เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 496 พรสวรรค์สุดแกร่ง บททดสอบ
“คลื่นลมมิรู้จะเปลี่ยนไปทิศใด ลูกศิษย์คนนี้ของ
เจ้าท่าจะรับเป็นศิษย์ยากเสียแล้ว”
มหาเซียนวั่งเฉินแกว่งจอกสุราพลางเอ่ยเนิบช้า หลี่ว์เสิน
โจวกับเยี่ยจ้านจึงหันมาสนใจเขา
หลี่ว์เสินโจวกลับลงมานั่งใหม่แล้วหันไปถามมหาเซียน
วั่งเฉินว่า “เจ้าทำนายล่วงรู้สิ่งใดมาหรือ”
มหาเซียนวั่งเฉินสืบทอดวิชามหามรรคาปราณทองคำ
มา อีกทั้งยังครอบครองคันฉ่องฟ้าดินอยู่ เขาจึงล่วงรู้สิ่งต่างๆ
ในโลกคุนหลุนชัดเจนยิ่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์เสียอีก
มหาเซียนวั่งเฉินตอบว่า “เด็กคนนี้มีโชคชะตา
ไม่ธรรมดา เขาถือกำเนิดมาพร้อมเคราะห์กรรม จะดีหรือร้าย
ยากตัดสิน กรรมที่พัวพันก็ยากจะทำนายทายทัก แดนมนุษย์
เริ่มวุ่นวายไปแล้ว บางทีอาจถึงคราวสวรรค์วุ่นวายบ้างแล้วก็
เป็นได้”
คำพูดนี้อาจฟังดูสามหาว แต่เขาเป็นถึงผู้นำแห่งเซียน
พิภพ มิอยู่ใต้สังกัดของแดนสวรรค์ ไม่ว่าสิ่งใดเขาก็ย่อมกล้า
พูด
หลี่ว์เสินโจวกับเยี่ยจ้านสบตากัน พวกเขาล้วนมองเห็น
แววตากังวลในดวงตาของอีกฝ่าย
หากภัยพิบัติของโลกคุนหลุนเกิดจากทายาทของ
สายเลือดมรรคาจารย์ นั่นย่อมมิใช่เรื่องดี
ในเวลาเดียวกันนี้
ในตำหนักบรรทมของพระสนมสวรรค์ เทพธิดาหลาย
องค์กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น มู่หลิงลั่วอุ้มโอรสของจักรพรรดิ
สวรรค์ที่อยู่ในห่อผ้า ใบหน้าของนางฉายแววเวทนาสงสาร ไป๋
ฉียืนอยู่ข้างกายนาง แต่นางเพียงมองโอรสของจักรพรรดิ
สวรรค์อย่างระแวดระวัง มิกล้าแตะต้อง
จักรพรรดิสวรรค์สาวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขณะที่
เฉินหลี่หยุดยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ไม่เข้าไปภายใน
ตำหนักด้วย
มู่หลิงลั่วกำลังจะส่งพระโอรสให้จักรพรรดิสวรรค์ แต่
ปรากฏว่าจักรพรรดิสวรรค์กลับปราดเข้าไปข้างเตียงเพื่อดู
พระสนมสวรรค์ที่ใบหน้าไร้สีเลือดก่อน
“เกิดอะไรขึ้น ข้าบอกให้เจ้าฝึกวิชาให้ดีแล้วมิใช่หรือไร
เป็นถึงพระสนมสวรรค์แท้ๆ แต่แค่ให้กำเนิดบุตรก็เกือบจะ
จบชีวิตตัวเองเสียแล้ว ขืนเล่าลือออกไปไม่กลัวข้าเสียหน้าหรือ
ไร”
จักรพรรดิสวรรค์ตรัสตำหนิ แต่พระหัตถ์กลับกอบกุมมือ
ของพระสนมสวรรค์ไว้ สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความความ
ปวดใจ
ไป๋ฉีพึมพำว่า “นี่คือรักแท้สินะ แม้แต่บุตรชายก็ไม่เห็น
สนใจ ใช่สิ ก็เขามีบุตรชายมากมายพอแล้วนี่”
มู่หลิงลั่วกลับไม่แสดงความคิดเห็นอะไร นางเดินไปข้าง
กายจักรพรรดิสวรรค์แล้วเอ่ยว่า “นี่บุตรชายของเจ้า เจ้าอุ้ม
เขาหน่อยเถิด ข้าต้องกลับไปฝึกบำเพ็ญแล้ว”
นางมีลูกหลานมากมายเหลือเกิน แม้นางจะชมชอบ
เด็กน้อยคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น แต่นางก็อยากฝึกบำเพ็ญ
มากกว่า
จักรพรรดิสวรรค์รับบุตรชายมาแล้วรีบถามว่า “ท่านแม่
พรสวรรค์ของเขา…ต้องบอกกล่าวท่านพ่อสักคำหรือไม่”
ระหว่างที่เดินมา ความคิดของเขาเป็นไปในทางเดียวกับ
พวกมหาเซียนวั่งเฉิน เขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล กลัวว่า
บุตรชายคนนี้จะเป็นสิ่งอัปมงคล
มู่หลิงลั่วเอ่ยว่า “พ่อของเจ้ารู้เรื่องอยู่แล้ว เขาเป็นคน
ส่งข้ามาเอง เขาบอกว่าเด็กคนนี้ให้ชื่อว่าเจียงอี้”
กล่าวจบ มู่หลิงลั่วก็หายตัวไปจากในตำหนัก
“อี้[1]?”
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว สายตาก้มลงมองทารกใน
อ้อมแขน บนหน้าผากของทารกมีดวงตาแนวตั้งอยู่ดวงหนึ่ง
ส่วนที่ควรเป็นตาขาวเป็นสีดำสนิท แต่ลูกตากลับเป็น
สีขาวโพลน แลดูน่าสะพรึงอยู่พอสมควร
ไป๋ฉีเอ่ยเตือนจากไกลๆ “ระวังหน่อยล่ะ พลังกลืนกินของ
เจ้าหนูคนนี้รุนแรงมาก แม้แต่พลังอาคมของข้ายังเกือบถูกสูบ
ไปแล้ว นอกจากพ่อแม่ของเจ้า คนที่สะกดพลังเขาได้ก็น่าจะ
มีแค่เจ้าคนเดียว”
นางหมุนตัวหันหลังแล้วซอยเท้าจากไป เหมือนกลัวว่า
หากทำเสียงดังขึ้นมา เจียงอี้ที่หลับใหลอยู่จะตกใจตื่น
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วจนเป็นปม สายตาจับจ้องมอง
เจียงอี้
ไม่รู้เพราะเหตุใด ยามมองลูกชายคนนี้ หัวใจของเขา
กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเหมือนมองเห็นคราวเคราะห์
ครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน
เขาไม่มีความรักมอบให้เด็กคนนี้แม้แต่น้อย กลับกัน
ออกจะรังเกียจเดียดฉันท์อยู่มาก แต่เมื่อนึกขึ้นมาว่าเจียงฉาง
เซิงอาจมองดูอยู่ เขาจึงได้แต่อดกลั้นไว้
อีกด้านหนึ่ง
มู่หลิงลั่วกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วงก็เดินมาข้าง
เจียงฉางเซิงแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “พี่ฉางเซิง เหตุใด
จึงมอบนามให้เขาว่าอี้เล่า พลังกลืนกินของเขาไม่ธรรมดาเลย
มันมีที่มาอย่างไรหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงหลับตาอยู่ แต่เขาก็ตอบคำถาม “ตั้งนามว่า
อี้ ก็เพราะเคราะห์กรรมในชีวิตนี้ของเขาเกี่ยวพันกับคำนี้ ข้า
หวังว่าเขาจะไม่อกตัญญูไร้คุณธรรม ส่วนพลังกลืนกินของเขา
เจ้าเดาไม่ผิดหรอก มันก็คือพลังแห่งมหามรรคาที่เจ้ากับข้า
กำลังศึกษากันอยู่ มิใช่เพียงพลังแห่งกฎที่กระจัดกระจายอยู่
ในฟ้าดิน”
พลังแห่งกฎคือสิ่งที่พลังแห่งมหามรรคาสำแดงออกมา
ให้เห็นเป็นรูปลักษณ์ การบรรลุพลังแห่งกฎจะทำได้เพียง
หยิบยืมพลังแห่งกฎมาใช้ แต่หากบรรลุพลังแห่งมหามรรคา
พลังนั้นจักกลายมาเป็นของตนเอง สองอย่างนี้แตกต่างกัน
มากนัก เหล่าผู้แข็งแกร่งในวิถียุทธ์ส่วนใหญ่ทำได้เพียงดึงพลัง
แห่งกฎมาใช้เท่านั้น มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ครอบครอง
มันมาตั้งแต่กำเนิด ตัวอย่างเช่นหลี่ว์เสินโจว
มู่หลิงลั่วถามอย่างประหลาดใจ “ถ้าเช่นนั้นก็
หมายความว่าพรสวรรค์ของเด็กคนนี้เยี่ยมยอดหาใครเปรียบ
แข็งแกร่งยิ่งกว่าจื่ออวี้อีกเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
“ถูกต้องแล้ว นับว่าสร้างสถิติใหม่ของพรสวรรค์ในสกุล
เจียงเลยทีเดียว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ ในสมองนึกถึงเจียงสวินผู้อยู่
ในอนาคตอย่างอดไม่ได้
ที่ผ่านมาเขาคิดว่าเจียงสวินคือผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม
ที่สุดแล้ว เหตุการณ์ที่เขาบรรลุดัชนีมรรคพิฆาตโลกาใน
ชั่วพริบตา ทิ้งความประทับใจอันยากจะลบเลือนไว้ให้เขา
“แต่เขาดูดกลืนพลังอาคมของมารดากับเทพธิดา
ทั้งหลายไปเช่นนี้ ต่อไปเรื่องนี้ต้องนำความลำบากมาให้เขา
แน่ อย่างน้อยจื่ออวี้ก็ไม่ชอบเขาสักเท่าไร”
มู่หลิงลั่วถอนหายใจ หากเป็นตัวนางในสมัยก่อน นางคง
เข้าไปดูแลเจียงอี้ด้วยตนเองแล้ว แต่ตัวนางในตอนนี้จิตใจมุ่ง
มั่นอยู่แต่กับการฝึกบำเพ็ญมหามรรคาของตนเอง
ลูกหลานย่อมสืบทอดสายเลือดต่อไปไม่มีวันหมดสิ้น
นางไหนเลยจะเฝ้าทะนุถนอมลูกหลานได้ทุกคน
เจียงฉางเซิงยังคงหลับตาอยู่ เขาเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“มนุษย์แต่เดิมที สันดานมิได้ดีงาม ส่วนเด็กคนนี้มีจิตใจ
ชั่วร้ายอยู่จริงๆ”
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้วถามว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจะ
ไม่ทำอะไรสักหน่อยหรือเจ้าคะ”
“แม้ชั่วร้าย แต่การถือกำเนิดของเขาย่อมมีความหมาย
อีกอย่างเขาเพียงชั่วร้ายในตอนนี้เท่านั้น ยังมีโอกาส
เปลี่ยนแปลงเป็นดีงามอยู่”
คำตอบของเจียงฉางเซิงทำให้คิ้วของมู่หลิงลั่วคลายออก
นางเริ่มทำนายโชคชะตาของเจียงอี้ ระหว่างทำนาย
สีหน้าของนางก็เคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายนางก็
กลับไปนั่งบนเบาะกลมของตนเองแล้วไม่พูดสิ่งใดอีก
เจียงฉางเซิงไม่ถามว่านางทำนายเห็นสิ่งใด เขาศึกษา
มรรคาแห่งโชคชะตาต่อไป
ข่าวการถือกำเนิดของเจียงอี้แพร่กระจายไปทั่วแดน
สวรรค์อย่างรวดเร็ว จากนั้นมันก็เล่าลือต่อไปถึงมหาพิภพจิต
จร ยามถือกำเนิดก็ดูดกลืนพลังอาคมของผู้อื่นแล้ว ซ้ำร้ายยัง
หวิดจะสังหารมารดาของตนเองอีก เรื่องราวเหล่านี้ของเจียงอี้
ทำให้ผู้คนวิตกกังวล
เขาไม่ได้มีฐานะธรรมดาสามัญ แต่เป็นถึงโอรสของ
จักรพรรดิสวรรค์ นี่หมายความว่าเขาจะต้องเติบใหญ่มาอย่าง
แน่นอน ไม่มีทางพลาดพลั้งตายไปแต่ยังเยาว์ได้
หากเขาใช้พรสวรรค์ของตนเองตามอำเภอใจ ใครจะ
ไม่หวาดกลัวบ้างเล่า
ตำหนักสวรรค์ที่เจียงอี้อาศัยอยู่เริ่มวังเวง ไม่มีเทพธิดา
กล้ามาเยือน
ปีแล้วปีเล่าผ่านไป เจียงอี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
เขาเริ่มควบคุมพลังของตนเองได้ แต่เมื่อเขารู้ความ
มากขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกโดดเดี่ยว เขามักจะนั่งเหม่อลอยอยู่บน
ขั้นบันไดหน้าตำหนักสวรรค์
พระสนมสวรรค์ทนมองไม่ไหวจึงต้องไปเข้าเฝ้า
จักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์หวั่นเกรงเจียงอี้จึงแวะไปหาเจียงอี้น้อย
ครั้งนัก แต่เขารักพระสนมสวรรค์ผู้นี้จริงๆ ไม่ว่าอย่างไรนางก็
เป็นพระสนมคนล่าสุดที่เขารับเข้ามา ดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดแล้ว
เรียกเจียงเทียนมิ่งมาเข้าเฝ้า ก่อนจะมอบหมายให้เจียงเทียน
มิ่งไปดูแลเจียงอี้
เจียงเทียนมิ่งมีพลังแกร่งกล้า ทั้งนิสัยก็เป็นมิตร เหมาะ
จะสั่งสอนเจียงอี้พอดี
หลายวันหลังจากนั้น เจียงเทียนมิ่งจึงเดินทางไปตามหา
เจียงอี้
เจียงอี้วัยเก้าขวบนั่งอยู่หน้าบันได สองมือเท้าคาง เขา
สวมอาภรณ์หรูหรางามวิจิตร หน้าตาคล้ายเจียงจื่ออวี้
อย่างยิ่ง เมื่อประกอบกับดวงเนตรมหามรรคาสีดำบน
หน้าผาก เขาก็ส่อเค้าให้เห็นความน่าเกรงขามของจักรพรรดิ
อยู่หน่อยๆ
“เอ๋ อายุน้อยๆ ก็เริ่มกลัดกลุ้มเป็นแล้วหรือ”
เสียงหัวเราะของเจียงเทียนมิ่งลอยมา เจียงอี้หันไปดู
เมื่อเขาเห็นลวดลายมหามรรคาบนหน้าผากของเจียงเทียนมิ่ง
เขาก็เบิกตาโต
“พวกเรา…”
เจียงอี้ทำท่าอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูด ดูเขินอายยิ่งนัก
เจียงเทียนมิ่งเดินมานั่งข้างเขาแล้วยกแขนขึ้นมาโอบ
ไหล่ เขาหัวเราะร่าเอ่ยว่า “ถูกแล้ว พวกเรามีสายเลือด
เดียวกัน เป็นบุรุษสกุลเจียงเหมือนกัน ได้ยินเสด็จพ่อของ
เจ้าตรัสว่าเจ้าไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร มีสิ่งใดไม่มีความสุข
หรือ ข้าน่ะตอนที่ตัวโตเท่าเจ้า ยังไม่ลืมตาดูโลกเลย”
“ยังไม่ลืมตาดูโลก หมายความว่าอย่างไร”
“ก็ข้าน่ะ อยู่ในท้องมารดานานเป็นสิบปีเลยน่ะซี่”
“จริงหรือหลอกกัน”
“ถามอะไรไร้สาระ ตอนที่ข้าเกิด ข้าถูกเรียกว่าครรภ์มาร
เกิดมาก็สังหารบิดามารดาตายสิ้น ข้าประหลาดกว่าเจ้ามาก
นัก”
เห็นชัดว่าเจียงเทียนมิ่งฟังข่าวลือเกี่ยวกับเจียงอี้มาแล้ว
นี่ก็คือเหตุผลที่เขายอมมา เพราะเขารู้จักความรู้สึกเช่นนั้นดี
ประสบการณ์ที่คล้ายกันทำให้เจียงอี้ผ่อนคลายลงทันที
เขาพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าก็มิได้อยากเป็นเช่นนี้สักหน่อย
เหตุใดพวกนางจึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น…”
ในตำหนักสวรรค์มีเทพธิดาอยู่เหมือนกัน แต่พวกนาง
เปลี่ยนหน้าใหม่มาชุดแล้วชุดเล่า บางครั้งก็มีพระสนมสวรรค์
นางอื่นแวะมาเยี่ยมเยียน แต่เมื่อทุกคนมองเห็นดวงเนตรมหา
มรรคาของเขาก็หวาดผวากันเสียหมด
“นั่นก็เพราะว่าพรสวรรค์ของพวกเราไม่ธรรมดา พวก
นางย่อมหวาดกลัวอยู่แล้ว เจียงอี้ เจ้าไม่ธรรมดาหรอกนะ
มรรคาจารย์ถึงกับเป็นผู้ประทานนามให้เจ้าเอง พี่สาวพี่ชาย
ทั้งหลายของเจ้ามีสักกี่คนที่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้”
เจียงเทียนมิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง เพียงได้คุยโม้โอ้อวดเรื่อง
ตัวเองก็ทำให้เขาเบิกบานใจได้เสียแล้ว พวกเจียงเจี่ยนยังเคย
หัวเราะบอกว่าภายนอกเขาดูสง่างามน่าเกรงขาม แต่
ความจริงซ่อนหัวใจของหนุ่มน้อยเอาไว้
“มรรคาจารย์?”
เจียงอี้ฉงน
“เจ้าไม่รู้จักมรรคาจารย์หรือ เขาก็คือท่านปู่ของเจ้า ท่าน
พ่อของท่านพ่อของเจ้าอย่างไรเล่า ตอนเจ้าถือกำเนิด ท่านย่า
ของเจ้าเป็นคนลงมือช่วยมารดาของเจ้าไว้ มิเช่นนั้น
สถานการณ์ของเจ้าจะแย่กว่านี้อีก”
เจียงเทียนมิ่งไม่หลบเลี่ยงปิดบังแม้แต่นิดเดียว เขา
ปฏิบัติกับเจียงอี้เฉกเช่นคนอายุเท่ากัน
เจียงอี้กะพริบตาปริบๆ ถามว่า “ท่านปู่ท่านย่าอยู่ที่ใด
ท่านพาข้าไปหาได้หรือไม่”
เจียงเทียนมิ่งกลอกตาใส่เขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามีฐานะ
อะไร พลังระดับไหนฮึ ถึงจะไปพบมรรคาจารย์ ฝึกบำเพ็ญให้ดี
ก่อนเถิด จะว่าไปเจ้าก็อายุตั้งเก้าขวบแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เริ่ม
ฝึกบำเพ็ญอีกเล่า”
เจียงอี้ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “สิ่งใดคือการฝึกบำเพ็ญ
หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์หวาดกลัวพรสวรรค์ของเขาจึงไม่มอบ
เคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญให้เขา แล้วก็ไม่อนุญาตให้พระสนม
สวรรค์มอบให้ด้วย
เจียงเทียนมิ่งนึกเรื่องนี้ออกแล้ว แต่เขาไม่กลัวสักนิด
เขาพูดออกมาอย่างไม่เกรงกลัว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าสอนเจ้า
ฝึกบำเพ็ญดีหรือไม่”
“ดีขอรับ!”
“ไป ไปโลกเบื้องล่างด้วยกัน!”
“โลกเบื้องล่างคือที่ใด”
“ไปตำหนักยมโลก มีคนผู้หนึ่งสร้างเคล็ดวิชาที่สุดยอด
มากออกมาได้ ข้าอยากไปร่ำเรียนสักหน่อย”
“ตำหนักยมโลกหรือ ดีๆๆ!”
เจียงอี้ปรบมือ ท่าทางดีอกดีใจยิ่งนัก เขาไม่รู้จักตำหนัก
ยมโลกสักนิด แต่เขาปรารถนาจะไปเยือนสถานที่ที่เขาไม่เคย
ไปมาก่อน
เจียงเทียนมิ่งอุ้มเจียงอี้ขึ้นมาแล้วกลายร่างเป็นแสง
สีทองเส้นหนึ่งผลุบเข้าไปในทะเลเมฆ หายลับตาไป
…
ในห้องทรงพระอักษร จักรพรรดิสวรรค์กำลังอ่านฎีกา
จากแดนมนุษย์อยู่
ทันใดนั้นเฉินหลี่ก็เดินเข้ามา “ฝ่าบาท เจียงเทียนมิ่งพา
เจียงอี้ไปตำหนักยมโลกแล้วพ่ะย่ะค่ะ เขาตั้งใจจะไปหาเจียง
ซั่น”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินก็ลุกพรวดขึ้นทันที แต่แล้วเขาก็
เหมือนจะคิดอะไรได้จึงกลับลงไปนั่งอีกครั้ง
เฉินหลี่คลี่ยิ้ม “ฝ่าบาท พอลองคิดดูดีๆ องค์ชายเจียงอี้
กับเจียงซั่นก็คล้ายกันมากมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้าตรัสว่า “อี้เอ๋อร์มีความเป็นมา
ตอนถือกำเนิดคล้ายเทียนมิ่ง แล้วก็มีชะตากรรมคล้าย
ซั่นเอ๋อร์ พวกเขาสามคนมาสนิทสนมกันกลับเป็นเรื่องดี ข้า
วางใจแล้ว”
เฉินหลี่เอ่ยว่า “มรรคาจารย์ประทานนามให้เขาว่าเจียงอี้
อักษรอี้ตัวนี้พอโยงกับมหันตภัยที่กำลังจะมาเยือน ฝ่าบาท
บางทีเด็กคนนี้อาจมิใช่หายนะ แต่เป็นผู้ช่วยให้แดนสวรรค์
รอดพ้นก็เป็นได้”
คำพูดนี้ทำให้จักรพรรดิสวรรค์ฟังแล้วสบายใจนัก
แม้เขาจะไม่ชอบเจียงอี้ แต่ในฐานะบิดา ผู้ใดไม่อยากได้ยิน
ผู้อื่นเอ่ยชมบุตรชายของตนเองบ้างเล่า
“เหอะ แดนสวรรค์ต้องการใครมาช่วยให้รอดพ้นด้วย
หรือ เฉินหลี่ แดนสวรรค์มิได้พึ่งพาข้า แต่พึ่งพาท่านนั้นที่อยู่
เบื้องบนต่างหากเล่า!”
จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงดังเหอะแล้วแสร้งทำเป็น
ไม่พอใจ
เฉินหลี่รีบหัวเราะประจบเอ่ยว่า “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม
กราบทูลผิดไปแล้ว แต่กระหม่อมคิดว่าองค์ชายเจียงอี้
จะนำพาโชควาสนามาให้แดนสวรรค์”
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้า จากนั้นก็นิ่งเงียบ
หลังจากได้ยินเฉินหลี่เอ่ยถึงเจียงซั่น จู่ๆ เขาก็รู้สึก
ละอายใจนิดๆ
ในตอนนั้นเขารักเจียงซั่นได้มากขนาดนั้นแท้ๆ ต่อมาแม้
เจียงซั่นเป็นดาวสังหารนิรันดร์กาลแต่เขาก็ไม่เดินทางผิด
ดังนั้นเจียงอี้ก็ย่อมมีหวังเช่นกัน
“เราทำผิดต่อเขาแล้วจริงๆ…”
จักรพรรดิสวรรค์ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินไปที่ประตูห้อง
ทรงพระอักษร
“ฝ่าบาท ท่านจะเสด็จไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปตำหนักเมฆาม่วง!”
เฉินหลี่มองแผ่นหลังของจักรพรรดิสวรรค์แล้วเผย
รอยยิ้ม พึมพำว่า “ฝ่าบาท เช่นนี้สิถึงจะถูกพ่ะย่ะค่ะ นี่ก็เป็น
บททดสอบสำหรับพระองค์เช่นกัน”
……………………………………………
[1] อี้ อักษรคำว่าอี้ที่เจียงฉางเซิงตั้งนามให้ตัวนี้ มีความหมาย
ว่าเที่ยงธรรม