เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 491 ราชันนภากับราชันปฐพี แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 491 ราชันนภากับราชันปฐพี แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
แม้ในความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจะไม่มีอีก
ฝั่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการ แต่มันก็ทำให้เจียงฉางเซิงได้
เปิดหูเปิดตาอย่างมาก โลกเทพยุทธ์ช่างมีฐานที่มั่นในห้วง
อนันต์สุญญตาอยู่มากมายนัก ผู้แข็งแกร่งที่ปิดด่านฝึก
บำเพ็ญอยู่ข้างนอกมีมากมายนับไม่ถ้วน หากวิถียุทธ์
เผชิญหน้ากับห้วงวิกฤติแห่งการล่มสลายจริงๆ แค่ขุมกำลัง
ที่ซ่อนอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาของวิถียุทธ์ก็คงระเบิดพลัง
ออกมาได้มากกว่าที่เจียงฉางเซิงคาดคิดแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานส่งสารไปยัง
มหาสมุทรเชื่อมอนธการ เชื้อเชิญเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์
กลับมาแล้วด้วย นี่เป็นข่าวที่ควรค่าระวังข่าวหนึ่ง
หนึ่งเดือนเต็มต่อจากนั้น เจียงฉางเซิงจมอยู่ใน
ความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน ตั้งแต่โบราณจรดปัจ
จุบัน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าไปในมหาสมุทรเชื่อมอนธการ นับเพียงคน
ที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรู้จักก็มากกว่าหนึ่งพันคนแล้ว
พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นอัจฉริยะผู้เป็นที่รักของสวรรค์จาก
แต่ละยุค นี่แค่ที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรู้จักเท่านั้น วิถียุทธ์
ดำรงอยู่มานานแสนนานถึงเพียงนั้น ยากจะคาดเดาได้ว่ามีผู้
แข็งแกร่งจำนวนเท่าใดกันแน่ที่เข้าไปอยู่ในมหาสมุทรเชื่อม
อนธการ
แล้วผู้แข็งแกร่งที่เดินทางเข้าไปในมหาสมุทรเชื่อม
อนธการเหล่านั้นได้สร้างทายาทไว้ที่ห้วงมิติชั้นในหรือไม่
เขารู้สึกว่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง
บางทีสถานที่ซึ่งแดนสวรรค์เหินขึ้นฟ้าไปสถิตอยู่
ในอนาคตอาจเป็นห้วงมิติชั้นในก็เป็นได้!
เจียงฉางเซิงรู้อดีตระหว่างบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกับ
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
หลอกลวงมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณจริงๆ แต่เขาก็
ปกป้องมหาจักรพรรดิทั้งสามแห่งแดนโลหิตอยู่จริงเช่นกัน มิ
เช่นนั้นโลกเทพยุทธ์ก็กำราบแดนโลหิตได้อย่างง่ายดาย
อยู่แล้ว อีกอย่างตัวแดนโลหิตเองก็เป็นหมากของโลกเทพยุทธ์
มาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วด้วย
ชีวิตนี้ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เคยทำผิดบาป เคย
ทำสิ่งชั่วช้า แต่เขามีใจเป็นห่วงสรรพชีวิตอย่างแท้จริง เขา
พยายามเพื่อสันติสุขมาตลอด การเลื่อนตำแหน่งให้ฟ้าดิน
สรวลก็เพื่อเชื่อมประสานระหว่างมหามรรคาแต่ละสาย ลด
ความขัดแย้งให้น้อยลง
ยิ่งมองดูต่อไปเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงก็ยิ่งรู้สึกว่าการสังหาร
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานออกจะน่าเสียดาย
จะว่าไปแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้มีความแค้นต่อกัน บางทีอาจ
กล่าวได้ว่าทั้งสองเข้าอกเข้าใจกันอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่
จนปัญญาที่การชิงชัยระหว่างมหามรรคาช่างโหดร้ายนัก
พวกเขาจึงถูกลิขิตให้เป็นศัตรู
เจียงฉางเซิงลืมตามองน้ำเต้าทองม่วงในมือ แต่รีรอ
ไม่ลงมือสังหารเสียที
ไป๋ฉีขยับเข้ามาหาแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “นายท่าน
ด้านในนี้ขังผู้ใดเอาไว้หรือ”
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงหายตัวไป แม้จะกลับมาอย่าง
รวดเร็ว แต่นางก็สังเกตเห็น นางเดาว่าคงมีศัตรูบุกมาอีก
ศัตรูที่ทำให้มรรคาจารย์ต้องวิ่งโร่ออกไปได้ จะต้องเป็น
คนใหญ่คนโตที่มีหน้ามีตาในห้วงอนันต์สุญญตาอย่างแน่นอน
“คนผู้หนึ่งที่รู้ดีว่าทำมิได้แต่ก็ยังดึงดันจะทำ”
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ สิ่งที่เขาพูดถึง
มิใช่ความห่างชั้นของพลังระหว่างเขากับบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน แต่เป็นโชคชะตาของวิถียุทธ์
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรู้มานานแล้วว่าวิถียุทธ์กำลังจะ
เดินทางมาถึงจุดจบ แต่เขาก็ยังหวนกลับมาจากห้วงมิติชั้นใน
เพียงเพราะเขาถือกำเนิดในวิถียุทธ์ จึงไม่ปรารถนาจะให้วิถี
ยุทธ์เดินไปถึงกาลอวสาน
ไป๋ฉีฟังไม่เข้าใจ คนพรรค์นั้นคือผู้ใดกัน
ช่วยไม่ได้ นางรู้จักผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลในห้วงอนันต์
สุญญตาน้อยนัก ไม่ใช่แค่นาง แต่สรรพชีวิตทั้งหลายในโลกคุ
นหลุนก็ล้วนเป็นเช่นนี้ด้วย ขนาดแข็งแกร่งระดับจักรพรรดิ
สวรรค์ยังไม่เคยเห็นผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลกับตาตนเองมาก่อน
ด้วยซ้ำ
ข่าวที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานถูกสะกดยัง
ไม่แพร่กระจายออกไปในทันที ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็น
ผู้กุมอำนาจสูงสุดของโลกเทพยุทธ์ ไม่มีผู้ใดคอยบงการเขาให้
ไปทางใดได้ ดังนั้นต่อให้เขาถูกสังหาร โลกเทพยุทธ์ก็คง
ไม่ล่วงรู้ในเร็วๆ นี้ ส่วนของจำพวกหยกยุทธ์อะไรนั่น ส่วนใหญ่
มีแต่ผู้อาวุโสมอบให้ทายาทรุ่นเยาว์ใช้
เมื่อไม่มีบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหวนกลับไปออกคำสั่ง
โลกเทพยุทธ์ย่อมไม่เคลื่อนกองทัพและไม่กล้ากระทำการใด
กับโลกคุนหลุน ต่อให้มองว่าแผนการสร้างโลกสวรรค์คุกคาม
ฝ่ายพวกเขา พวกเขาก็ทำได้เพียงรอคอยเท่านั้น
ระหว่างที่แดนสวรรค์ผลักดันแผนการเกี่ยวกับโลก
สวรรค์ มหาศึกสถาปนาเทพในแดนมนุษย์ก็มาถึงฉากปิดม่าน
เทียนจิ่งกับต้าหงกำลังเปิดศึกตัดสินครั้งสุดท้าย ทั้งสองฝ่าย
ต่างทำสัญญาวิญญูชน จากนั้นจึงเปิดศึกตัดสินกันบนทุ่งราบ
เบื้องหน้าภูเขาสองภพ ศึกนี้ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหน
มาก่อน กำลังทหารที่ทุ่มเทไปกับเหตุการณ์นี้มากมายอย่างที่
ไม่เคยปรากฏในอดีต ศึกเดียวจะตัดสินแพ้ชนะ
มหาศึกสถาปนาเทพดำเนินมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ไม่ว่า
จะผู้ฝึกบำเพ็ญหรือประชาชนล้วนเหนื่อยล้า แดนสวรรค์
รับปาก มิว่าผู้ใดแพ้หรือผู้ใดชนะ ทั้งสองฝ่ายล้วนจะได้รับสิทธิ์
ในการสถาปนาเทพจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นโอรส
สวรรค์เซวียนเต้าหรือโอรสสวรรค์แห่งต้าหงก็ล้วนจะได้รับ
ตำแหน่งตรีราชันทั้งคู่ แตกต่างกันเพียงผู้ใดเป็นราชันนภา
ส่วนผู้ใดเป็นราชันปฐพีเท่านั้น
เมื่อมีแดนสวรรค์คอยจัดการ มหาศึกสถาปนาเทพหนนี้
ย่อมไม่มีคาวเลือดและความแค้นลึกล้ำมากเท่าใดนัก
ทั้งสองฝ่ายต่างรอคอยให้เผ่ามนุษย์รวมเป็นหนึ่ง
ศึกใหญ่เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ทั้งสองฝ่ายส่งผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกบำเพ็ญมามากกว่า
หมื่นล้านคน ทหารที่ร่วมรบแต่ละคนต่างครอบครองอาวุธที่
เหาะเหินได้ เหล่าขุนพลทรงพลังจนสามารถผ่าขุนเขาลำน้ำ
มนุษย์เดินดินที่แท้จริงทำได้เพียงขนส่งเสบียง ช่วยขนย้าย
ทหารที่บาดเจ็บอยู่แนวหลังเท่านั้น
ศึกนี้ทำให้ทั่วทั้งโลกคุนหลุนหันมาจับตามอง พลังอัน
แข็งแกร่งเหล่านั้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ
นานาบนท้องฟ้า แม้แต่เทพเซียนของแดนสวรรค์ก็กำลัง
ชมการต่อสู้อยู่ด้วย
โอรสสวรรค์เซวียนเต้างัดค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์
สวรรค์พิภพมาเปิดศึกใหญ่กับหงหลิน แม้หงหลินจะไร้ยอด
ของวิเศษ แต่เขาฝึกปรือกายเนื้อของตนจนกลายเป็นยอดของ
วิเศษชั้นแนวหน้าของโลกยุคนี้แล้ว การต่อสู้ของทั้งสองคน
เรียกได้ว่าสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
สิ่งที่ควรค่าเล่าเสียหน่อยก็คือ ฝั่งต้าหงมีสำนักบำเพ็ญ
เซียนมากมายคอยสนับสนุน สาเหตุสำคัญก็เพราะวิถีเซียน
ยุทธ์ของหงหลินช่วยดึงสำนักมากมายมาเป็นพวกพ้องของเขา
ต่อให้พ่ายแพ้ สำนักบำเพ็ญเซียนทั้งหลายก็ยังมีโอกาสได้สิทธิ์
สถาปนาเป็นเทพ พร้อมกับได้รับวิถีเซียนยุทธ์อยู่ดี
ฝั่งเทียนจิ่ง หากไม่นับโอรสสวรรค์เซวียนเต้า ผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุดก็คือเจียงเทียนเซิง ร่างกลับชาติมาเกิดของ
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนในอดีต อดีตอัจฉริยะฟ้าประทานอันดับหนึ่ง
แห่งเทียนจิ่ง ยามนี้เขายังเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดใน
แดนมนุษย์อีกด้วย นับเพียงขั้นบำเพ็ญ มหาเซียนวั่งเฉินไม่แน่
ว่าจะสู้เขาได้ เขาเพียงคนเดียวก็ต่อสู้กับสำนักบำเพ็ญเซียน
สำนักใหญ่ทั้งเก้าได้เพียงลำพัง ยามดวงเนตรมหามรรคา
กวาดมองทั่วสนามรบ เขาดูประหนึ่งเทพสงครามยุคโบราณที่
ลงมาเยือนแดนมนุษย์
เจียงฉางเซิงเองก็ตื่นขึ้นมาจากการฝึกบำเพ็ญเช่นกัน
เขาชมการต่อสู้อย่างเพลิดเพลิน ระหว่างนั้นก็ถือโอกาส
วิจารณ์พรสวรรค์กับพลังของพวกคนรุ่นหลังอยู่กับไป๋ฉีกับมู่ห
ลิงลั่วด้วย
“หงหลินคนนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ ไป๋ฉี เจ้าลงทุนกับตัว
เขาไปมากเท่าไรกัน”
“นับไม่ถ้วนแล้วเจ้าค่ะ ข้าใช้ทั้งอำนาจของวังมังกรกับ
เผ่าปีศาจจนข้าปวดใจเลยทีเดียว โชคดีที่สุดท้ายก็ฝึกปรือกาย
เนื้อของเขาได้สำเร็จ”
“เจ้าเด็กเทียนเซิงคนนั้นเองก็แข็งแกร่งมาก ข้าคิดว่าเขา
น่าจะต่อสู้กับลู่เอ๋อร์กับหงหลินได้แล้ว”
“วิถีเซียนนับว่าแพร่หลายอย่างสมบูรณ์แล้ว ตัวตนของ
ผู้บำเพ็ญเซียนให้ความรู้สึกเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์มากทีเดียว”
สตรีทั้งสองนางสนทนากันไม่หยุด ฝ่ายเจียงฉางเซิง
เอาแต่มองไม่พูดจา ถึงอย่างนั้นในใจเขาก็พึงพอใจมาก
ศึกตัดสินหนนี้นับว่าเป็นกระดาษคำตอบที่แดนมนุษย์
ของโลกคุนหลุนส่งมาให้เขาตรวจ เวลาสั้นๆ เพียงสามพันกว่า
ปี สำแดงพลังกันได้ถึงเพียงนี้ อย่างน้อยเจียงฉางเซิงก็คง
ตรวจให้คะแนนกระดาษคำตอบฉบับนี้สักเก้าสิบคะแนน
ในเมื่อพอใจ เจียงฉางเซิงจึงอยากแสดงเมตตาแก่สรรพ
ชีวิตทั้งหลายสักหน่อย เขาตัดสินใจบางสิ่งอยู่ในใจ
มหาศึกระหว่างอาณาจักรเทียนจิ่งกับต้าหงดำเนินอยู่
หลายวัน โลหิตอาบย้อมขุนเขาธาราอย่างที่มิใช่เพียงคำ
เปรียบเปรย มันโหดร้ายยิ่งนัก แม้สองฝ่ายที่เข้าร่วมสงคราม
จะปรารถนาให้ยุครุ่งเรืองอันสงบสุขมาถึง แต่พวกเขาก็
ปรารถนาจะให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาของตนเป็นฝ่ายรวมแดน
มนุษย์เป็นหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สน
ความเป็นความตายอย่างสิ้นเชิง
สุดท้ายก็เป็นเทียนจิ่งที่อาศัยขุมกำลังอันแข็งแกร่งคว้า
ชัยชนะในตอนสุดท้ายมาได้
หงหลินกับโอรสสวรรค์เซวียนเต้าต่อสู้กันจนเหนื่อยล้า
หมดสิ้นเรี่ยวแรง ทั้งสองฝ่ายยืนอยู่บนภูเขาซากศพ พลาง
หอบหายใจอย่างหนักหน่วง แม้ผลแพ้ชนะของราชวงศ์แห่ง
โชคชะตาจะออกมาแล้ว แต่พวกเขาสองคนกลับยังตัดสิน
แพ้ชนะกันไม่ได้
เมื่อปลายหางตาเหลือบเห็นเงาหลายร่างเหาะมาจาก
ไกลๆ แล้วเห็นเจียงเทียนเซิงผู้ฝึกบำเพ็ญอันดับหนึ่งแห่งแดน
มนุษย์คนนั้น ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนเลือดของหงหลินก็เผย
รอยยิ้มขมปร่า
ในที่สุดก็แพ้แล้วสินะ!
หากเป็นการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง เขาคงมิหวาดกลัวโอรส
สวรรค์เซวียนเต้าหรือว่าเจียงเทียนเซิงแม้แต่น้อย แต่สงคราม
มิเคยเป็นการต่อสู้ด้วยตัวคนเดียว
สายตาที่โอรสสวรรค์เซวียนเต้ามองหงหลินเต็มไปด้วย
ความชื่นชม หากมิใช่ว่าในมือเขามีค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์
สวรรค์พิภพอยู่ล่ะก็ เขาคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหงหลินอย่าง
แน่นอน
เขาได้ครองตำแหน่งราชันนภาเพราะมรรคาจารย์เลือก
แต่หงหลินได้ครองตำแหน่งราชันปฐพีด้วยความสามารถของ
ตนเอง สองสิ่งนี้มีความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“สุดท้ายก็ยังแพ้สินะ”
หงหลินสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ศีรษะที่เคยหยิ่งทระนงก้มลง
กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!
เสียงระฆังใสกังวานดังก้องไปทั่วทั้งสามภพ ทำให้นักรบ
ทั้งหลายที่เหนื่อยล้าอยู่บนสนามรบหันมาสนใจ ผู้คนนับไม่
ถ้วนเงยหน้ามอง
“มหาศึกหนนี้สร้างรากฐานให้แดนมนุษย์เป็นปึกแผ่น
เดียวกัน โอรสสวรรค์เซวียนเต้านามเจียงลู่ได้รับแต่งตั้งเป็น
ราชันนภา โอรสสวรรค์ต้าหงนามหงหลินได้รับแต่งตั้งเป็น
ราชันปฐพี หลังสถาปนาเป็นเทพแล้ว สองราชันจงเดินทาง
มาคารวะข้าที่สวรรค์ชั้นสามสิบสาม ข้ายินดีมอบเคล็ดวิชาฝึก
บำเพ็ญอันไร้เทียมทานให้พวกเจ้า แม้พวกเจ้าทั้งสอง
มีบุญบารมีมากล้น แต่บุญบารมีนี้หาใช่ของพวกเจ้าเพียงสอง
คนไม่ ผู้วายชีวาที่มีศพครบร่างในมหาศึกหนนี้จักได้ฟื้นคืนชีพ
ผู้วายชีวาที่ศพไม่ครบกายจักได้ลงไปยังตำหนักยมโลก
ถือกำเนิดในชาติภพใหม่พร้อมกับชีวิตที่ดี”
เสียงของมรรคาจารย์ดังก้องทั่วทั้งสามภพ ทำให้สรรพ
ชีวิตฮือฮา
จบคำพูดของมรรคจารย์ ท้องนภาพลันบังเกิดแสง
สีครามร่วงโปรยปรายลงมาดุจสายฝน มันพร่างพรมทั่ว
สนามรบอันกว้างใหญ่ไพศาล
วิชาฟื้นตายกลับเป็น!
ศึกสถาปนาเทพได้ต้อนรับจุดหักเหอันน่ามหัศจรรย์ที่สุด
สิ่งนี้ทำให้ศึกนี้ยิ่งถูกเล่าขานเป็นตำนานมากกว่าเดิม
ปีนี้แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงเพิ่มพรวดพราดเป็น
ปรากฏการณ์อีกครั้ง ต้าหงประกาศรวมเป็นหนึ่งกับเทียน
จิ่งอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้ใต้หล้าจึงผนึกรวม
เป็นหนึ่งเดียว
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเจียงลู่กลายเป็นจักรพรรดิมนุษย์
ที่เป็นตามความหมายของคำจริงๆ คนแรก!
สิบปีให้หลัง
ปีเซวียนเต้าที่สองพันหกร้อยปีพอดิบพอดี พิธีสถาปนา
เทพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็มาถึง จักรพรรดิสวรรค์เสด็จ
มาเยือนด้วยองค์เอง ในพิธีหนนี้มีการแต่งตั้งเทพในบัญชี
เกือบห้าร้อยองค์ จำนวนทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่
แต่งตั้งก็เพิ่มมากจนถึงสองล้านองค์ จำนวนมากกว่าการ
สถาปนาเทพก่อนหน้านี้มากนัก ใต้หล้าล้วนแซ่ซ้องยินดี
แดนมนุษย์รวมกันเป็นปึกแผ่น แดนสวรรค์ได้เพิ่มขุม
กำลังอย่างพรวดพราด เรียกได้ว่าทุกฝ่ายต่างเบิกบานใจกัน
ถ้วนหน้า
หน้าตำหนักเมฆาม่วง บนสวรรค์ชั้นสามสิบสาม
โอรสสวรรค์เซวียนเต้ากับหงหลินคุกเข่าคารวะอยู่หน้า
ประตู อาการบาดเจ็บของทั้งสองคนหายดีแล้ว พวกเขาย้าย
มาอาศัยอยู่ในตำหนักจักรพรรดิมนุษย์บนสวรรค์ชั้นที่สิบสาม
ครืน!
ประตูใหญ่เปิดออก ทั้งสองคนสบตากัน พวกเขาข่มกลั้น
ความยินดีปรีดาแล้วลุกขึ้นก้าวเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วง
พวกเขาเห็นมรรคาจารย์นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคา ปราณกำเนิดเทพอนธการวนเวียนอยู่รอบบัลลังก์
เทพ ด้านหลังของบัลลังก์เทพมีสัญลักษณ์หยินหยางลอยอยู่
กลางอากาศ ดูลี้ลับยิ่งนัก
โอรสสวรรค์เซวียนเต้ากับหงหลินตะลึงงัน พวกเขารีบ
เร่งฝีเท้าเดินมาคุกเข่าคารวะเบื้องหน้าเจียงฉางเซิง
ตอนนี้ไป๋ฉีกับมู่หลิงลั่วไม่อยู่ที่นี่ พวกนางกำลังตระ
เตรียมการสำหรับงานชุมนุมท้อสวรรค์หนที่สองบนแดน
สวรรค์
“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้ข้าจะสั่งสอนเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญ
ให้พวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะจดจำบุญบารมีหนนี้ไว้ชั่วนิรันดร์
นับจากวันนี้เป็นต้นไป การปกปักษ์เผ่ามนุษย์ของวิถีเซียนคือ
ภาระหน้าที่ของพวกเจ้า”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น เขาคาดหวังในตัวสองคนนี้
อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะหงหลิน เจ้าหมอนี่ไม่มีสายเลือด
ของเขา แต่พรสวรรค์กลับน่ากลัวยิ่งนัก ความสำเร็จในวันหน้า
ยากที่จะคาดเดา
“พวกข้าจักจำให้ขึ้นใจ!”
ทั้งสองคนตอบรับเสียงพร้อมเพรียง ในใจตั้งตาคอยการ
ถ่ายทอดวิชาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มเปี่ยม
เจียงฉางเซิงเริ่มเทศนาสั่งสอน เขาสอนแก่นแท้
บางอย่างในวิชามรรคาธรรมชาติ ในขณะเดียวกันเขาก็หยิบ
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ออกมา เตรียมจะชักนำทั้งสองคน
ให้ก้าวเข้าสู่การบรรลุพลังแห่งมรรคาด้วย
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเหมาะกับมรรคาแห่งกรรม เพราะ
เขาจะได้ควบคุมสอดส่องสกุลเจียงได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนวิถีเซียนยุทธ์ของหงหลินเหมาะกับมหามรรคาแห่ง
กำลัง กำลังเป็นหนึ่งในกฎพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นฟ้าดิน
สรรพสิ่งล้วนมีกำลังแฝงอยู่ในตน การกระทบกระทั่งใดๆ ล้วน
ทำให้เกิดการส่งผ่านกำลัง แม้แต่การโคจรของฟ้าดินก็เช่นกัน
พลังแห่งมหามรรคาที่บรรจุอยู่ในเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ก็
บังเอิญมีกฎพื้นฐานเหล่านี้อยู่พอดี
ไม่นานทั้งสองคนก็นั่งวิปัสสนาจนเข้าสู่สภาวะหลงลืม
ตัวตน
การเทศนาสั่งสอนวิชาหนนี้ดำเนินไปเป็นเวลาร้อยปี
หนึ่งร้อยปีให้หลัง ยามที่ทั้งสองคนก้าวออกจากตำหนัก
เมฆาม่วง พวกเขาก็รู้สึกว่าสรรพสิ่งช่างแตกต่างจากเดิม
หลังจากได้รับการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงของมรรคา
จารย์ พวกเขาก็พลันรู้สึกว่าการฝึกบำเพ็ญก่อนหน้านี้ช่าง
เด็กน้อยเสียเหลือเกิน นี่ต่างหากเล่าเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญที่
แท้จริง
อีกด้านหนึ่ง ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงไม่ฝึก
วิชาต่อทันที เขาเคลื่อนสายตามองไปนอกโลกคุนหลุน เพราะ
เวลานี้มีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งรอคอยอยู่ คนผู้นี้รอคอย
มาหลายสิบปีแล้ว เขามิกล้าบุ่มบ่ามเข้ามาในโลกคุนหลุน แต่
เขาก็ไม่ปิดบังกลิ่นอายเช่นกัน
ฟ้าดินสรวล!
เจ้าหมอนี่มาได้อย่างไรกัน
เจียงฉางเซิงสงสัยยิ่งนัก หากมิใช่เพราะก่อนหน้านี้เขา
เคยพยากรณ์ดูจนแน่ใจแล้วว่าเทพแห่งหยินหยางไม่ได้มา
ด้วย เขาคงไม่ยอมให้ฟ้าดินสรวลมาหยุดรอใกล้โลกคุนหลุน
เช่นนี้หรอก
………………………………………………………