เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 495 กลืนกินพลังอาคม
หลังจากได้รับอนุญาตจากพระศรีอาริยเมตไตรย เทวะ
ไท่ซั่งก็เหาะเข้าไปในดอกโพธิ์ดอกหนึ่งแล้วหายตัวไป
ภาพนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนบนท้องฟ้าและริมขอบ
มหาสมุทรมากมายพากันหันไปอภิปราย
“นี่เทวะไท่ซั่งกำลังเสาะหาพลังแห่งมหามรรคาชนิดที่สี่
สิบเก้าอย่างนั้นหรือ”
“ช่างสุดยอดเสียจริง มิน่าเล่าเจ้าลัทธิมรรคาจึงกล่าวว่า
เขามีพรสวรรค์ของจอมปราชญ์”
“เหอะ สุดยอดตรงไหน หากเจ้ากับข้าได้รับสืบทอดวิชา
จากสายที่เจ็ดของลัทธิมรรคา ทั้งยังได้เจ้าลัทธิรับเป็นศิษย์
ไหนเลยฝีมือจะด้อยกว่าเขา”
“ภายใต้มรรคาสวรรค์ บุญวาสนามิใช่สิ่งที่ตนจะกำหนด
ได้ เป็นชะตาลิขิตมาให้เสมอ”
“ดูท่าศึกตัดสินระหว่างเขากับรัชทายาทวังมังกรจะมาถึง
ในอีกไม่นาน รัชทายาทองค์นั้นก็ไม่ธรรมดา เพียงขั้นเอกเทวะ
ก็บรรลุมรรคาแห่งสัประยุทธ์ สยบคนระดับขั้นเดียวกันจนราบ
แล้ว สองคนนี้ช่างโดดเด่นเสียจริง”
เจียงฉางเซิงฟังเสียงสนทนาที่ดังมาจากรอบด้าน แล้ว
เข้าใจวิถีเซียนมากขึ้นกว่าเดิม
ในยุคสมัยของวิถียุทธ์ การศึกษาพลังแห่งกฎจะถูก
เรียกขานว่าพลังเทพ พลังเทพคือสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก แต่ในที่
แห่งนี้ การวิปัสสนาทำความเข้าใจพลังแห่งมหามรรคากลับ
เป็นเรื่องที่เห็นบ่อยจนชินชา อย่างน้อยผู้แสวงพรต ณ ที่แห่งนี้
ก็รู้ว่ามีเรื่องเช่นนี้อยู่
วิถีเซียนโบราณกับตำนานที่เขาเคยรู้จักในชาติก่อนมีจุด
ที่แตกต่างกันอยู่มาก วังมังกรกับตำหนักยมโลกไม่ใช่ขุม
อำนาจที่ปล่อยให้ใครๆ มาข่มเหงรังแก แต่พวกเขาเป็นขุม
อำนาจขนาดมโหฬารที่แม้แต่ลัทธิมรรคาก็ไม่กล้ามาเล่นงาน
ง่ายๆ
แม้ว่าลัทธิมรรคาจะแข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ไม่แข็งแกร่ง
ถึงขนาดที่จะทำอะไรเหิมเกริมได้ แม้แดนสวรรค์จะอยู่ใต้
สังกัดของลัทธิมรรคา แต่แดนสวรรค์ก็มีขุมกำลังของตนเอง
อย่างน้อยแดนสวรรค์ก็มิได้เชื่อฟังลัทธิมรรคาอย่างสมบูรณ์
แล้วยังมีสำนักกับลัทธิในแดนมนุษย์อีก เทพเซียนบนผืน
พิภพบางส่วนก็แข็งแกร่งจนถึงขั้นสร้างความปั่นป่วนให้พัน
มหาโลกาได้
หลังจากเทวะไท่ซั่งหายไป ทุกสิ่งก็กลับมาเงียบสงบ
เจียงฉางเซิงเรียกสติกลับมาเริ่มพินิจโลกในดอกโพธิ์
อีกครั้ง
แม้เป็นการก้มมองสรรพชีวิตเหมือนกัน แต่การทำเช่นนี้
ที่โพธิพุทธสมุทรกลับทำให้เจียงฉางเซิงบรรลุสิ่งต่างๆ ได้
มากกว่า การบรรลุนี้บอกกล่าวออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก แต่มัน
ทำให้เขาเข้าใจกฎทั้งหลายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้
มีความคาดหวังกับการฝึกบำเพ็ญของตนเองมากขึ้นอีกด้วย
ในช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่มีคนอย่างเทวะไท่ซั่งโผล่
มาอีกเป็นคนที่สอง
ที่แห่งนี้คือแดนสุขาวดี หากไม่มีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง
ใครจะกล้ามาก่อเรื่องที่นี่กันเล่า
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างรอบโพธิ
พุทธสมุทรยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่พระอรหันต์กับ
พระโพธิสัตว์ก็มากันเป็นจำนวนไม่น้อย
เส้าเฮ่ามองเจียงฉางเซิงจากไกลๆ หัวคิ้วขมวดมุ่น
ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
ตี้คู่อดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “ท่านปู่ คนผู้นั้นมีฐานะอะไร
กันแน่ ท่านจึงสนใจเขาถึงเพียงนี้”
ตั้งแต่สถานที่เทศนามาจนถึงโพธิพุทธสมุทร สายตา
ของเส้าเฮ่ามักจะจับจ้องบนร่างเจียงฉางเซิงอยู่เสมอ
“เขา คือคนผู้มิได้อยู่ในชะตาลิขิต”
เส้าเฮ่าเอ่ยอย่างมีความนัย ตี้คู่ที่ฟังอยู่มึนงงยิ่งกว่าเดิม
…
“ฟู่!”
เจียงฉางเซิงพรูลมหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งแล้ว
ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แม้ขั้นบำเพ็ญของเขาจะมาถึงวิชา
มรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสามแล้ว แต่เขาก็ยังมีอาการมึน
ศีรษะ
แม้โพธิพุทธสมุทรจะเป็นโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่นัก กระนั้น
มันก็มีสิ่งที่ต้องจ่าย ถึงจะมองไม่เห็น คลำจับได้ไม่ชัดก็ตาม
แม้แต่เขายังเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ขั้นบำเพ็ญต่ำคงถูกบีบให้ถอยออก
ไปในเวลาไม่นานแน่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไปกันเถิด”
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอดังขึ้น เจียงฉางเซิงหันหน้า
ไปมองก็เห็นว่าเทพธิดาทั้งสององค์นั้นตื่นขึ้นมานานแล้ว พวก
นางกำลังใช้สายตาอันซับซ้อนจ้องมองเขา
เจียงฉางเซิงพยักหน้าตอบ เขาเองก็สมควรกลับได้แล้ว
แม้จะทราบว่าในโลกแห่งความจริงเวลาเพิ่งผ่านไปไม่กี่
ลมหายใจ แต่การไม่ได้พบหน้าคนที่ใจห่วงหานานเกินไป ก็
ทำให้เขาวิตกกังวลเล็กน้อยอยู่ดี
เจ้าแม่เซียวเหอหมุนทะเลเมฆกลับแล้วขี่เมฆาลอย
จากไป
ระหว่างทางกลับ ทั้งสองคนต่างเงียบงัน
เวลานี้เจียงฉางเซิงไม่มีอารมณ์จะถามเรื่องอะไรอีกแล้ว
ตรงกันข้ามเขาเป็นห่วงว่าในกาลเวลาหลังจากนี้เจ้าแม่เซียวเห
อจะพบความทุกข์ยากลำบากประการใดบ้าง แล้วนางจะมี
ชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใด
เจ้าแม่เซียวเหอก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเช่นกัน
ทว่าเพิ่งเหาะออกมาได้ไม่ไกลสักเท่าใด เจียงฉางเซิงก็
รู้สึกว่าฟ้าดินเริ่มหมุนคว้าง เขาตระหนักได้ว่าตนเองกำลังจะ
จากไปแล้ว จึงบอกให้เจ้าแม่เซียวเหอหยุดทันที
เห็นชัดว่าเจ้าแม่เซียวเหอสัมผัสบางสิ่งได้เช่นกัน นาง
จึงเอ่ยว่า “จากกันหนนี้ ขอให้เจ้าสุขสบายดี”
เจียงฉางเซิงอยากพูดบางสิ่งแต่กลับพูดไม่ออก เขา
อยากเปลี่ยนชะตาของเจ้าแม่เซียวเหอ แต่เห็นชัดว่าเจ้าแม่
เซียวเหอคาดเดาที่มาของเขาได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาย่อม
ไม่จำเป็นต้องกระทำสิ่งอื่นใดอีก แล้วตัวเขาก็ไม่มีความสา
มารถที่จะทำสิ่งใดด้วย
“สหายนักพรตล่วงรู้อดีตปัจจุบันอย่างถ่องแท้จริงหรือ”
จู่ๆ เจ้าแม่เซียวเหอก็ถามขึ้นมา
คำถามนี้ทำให้เจียงฉางเซิงตอบไม่ได้
นั่นสิ
เขามีแต่ข้อสันนิษฐานมาตลอด เขาไม่รู้เรื่องราวจาก
อดีตจรดปัจจุบันอย่างชัดเจนแม้แต่นิดเดียว เขาไม่รู้แม้กระทั่ง
ว่าที่แห่งนี้เป็นอดีตกาลไกลโพ้นจริงหรือไม่
เขาเพียงคาดเดาจากหลักเหตุผลพื้นฐานที่ว่าวิถีเซียน
ล่มสลายไปแล้วเท่านั้น
หากโยนจุดนี้ทิ้งไป ชะตาชีวิตของเจ้าแม่เซียวเหอก็
ไม่แน่ว่าจะน่าเศร้าเช่นนั้น
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะ “ข้าหลงคิดไปเอง
แล้ว ขอบคุณสหายนักพรตที่ตักเตือน”
เจ้าแม่เซียวเหอคลี่ยิ้ม “ไม่เป็นไร ความเป็นห่วงของ
สหายนักพรตกลับทำให้ข้าเบิกบานใจเสียอีก แม้ยุคสมัย
จะผลัดเปลี่ยน กาลเวลาล่วงเลยเคลื่อนคล้อย แต่ข้า
จะพยายามสุดกำลังเพื่อให้ได้พบกับสหายนักพรตอีกครั้ง
จวบจนกระทั่งได้ถกมหามรรคาด้วยกัน ณ จุดสิ้นสุดของมหา
มรรคา”
เจียงฉางเซิงหมดห่วงอย่างสิ้นเชิงแล้ว เขาประสานมือ
คำนับจากนั้นจึงเหาะไปด้านหน้าเพียงลำพัง สายตาของเขา
เริ่มพร่ามัว ความรู้สึกว่าฟ้าดินหมุนคว้างทำให้เขาหลับตา
ทั้งสองข้าง
ไม่นานสติของเขาก็กลับมายังกายเนื้อ เขาลืมตาขึ้นนับ
นิ้วคำนวณก็พบว่าเวลามิได้ผ่านไปนานเท่าใดนัก การ
ฟังเทศนาหนนี้มิได้ส่งผลกระทบต่อโลกแห่งความเป็นจริง
“วิถีเซียนแข็งแกร่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก หนนี้
ได้ประโยชน์มามากมายทีเดียว”
มุมปากของเจียงฉางเซิงยกโค้ง การสั่งสอนมรรคาพุทธ
ของพระศรีอาริยเมตไตรยทำให้เขาเริ่มนำโชคชะตามาใช้กับ
ช่วงชิงโชคชะตาได้แล้ว เมื่อได้ไปนั่งวิปัสสนาที่โพธิพุทธสมุทร
ก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจฟ้าดินลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้มีส่วนช่วยใน
การสร้างโลกใบใหม่ แล้วยังช่วยให้เขาสร้างโลกแห่งมรรคา
ได้ดียิ่งกว่าเดิมด้วย
เขาค้นพบว่าฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนมีค่ามาก
ยิ่งกว่ารางวัลรอดชีวิตส่วนใหญ่เสียอีก มันลดเวลาที่เขาต้อง
เดินอ้อมไปมาได้มากมาย แล้วยังทำให้เขาได้ตกผลึก
องค์ความรู้เกี่ยวพับพลังแห่งมหามรรคาอีกด้วย
เจียงฉางเซิงตัดสินใจว่าต่อจากนี้เขาจะมุ่งศึกษามรรคา
แห่งโชคชะตา
พรากกรรมที่พันผูก โอกาสกลับสู่สังสารวัฏและ
โชคชะตาจากไป นั่นจึงจะเป็นการเนรเทศที่แท้จริง!
เจียงฉางเซิงตั้งหน้าตั้งตาคอยเวลาที่พลังแห่งมรรคาทั้ง
สามชนิดนี้จะผนึกกำลังรวมกันยิ่งนัก ถึงยามนั้นมัน
จะแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน
เขาหลับตาลงอย่างเนิบช้าแล้วเข้าสู่การปิดด่านฝึก
บำเพ็ญ
…
ลึกเข้าไปในห้วงสุญญตา มีมหาสมุทรสีครามอันไร้
จุดสิ้นสุดอยู่แห่งหนึ่ง มันก็คือมหาสมุทรเชื่อมอนธการ ริมฝั่ง
มหาสมุทรมีประตูศิลาขนาดมหึมาอยู่บานหนึ่ง ด้านหน้าของ
ประตูศิลามีร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่
บุรุษตาเดียวผู้สวมชุดเกราะโทรมๆ คนนี้ลืมตาที่มีเพียง
หนึ่งข้างขึ้นมาอย่างเนิบช้า เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันไปเผชิญหน้า
กับประตูศิลา
ครืนนนน!
ประตูศิลาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หมอกสีดำลอยลง
มาจากบนยอดของบานประตู ไอสีดำโถมทะลักคล้ายกับประตู
บานนี้เชื่อมต่อไปยังห้วงอเวจีในมิติอื่น
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหมอกสีดำอย่างเชื่องช้า คน
ผู้นี้สวมอาภรณ์สีดำ แต่เส้นผมขาวโพลนดุจหิมะ ใบหน้าของ
เขาแก่ชราแต่ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า ด้านหลังมีกระบี่ยาว
สองเล่มลอยตามมา
“เทวะปฐมนภา คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะกลับมา เจ้าคิดจะสอด
มือเข้าไปยุ่งกับมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์หรือ” บุรุษผู้สวมชุด
เกราะโทรมๆ ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดหู
บุรุษอาภรณ์สีดำผู้นี้ก็คืออาจารย์ของบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน เทวะปฐมนภานั่นเอง
เห็นชัดว่าทั้งสองคนนี้รู้จักกัน
เทวะปฐมนภาเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เทวะผจญ
โลหิต ผู้พิทักษ์ทางเชื่อมอนธการอย่างเจ้ายังพูดมากอยู่เช่น
เดิม”
แม้เทวะผจญโลหิตจะมีดวงตาเพียงข้างเดียว แต่เขาก็
ยังยกยิ้มเย็นชาอย่างโอหังเช่นเดิม เขาจ้องเทวะปฐมนภาแล้ว
เอ่ยว่า “พวกเจ้าสายนั้นช่างชอบขัดขืนสวรรค์เสียจริง วิถียุทธ์
ก็เป็นเพียงหินหยั่งเท้าของพวกเราเท่านั้น ไยต้องดันทุรังด้วย
เล่า ข้าสัมผัสได้ว่าภัยพิบัติในห้วงอนันต์สุญญตาร้ายแรงกว่า
ก่อนหน้านี้มากนัก หากเจ้าฝืนเข้าไปยุ่ง โอกาสรอดคงมีเพียง
หนึ่งในสิบส่วน”
เทวะปฐมนภาตอบว่า “หากยอมคล้อยตามสวรรค์ก็คง
ไม่มีวิถียุทธ์”
เทวะผจญโลหิตส่ายหน้า แล้วหมุนตัวกลับไปนั่งใหม่
อีกครั้ง
เทวะปฐมนภาก้าวเดินมาถึงข้างตัวเขา จังหวะนั้นเอง
เงาร่างแล้วร่างเล่าก็ก้าวออกมาจากหมอกสีดำด้านในประตู
แล้วติดตามเทวะปฐมนภาจากไป
เทวะผจญโลหิตลืมตาข้างที่ไม่บาดเจ็บขึ้นมา เมื่อเขา
มองเห็นใบหน้าของเงาร่างเหล่านั้นชัดเจน สีหน้าของเขาก็
เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“ผู้ใดกันที่เป็นคนชักใยทุกสิ่งนี้ แม้แต่พวกเขาก็ออกมา
ด้วย…”
สีหน้าของเทวะผจญโลหิตเคร่งขรึม ในดวงตา
เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจวบจนพวกเทวะปฐมนภาหาย
ไปยังเบื้องลึกของห้วงสุญญตา
…
ณ สวนท้อสวรรค์ บนแดนสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์ มหาเซียนวั่งเฉิน หลี่ว์เสินโจวกับเยี่ย
จ้านนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะศิลาตัวหนึ่ง จักรพรรดิสวรรค์เป็นผู้ริน
สุราให้ทั้งสามด้วยตนเอง
มหาเซียนวั่งเฉินเอ่ยอย่างจนปัญญา “ข้าเป็นถึงผู้นำแห่ง
เซียนพิภพ ไหนเลยจะผละจากหน้าที่ตามอำเภอใจได้ ฝ่าบาท
ก่อนหน้านี้ตอนจัดการเผ่าอวี่ ข้าก็ออกจากโลกคุนหลุน
ไปหลายครั้งแล้ว ออกไปอีกไม่ได้แล้ว”
หลี่ว์เสินโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ายินดีไปอยู่หรอกนะ
แต่เผ่าทรงอำนาจที่ท่านติดต่อไปมีเผ่าหลี่ว์อยู่ด้วย ยามนี้ข้า
เป็นคนทรยศ ฝ่าบาทมิกลัวจะเกิดปัญหายุ่งยากหรือไร”
จักรพรรดิสวรรค์หันไปมองเยี่ยจ้านอย่างไร้ทางเลือก
แต่เดิมเยี่ยจ้านคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของบรรพ
จารย์เผ่าเยี่ยขึ้นมา เขาก็ลังเล
“มิสู้ให้ชีหมิงหวังไปด้วยกันกับเยี่ยจ้านเป็นอย่างไรเล่า
เผ่าหมิงก็มาด้วยมิใช่หรือ ชีหมิงหวังมีความสัมพันธ์กับเผ่า
หมิงลึกซึ้งทีเดียว” หลี่ว์เสินโจวเสนอ
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วถามว่า “ข้ากังวลว่าเขาจะทำ
อะไรลำบากเพราะถูกบีบอยู่ตรงกลาง”
หลี่ว์เสินโจวหัวเราะ “กลัวสิ่งใดกันเล่า หากเขาก่อเรื่อง
ขึ้นมาจริงๆ ก็ให้มรรคาจารย์ไปจัดการเขาเสียก็สิ้นเรื่อง
มรรคาจารย์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น วันๆ กลับเอาแต่ปิดด่านฝึก
บำเพ็ญ เขาคงเก็บตัวจนงุ่นง่านแล้วกระมัง ดูอย่างข้าสิ
แต่ละครั้งที่แข็งแกร่งขึ้นล้วนอยากจะออกมาสำแดงเดชสักหน
”
มหาเซียนวั่งเฉินกลอกตาใส่แล้วตอบว่า “มรรคาจารย์
เป็นผู้หลุดพ้นจากโลกีย์แล้ว ไหนเลยจะมีความคิด
หุนหันพลันแล่นเช่นเจ้า”
หลี่ว์เสินโจวส่ายหัวพลางหัวเราะ เขาไม่กล้าล่วงเกิน
มรรคาจารย์ต่อ
เยี่ยจ้านเอ่ยบ้างว่า “ฝ่าบาท ระยะนี้มหาพิภพนิลเหลือง
เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจเปิดศึกกัน
มากขึ้นทุกที พวกเราต้องหลีกเลี่ยงมิให้สงครามส่งผลกระทบ
มาถึงโลกสวรรค์”
แม้โลกเทพยุทธ์จะถอนกำลังคนออกจากโลกคุนหลุน
แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนโลก
คุนหลุนอยู่ แล้วในมหาพิภพนิลเหลืองเองก็มีผู้ศรัทธาเซ่นไหว้
อยู่ไม่น้อย ข่าวจึงแพร่กระจายผ่านมาทางมหาพิภพจิตจร
“ใช่แค่มหาพิภพนิลเหลืองที่ไหนกันเล่า โลกคุนหลุนเอง
ก็เป็นเช่นเดียวกัน แม้เผ่ามนุษย์จะรวมกันเป็นปึกแผ่นแล้ว แต่
ความขัดแย้งในโลกบำเพ็ญเซียนกลับเริ่มปะทุขึ้นรอบด้าน
เผ่าพันธุ์อื่นก็เปิดศึกกันแล้ว กลิ่นอายของอารมณ์ร้อนปกคลุม
ไปทั่วฟ้าดินมากขึ้นทุกที วิญญาณร้ายในนรกทั้งสิบแปดขุม
เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่ามหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
กำลังจะมาแล้ว”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนหน้านี้เขาคิด
ว่ามหันตภัยแห่งวิถียุทธ์จะเพ่งเล็งไปที่วิถียุทธ์ แต่ตอนนี้ดูท่า
มันจะส่งผลมาถึงโลกคุนหลุนด้วย
หลี่ว์เสินโจวไม่ใส่ใจสักนิด “มาก็มาสิ เป็นมหันตภัยจึง
จะมีวาสนาครั้งใหญ่!”
จักรพรรดิสวรรค์สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นก็ให้ชีหมิงหวังไปด้วยกันกับเยี่ยจ้าน แดน
สวรรค์ต้องการผู้แข็งแกร่ง มิเช่นนั้นก็ยากจะควบคุมโลก
สวรรค์ได้”
เยี่ยจ้านพยักหน้า ส่วนหลี่ว์เสินโจวเสียดายเล็กน้อย
มหาเซียนวั่งเฉินกำลังจะรินชาถ้วยหนึ่งให้ตนเอง
ทันใดนั้นเฉินหลี่ก็เหาะเข้ามา เขามาถึงข้างกายจักรพรรดิ
สวรรค์อย่างร้อนรนแล้วกราบทูลเสียงแผ่วเบาว่า “ฝ่าบาท
องค์ชายพระองค์เล็กประสูติแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ว์เสินโจวได้ยินก็คลี่ยิ้ม “ฝ่าบาท องค์ชายพระองค์
เล็กต้องมาเป็นศิษย์ของข้านะพ่ะย่ะค่ะ”
มาถึงแดนสวรรค์เนิ่นนานถึงเพียงนี้ เขาย่อมเรียนรู้ที่จะ
หาเส้นสายแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์สังเกตว่าน้ำเสียงของเฉินหลี่ไม่ปกติ
จึงขมวดคิ้วถามว่า “แค่ประสูติเท่านั้น เหตุใดจึงต้อง
มาบอกกล่าวโดยเฉพาะ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ พูดมาตรงๆ
!”
เฉินหลี่กัดฟันเอ่ยว่า “สภาพขององค์ชายองค์เล็กไม่ปกติ
ดวงเนตรมหามรรคาของเขามีพลังอันน่ากลัวสายหนึ่งอยู่ใน
นั้น มันกลืนกินพลังอาคมของผู้อื่นได้ พลังอาคมของพระสนม
สวรรค์ถูกสูบจนเกลี้ยง โชคดีที่พระมารดาแห่งสวรรค์ลงมือ
ช่วยทันเวลา”
กลืนกินพลังอาคมอย่างนั้นรึ
คิ้วของจักรพรรดิสวรรค์ขมวดจนเป็นปมกว่าเดิม เขา
ลุกขึ้นเดินออกไปทันที
หลี่ว์เสินโจวอยากจะตามไปดูด้วย แต่ถูกเยี่ยจ้านดึง
เอาไว้ก่อน
รอจนพวกจักรพรรดิสวรรค์สองคนเดินออกไปไกลแล้ว
เยี่ยจ้านจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เรื่องเช่นนี้ เจ้ายังจะตาม
ไปอีกหรือ”
หลี่ว์เสินโจวถลึงตาเถียง “ก็นั่นน่ะลูกศิษย์ของข้าเชียว
นะ!”
……………………………………………………..