เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 497 การสร้างโลกสวรรค์ ต้องตายอย่างแน่นอน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 497 การสร้างโลกสวรรค์ ต้องตายอย่างแน่นอน
เหตุการณ์ที่จักรพรรดิสวรรค์เดินทางไปตำหนักเมฆา
ม่วงเพื่อขอเคล็ดวิชาฝึกบำพำเพ็ญให้แก่เจียงอี้ถูกเล่าลือ
แพร่สะพัดไปทั่วแดนสวรรค์ จากนั้นมันก็เล่าลือต่อไปถึงมหา
พิภพจิตจร เรื่องนี้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเจียงอี้ไปในพริบตา
ที่แท้จักรพรรดิสวรรค์มิได้รังเกียจเจียงอี้ ตรงกันข้ามเลย
ต่างหาก จักรพรรดิสวรรค์คาดหวังกับเจียงอี้อย่างยิ่ง!
ยิ่งเมื่อนึกถึงพรสวรรค์ที่เจียงอี้เคยแสดงออกมาให้เห็น
ยามเขาถือกำเนิด จู่ๆ พระสนมสวรรค์มารดาของเขาก็
มีตระกูลเซียนมากมายมาประจบเอาใจ แม้แต่ตระกูลในแดน
มนุษย์ของนางได้รับการต้อนรับอย่างดีไปด้วย ด้วยเหตุนี้
พวกเขาจึงเริ่มมีอำนาจขึ้นมา
ภายในเวลาสั้นๆ เพียงห้าปี เจียงอี้ก็กลับมาจากตำหนัก
ยมโลก ได้ยินมาว่าเขาได้รับถ่ายทอดวิชาจากเจียงซั่นผู้เป็น
ดาวสังหารนิรันดร์กาล จากนั้นก็ได้รับเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญที่
มรรคาจารย์เป็นผู้สร้างมาเพื่อเขาอีก เจียงอี้จึงกลายเป็นผู้ที่
แดนสวรรค์คาดหวังมากที่สุด
ทว่าตัวเขาในวัยสิบสี่กลับไม่ยอมโผล่หน้าออกมา
ข้างนอก เขาเอาแต่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ในตำหนักสวรรค์
แม้เขาเก็บตัวเงียบ แต่เทพเซียนทั้งหลายยังไม่หยุด
พูดถึงเขา เรื่องเล่าของเขาถูกเล่าไปไกลถึงแดนมนุษย์
กาลเวลาไหลผ่านเร็วดุจกระสวยทอผ้า
เจียงฉางเซิงปิดด่านฝึกบำเพ็ญสั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา
ลืมตาขึ้นมานับนิ้วคำนวน ก็พบว่าแดนมนุษย์ดำเนินมาถึง
ปีหยวนเหอที่สามร้อยแล้ว
โอรสสวรรค์หยวนเหอมิใช่ลูกชายของโอรสสวรรค์
เซวียนเต้า แต่เป็นเหลน รัชทายาทสองรุ่นก่อนหน้าไม่สนใจ
ตำแหน่งโอรสสวรรค์ พวกเขาจึงผ่านพิธีสถาปนาเทพขึ้นมา
เป็นเทพบนแดนสวรรค์พร้อมโอรสสวรรค์เซวียนเต้าแล้ว
‘สมควรสร้างโลกแล้วสินะ’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆ ฟังก์ชั่นนี้เปิดใช้งานมาตั้งแต่
ตอนเขาเลื่อนขั้น เขาใช้เวลาสั่งสมแต้มโชคชะตามาหนึ่งพัน
สองร้อยปี ในที่สุดก็จะได้ใช้งานมันเสียที
เขาเรียกแต้มโชคชะตาออกมาดู
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน 21,982,742,219,807 แต้ม]
ตั้งแต่ผ่านด่านเคราะห์หนนั้นมาจนถึงตอนนี้ แต้ม
โชคชะตาสั่งสมจนมาเหยียบยี่สิบเอ็ดล้านล้านแต้มอีกหน
นอกจากเพราะพลังของตัวเขาเองเพิ่มขึ้นแล้ว สาเหตุสำคัญ
อีกประการก็คือมันได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของแดน
สวรรค์ด้วย พลังโชคชะตาของแดนสวรรค์ก็คือพลังโชคชะตา
ของเขา เมื่อแดนสวรรค์แข็งแกรงขึ้น แต้มโชคชะตาของเขาก็
ย่อมเพิ่มมากตาม
เจียงฉางเซิงยังไม่รู้แน่ชัดว่าผลลัพธ์จริงๆ ของการ
ใช้พลังโชคชะตาสร้างโลกเป็นเช่นไร เขาจึงตั้งใจว่าจะใช้แต้ม
ทั้งหมดในหนเดียว เพราะไม่ว่าอย่างไรแต้มโชคชะตาก็ไม่
มีประโยชน์กับการผ่านด่านเคราะห์ของเขามากนักอยู่แล้ว
การเตรียมการสำหรับโลกสวรรค์ดำเนินมาเนิ่นนานแล้ว
ตราบจนบัดนี้ก็ยังมีกองกำลังรีบเร่งเดินทางมายังแดนสวรรค์
เพราะอยากเข้าร่วมอย่างไม่ขาดสาย ส่วนกองกำลังที่มาลงชื่อ
เข้าร่วมตั้งแต่แรกๆ เหล่านั้นก็รอคอยกันมาเนิ่นนานแล้ว แต่
โลกสวรรค์เป็นถึงโลกใบหนึ่ง หากต้องการสร้างขึ้นมาย่อม
ใช้เวลาเป็นธรรมดา
เจียงฉางเซิงขบคิดว่าจะให้โลกสวรรค์ตั้งอยู่ที่ใดดี
หากไกลเกินไป แดนสวรรค์ก็จะขยายอิทธิพลลำบาก แต่
หากใกล้เกินไปก็จะเปิดโอกาสให้กองกำลังจากมหามรรคาอื่น
มาโจมตีโลกคุนหลุน
คิดมาคิดไปเขาก็ตัดสินใจจะสร้างโลกสวรรค์ไว้ที่
ชายแดนของโลกคุนหลุน ในจุดที่ใกล้กับมหาพิภพนิลเหลือง
มากที่สุด
เขาหายตัวไปจากในตำหนัก เคลื่อนย้ายตำแหน่งมาถึง
ชายแดนของมหาพิภพนิลเหลืองทันที บัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาตั้งตระหง่านอยู่เหนือหมู่มวลดารานับไม่ถ้วนในห้วงมิติ
ปราณกำเนิดเทพอนธการเริงระบำ ขณะที่ตราหยินหยางเบิก
มรรคาลอยหมุนอยู่ด้านหลังบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
โดยไม่ต้องมีใครควบคุม เจียงฉางเซิงผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ
มีท่าทีเกียจคร้าน แต่รอบกายกลับแผ่อำนาจที่แข็งแกร่งมาก
พอจะควบคุมสรรพชีวิตทั้งมวล
เขาใช้แต้มโชคชะตาทั้งหมดเริ่มการทำงานของฟังก์ชั่น
สร้างโลก
เพียงชั่วพริบตา แสงสีขาวเจิดจ้าพลันแผ่พุ่งออกมาจาก
รอบกายเขา
แต้มโชคชะตาเป็นเพียงตัวเลขระบุค่าเท่านั้น การ
ใช้แต้มโชคชะตามิเท่ากับการผลาญพลังโชคชะตาของเขา
แต้มโชคชะตาน่าจะเป็นพลังงานของระบบรอดชีวิตมากกว่า
แม้มันเกี่ยวโยงกับพลังโชคชะตาของเขา แต่มันก็เป็นเพียง
ตัวเลขแสดงข้อมูลเท่านั้น
แสงสีขาวพุ่งตามสายตาของเจียงฉางเซิงไปตกที่ห้วงมิติ
บริเวณหนึ่งอย่างว่องไว จากนั้นมันก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่าง
รวดเร็ว พลังแห่งกฎทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ในความมืดค่อยๆ ลอย
มารวมตัวกันภายใต้การจับจ้องของเจียงฉางเซิง พวกมัน
มีจำนวนมากกว่าพันชนิด มีกฎจำนวนไม่น้อยที่ก่อนหน้านี้เขา
ไม่เคยมองเห็น
นี่น่ะหรือการสร้างโลก...
เจียงฉางเซิงเฝ้าพินิจดูอย่างถ้วนถี่ ด้วยหวังว่าจะบรรลุ
อะไรสักอย่างได้ระหว่างกระบวนการนี้
แสงสีขาวขยายจนใหญ่โตมโหฬาร ขนาดของมันใหญ่โต
ยิ่งกว่าโลกคุนหลุน ดูท่าเจียงฉางเซิงจะประเมินแต้มโชคชะตา
มูลค่ายี่สิบเอ็ดล้านล้านแต้มต่ำเกินไปหน่อย
ถึงจะเพิ่งสะสมมาเพียงหนึ่งพันสองร้อยปี แต่ระหว่างนั้น
แดนสวรรค์พัฒนาได้รวดเร็วอย่างยิ่ง ทั้งยังขยายอิทธิพล
ไปข้างนอกอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย
‘นี่สินะวิธีใช้งานแต้มโชคชะตาที่แท้จริง การใช้มันเพื่อ
ผ่านด่านเคราะห์ช่างสิ้นเปลืองนัก ซ้ำร้ายยังได้ผลไม่มากอีก
ต่างหาก’
เจียงฉางเซิงปลงอยู่เงียบๆ แต่ในดวงตากำลังเต็มไปด้วย
แววตาคาดหวัง
ในเวลาเดียวกันนี้ จักรพรรดิสวรรค์ก็ได้ยินเสียงของเขา
ส่งผ่านมาทางจิต เขาจึงเริ่มเคลื่อนพลเทพเซียน เตรียมตัว
เดินทางไปโลกสวรรค์ในทันที
เมื่อกองกำลังที่มาเป็นแขกในแดนสวรรค์แต่ละแห่ง
ได้ยินว่าโลกสวรรค์สร้างเสร็จแล้ว ทุกคนก็นั่งไม่ติด
“เร็วถึงเพียงนี้เชียว เพิ่งจะกี่ปีเอง คงไม่ใช่ว่ามรรคา
จารย์ไปย้ายโลกใบอื่นมาเป็นโลกสวรรค์กระมัง”
“เป็นไปได้ โลกคุนหลุนก็เป็นโลกแห่งยุทธ์พันแห่งที่
ผสานรวมกัน”
“ถึงจะเป็นการผสานรวมกัน แต่วิธีการทำเรื่องพรรค์นั้น
ก็มิใช่สิ่งที่พวกเราจินตนาการออกอยู่ดี”
“อยากผสานโลก ย่อมต้องทำให้กฎแห่งฟ้าดินผสาน
รวมกัน แม้แต่โลกเทพยุทธ์เองยังทำได้ยากเลย”
“วิถีเซียนช่างมหัศจรรย์จริงๆ อภินิหารเปลี่ยนฟ้าแปร
ปฐพีนั่นกลับทำได้เสียนี่”
คนที่มาอยู่ในแดนสวรรค์เป็นเวลานานแล้วจำนวนหนึ่ง
ได้กลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของมรรคาจารย์แล้ว เพียงแต่
พวกเขาไม่เปิดเผยตัวตนด้านนั้นเท่านั้นเอง
ในปัจจุบัน ผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงกำลังผลิ
ดอกเบ่งบานในห้วงอนันต์สุญญตา ผู้ฝึกบำเพ็ญมหามรรคา
สายอื่นที่มีโอกาสมาเยือนโลกคุนหลุนล้วนกลายเป็นผู้ศรัทธา
เซ่นไหว้ของเขาไปเสียหมด มีเพียงเจียงฉางเซิงเท่านั้นที่รู้อย่าง
ชัดเจนว่าชื่อเสียงบารมีในปัจจุบันของเขาน่ากลัวมากเพียงใด
การป่าวประกาศของผู้ศรัทธาเหล่านี้ทำให้ฐานะของเขา
ในใจสรรพชีวิตทั่วสามพันโลกสูงขึ้น ก่อนหน้านี้เขาแค่พอ
เทียบเคียงกับบรรพจารย์ยุทธ์ได้อย่างหวุดหวิด แต่ตอนนี้เริ่ม
มีผู้คนพูดกันแล้วว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธ์
!
การเคลื่อนไหวของแดนสวรรค์เร็วมากแล้ว แต่ข่าวที่
แพร่กระจายในมหาพิภพจิตจรเร็วยิ่งกว่า
โลกสวรรค์กำลังจะมาเยือนแล้ว!
…
ในห้วงมิติ เจียงฉางเซิงก้มมองโลกที่ถือกำเนิดขึ้น
มาท่ามกลางแสงสีขาวอันแผ่ไพศาล โลกใบนั้นกำลังขยาย
ขนาด ขุนเขาธาราผุดโผล่ หมู่เมฆก่อตัวรวมกันจนเกิดพายุฝน
โหมกระหน่ำ สาดพรมโลกา แล้วถือกำเนิดเป็นทะเลสาบและ
มหาสมุทร
ทันใดนั้น
เจียงฉางเซิงก็จับสัมผัสกลิ่นอายสายหนึ่งได้ มีตัวตนที่
พลังสูงกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์กำลังพุ่งตัดมิติมาอย่าง
รวดเร็ว อีกฝ่ายกำลังกระโดดข้ามห้วงมิติแห่งแล้วแห่งเล่า
ไม่นานเงาร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าแล้ว
ปรากฏตัวท่ามกลางห้วงมิติ
คนผู้นี้เป็นสตรีสวมกระโปรงสีครามผู้เผยเท้า
เปลือยเปล่า บนกระโปรงของนางเต็มไปด้วยอัญมณี มองดู
แล้วคล้ายดวงดารา ใบหน้าของนางงามหมดจดนัก ดวงเนตร
งามหาใครเทียบเทียม บนหน้าผากสีขาวผ่องมีเชือกฟางเส้น
หนึ่งคาดอยู่ จุดกึ่งกลางของเชือกประดับอัญมณีสีแดงหนึ่งชิ้น
ลึกลับแต่ก็งดงาม
เจียงฉางเซิงพยากรณ์มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของอีกฝ่าย
ทันที
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 55 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
ขั้นเทวะหกตัณหา!
ดูท่าจะเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่เทวะปฐมนภาพามาสินะ
ทุกช่วงเวลาหนึ่งเจียงฉางเซิงจะพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่ง
ที่สุดภายในขอบเขตที่ระบบล่วงรู้อยู่เสมอ การกลับมาของเท
วะปฐมนภาจึงถูกเขาตรวจจับได้มานานแล้ว หนก่อนที่
พยากรณ์เขาพบว่ามีตัวตนที่มีมูลค่าเกินสิบแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์อยู่ทั้งหมดสิบหกคน และคนที่แข็งแกร่งที่สุด
มีมูลค่ามากถึงหนึ่งร้อยสิบแปดแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
เขาเดาออกในทันทีว่าเป็นเทวะปฐมนภา ฟ้าดินสรวล
เคยบอกเขาแล้วว่าคนผู้นี้จะมา
สิ่งที่ควรเล่าสักหน่อยก็คือ พวกเทวะปฐมนภามาถึงแล้ว
กลับไม่เคลื่อนไหว โลกเทพยุทธ์ยังไม่หันมาเล่นงานวิถีเซียน
ท่ามกลางความเงียบสงบนี้ดูเหมือนเกลียวคลื่นคลั่งกำลัง
ก่อตัวอยู่
“มรรคาจารย์แห่งวิถีเซียนใช่หรือไม่”
สตรีกระโปรงครามเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เจียงฉางเซิงถามกลับว่า “แล้วสหายผู้บำเพ็ญพรตเล่า
คือผู้ใด”
สตรีกระโปรงครามตอบว่า “เจ้าจงเรียกข้าว่าเทวะหมอก
คราม”
เป็นเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์จริงๆ ด้วย!
เท่าที่เห็นตอนนี้ ผู้ใดในโลกเทพยุทธ์ที่บรรลุขั้นเทวะหก
ตัณหา ล้วนจะได้รับการเรียนขานว่าเทวะ
“มรรคาจารย์เจ้าช่างฝีมือร้ายกาจจริงนะ ถึงกับขับไล่
การป้องกันของพลังแห่งกฎ สร้างโลกแห่งหนึ่งขึ้นมาได้” เทวะ
หมอกครามเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงหนนี้แฝงความตกตะลึง
อยู่จางๆ
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “สหายผู้บำเพ็ญพรตชมเกินไปแล้ว
สิ่งนี้คือโลกสวรรค์ สถานที่ซึ่งอนุญาตให้หมื่นวิถีคงอยู่ร่วมกัน
หากสหายผู้บำเพ็ญพรตสนใจ จะพาผู้ฝึกบำเพ็ญในสังกัด
เข้ามาอาศัยอยู่ในโลกสวรรค์ก็ย่อมได้”
เทวะหมอกครามได้ยินคำนี้ก็หรี่ตาลง “อย่างนั้นหรือ นั่น
ฟังดูดีเหลือเกิน”
ทั้งสองคนจมลงในความเงียบ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมจากไป เจียงฉางเซิงก็
เตรียมพร้อมจะเปิดศึก
ระหว่างที่พลังโชคชะตายังสร้างโลกต่อไป สายตาของเท
วะหมอกครามก็เลื่อนจากโลกสวรรค์มาจับจ้องบนร่างของ
เจียงฉางเซิง นางลอบตกตะลึงในใจเพราะนางกลับมองพลัง
ของอีกฝ่ายไม่ออก แล้วยังมองโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ไม่ชัดอีกด้วย
แม้แต่ในห้วงมิติชั้นใน นางก็ไม่เคยพบตัวตนที่ลึกลับ
เช่นนี้มาก่อน
นางนึกถึงข่าวที่ได้ยินหลังจากหวนกลับมา ผนวกกับ
ความรู้สึกที่นางสัมผัสได้จากตัวมรรคาจารย์ในเวลานี้…
ขั้นเทวะ!
มรรคาจารย์จะต้องก้าวเข้าขั้นเทวะหกตัณหาแล้วอย่าง
แน่นอน มิน่าเล่าโลกเทพยุทธ์จึงไม่อาจหยุดยั้งการขึ้น
มามีอำนาจของวิถีเซียนได้!
ดวงเนตรของเทวะหมอกครามเกิดระลอกคลื่นสั่นไหว
ในใจเกิดจิตสังหารขึ้นมา
มุมปากของเจียงฉางเซิงยกยิ้ม เขาตั้งตาคอยให้อีกฝ่าย
ลงมือ
ทว่าสุดท้ายเทวะหมอกครามก็ไม่ลงมือ นางกล่าว
ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วจากไป “มรรคาจารย์ แนวคิดของ
โลกแห่งหมื่นวิถียอดเยี่ยมนัก หวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จ”
จะจากไปทั้งอย่างนี้หรือ
เจียงฉางเซิงรู้สึกเสียดาย แต่ประเดี๋ยวเดียวความสนใจ
ของเขาก็หันกลับไปอยู่ที่โลกสวรรค์ต่อ
กาลเวลาไหลหายไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปสามวันเต็ม ในที่สุดกระบวนการถือกำเนิด
โลกสวรรค์ก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว กฎแห่งฟ้าดินเสถียรมั่นคง
เจียงฉางเซิงเชื่อมประตูหมื่นโลกกับพลังโชคชะตาและกรรม
ของโลกสวรรค์เข้าด้วยกัน ทำให้ประตูหมื่นโลกเชื่อมต่อมายัง
พื้นที่ในโลกสวรรค์ได้
ต่อจากนี้เขาก็ยกให้แดนสวรรค์ไปจัดการสร้างสิ่งต่างๆ
เองได้แล้ว!
เจียงฉางเซิงพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาหาย
ไปจากห้วงมิติ จักรพรรดิสวรรค์ที่รอคอยอยู่หน้าประตูหมื่น
โลกอยู่นานแล้วได้ยินเสียงที่ส่งผ่านมาทางกระแสจิต ก็พา
ทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์จำนวนมหาศาลก้าวเข้าไปใน
ประตูหมื่นโลก เดินทางมาถึงโลกใบใหม่แห่งนี้
…
บนลานประลองอันกว้างใหญ่ใต้ผืนฟ้าพร่างพราวดารา
แห่งหนึ่งของโลกเทพยุทธ์
เทวะปฐมนภานั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ เสียงฝีเท้าเดิน
เข้ามาหา เขาเอ่ยปากถามอย่างเนิบช้าทั้งที่มิลืมตา “ตามหา
เขาพบแล้วหรือ”
ผู้ที่มาเยือนก็คือเทวะหมอกครามนั่นเอง
เทวะหมอกครามส่ายหน้า แล้วเอ่ยว่า “เทพแห่งหยิน
หยางซ่อนตัวอยู่ในห้วงมิติชั้นลึก สถานที่ซึ่งพวกข้าไร้หนทาง
สอดส่องหรือพยากรณ์พบ ต่อจากนี้คงได้แต่หาวิธีตามหาคน
ที่มีนามว่าฟ้าดินสรวลผู้นั้นแทน”
เทวะปฐมนภาไม่เอ่ยคำใด เท่ากับว่าอนุญาตอย่าง
เงียบๆ
“ข้าพบมรรคาจารย์แล้ว เขาก้าวมาถึงขั้นเทวะหกตัณหา
แล้ว มิหนำซ้ำยังสร้างมหาโลกาที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งขึ้นมาได้
อีกด้วย หากพวกเราไม่หวนกลับมา ในห้วงอนันต์สุญญตาคง
ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรของเขาแล้ว” เทวะหมอกครามเอ่ยเสียง
เบา คิ้วงามขมวดมุ่น
เทวะปฐมนภาลืมตาขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยประกาย
เย็นยะเยือก เอ่ยว่า “หากมิกำจัดคนผิดแผกผู้นี้ ภายภาคหน้า
คงนำเภทภัยมามิจบสิ้น เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาเป็นขั้นเทวะหก
ตัณหา เทียบกับเจ้าแล้วเป็นเช่นไร”
เทวะหมอกครามครุ่นคิดแล้วตอบว่า “มองไม่ออก แต่
น่าจะแข็งแกร่งกว่าข้า อาจเข้าใกล้ขั้นเทวะเหนือดับสูญแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้ เขายังไม่เคยก้าวข้ามมหาสมุทรเชื่อม
อนธการ จะเหยียบเข้าสู่ขั้นเทวะเหนือดับสูญได้เช่นไร”
“ดังนั้นข้าจึงบอกว่าเกือบอย่างไรเล่า”
ได้ยินคำนี้ จิตสังหารในดวงตาของเทวะปฐมนภาก็ซ่อน
ไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
ส่วนเทวะหมอกครามแม้ดูเหมือนเฉยชา แต่ในใจก็กำลัง
กระวนกระวายอย่างยิ่งเช่นกัน มีพวกผิดแผกที่แข็งแกร่ง
ถึงเพียงนี้อยู่ใต้หนังตาของวิถียุทธ์ นางจะสงบใจลงได้เช่นไร
เทวะปฐมนภาแค่นเสียงดังเหอะ “ดูท่าเรื่องที่ปี่อ้าน
หายตัวไปคงไม่เกี่ยวข้องกับเทพแห่งหยินหยางเสียกระมัง ใน
เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อใดข้าควบคุมพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์ได้
แล้ว ข้าจะลงดาบกับมรรคาจารย์เป็นรายแรก ใช้สิ่งนี้ข่มขวัญ
สิ่งชั่วช้าทั้งปวง”
เทวะหมอกครามถามว่า “มรรคาจารย์จะเกี่ยวข้องกับ
เทพแห่งหยินหยางหรือไม่ ท่าจะไม่ได้การแล้ว ข้าจะพา
คนอื่นๆ ไปกำจัดเขาเสีย”
เทวะปฐมนภาส่ายศีรษะ “พวกเจ้าอย่าเพิ่งบุ่มบ่าม หาก
มรรคาจารย์ถูกจัดการได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ไหนเลย
จะเติบใหญ่มาจนถึงขั้นนี้ ภารกิจของพวกเจ้าคือสืบหาเทพ
แห่งหยินหยางกับฟ้าดินสรวลต่อไป ส่วนมรรคาจารย์ ข้าจะ
ใช้พลังทั้งหมดของวิถียุทธ์กำราบเขาเอง วันนั้นก็อยู่ไม่ไกล
แล้ว!
เขาต้องตายอย่างแน่นอน!”
………………………………………………………..