เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 492 เทวะปฐมนภา เจ้าแม่เซียวเหอ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 492 เทวะปฐมนภา เจ้าแม่เซียวเหอ
ฟ้าดินสรวลกำลังนั่งขัดสมาธิรอคอยอยู่ในห้วงมิติ
สายตาของเขาจับจ้องโลกคุนหลุนที่อยู่ไกลๆ อยู่ตลอดเวลา
จากมุมที่เขามอง โลกคุนหลุนที่ลอยอยู่ท่ามกลางความมืดช่าง
สว่างไสว คงคาสวรรค์ที่ไหลวนรอบด้านคอยเปล่งแสงอัน
ละมุนตา
‘เหตุใดมรรคาจารย์ยังไม่มาอีก เขาไม่อยู่ หรือกำลังรอ
ข้าแสดงท่าที’
ฟ้าดินสรวลนึกสงสัยอยู่ในใจ จะว่าไปแล้วมิตรภาพ
ระหว่างเขากับมรรคาจารย์ก็ไม่นับว่าลึกซึ้งนัก แต่เมื่อนึกถึง
พรสวรรค์อันน่ากลัวของมรรคาจารย์กับท่าทีของเทพแห่งหยิน
หยาง ใจของเขาก็มุ่งมาดปรารถนา
คนที่แข็งแกร่งระดับนี้ ต้องเกาะไว้อย่าให้หลุด!
ในตอนที่ฟ้าดินสรวลกำลังคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยนั่นเอง จู่ๆ
เขาก็ตาลายไปวูบหนึ่ง เมื่อมองเห็นอีกครั้งเขาก็พบว่าตนเอง
มาอยู่ในขอบห้วงสุญญตาแล้ว เบื้องหน้าคือร่างของมรรคา
จารย์
เขาเบิกตาโต ถอยพรวดไปข้างหลังพร้อมกับหัวใจที่
หวาดผวา
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
อีกฝ่ายพาเขามาถึงขอบห้วงสุญญตาในชั่วพริบตา
มิหนำซ้ำเขายังไม่มีกำลังขัดขืนแม้แต่น้อยอีกด้วย
นี่หมายความว่าอะไร
ก็หมายความว่าความห่างชั้นระหว่างพวกเขากว้างมาก
อย่างไรเล่า!
ฟ้าดินสรวลเคยเผชิญหน้ากับเทวะของโลกเทพยุทธ์
มาแล้ว แม้แต่ขั้นเทวะก็ยังสร้างแรงกดดันให้เขาไม่ได้ขนาดนี้
มรรคาจารย์…
ฟ้าดินสรวลพยายามสงบจิตใจ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยิ่ง
รู้สึกว่ามรรคาจารย์ต่างหากที่เป็นมหันตภัยที่แท้จริงของวิถี
ยุทธ์
เขาประสานมือคำนับแล้วเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ มิพบกัน
นาน ข้าเดินทางมาหนนี้เพราะต้องการบอกข่าวเรื่องหนึ่งกับ
ท่าน”
ท่าทีของเขาถ่อมตัวยิ่งนัก อาจถึงขั้นเรียกว่านอบน้อม
เลยก็ได้
สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงค่อนข้างประหลาดใจ เจ้าหมอนี่
เหตุใดจึงเปลี่ยนสันดานแล้วเล่า หรือจะรู้เรื่องที่เขาสะกด
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแล้ว
เจียงฉางเซิงมองเห็นกรรมที่ผูกพันกับเฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์บนตัวอีกฝ่าย จุดนี้บ่งบอกว่าทั้งสองคนรู้จักกัน ส่วน
สายสัมพันธ์จะตื้นเขินหรือลึกซึ้ง ณ ตอนนี้เขายังมองไม่ออก
ไม่รอให้เจียงฉางเซิงถาม ฟ้าดินสรรวลก็เอ่ยปากบอกว่า
“บรรพจารย์ยุทธ์เชิญขั้นเทวะทั้งหลายกลับมาแล้ว ท่านผู้นั้นที่
กลับมาน่าจะเป็นเทวะปฐมนภา คนผู้นี้เคยเป็นอันดับหนึ่งของ
วิถียุทธ์เมื่อห้าล้านปีก่อน แล้วก็เป็นอาจารย์ของบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานด้วย ตอนนี้คนที่ยืนยันได้ว่าจะกลับมามีแค่เขา
คนเดียว ส่วนเทวะคนอื่นจะกลับมาด้วยหรือไม่ ข้ายังไม่ทราบ
”
เทวะปฐมนภาอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงเคยเห็นคนผู้นี้จากความทรงจำของบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานแล้ว เขาไม่ธรรมดาจริงๆ เขามีความ
บ้าอำนาจอย่างที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่มี เหมือนกับว่า
เขาไม่เห็นสรรพชีวิตอยู่ในสายตา ดูแคลนการมีอยู่ของทุก
สรรพสิ่ง
จากความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เจียงฉาง
เซิงรู้อยู่แล้วว่าขั้นเทวะของโลกเทพยุทธ์จะกลับมา เขาเพียง
คิดไม่ถึงว่าฟ้าดินสรวลจะเดินทางมาเพื่อบอกเรื่องนี้
เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไร
เจียงฉางเซิงมองฟ้าดินสรวลในทางที่แย่มาตลอด เขา
รู้สึกว่าฟ้าดินสรวลชื่นชอบวางแผนการตลบหลังผู้อื่น ดังนั้น
เขาย่อมระวังตัว
“เหตุใดจึงมาบอกเรื่องนี้กับข้า เทพแห่งหยินหยางอยาก
ให้ข้ากับวิถียุทธ์สู้กันหรือไร”
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากถาม สีหน้าของเขาถูกแสงเจิดจ้า
บดบังเอาไว้ ทำให้ฟ้าดินสรวลมองไม่ชัด
เมื่อมองเห็นสีหน้าไม่ชัด ฟ้าดินสรวลย่อมหวาดกลัวว่า
อีกฝ่ายจะบุ่มบ่ามทำสิ่งใด เขาจึงรีบเอ่ยว่า “แน่นอนว่ามิใช่ ข้า
อยากสนับสนุนท่าน ในสายตาของข้า วิถีเซียนจักมาแทนที่วิถี
ยุทธ์อย่างแน่นอน ข้าเพียงไหลไปตามสถานการณ์เท่านั้น
ส่วนเทพแห่งหยินหยาง เขาปรารถนาจะผูกมิตรไมตรีกับท่าน
เช่นเดียวกัน”
“หืม เทพแห่งหยินหยางไม่ใช่อสุรกายแห่งมหันตภัยที่ตั้ง
ใจจะทำลายสรรพชีวิตทั้งหลายหรือไร”
“ไม่ ความจริงแล้วไม่ใช่ เขาเป็นเพียงทวยเทพที่
ถือกำเนิดมาจากหายนะเท่านั้น มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่แท้จริง
คือท่านต่างหาก!” ฟ้าดินสรวลเอ่ยอย่างมั่นใจ เมื่อเอ่ยถึง
ตรงนี้ ใบหน้าก็พลันเผยสีหน้าฮึกเหิมออกมา
“มรรคาจารย์ ความจริงแล้วท่านเพิ่งอายุไม่ถึงหมื่นปี
ใช่หรือไม่เล่า อายุหมื่นปีกลับครอบครองพลังที่เหนือกว่าโลก
เทพยุทธ์ ท่านต่างหากคือมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์!”
เขายิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น แต่เจียงฉางเซิงที่ฟังอยู่กลับ
ขมวดคิ้ว
ในใจของเจียงฉางเซิงเกิดจิตสังหารขึ้นมาแวบหนึ่ง หาก
ฟ้าดินสรวลจงใจป่าวประกาศข้อสันนิษฐานนี้ หรือเอามัน
ไปแพร่กระจายที่ห้วงมิติชั้นใน นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี
ตอนนี้เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าวิถียุทธ์ในห้วงมิติชั้นใน
แข็งแกร่งมากเพียงใด เขาย่อมไม่อยากกลายเป็นเป้าธนูให้คน
ทั้งหลาย
ฟ้าดินสรวลเหมือนจะรับรู้จิตสังหารของเจียงฉางเซิง
ใบหน้ายิ้มแย้มจึงแข็งทื่อในฉับพลันแล้วผายมืออธิบายว่า
“ท่านกังวลมากเกินไปแล้ว ข้าไม่มีเจตนาจะเล่นงานท่านเลย
ตรงกันข้ามต่างหาก ข้าอยากช่วยเหลือสนับสนุนท่าน ตัวตน
ของท่าน ข้าจะไม่แพร่งพรายออกไปข้างนอก สำหรับวิถียุทธ์
ตัวท่านอาจเป็นมหันตภัย แต่สำหรับมรรคาสวรรค์ที่จะ
ถือกำเนิดหลังจากวิถียุทธ์ ท่านคือบรรพจารย์ผู้ก่อตั้ง เฉก
เช่นเดียวกับบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งวิถียุทธ์ในอดีตกาล
ก่อนหน้าวิถียุทธ์ ศาสตร์โบราณก็เคยเผชิญหน้ากับผู้
มาจากวิถีนอกรีตที่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็กำจัดมิได้คนหนึ่ง
เขาคนนั้นก็คือบรรพจารย์ผู้ให้กำเนิดวิถียุทธ์ บรรพจารย์
ผู้ให้กำเนิดวิถียุทธ์ฉวยโอกาสยามศาสตร์โบราณเผชิญกับ
มหันตภัย ก้าวออกมาตอบโต้กับมหันตภัย กำราบห้วงอนันต์
สุญญตา สังหารศัตรูผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน จากนั้นก็โจมตี
ศาสตร์โบราณจนพ่ายแพ้ แล้วก่อตั้งวิถียุทธ์ขึ้นมา นี่คือ
การผลัดเปลี่ยนวัฏจักรของมรรคาสวรรค์ แต่ข้าไม่แน่ใจว่า
มหันตภัยหนก่อนมีตัวตนที่คล้ายกับเทพแห่งหยินหยางหรือไม่
”
เมื่อเอ่ยถึงเทพแห่งหยินหยาง ฟ้าดินสรวลก็ขมวดคิ้ว
เขายังไม่แน่ใจว่าเทพแห่งหยินหยางคิดสิ่งใดอยู่ แต่ใน
เมื่อเทพแห่งหยินหยางผู้บ้าอำนาจมาตลอดต้องการจะประจบ
มรรคาจารย์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาดูแคลนเทพแห่งหยินหยาง
แล้ว
แต่ไม่ว่าอย่างไร การผูกมิตรกับมรรคาจารย์ก็เป็น
ตัวเลือกเดียวของเขาในตอนนี้
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้าเคยไปเยือนมหาสมุทรเชื่อม
อนธการหรือไม่”
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้าตอบว่า “มหาสมุทรเชื่อมอนธการ
มีเก้ามหาผู้พิทักษ์เฝ้าปกปักษ์อยู่ ผู้พิทักษ์คนหนึ่งในนั้นเป็น
ถึงขั้นเทวะของโลกเทพยุทธ์ พวกผิดแผกอย่างข้าจะกล้า
เข้าใกล้ได้อย่างไร โชคดีที่พวกเขามิอาจออกมาจาก
มหาสมุทรเชื่อมอนธการได้ ต้องเฝ้าอยู่เช่นนั้นชั่วชีวิต”
เจียงฉางเซิงจมลงในห้วงความคิด ไม่เอ่ยอะไรออกมา
อีก
ฟ้าดินสรวลหัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ชั่วพริบตาเมื่อครู่ที่
มรรคาจารย์เกิดจิตสังหาร เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังจะ
สลายเป็นเถ้าธุลี แม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับเทพแห่งหยินหยาง
เขายังไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน
มรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่าเทพแห่งหยินหยาง!
หรือบางทีเขาอาจแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน!
เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แต่กลับเลือกจะซุ่มซ่อนอยู่ในโลก
คุนหลุน นี่หมายความว่าสิ่งที่มรรคาจารย์ต้องการยิ่งใหญ่กว่า
ที่เขาคาดคิดเอาไว้
หรือจะเป็นมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
ฟ้าดินสรวลเอ่ยต่อ “ข้ายินดีช่วยสนับสนุนให้แดนสวรรค์
แข็งแกร่งขึ้น ช่วยท่านเผยแผ่วิถีบำเพ็ญ หรือแม้กระทั่งช่วย
ท่านปั่นป่วนสถานการณ์ ทำให้โลกเทพยุทธ์ไม่มีเวลาว่าง
มายุ่งกับท่านอีก”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ ตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปป่วนเถิด
หากข้าค้นพบว่าเจ้าผลักวิถีเซียนให้ตกอยู่ในอันตราย เจ้า
จะได้ตายอย่างอนาถยิ่ง”
ในเมื่อฟ้าดินสรวลอยากทำงานให้เขา เช่นนั้นก็ลองให้
เจ้าหมอนี่แสดงฝีมือสักหน่อย
หากมีวี่แววว่าจะก่อเรื่องไม่ดี ค่อยสังหารก็เท่านั้น
เส้นทางของการทำการใหญ่ เดิมทีก็ต้องมีการ
เล่นสกปรกบ้างอยู่แล้ว
“ขอบคุณมรรคาจารย์ที่ยอมให้โอกาส ข้าจะไม่ทำให้
ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!”
ฟ้าดินสรวลข่มกลั้นความตื่นเต้นเอ่ยตอบ แม้มรรคา
จารย์คิดจะทดสอบเขา แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
เขาเอ่ยต่อว่า “มรรคาจารย์ ท่านต้องระวังผู้สืบทอดมหา
มรรคาเหล่านั้นนะขอรับ ห้วงอนันต์สุญญตากว้างใหญ่นัก
มรดกของมหามรรคาที่แท้จริงไหนเลยจะหาพบง่ายดาย
แม้แต่ข้ายังมักจะฝันเห็นเงาร่างหนึ่ง ข้าสงสัยว่ามรดกแห่ง
มหามรรคาทั้งหลายจะมาจากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชื่อม
อนธการ ยามมหันตภัยมาเยือน บางทีอาจมิใช่เพียงเทวะของ
โลกเทพยุทธ์ที่หวนกลับมา”
“อืม ข้ารู้แล้ว” เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ ข้อมูลนี้ทำให้เขา
เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อฟ้าดินสรวลไป
ก่อนหน้านี้เขาก็แปลกใจอยู่ว่าวิถียุทธ์กุมอำนาจปกครอง
อยู่แท้ๆ เหตุไฉนจึงยอมให้มีมหามรรคาอื่นถือกำเนิดขึ้น
มามากมายเช่นนั้น ในเมื่อตัวเขายังมีระบบรอดชีวิต แล้ว
ผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นเล่า
ที่แท้พวกเขาก็ล้วนมีเทพเทวาช่วยเหลืออยู่เหมือนกัน!
ทั้งสองคนสนทนากันต่อเนิ่นนาน จากนั้นฟ้าดินสรวลก็
ขอตัวจากไป เจียงฉางเซิงย้อนกลับมาในตำหนักเมฆาม่วง
ตั้งแต่เริ่มจนจบ เจียงฉางเซิงไม่เปิดเผยเรื่องที่บรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานถูกเขาจับตัวมาแม้แต่น้อย ขณะเดียวกัน
ฟ้าดินสรวลก็ย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องเล่ห์เหลี่ยมอันร้ายลึกของ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน บอกให้เขาอย่าประมาท
“เทวะปฐมนภา…เคยเป็นอันดับหนึ่งแห่งวิถียุทธ์ในอดีต
ข้าอยากดูเสียจริงว่าเจ้าแข็งแกร่งมากเพียงใด”
เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ อย่างหากลัวไม่
ส่วนฟ้าดินสรวล เขาตัดสินใจว่าจะคอยดูต่อไปอีกหน่อย
คนที่ถูกบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกับเทพแห่งหยินหยาง
ไว้ใจใช้งานย่อมไม่ธรรมดาแน่ ก่อนจากไป ฟ้าดินสรวลขอศพ
ของเยี่ยเสินคงไปด้วย เขาบอกว่าช่วยคืนชีพให้เยี่ยเสินคงได้
เสร็จแล้วจะเอายอดอัจฉริยะในรอบหมื่นปีที่เคยสร้างชื่อ
สะเทือนอดีตจรดปัจจุบันคนหนึ่งมามอบคืนให้เขา
นับตั้งแต่มหาศึกโลกเทพยุทธ์จบลง ศพของเยี่ยเสินคงก็
ถูกเก็บไว้ในต้นไม้วิเศษเกล็ดทองมาตลอด เพราะไร้วิญญาณ
ศพร่างนี้จึงถูกทิ้งลืมอยู่ด้านในของต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
คิดไม่ถึงว่าฟ้าดินสรวลจะจดจำได้
หากเยี่ยเสินคงฟื้นคืนชีพได้จริง คงเป็นเรื่องน่ายินดีที่
ทำให้เยี่ยจ้านประหลาดใจ
แม้เจียงฉางเซิงจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด แต่เขาก็
ใส่ใจพัฒนาการของวิถีเซียนอยู่เสมอ เยี่ยจ้านเป็นหนึ่งในผู้
บำเพ็ญเซียนที่โดดเด่นที่สุด เขาย่อมได้รับความสนใจจาก
เจียงฉางเซิงอยู่แล้ว
‘มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ไม่ง่ายดายอย่างที่เจ้าพูดหรอก’
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเองในใจ จากนั้นเขาก็เงยหน้า
มองโลกคุนหลุน ทันใดนั้นดวงตาก็ฉายแววแปลกใจ เขาจับ
สัมผัสพลังงานล่องหนสายหนึ่งได้ มันกำลังส่งผลกระทบต่อ
สรรพชีวิตในโลกคุนหลุน รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อโลกทั้ง
สามพันใบ
พลังงานสายนี้คล้ายกรรมแล้วก็คล้ายโชคชะตาด้วย เขา
จำแนกไม่ออกว่ามันคือสิ่งใดกันแน่
เจียงฉางเซิงนึกถึงฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน
บางทีผู้อาวุโสเฒ่าแห่งวิถีเซียนเหล่านั้นอาจคลายข้อสงสัยให้
เขาได้
เวลานี้ผ่านพ้นไปพันปีแล้วหลังจากเลื่อนขั้นมาถึงวิชา
มรรคาธรรมชาติขั้นสิบสาม แต้มเผยแผ่หลักคำสอนเพิ่มพูน
มาถึงจำนวนที่ไม่เคยมีมาก่อน
ส่วนการฟังคำเทศนาของผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียน
แต่ละครั้งทำให้เจียงฉางเซิงได้ประโยชน์ไม่น้อย
เขาจึงเรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมาตรวจสอบดู
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน 1,021,552,299,001,368
แต้ม]
ทุกคราที่สาดแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมาใช้ เขาต้อง
เก็บรวบรวมมันใหม่ตั้งแต่ต้น ดังนั้นสิ่งนี้จึงทำให้เขาเห็น
พัฒนาการของวิถีเซียนในแต่ละช่วง
แม้มหาศึกสถาปนาเทพจะทำให้ประชาชนเผ่ามนุษย์ใน
ใต้หล้าทุกข์ทรมาน แต่มันกลับกลายเป็นการผลักดันวิถีเซียน
ครั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประโยชน์ของผู้บำเพ็ญ
เซียนบนสนามรบโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภายในโลกคุนหลุน
วิถีเซียนแซงหน้าวิถียุทธ์อย่างสิ้นเชิงแล้ว
เจียงฉางเซิงใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนจนหมด แล้วเริ่ม
ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน
หนก่อนได้พบเส้าเฮ่ากับสิงเทียน หนนี้มิรู้ว่าจะได้พบ
ผู้ใด
ในสมองของเจียงฉางเซิงปรากฏเงาร่างหนึ่ง เงาของผู้ที่
อาจดับสูญไปกับกาลเวลาแล้วผู้นั้น
ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกว่าฟ้าดินหมุนคว้าง สายตา
พร่ามัว
วิถีเซียนยุคโบราณ ข้ามาหาอีกแล้ว!
…
เมื่อประสาทสัมผัสของเจียงฉางเซิงหวนกลับมาเป็นปกติ
เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะจากรอบทิศตั้งแต่ยังไม่ลืมตา
พอเขาลืมตามองก็พบว่าตนเองยืนอยู่บนทะเลเมฆ
ด้านหน้าคือประตูขนาดมหึมาหน้าตาคล้ายประตูสวรรค์
ทิศใต้ยิ่งนัก ด้านหลังบานประตูยักษ์มีตำหนักสูงๆ ต่ำๆ ตั้ง
เรียงรายลดหลั่นไปตามชั้นเมฆ ดูโอ่อ่าแต่ก็ผ่องแผ้วพิสุทธิ์
เหง่งหง่าง!
เสียงระฆังสะท้านดวงวิญญาณลอยมาจากสวรรค์ชั้น
เก้าที่อยู่เบื้องบน พร้อมกับเสียงของพระพุทธองค์
“ลานเทศนาหนนี้ไม่ธรรมดาเสียจริง”
เจียงฉางเซิงตื่นตาตื่นใจอยู่เงียบๆ ทั้งที่พลังของเขาก้าว
มาถึงระดับขั้นนี้แล้วแท้ๆ แต่เสียงระฆังนี้กลับยังสั่นสะเทือน
จิตวิญญาณของเขาได้อยู่ เขากำลังจะยกเท้าก้าวไปด้านหน้า
ทันใดนั้นเสียงอันคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง
“สหายนักพรตฉางเซิง ไม่พบกันนาน”
เจียงฉางเซิงหันไปมอง สีหน้าอึ้งงันเล็กน้อย
ผู้ที่ก้าวมาหาเขาก็คือเทพธิดาเซียวเหอ นางมีเทพธิดา
สององค์คอยตามขนาบข้างเหาะลงมาบนทะเลเมฆ
นางยังมีชีวิตอยู่หรอกหรือ
ดวงตาของเจียงฉางเซิงทอประกายยินดีจางๆ ไม่ว่า
จะว่าอย่างไรเทพธิดาเซียวเหอก็เคยสั่งสอนแก่นแท้แห่งกรรม
ให้เขา เขาย่อมระลึกบุญคุณของนางอยู่เสมอ
“คารวะท่านเทพธิดา ไม่พบกันเนิ่นนานมากจริงๆ”
เจียงฉางเซิงมองเทพธิดาเซียวเหอในวันนี้ ในใจก็
สะท้อนใจอย่างยิ่ง
คลื่นพลังบนร่างเทพธิดาเซียวเหอแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่พบ
หน้ากันหนก่อน อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่โอบอุ้มสรรพชีวิตได้
แผ่ออกมาจากร่างของนาง เทพธิดาสองนางที่ติดตามมา
ด้านหลังก็มีคลื่นพลังไม่อ่อนแอสักนิด อาจไม่ด้อยกว่าเขาเสีย
ด้วยซ้ำ แต่สตรีสองนางนี้เห็นชัดว่าเป็นเพียงลูกศิษย์หรือไม่ก็
หญิงรับใช้ของเทพธิดาเซียวเหอเท่านั้น
สตรีทั้งสามนางล้วนงามล่มเมือง เมื่อพวกนางยืนอยู่
ด้วยกันจึงดึงดูดสายตาของผู้แสวงพรตทั้งหลายใกล้ๆ มา
เมียงมอง แต่เมื่อมีใครบางคนจำฐานะของเทพธิดาเซียวเหอ
ได้ พวกเขาก็จะพากันรั้งสายตากลับไปด้วยกลัวว่าจะล่วงเกิน
เข้า
ตัวนางในวันนี้ไม่ใช่เทพธิดาอีกแล้ว แต่เป็นเจ้าแม่เซียว
เหอ
มิใช่ว่านางกลายเป็นสนมของจักรพรรดิสักองค์ แต่นี่เป็น
คำเรียกอย่างให้เกียรติอย่างหนึ่ง คล้ายกับเจ้าแม่หนี่ว์วาใน
เทวตำนาน
ก่อนหน้านี้เส้าเฮ่าเคยกล่าวว่า ในพันมหาโลกาแห่ง
เซียน ผู้ที่ได้รับการเรียกขานว่าเจ้าแม่ล้วนเป็นสตรีผู้
มีบุญบารมีใหญ่หลวง สรรพชีวิตทั้งหลายยามพานพบพวก
นางล้วนต้องคารวะ มิเช่นนั้นจักเป็นการขัดขืนต่ออำนาจ
สวรรค์
………………………………………………