เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 493 กาลเวลาสิบล้านปี พระศรีอาริยเมตไตรย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 493 กาลเวลาสิบล้านปี พระศรีอาริยเมตไตรย
“ไปกันเถิด สหายนักพรต ดูท่าเจ้าจะมีถ้อยคำอยาก
กล่าวกับข้ามากมายทีเดียว ข้าก็เช่นกัน”
เจ้าแม่เซียวเหอมองเจียงฉางเซิงพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ
ให้ สิ่งนี้ทำให้เทพธิดาทั้งสองข้างกายนางสงสัยใคร่รู้ในตัว
เจียงฉางเซิงอย่างยิ่ง สายตามากมายจากรอบทิศก็ย้าย
มาจับจ้องเจียงฉางเซิงเช่นกัน
เจียงฉางเซิงพยักหน้ารับแล้วเดินเคียงกันไปกับเจ้าแม่
เซียวเหอ เทพธิดาทั้งสองนางถอยหลังลงไปหนึ่งก้าว
มิรู้ว่าตอนนี้คือปีใด ห่างจากคราก่อนที่พวกเขาพบกัน
นานเท่าใดแล้ว แต่ดูจากบรรยากาศที่เปลี่ยนไปรอบตัวของ
เจ้าแม่เซียวเหอ เกรงว่ากาลเวลาคงผ่านไปนานยิ่งนัก
มหาเถระกษิติครรภ์เคยกล่าวว่า เจ้าลัทธิคุนหลุน บรรพ
จารย์เสวียนถีกับเทพธิดาเซียวเหอ มีบางคนในนั้นดับสูญ
ไปกับกาลเวลาแล้ว
ในเมื่อมิใช่เทพธิดาเซียวเหอ แล้วเป็นผู้ใดกัน
แม้เจียงฉางเซิงจะมิได้คบหากับผู้สูงส่งสองคนแรกอย่าง
ใกล้ชิดนัก แต่เมื่อคิดว่าผู้ฝึกบำเพ็ญที่ก้าวพ้นจากความ
ธรรมดาเช่นนั้นพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา ในใจก็รู้สึกเศร้าสร้อย
อย่างยากจะห้ามได้
เพียงแต่…
เจียงฉางเซิงเหล่มองเจ้าแม่เซียวเหอ แล้วแอบคิดในใจ
ว่า ‘มิใช่นางก็ดีแล้ว’
ระหว่างจิตหวนสดับหลักคำสอนหลายครั้งที่ผ่านมา เขา
พบกับเจ้าแม่เซียวเหอบ่อยครั้งที่สุด ก่อนหน้านี้ยังเคย
ฟังเทศนาจากเจ้าแม่เซียวเหอครั้งหนึ่ง ได้รับการสั่งสอน
แก่นแท้แห่งกรรมจากนางด้วย การได้มองเห็นนางก้าวผ่าน
กาลเวลาเกินครึ่งชีวิต ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขยับ
เข้ามาใกล้ชิดกัน
เจ้าแม่เซียวเหอคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้ากับผู้เทศนาสั่งสอน
หนนี้มีวาสนาต่อกันอยู่พอสมควร หนนี้เจ้าก็มาฟังคำเทศนา
อยู่ข้างกายข้าเถิด จะได้อยู่ใกล้กันสักหน่อย”
“ขอบคุณเจ้าแม่”
“ข้าหวังจะได้ยินเจ้าเรียกข้าว่าสหายนักพรตมากกว่า”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณสหายนักพรตยิ่งนัก”
ทั้งสองคนใช้หางตาเหลือบมองกันแล้วคลี่รอยยิ้ม
แม้กาลเวลาจะผ่านมานานแสนนาน เหลือเพียงสรรพสิ่งอยู่ยั้ง
แต่ผู้คนผันเปลี่ยน ทว่าเมื่อทั้งสองคนเดินอยู่ด้วยกัน พวกเขา
กลับยังเท่าเทียมและสนิทสนมเฉกเช่นครานั้นเมื่อ
นานแสนนานมาแล้ว
เจียงฉางเซิงเดินตามอยู่ข้างกายเจ้าแม่เซียวเหอ ทำให้
เขาเป็นที่สนใจของผู้คนอย่างมาก แต่เขาไม่ใส่ใจ ถึงอย่างไร
เขาก็มิใช่คนในยุคสมัยนี้ หลังจากเทศนาเสร็จเขาย่อมจากไป
พวกเขาก้าวเดินไปตามบันไดทะเลเมฆ ระหว่างทาง
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งมากมาย มี
แม้แต่ตัวตนที่เขามองไม่ออก แล้วจำนวนก็มิใช่น้อยเสียด้วย
‘ดูเหมือนจิตหวนสดับหลักคำสอนแต่ละครั้งจะทำให้
ความรู้สึกสมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับแต้ม
เผยแผ่หลักคำสอนที่ใช้ไปกัน’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ หนนี้เขาเหมือนมาถึงยุค
วิถีเซียนโบราณด้วยตนเองเลยทีเดียว
ระหว่างทางที่ก้าวไปข้างหน้า พวกเขาก็เดินผ่านตำหนัก
อันอลังการหลังแล้วหลังเล่า จนมาถึงทะเลเมฆมหึมาผืนหนึ่ง
เหนือทะเลเมฆมีเมฆลอยวนเวียนซ้อนเป็นชั้นๆ เมฆแต่ละชั้น
ล้วนมีเบาะกลมลอยอยู่ มีผู้แสวงพรตบางคนนั่งอยู่บนนั้นแล้ว
ที่นี่ก็คือสถานที่เทศนาอย่างนั้นรึ!
ทิศเหนือของลานเทศนาคือเมฆชั้นหนึ่งที่ลอยแยกอยู่
ก้อนเดียว มันตัดขาดจากเมฆสองฝั่งด้านข้าง บนนั้นมีบัลลังก์
ดอกบัวสีทองลอยอยู่เดียวดาย
เจียงฉางเซิงเดินตามเจ้าแม่เซียวเหอมานั่งตรงตำแหน่ง
ที่ค่อนข้างใกล้กับบัลลังก์ดอกบัวสีทองอันนั้น เขานั่งลงด้าน
ข้างเจ้าแม่เซียวเหอ ส่วนเทพธิดาทั้งสององค์นั่งด้านหลังของ
พวกเขา
”ขอบังอาจถามสหายนักพรต พวกเรามิได้พบหน้ากัน
มานานเท่าใดแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงอดใจไม่ไหวจึงถามออกมา คำพูดนี้ทำให้
เทพธิดาทั้งสองนางด้านหลังหันมาสนใจ เพราะพวกนางสงสัย
ใคร่รู้เกี่ยวกับเจียงฉางเซิงมากยิ่งนัก
นับตั้งแต่พวกนางรู้จักเจ้าแม่เซียวเหอมา ก็ไม่เคยเห็น
นางแย้มยิ้มให้บุรุษคนใดมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนผู้
นี้ไม่นับว่าแข็งแกร่งด้วยซ้ำ
เจ้าแม่เซียวเหอมองไปด้านหน้าแล้วตอบว่า “นับดูแล้ว
ก็สิบสองล้านปีแล้ว”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา เจียงฉางเซิงก็มีสีหน้าอึ้งไปวูบหนึ่ง
ส่วนเทพธิดาทั้งสององค์ตกตะลึงมากยิ่งกว่าเขา
สิบสองล้านปีอย่างนั้นหรือ
พวกนางหันขวับไปมองเจียงฉางเซิงอย่างไม่รู้ตัว หรือว่า
คนผู้นี้เป็นคนใหญ่คนโตอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงถอนหายใจเอ่ยว่า “ช่างนานเสียจริง”
เจ้าแม่เซียวเหอผ่านกาลเวลามาสิบสองล้านปี แต่เขา
เพิ่งจะผ่านกาลเวลามาสองพันกว่าปีเท่านั้น
เจียงฉางเซิงสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าระหว่างช่วงเวลาอัน
ยาวนานนั้นเจ้าแม่เซียวเหอประสบพบเจอสิ่งใดมาบ้าง แต่เขา
ไม่สะดวกจะถามตรงนี้
“สหายนักพรตฉางเซิง!”
น้ำเสียงตกใจระคนยินดีลอยมา เจียงฉางเซิงเอี้ยวศีรษะ
ไปมองก็เห็นเส้าเฮ่าพาบุรุษคนหนึ่งเหาะเข้ามาหา เทียบกับหน
ก่อนที่พบกัน เส้าเฮ่ามีความฮึกเหิมคึกคะนองอย่างชายหนุ่ม
น้อยลงแล้ว ภาพลักษณ์ของเขาเหมือนคนที่ผ่านกาลเวลา
มาทำให้สุขุมมากขึ้น
พวกเส้าเฮ่าสองคนมาถึงเบื้องหน้าเทพธิดาเซียวเหอก็
คำนับอย่างนอบน้อมเป็นอย่างแรก หลังจากนั้นจึงเหาะมาข้าง
เจียงฉางเซิง
“ไม่พบหน้ากันมาสามล้านปี สหายนักพรตทำให้ข้า
คิดถึงยิ่งนัก”
เส้าเฮ่าทอดถอนใจ ขณะที่บุรุษด้านหลังเขากำลัง
ใช้ดวงตาอันคมกริบมองประเมินเจียงฉางเซิง
“สหายนักพรตสิงเทียนเล่า หนนี้มาหรือไม่”
เจียงฉางเซิงถามต่อ หนก่อนที่ทั้งสามคนพบกันราวกับ
เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน การเทศนาหนนั้นพวกเขาพบพานกันอย่าง
มีความสุขยิ่งนัก
“เหอะ รู้แล้วยังจะแสร้งถาม!”
บุรุษที่อยู่ด้านหลังเส้าเฮ่าแค่นเสียงดังเหอะ น้ำเสียงไร้
มารยาทอย่างยิ่ง
“หุบปาก! ตี้คู่ ตรงนี้ไม่มีที่ให้เจ้าพูด!”
เส้าเฮ่าเอ่ยเสียงเย็นชาแล้วถลึงตาใส่ตี้คู่ อีกฝ่ายเบ้ปาก
แล้วไม่ส่งเสียงใดอีก
เส้าเฮ่าหันมามองเจียงฉางเซิงใหม่อีกครั้ง แล้วเอ่ยอย่าง
จนปัญญา “ดูท่าสหายนักพรตจะมิทราบ สิงเทียนแย่ง
ชิงตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์กับบิดาของข้าจนถูกสะบั้นศีรษะ
ยามนี้ถูกสะกดไว้ในห้วงแห่งธุลี”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาเคยอ่านตำนานเช่นนี้ใน
ชาติก่อน คิดไม่ถึงว่าตำนานจะสะท้อนกับเรื่องราวของที่แห่งนี้
“ไม่เอ่ยถึงเขาแล้ว สหายนักพรตหายตัวไปสามล้านปี
ไปที่ใดมาหรือ” เส้าเฮ่าเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขาถามพร้อมกับ
ใบหน้าที่กลับมายิ้มแย้มอย่างมีไมตรีจิตอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ข้าไปเยือนห้วงสุญญตามา”
“ห้วงสุญญตา? นอกพิภพนั่นน่ะรึ สหายนักพรต
มิธรรมดาจริงๆ”
เส้าเฮ่าถอนหายใจอย่างชื่นชม แม้แต่ตี้คู่ที่อยู่ด้านหลังก็
มองเขาดีขึ้นมาหน่อย
สหายเก่าพบหน้าย่อมมีเรื่องอยากสนทนากันมากมาย
แต่ที่แห่งนี้คือลานเทศนา ด้านข้างยังมีเจ้าแม่เซียวเหออยู่ด้วย
เส้าเฮ่าจึงไม่กล้ารบกวน เขาคุยอยู่ไม่นานก็ขอตัวจากไป
เจ้าแม่เซียวเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหมือนแฝงความนัย
บางอย่าง “คิดไม่ถึงว่าสหายนักพรตเคยกลับมาเมื่อสามล้าน
ปีก่อนด้วย แต่กลับไม่ยอมมาพบสหายเก่าเช่นข้าคนนี้”
เทพธิดาสององค์ด้านหลังเพิ่งเคยได้ยินอาจารย์ใช้น้ำ
เสียงเช่นนี้เป็นครั้งแรก พวกนางสบตากัน แล้วมองเห็นความ
ตกตะลึงอยู่ในดวงตาของอีกคน
“ข้าก็เคยถามถึงท่านกับมหาเถระกษิติครรภ์อยู่
เหมือนกัน”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างจนปัญญา เขาจะบอกว่าเขา
มาปรากฏตัวได้เฉพาะในสถานที่เทศนาก็ไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า
เจ้าแม่เซียวเหอได้ยินคำนี้ แม้สายตาจะยังมองด้านหน้า
อยู่ แต่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็นมุมโค้งที่เล็ก
อย่างยิ่ง แต่ก็ทำให้ใบหน้าด้านข้างของนางงดงามดุจภาพวาด
“สหายนักพรต เจ้าบรรลุขั้นพรหมแล้วหรือ” เจียงฉาง
เซิงถามต่อ
ระหว่างการฟังเทศนาหนก่อน เขาได้ยินคำว่าพรหมอยู่
หลายครั้ง
นี่เป็นเส้นแบ่งเขตที่สูงอย่างยิ่งของระดับขั้นบำเพ็ญเซียน
“อืม”
เจ้าแม่เซียวเหอขานรับ แล้วเอ่ยต่อว่า “ตอนที่พบกันหน
ก่อน ข้าก็เป็นขั้นพรหมแล้ว”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้ายิ้มๆ “ข้ามีตาหามีแววไม่สินะ”
“จะว่าเช่นนั้นก็มิได้ แม้เจ้ากับข้าพานพบกันแต่ละหน
กาลเวลาล้วนผ่านไปเนิ่นนาน แต่ข้ามองออกว่าเจ้ายังอายุไม่
ถึงห้าพันปี พรสวรรค์ของสหายนักพรตยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง
”
เจ้าแม่เซียวเหอหันไปมองเจียงฉางเซิงพร้อมกับรอยยิ้ม
แต่เทพธิดาที่อยู่ด้านหลังสององค์ได้ฟังประโยคนี้กลับสับสน
มึนงง สองคนนี้พบหน้ากันเมื่อสิบสองล้านปีก่อนไม่ใช่รึ แล้ว
เขาจะอายุไม่ถึงห้าพันปีได้อย่างไรกัน
เจียงฉางเซิงกับเจ้าแม่เซียวเหอสนทนากันต่อ ส่วนใหญ่
ล้วนเป็นเขาที่เอ่ยถาม เจ้าแม่เซียวเหอเป็นฝ่ายตอบ เขาไม่ลืม
จุดประสงค์ที่ตนเองมาเยือน จึงตั้งใจถามเรื่องมหันตภัย
เป็นพิเศษ
“สิ่งที่ทำให้สรรพชีวิตบ้าคลั่ง จมดิ่งสู่ความกระหาย
อยากสังหารคงเป็นภัยพิบัติสิ้นกัลป์ สิ่งนี้คือมหันตภัยจาก
มรรคาสวรรค์ที่มิอาจขัดขวางได้ หากรอดชีวิตมาจากกัลป์นั้น
ก็จะหลุดพ้น ขั้นพรหมมิใช่สิ่งที่ฝึกฝนแล้วจะบรรลุ ส่วนใหญ่
ล้วนต้องผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาทั้งสิ้น”
คำตอบของเจ้าแม่เซียวเหอทำให้เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว
นี่มิใช่หมายความว่าหลังจากเขากับเจ้าแม่เซียวเหอพบ
หน้ากันหนแรก วิถีเซียนของฝั่งนี้ก็พานพบภัยพิบัติสิ้นกัลป์
มาแล้วหรือ
เจียงฉางเซิงมองเจ้าแม่เซียวเหอแล้วข่มกลั้น
ความเป็นห่วง เขาเอ่ยถามถึงภัยพิบัติสิ้นกัลป์ต่อ เจ้าแม่เซียว
เหอรู้สิ่งใดล้วนตอบออกมาทั้งสิ้น
ตามที่เจ้าแม่เซียวเหอบอก เมื่อสรรพชีวิตในมรรคา
สวรรค์พัฒนามาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ก็
จะถือกำเนิด ภัยพิบัติสิ้นกัลป์แต่ละหนจะชะล้างพันมหาโลกา
จนสะอาดเกลี้ยง การชำระล้างหนนี้จะดำเนิน
เป็นเวลายาวนานยิ่งนัก เมื่อภัยพิบัติสิ้นกัลป์จบลงแล้ว สรรพ
ชีวิตทั้งหลายจะเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบ สิ่งมีชีวิตที่รอด
มาได้ล้วนจะได้รับความโปรดปรานจากมรรคาสวรรค์ จักได้
กลายเป็นผู้ครองอำนาจยิ่งใหญ่ในกัลป์ต่อไป
เจียงฉางเซิงฟังจบก็เริ่มเชื่อคำพูดของฟ้าดินสรวลแล้ว
เทพแห่งหยินหยางเป็นเพียงสิ่งที่ถือกำเนิดมาจากภัยพิบัติสิ้น
กัลป์ มิใช่ผู้ที่ชักใยเรื่องนี้ ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ที่แท้จริงมิใช่บุคคล
ใดบุคคลหนึ่ง แต่สรรพชีวิตทั้งหลายล้วนจะกลายเป็นภัยพิบัติ
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า ผู้แสวงพรต
ทั้งหลายทยอยมากันมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อผู้มาฟังเทศนาทั้งหมดมารวมตัวกันพร้อมแล้ว เสียง
ระฆังก็ดังขึ้นอีกหน มันกังวาน เคร่งขรึม ทำให้สถานที่เทศนา
เงียบลง
เจียงฉางเซิงกวาดสายตามองรอบหนึ่ง ผู้ฟังเทศนาหนนี้
มีจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนคน ยิ่งตำแหน่งค่อนมาข้างหน้า
กลิ่นอายของวรยุทธ์ก็ยิ่งแข็งแกร่ง
ระหว่างที่เสียงระฆังดังอย่างต่อเนื่อง ร่างหนึ่งก็
ปรากฏตัวบนบัลลังก์ดอกบัวสีทองนั้น
เจ้าของร่างนั้นเป็นพระพุทธองค์ผู้มีกายาสูงหมื่นจั้งองค์
หนึ่ง เรือนกายทั้งร่างเป็นสีทองคำ เขายังคงมีรูปลักษณ์เป็น
มนุษย์ แต่สีหน้าเคร่งขรึม บุคลิกคล้ายกับบรรพจารย์พุทธ
อารัมภะอยู่พอสมควร สายตาของเขากวาดมองผู้มาฟัง
เทศนาทั้งหมด เมื่อสายตาของเขากวาดมองผ่านร่างของเจียง
ฉางเซิง พลังอาคมในร่างของเจียงฉางเซิงถึงกับชะงักนิ่งไปวูบ
หนึ่ง โชคยังดีที่มันเป็นเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
‘แข็งแกร่งนัก…แม้กระทั่งขั้นพรหมยังมาฟังเทศนาของ
เขา เขามีวรยุทธ์ถึงระดับไหนกันนะ’
เจียงฉางเซิงลอบตะลึงในใจ เขาสนใจระดับขั้นบำเพ็ญ
ของพระพุทธองค์ยักษ์รูปนี้เป็นอย่างยิ่ง
“อมิตตาภพุทธ ทุกท่านที่ได้มาฟังคำเทศนาสั่งสอนของ
อาตมาล้วนเป็นผู้มีวาสนากับพระพุทธ หลังเทศนาจบแล้ว
หากท่านใดสนใจ สามารถเดินทางไปชมโพธิพุทธสมุทร ณ
แดนสุขาวดีได้”
พระพุทธองค์ยักษ์ผู้สูงหมื่นจั้งเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขา
ทรงอำนาจ ดังกังวานมาถึงหูของทุกคน ต่อจากนั้นแขน
สีทองคำข้างแล้วข้างเล่าก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา จากบน
วาดลงมาเบื้องล่างเกิดเป็นภาพพระพุทธองค์พันมือ
“เขาก็คือพระศรีอาริยเมตไตรย หนึ่งในสามพระพุทธเจ้า
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนสุขาวดี พลังตบะยิ่งใหญ่เทียมฟ้าดิน ผ่าน
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาแล้วสามหน การเทศนาหนนี้เจ้าต้อง
ได้ประโยชน์ไม่น้อยแน่” เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอลอยเข้ามา
ในหูของเจียงฉางเซิง นางช่วยแนะนำตัวตนของอีกฝ่ายให้เขา
ทราบ
เจียงฉางเซิงไม่คิดมากอันใด เพราะว่าการเทศนาของ
พระศรีอาริยเมตไตรยเริ่มต้นขึ้นแล้ว
“เทศนาหนนี้จักกล่าวถึงโชคชะตา สิ่งใดคือโชคชะตา
โชคชะตาก็คือกรรมกับชะตาผสานรวมกัน ความจริงมันก็คือ
เจตจำนงของมรรคาสวรรค์ โชคชะตาแบ่งออกเป็นแต่กำเนิด
และภายหลัง โชคชะตาแต่กำเนิดคือสิ่งที่ฟ้ากำหนด
โชคชะตาในภายหลังคือสิ่งที่สรรพชีวิตมอบให้แก่กัน บนวิถี
เซียนอันยาวไกล สูงขึ้นไปจรดขั้นพรหมก็มิอาจหลบเลี่ยง
โชคชะตา…”
มรรคาแห่งโชคชะตา!
เจียงฉางเซิงคิดไม่ถึงว่าการเทศนาหนนี้จะเกี่ยวกับ
โชคชะตา นี่เป็นเรื่องดี บางทีมรรคาแห่งโชคชะตาอาจช่วยให้
เขาเพิ่มพูนแต้มโชคชะตาได้ หากเป็นเช่นนั้นเขาย่อมสร้างโลก
แห่งโชคชะตาได้มากกว่าเดิม เป็นการปูทางให้วิถีเซียน
ขณะที่เสียงของพระศรีอาริยเมตไตรยดังคลอ เจียงฉาง
เซิงก็เข้าสู่สภาวะหลงลืมตัวตนอย่างรวดเร็ว
เสียงเทศนาดังต่อเนื่อง สอดแทรกด้วยเสียงสวดคัมภีร์
นับพันหมื่น
มนุษย์ล้วนมีโชคและชะตา โชคชะตาส่งผลได้กับทั้งสอง
สิ่ง
การบำเพ็ญเซียนแต่เดิมก็เป็นการฝืนสวรรค์ มุ่งหมาย
ช่วงชิงโชคชะตาแห่งสวรรค์ หรือก็คือหยิบยืมกฎแห่งมรรคา
สวรรค์เพื่อให้ได้มาซึ่งประตูก้าวข้ามไปยังระดับขั้นที่สูงขึ้นไป
อีก
ไม่เพียงเท่านี้ โชคชะตายังทำลายศัตรูได้ด้วย ผู้
มีโชคชะตาแข็งแกร่งสามารถหยิบยืมโชคชะตาแห่งมรรคา
สวรรค์มากำราบสรรพชีวิต หากไร้โชคชะตาแล้วไซร้ กฎแห่ง
มรรคาสวรรค์จะมองเป็นสิ่งแปลกปลอมแล้วกีดกันกำราบ
เจียงฉางเซิงนึกถึงการผ่านด่านเคราะห์ของตนเอง เขา
ไม่มีโชคชะตาของวิถียุทธ์ ดังนั้นวิถียุทธ์จึงจะอาศัยด่าน
เคราะห์สวรรค์มากำราบเขาอยู่ตลอด เพียงแต่เขาต้านทาน
ผ่านมาได้
ระหว่างที่ฟังเทศนา สมองของเจียงฉางเซิงก็มีความคิด
นับไม่ถ้วนผุดพราย
ต้นกำเนิดของโชคชะตาก็คือมรรคาสวรรค์ มรรคา
สวรรค์ใช้โชคชะตาควบคุมสรรพชีวิต ปกป้องกฎแห่งมรรคา
สวรรค์
ถ้าเช่นนั้นเขาจะใช้โชคชะตาสร้างมรรคาสวรรค์ ช่วยให้
เขาควบคุมสรรพชีวิตในวิถีเซียนได้ด้วยหรือไม่
…………………………………………………