม่ว่า
อย่างไรตอนผ่านด่านเคราะห์หนนั้น เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็
ไม่ลอบโจมตีเขา ไม่ว่าในใจเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์จะคิดอย่างไร
อย่างน้อยการกระทำก็เป็นเช่นนั้น
“หวังว่าเจ้าจะพูดจริงทำจริง เจ้าไปได้แล้ว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างนิ่งสงบ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับ
มหาสมุทรเชื่อมอนธการ เขาเชื่อว่าในความทรงจำของบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานจะต้องมีอย่างแน่นอน
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า
เขารีบค้อมหัวคารวะแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงย้อนกลับไปในตำหนักเมฆาม่วง
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานถูกเขาจับตัวเอาไว้โดยที่
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เขาเริ่มรอคอยรางวัลรอดชีวิตมาเยือน ไม่นานการแจ้ง
เตือนก็ปรากฏตรงหน้าเขา
[ปีเซวียนเต้าที่สองพันห้าร้อย บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
บุกมาโจมตี เจ้าเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของเขาได้สำเร็จ
ข้ามผ่านเคราะห์ภัยได้หนึ่งหน ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติ
วิเศษมรรคาสวรรค์นามว่า ‘ตราหยินหยางเบิกมรรคา’]
หยินหยาง?
นี่เป็นความจงใจของระบบหรือเปล่า
เจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับตราหยิน
หยางเบิกมรรคาทันที ความทรงจำมหาศาลทะลักเข้ามาใน
สมองอย่างบ้าคลั่ง
ตราหยินหยางเบิกมรรคาเป็นสิ่งที่จอมปราชญ์จาก
มรรคาแห่งหยินหยางหยิบยืมปราณแห่งมรรคาสวรรค์มาสรร
สร้าง มันพรั่งพร้อมทั้งการรุกและการรับ อัดแน่นด้วยพลังแห่ง
หยินหยางที่ก่อเกิดเพิ่มพูนไม่สิ้นสุด ทำให้ผู้คนเข้าถึงหรือ
บรรลุเคล็ดวิชา วิชาอาคมและพลังอภินิหารต่างๆ ได้ ตรา
หยินหยางเบิกมรรคายังสามารถทิ้งรอยประทับที่คงอยู่ได้
ตราบนิรันดร์เอาไว้ให้สรรพชีวิตบรรลุศาสตร์วิชาต่างๆ ได้
อีกด้วย
เจียงฉางเซิงสงสัยอย่างยิ่งว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
เคยพบรอยประทับของตราหยินหยางเบิกมรรคามาก่อน
หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริงก็หมายความว่าในโลกทัศน์
ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เขารับรู้การมีอยู่ของวิถีเซียน
มาก่อน เพียงแต่ถูกกาลเวลาลบเลือนหายไปเท่านั้น
หรือว่าก่อนที่วิถีเซียนจะพินาศ มีตัวตนอันสูงส่งบางคน
รวบรวมทุกสิ่งของวิถีเซียนแล้วจัดเรียงเป็นระบบรอดชีวิต เก็บ
ไว้ให้แก่ผู้สืบทอดกัน
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้มาก
อย่างยิ่ง
เขาหยิบน้ำเต้าทองม่วงออกมาทันที เวลานี้บรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานถูกเขตอาคมต่างๆ ภายในน้ำเต้าสะกดเอาไว้อยู่
กาฬวาตสะบั้นมรรคาที่ใส่เสริมไปก่อนหน้านี้ทำให้บรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานไม่อาจรวบรวมพลังสร้างภาพมายาหยินหยาง
ดวงใหม่ได้
“นี่มันลมอันใดกัน เหตุใดจึงมีพลังทำลายล้างน่ากลัว
ถึงเพียงนี้ แม้แต่เทวยุทธ์หยินหยางของข้าก็ใช้ไม่ได้…”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสีหน้าขึงเครียดนั่งสมาธิอยู่
ท่ามกลางทะเลเพลิง
ความทรมานอันยากจะพรรณนารวมไปถึงชะตากรรมที่
ไม่รู้ในภายหน้าทำให้เขากระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมา
ก่อน สิ่งที่ทำให้เขาสับสนมากที่สุดก็คือพลังของมรรคาจารย์
มรรคาจารย์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกัน!
หรือว่ามรรคาจารย์มาจากมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
เป็นไปไม่ได้ ผู้ที่อยู่เหนือขั้นเทวะขึ้นไปล้วนมุ่งมั่นกับชีวิต
นิรันดร์!
หากไม่ใช่ หรือว่ามรรคาจารย์จะเป็นเหมือนกับเทพแห่ง
หยินหยาง ถือกำเนิดมาจากมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์กัน
ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกว่าเป็นอย่างหลัง ในใจเขานึกตำหนิ
ตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนหน้าศึกนี้เขา
ใช้ประโยชน์จากมรรคาจารย์เพื่อเริ่มต้นยุคแห่งหมื่นวิถี ให้
สรรพชีวิตในวิถียุทธ์ยอมรับการมีอยู่ของวิถีเซียน ตอนนี้เขาถูก
สะกดไว้แล้ว เช่นนั้นวิถียุทธ์จะเผชิญหน้ากับวิถีเซียนอย่างไร
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจิตใจว้าวุ่นดุจเส้นด้ายที่พันกัน
ยุ่งเหยิง
ในตอนนี้เองเขาก็เห็นแสงสีทองสายหนึ่ง เขาเงยหน้า
มองตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นก็เห็นดวงตาแนวตั้งสีทอง
ดวงหนึ่งลอยอยู่กลางท้องนภาพอดี
สายตาสบประสาน บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตกอยู่ใน
ห้วงภวังค์ในพริบตา
ความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเป็น
ความทรงจำที่มีจำนวนมหาศาลที่สุดเท่าที่เจียงฉางเซิงเคย
เจอ แต่ตัวเขาในวันนี้ไม่เหมือนในวันวานอีกแล้ว เขาค้นหา
เรื่องราวสมัยก่อนที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจะกลับมายังโลก
เทพยุทธ์พบอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเขาก็มองเห็นมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
ลึกเข้าไปในห้วงอนันต์สุญญตา มีมหาสมุทรสีครามผืน
หนึ่งทอดตัวอยู่ท่ามกลางห้วงมิติอันมืดมิดอันกว้างใหญ่
ไพศาล ริมขอบของมหาสมุทรสีครามคือประตูศิลาขนาด
มหึมาบานหนึ่ง หน้าประตูศิลามีร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ เขาเป็น
บุรุษผู้สวมชุดเกราะโทรมๆ ผมเผ้ายาวสยายรุงรัง หนังตาข้าง
หนึ่งยุบจมลงไป เห็นชัดว่าไม่มีลูกตา
หรือว่านี่จะเป็นเก้ามหาผู้พิทักษ์ที่เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
เอ่ยถึง
ประตูศิลาเปล่งแสงสว่างจ้า บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
ก้าวออกมาจากความว่างเปล่าด้านในของบานประตู
เป็นอย่างที่คิด บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมาจาก
มหาสมุทรเชื่อมอนธการจริงๆ ด้วย
เจียงฉางเซิงเลื่อนความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานให้ย้อนไปก่อนหน้า ภาพเคลื่อนผ่านไปในพริบตา เขา
ติดตามบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจนมาถึงโลกอันมืดมิดแห่ง
หนึ่ง
ท้องนภาเป็นสีดำสนิท พสุธากว้างสุดลูกหูลูกตา ทั่วทั้ง
ภูเขาและทุ่งหญ้าไร้สีเขียวขจี
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเดินอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้
เหมือนกำลังค้นหาบางสิ่งอยู่
ที่แห่งนี้คืออีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการหรือ
เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้ หลังจากนั้นเขาก็ค้นความทรงจำ
ต่อ
เมื่อเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป เขาจึงทราบว่าดินแดน
แห่งนี้เป็นเพียงมหาพิภพแห่งหนึ่งภายในมหาสมุทรเชื่อม
อนธการเท่านั้น มันคือเส้นทางผ่านไปสู่อีกฟากฝั่ง ดินแดน
ลึกลับที่เหล่าเทวะไล่ตามและต่อสู้แย่งชิง
ทว่าตอนที่เจียงฉางเซิงใกล้จะตามไปถึงดินแดนแห่งนั้น
นั่นเอง จู่ๆ ความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็
ขาดสะบั้น ภาพวูบไหวครั้งหนึ่งแล้วย้อนกลับกลายเป็นภาพ
ก่อนหน้านั้นในอดีตอันเนิ่นนาน สมัยที่บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานเพิ่งบรรลุขั้นเทวะแล้วก้าวเข้ามาในดินแดนแห่ง
อนธการ เพื่อจะเดินทางไปยังอีกฟากฝั่ง
ไม่ว่าเขาจะทดลองทำเช่นไร ก็ไม่อาจคว้าจับ
ความทรงจำเกี่ยวกับอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรเชื่อม
อนธการได้เลย
……………………………………………