เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 494 โพธิพุทธสมุทร เทวะไท่ซั่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 494 โพธิพุทธสมุทร เทวะไท่ซั่ง
การเทศนาของพระศรีอาริยเมตไตรยลึกซึ้งยิ่งกว่าการ
เทศนาทั้งหลายที่เจียงฉางเซิงเคยฟังก่อนหน้านี้ แต่เขากลับ
รับเนื้อหาสาระของมันได้ง่ายดายกว่าเดิม นี่บ่งบอกว่าตบะ
ของพระศรีอาริยเมตไตรยแก่กล้ายิ่งกว่า อย่างน้อยหากพูดถึง
ระหว่างการเทศนา พลังตบะของพระศรีอาริยเมตไตรยก็
แข็งแกร่งที่สุด
การเทศนาหนนี้ยาวนานแต่กลับไม่น่าเบื่อ
ระหว่างการฟังเทศนา เจียงฉางเซิงสัมผัสโชคชะตาได้
ลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการจับสัมผัสโชคชะตาแห่ง
ฟ้าดิน
มิใช่สรรพชีวิตทั้งหลายเท่านั้นที่มีโชคชะตา มิว่าสิ่งใดก็
ตามที่ดำรงอยู่ล้วนมีโชคชะตา รวมไปถึงตัวกฎทั้งหลายเอง
ด้วย โชคชะตาครอบอยู่เหนือการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง
มรรคาสวรรค์อาศัยสิ่งนี้ในการควบคุมทุกสิ่ง
ปีแล้วปีเล่าผันผ่าน สำหรับผู้ฝึกตนที่ครอบครองพลังอัน
ยิ่งใหญ่แล้ว กาลเวลาให้ความรู้สึกเชื่องช้ากว่าปุถุชนมาก
เหลือเกิน
ตอนที่การเทศนาหนนี้จบลง สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั้งหลายก็
กลับชาติมาเกิดกันได้เป็นสิบชาติแล้ว
สติของเจียงฉางเซิงค่อยๆ ฟื้นตื่น เขาปรือตาเปิด ทุกสิ่ง
เบื้องหน้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขามองเห็นโชคชะตาของทุก
คนในสถานที่เทศนา ตัวอย่างเช่นเจ้าแม่เซียวเหอด้านข้างของ
เขา โชคชะตาของทั้งสองคนแตกต่างกันประหนึ่งเม็ดทรายกับ
ภูเขาไท่ซาน
ยากจะจินตนาการว่าเจ้าแม่เซียวเหอประสบพบสิ่งใด
มาบ้างจึงมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
“ยากนักกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง มิสู้เดินทางไปชมโพธิ
พุทธสมุทรด้วยกันเป็นเช่นไร”
เจ้าแม่เซียวเหอมองเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยชวน แม้น้ำ
เสียงจะนิ่งสงบ แต่เจียงฉางเซิงมองเห็นความคาดหวังใน
ดวงตาของนาง
เจียงฉางเซิงลังเลเล็กน้อย มิใช่เพราะเขามิปรารถนา แต่
เขาไปไม่ได้ ทุกครั้งที่การเทศนาจบลง พอก้าวออกจาก
สถานที่เทศนา ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนก็จะสิ้นสุดลง
ทุกครั้ง เขาคงจะทำได้เพียงปฏิเสธคำเชื้อเชิญของนาง
หนหน้าพานพบกัน นางจะเป็นอย่างไรบ้างนะ
หากมองจากมุมมองของเจียงฉางเซิง ผู้บำเพ็ญเซียน
ทั้งหมดของวิถีเซียนโบราณล้วนสิ้นชีวากันหมดแล้ว รวมถึง
เจ้าแม่เซียวเหอเองด้วย ดังนั้นพวกเขาสองคนพบหน้ากัน
ครั้งหนึ่ง โอกาสพบกันก็ลดน้อยลงครั้งหนึ่ง โอกาสพบพาน
ช่างหายากยิ่งนัก
“แดนสุขาวดีอยู่ด้านข้างนี่เอง ไปด้วยกันเถิด ลองดู
บางทีเจ้าอาจไปได้”
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอลอยมา น้ำเสียงนิ่งสงบนัก
ลองดูหรือ
เจียงฉางเซิงฟังความนัยที่แฝงมาในถ้อยคำของนางออก
เขาจึงตกลง
เจ้าแม่เซียวเหอสะบัดแขนเสื้อพาเขากับเทพธิดาทั้งสอง
นางไปด้วยกัน พวกเขาหายวับไปจากสถานที่เทศนา
เมื่อเจียงฉางเซิงลืมตาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองอยู่ใต้
ผืนนภาที่อาบย้อมด้วยแสงเรืองรองสีแดงฉาน เขากับกลุ่มของ
เจ้าแม่เซียวเหอสามคนกำลังขี่ก้อนเมฆเคลื่อนไปข้างหน้า เขา
เงยหน้ามอง ซ้ายขวาสองฝั่งมีเงาร่างของผู้แสวงพรตคนอื่นขี่
เมฆามุ่งไปทางเดียวกัน พวกเขาคงจะไปชมโพธิพุทธสมุทร
เช่นกัน
‘เอ๋ ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนของข้ายังไม่สิ้นสุด
เสียด้วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน หรือว่าโพธิพุทธสมุทรก็นับเป็น
โชควาสนาของการฟังเทศนาด้วย’
เจียงฉางเซิงนึกแปลกใจ เขาสนใจโพธิพุทธสมุทรที่
กำลังจะได้เห็นอย่างห้ามไม่ได้
“โพธิพุทธสมุทรเป็นหนึ่งในทัศนียภาพอันมหัศจรรย์ของ
ลัทธิพุทธ ในมหาสมุทรมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
กับต้นกำเนิดของเจ้าลัทธิซุกซ่อนอยู่ ผู้บำเพ็ญเซียน
จำนวนมากที่เดินทางมาฟังเทศนา ล้วนแวะมาโพธิพุทธสมุทร
กันทั้งสิ้น”
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอลอยมา ดึงให้เจียงฉางเซิง
เหลือบสายตาไปมองนาง
เจียงฉางเซิงอดไม่ได้ถามขึ้นมาว่า “ระดับขั้นของท่านใน
ปัจจุบันยังจำเป็นต้องไปชมโพธิพุทธสมุทรอีกหรือ”
เจ้าแม่เซียวเหอหันไปมองเขาแล้วยิ้มหวาน “ดูท่าตัวข้า
ในใจของสหายนักพรตคงแข็งแกร่งมาก แม้ในพันมหาโลกา
ตัวข้านี้จะนับว่าบุญบารมีสูงส่ง มีอำนาจมากมายอยู่พอตัว
แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดอยู่ โพธิพุทธสมุทรเป็นสิ่งที่ยาก
จะมีโอกาสได้ยลโฉมสักหน ข้าย่อมมิอาจพลาดโอกาส ยิ่ง
ไปกว่านั้นยังได้สนทนากับสหายนักพรตเพิ่มอีกด้วย แต่ละหน
ที่ได้พบกันเวลาห่างกันยาวนานขึ้นทุกที พบพานกันหนหน้า
เกรงว่าคงจะต้องรอนานยิ่งกว่าเดิม
หลังจากผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์ กาลเวลาก็พราก
มิตรสหายที่ผูกพันในอดีตไปหมดสิ้นแล้ว จะเหลือก็แต่สหาย
นักพรตเท่านั้น ยังจำคุนหลุนที่พวกเราพบพานกันครั้งแรกได้
หรือไม่ เจ้าลัทธิคุนหลุนก็ม้วยมรณาไปเสียแล้ว”
ที่แท้ก็เป็นเขานี่เองที่ดับสูญไปกับกาลเวลา…
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “เหตุใดเขาจึงม้วยมรณาเสียเล่า
”
“พูดไปแล้วก็เกี่ยวกับลัทธิพุทธอยู่เหมือนกัน เขา
มอดม้วยระหว่างช่วงชิงโชควาสนาสู่ขั้นพรหม แต่ลัทธิมรรคา
ตัดบ่วงกรรมนี้กับลัทธิพุทธไปแล้ว” เจ้าแม่เซียวเหอเอ่ยตอบ
ขณะที่พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของนางนิ่งสงบราวกับเอ่ยถึงเรื่อง
เล็กน้อยไร้ความสำคัญเรื่องหนึ่ง
ลัทธิมรรคา ลัทธิพุทธ…
เจียงฉางเซิงเกิดความสนใจต่อโครงสร้างสังคมใน
ยุคสมัยแห่งวิถีเซียนนี้อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงอดใจไม่ไหว
เอ่ยถามออกมา เจ้าแม่เซียวเหอก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
ใต้อาณัติของมรรคาสวรรค์ประกอบไปด้วยพันมหา
โลกาและโลกขนาดเล็กอีกสามพันแห่ง ภายในพันมหาโลกา
มีจักรวาลอีกจำนวนนับไม่ถ้วน มีลัทธิมรรคาเป็นผู้กุมอำนาจ
หลัก ลัทธิมรรคาควบคุมขุมอำนาจอยู่นับพันหมื่นรวมไปถึง
แดนสวรรค์ ส่วนลัทธิพุทธแรกเริ่มเดิมทีถือกำเนิดมาจากลัทธิ
มรรคา แต่ยามนี้รุ่งเรืองจนใกล้จะไล่ตามทันลัทธิมรรคาแล้ว
นอกจากลัทธิมรรคากับลัทธิพุทธ ก็ยังมีหลักคำสอนอื่นอีก
มากมายหลายสายอยู่ตามทะเลดารา แดนเซียนและจักรวาล
ทั้งหลาย
พันมหาโลกาใหญ่กว่าที่เจียงฉางเซิงจินตนาการไว้มาก
แค่แดนสุขาวดีเพียงแห่งเดียวก็มีจักรวาลอยู่ในนั้นนับล้านแห่ง
โลกกับดวงดาราที่อยู่ในจักรวาลแต่ละแห่งมีจำนวนมากมาย
นับไม่ถ้วน
นี่แค่ดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติของมรรคาสวรรค์เท่านั้น
ได้ยินมาว่านอกพิภพยังมีห้วงอนันต์สุญญตาที่ทำให้แม้แต่ขั้น
พรหมหลงทางได้อีก
เจียงฉางเซิงฟังเจ้าแม่เซียวเหอเล่าอย่างเพลิดเพลิน
ยุคสมัยแห่งวิถีเซียนแข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการ
ไว้ อย่างน้อยมหาพิภพนิลเหลืองก็สู้ไม่ได้ มหาพิภพนิลเหลือง
กับโลกทั้งสามพันใบของมันเทียบกับพันมหาโลกาไม่ได้แม้แต่
นิดเดียว บางทีมันอาจนับเป็นแค่หนึ่งในโลกขนาดเล็กทั้ง
สามพันใบเท่านั้น มีเพียงการแบ่งแยกระดับของโลกเช่นนี้ที่ยัง
หลงเหลือผ่านกาลเวลามา
วิถีเซียนเคยผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเจ็ดหนแล้ว
ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงรุ่งเรืองอยู่
“ด้านนอกมรรคาสวรรค์มีภัยคุกคามใดหรือไม่” เจียง
ฉางเซิงเอ่ยถาม
เขาสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าวิถีเซียนล่มสลายได้อย่างไร
เท่าที่เขารู้มาตอนนี้ วิถีเซียนแข็งแกร่งเหลือเกิน แม้ขั้น
พรหมจะสูงส่ง แต่ในพันมหาโลกาก็มีพวกเขาอยู่ไม่น้อย
เหนือกว่าขั้นพรหมขึ้นไปก็ยังมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้นอยู่
อีก
เจียงฉางเซิงยังอยู่ห่างจากขั้นพรหมอีกไกลนัก
ถึงอย่างนั้นพลังของเขาก็มากพอจะสยบมหาพิภพนิลเหลือง
ทั้งหมดแล้วด้วยซ้ำ เมื่อลองเปรียบเทียบเช่นนี้ก็รู้ทันทีว่าวิถี
เซียนแข็งแกร่งกว่าวิถียุทธ์มากเหลือเกิน
แต่แน่นอน บางทีวิถียุทธ์ในห้วงมิติชั้นในอาจแข็งแกร่ง
กว่าที่เขาสันนิษฐานไว้ก็เป็นได้
“หากวิถีเซียนล่มสลาย พวกเราจะมีโอกาสรอดสักเสี้ยว
หนึ่งหรือไม่”
เจียงฉางเซิงถามออกมาเช่นนี้ มิใช่ถามเพื่อตนเอง
เจ้าแม่เซียวเหอมองแดนสุขาวดีอันงดงามที่แฝงด้วย
บรรยากาศเศร้าสร้อย แล้วตอบว่า “ผู้บำเพ็ญเซียน ตั้งแต่
แรกเริ่มก็ฝึกเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสรอดชีวิตอยู่แล้ว”
เทพธิดาทั้งสององค์ที่อยู่ด้านหลังยิ่งฟังก็ยิ่งแปลกใจ วิถี
เซียนจะล่มสลายได้เช่นไรกัน
พวกนางสงสัยในความเป็นมาของเจียงฉางเซิงมากกว่า
เดิม ก่อนหน้านี้คิดว่าเขาเป็นผู้อาวุโสที่มีความเป็นมาเก่าแก่
โบราณ แต่ตอนนี้เขากลับเหมือนคนรุ่นหลังที่เพิ่งก้าวออกมา
ท่องโลกมากกว่า สองสิ่งนี้ช่างดูขัดแย้งกันยิ่งนัก ทว่าตัวตนที่
ประกอบด้วยความขัดแย้งเช่นนี้กลับได้รับไมตรีมากมายจาก
เจ้าแม่
หรือว่าคนผู้นี้จะสูญเสียดวงวิญญาณบางส่วนไป ทำให้
ความทรงจำกับสิ่งที่เคยรู้ขาดหายไปจำนวนมาก
เจียงฉางเซิงไม่รู้ว่าสองคนด้านหลังกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ต่อให้รู้เขาก็คงไม่ใส่ใจ ตอนนี้เขาคิดแต่จะรีบเร่ง
ทำความเข้าใจยุคสมัยแห่งวิถีเซียน เพราะสิ่งนี้จะมีส่วนช่วยให้
เขาสร้างวิถีเซียนยุคใหม่
เจ้าแม่เซียวเหอเคลื่อนเมฆาด้วยความรวดเร็ว
ไปตลอดทาง เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เจียงฉางเซิงก็
มองเห็นโพธิพุทธสมุทร
ที่แห่งนั้นคือมหาสมุทรกว้างสุดลูกหูลูกตาราวกับฟ้าดิน
ที่ไร้จุดสิ้นสุด ดอกโพธิ์นับไม่ถ้วนแต่งแต้มอยู่บนผืนสมุทร
ประหนึ่งดวงดารา
ทะเลเมฆหยุดนิ่ง เจ้าแม่เซียวเหอขัดขานั่งสมาธิ เจียง
ฉางเซิงก็นั่งสมาธิตาม เขาก้มมองโพธิพุทธสมุทรเบื้องล่าง
ไม่นานสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“นี่มัน…กลิ่นอายแห่งฟ้าดิน...”
ในใจของเจียงฉางเซิงตกตะลึงอย่างยิ่ง เพราะด้านใน
ของดอกโพธิ์แต่ละดอกล้วนมีโลกซ่อนอยู่ หรือจะพูดให้ชัดเจน
กว่านั้นก็คือจักรวาลแห่งหนึ่ง ที่ด้านในยังมีโลกอีกมากมาย
นับไม่ถ้วน กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลทะลัก
ออกมาอย่างที่ปิดบังไม่ได้แม้แต่น้อย
นี่มิใช่ภาพลวงตา แต่เป็นจักรวาลและโลกจริงๆ มีสรรพ
ชีวิตทั้งหลายกำลังดำรงชีวิตอยู่ในนั้น
ดอกโพธิ์บนผิวมหาสมุทรแห่งนี้มีมากมายเหลือคณา!
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองดอกโพธิ์ดอก
หนึ่งในนั้น
สายตาของเขาลอดเข้าไปด้านในดอกโพธิ์ เขาเข้าไปใน
จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง ท่ามกลางห้วงอวกาศ
อันมืดมิด มีทะเลดาราหลากสีหมุนเป็นวงเกลียวแยกจากกัน
บ้างใหญ่บ้างเล็ก ดูเหมือนห้วงอวกาศในชาติก่อน
หนึ่งบุปผาคือหนึ่งโลก...
“การชมโพธิพุทธสมุทรก็คือการชมพันมหาโลกาแห่ง
หนึ่ง ลัทธิพุทธสุดยอดจริงๆ พวกเขาสร้างพันมหาโลกาของ
ตนเอง ให้สรรพชีวิตดำเนินไม่สิ้นสุด พันหมื่นแปรผัน”
น้ำเสียงของเจ้าแม่เซียวเหอแฝงความชื่นชมนับถือจางๆ
“การชมโพธิพุทธสมุทรจะช่วยให้จับสัมผัสกฎแห่งฟ้าดิน
ได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมเผาผลาญปราณต้นกำเนิดของ
โพธิพุทธสมุทร ดังนั้นลัทธิพุทธจึงมิเปิดโชควาสนาเช่นนี้ให้
ตลอด”
เจียงฉางเซิงฟังคำพูดของเจ้าแม่เซียวเหอ แต่สายตา
มิได้รั้งกลับมา เขาเพ่งพิจโลกที่อยู่ด้านในดอกโพธิ์
หนึ่งบุปผาคือหนึ่งโลก หนึ่งโลกก็คือหนึ่งจักรวาล
มีระบบสุริยะนับไม่ถ้วนซุกซ่อนอยู่ ดวงดาวในระบบสุริยะนับ
จำนวนได้เป็นหลักร้อยล้าน เขาถึงขั้นมองเห็นดวงดาวที่
หน้าตาคล้ายกับโลกเมื่อชาติก่อนอยู่ด้วย เพียงแต่ผู้ที่อาศัย
บนนั้นมิใช่ชาวโลก แต่เป็นเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาที่ดูคล้าย
มนุษย์เผ่าหนึ่ง พวกเขาพัฒนาวิทยาการขึ้นมาเช่นเดียวกัน
เขาเลื่อนสายตาไปมองที่อีกมุมหนึ่งของจักรวาล
สอดส่องไปยังดวงดาวดึกดำบรรพ์ที่กว้างใหญ่ไพศาลและ
โหดร้ายดวงหนึ่ง มีปีศาจดำรงชีวิตอยู่ ไม่มีเผ่ามนุษย์
โลกในหนึ่งบุปผามีอารยธรรมซุกซ่อนอยู่นับหมื่นพัน!
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับไปมองดอกโพธิ์ดอกอื่น
จากนั้นก็ก้มหน้าเพ่งพิจจักรวาลนับอนันต์ต่อไปเรื่อยๆ
เจ้าแม่เซียวเหอผินหน้ามาจับจ้องเจียงฉางเซิงอย่าง
เงียบๆ
เทพธิดาทั้งสององค์ด้านหลังเห็นแล้วหัวใจก็เต้นดังตึก
ตัก ในใจของพวกนางเกิดความคิดบ้าบอประการหนึ่งขึ้นมา
อาจารย์คงจะไม่…
พวกนางรีบรั้งสายตากลับมาแล้วเดินไปนั่งด้านข้างของ
เจ้าแม่เซียวเหอเพื่อก้มหน้าลงพินิจโพธิพุทธสมุทร ใช้
โชควาสนาหนนี้อย่างเห็นคุณค่าบ้าง
พันมหาโลกา สรรพชีวิตผู้จมปลัก ชีวิตนับอนันต์ผู้
มิล่วงรู้ว่าตนเองดำรงอยู่ในบุปผาดอกหนึ่ง
แม้นดอกโพธิ์จะซุกซ่อนจักรวาลเอาไว้ แต่ตัวดอกโพธิ์
กลับบอบบางยิ่งนัก มีพลังสายหนึ่งคอยประคองให้จักรวาล
ดำเนินไป หากมันขาดสะบั้น ทุกสิ่งก็จักมลายหายไปประหนึ่ง
หมอกควัน
หรือว่านี่ก็คือปราณต้นกำเนิดที่เจ้าแม่เซียวเหอพูดถึง
หากพูดถึงความแข็งแกร่งของดอกโพธิ์ เจียงฉางเซิงคิด
ว่ามิว่าระดับขั้นบำเพ็ญขั้นใด ขอเพียงออกแรงเพียงเล็กน้อยก็
เด็ดพวกมันลงมาได้แล้ว แต่ที่แห่งนี้คือดินแดนของลัทธิพุทธ
ผู้ใดจะกล้าก่อเรื่องกันเล่า
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงตวาดกร้าวเสียงหนึ่งดังมาจากไกลๆ ขัดการ
วิปัสสนาของเจียงฉางเซิง
เขาเงยหน้ามอง ก็เห็นบุรุษอาภรณ์สีแดงผู้หนึ่งก้าวลง
มาจากบนฟ้า ทำท่าจะเดินเข้าไปในโพธิพุทธสมุทร ผู้ที่ตวาด
ห้ามเขาคือพระพุทธองค์องค์หนึ่ง
บุรุษอาภรณ์สีแดงผู้นี้มีปราณสีม่วงวนล้อมรอบกาย เส้น
ผมสีดำของเขาเกล้าอยู่ใต้กวานสีม่วง บนกวานชิ้นนั้นประดับ
หยกสีแดงทรงกระบี่ชิ้นหนึ่ง ดวงหน้าดวงนั้นเย็นชาและ
ดวงตาใต้คิ้วกระบี่คู่นั้นก็ทอประกายเย็นชาไม่ต่างกัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมื่อเห็นเขา เจียงฉางเซิงก็นึกถึงเจียง
ซั่น
ดาวสังหารนิรันดร์กาล!
ไม่ผิดแน่ บนร่างของเขามีจิตสังหารอันเข้มข้นที่ยาก
จะเก็บซ่อน
บุรุษอาภรณ์สีแดงถูกพระพุทธองค์ตวาดห้ามแต่กลับ
ไม่หยุดฝีเท้า เขาก้าวลงไปที่ผิวทะเล
พระพุทธองค์โกรธจัด กำลังจะลงมือขัดขวาง แต่เสียง
ของพระศรีอาริยเมตไตรยกลับดังขึ้น
“อมิตตาภพุทธ ปล่อยเขาไปเถิด”
ได้ยินดังนั้น แม้พระพุทธองค์ผู้นั้นจะมิใคร่ยินยอมก็ได้
แต่รามือ
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอดังเข้ามาในหูของเจียงฉางเซิง
“คนผู้นี้มีนามว่าเทวะไท่ซั่ง ลูกศิษย์สายที่เจ็ดของลัทธิมรรคา
อิทธิฤทธิ์กล้าแกร่ง แม้ถือกำเนิดหลังภัยพิบัติสิ้นกัลป์ แต่หาก
นับลำดับอาวุโสแล้ว เขานับว่าเป็นอาจารย์อาของพระ
ศรีอาริยเมตไตรยองค์นั้น”
เทวะไท่ซั่ง?
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว นามนี้ทำให้เขานึกถึงไท่ซั่งคุน
หลุนกับเหล่าเทวะแห่งวิถียุทธ์
ยิ่งจิตเขาหวนกลับมาสดับหลักคำสอนมากครั้งเท่าไร
เขาก็ยิ่งค้นพบว่าวิถีเซียนโบราณทิ้งรอยประทับไว้ในวิถียุทธ์
ไม่น้อย
“เทวะไท่ซั่งควบคุมพลังแห่งมหามรรคาได้สี่สิบแปด
ชนิดแล้ว แม้จะยังไม่บรรลุขั้นพรหม แต่ก็มีความสามารถ
เหนือกว่าขั้นที่ตนเองอยู่ไปแล้ว”
น้ำเสียงของเจ้าแม่เซียวเหอเต็มไปด้วยความชื่นชม
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว
…………………………………………….