เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 498 ศึกแห่งโลกสวรรค์ พลังแห่งอนันต์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 498 ศึกแห่งโลกสวรรค์ พลังแห่งอนันต์
นับตั้งแต่โลกสวรรค์ถือกำเนิด แดนสวรรค์ก็อาศัยประตู
หมื่นโลกก้าวเข้าไปตั้งรกรากในโลกสวรรค์เป็นกลุ่มแรก
พวกเขาสร้างสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ในเวลาเดียวกันก็ให้อาณาจักร
เทียนจิ่งแห่งโลกคุนหลุนพาประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไป
หลังจากนั้นแดนสวรรค์จึงอนุญาตให้กองกำลังแต่ละแห่งที่
ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้เข้าไปในโลกสวรรค์ ในตอนนี้เองนาม
ของโลกสวรรค์ก็ได้ขจรขจายไปทั่วทั้งสามพันโลกอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงไม่ได้คอยเฝ้าจับตาดูโลกสวรรค์ หลังจาก
สร้างโลกสำเร็จแล้วเขาก็กลับมาที่ตำหนักเมฆาม่วง แล้วเริ่ม
ปิดด่านฝึกบำเพ็ญ แต่เขาก็ยังคอยระวังเอาไว้อยู่ เขาส่งร่าง
แยกร่างหนึ่งไปซุ่มซ่อนที่สักมุมหนึ่งของโลกสวรรค์ เพื่อ
ป้องกันไม่ให้โลกสวรรค์พานพบการโจมตีที่มิอาจต่อต้าน
ระหว่างที่เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
กาลเวลาล่องลอยผ่านไป โลกสวรรค์พัฒนาไปอย่าง
รวดเร็วด้วยการสนับสนุนของกองกำลังแต่ละแห่ง มหามรรคา
แต่ละสายต่างนำเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญของตนเองออกมา
เผยแพร่ในโลกสวรรค์
วันนี้เอง
เบื้องหน้าประตูหมื่นโลกที่แดนสวรรค์ ร่างองอาจผึ่งผาย
สวมเกราะสีเงินของแม่ทัพสวรรค์สองร่างก็เหาะมาถึง
พวกเขาก็คือเจียงอี้กับเจียงเทียนมิ่งนั่นเอง
เจียงอี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ร่างกายของเขาองอาจ
ผึ่งผาย หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม หลังจากผ่านการฝึก
บำเพ็ญมาร้อยปี เขาก็เก็บซ่อนดวงเนตรมหามรรคาบน
หน้าผากได้ในที่สุด เหลือไว้เพียงลวดลายเส้นบางๆ สีดำเส้น
หนึ่งเท่านั้น เขากับเจียงเทียนมิ่งเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
เสมือนหนึ่งพี่น้องร่วมครรภ์มารดา
ทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ทั้งหลายที่เฝ้าพิทักษ์ประตู
หมื่นโลกคำนับทันที เจียงอี้เป็นรัชทายาทองค์เล็กแห่งแดน
สวรรค์ ส่วนเจียงเทียนมิ่งก็เป็นสามสิบหกแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้า
ทหารสวรรค์พบเขาย่อมต้องคารวะเป็นธรรมดา
“โลกสวรรค์ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างสิ่งต่างๆ อยู่ รีบไป
เช่นนี้จะมิเสียเวลาฝึกบำเพ็ญเอาหรือ”
เจียงอี้เอ่ยอย่างอิดออดเล็กน้อย เพราะเขากำลังฝึกวิชา
อยู่ก็ถูกเจียงเทียนมิ่งลากออกมา ตัวเขาเองไม่ค่อยสนใจโลก
สวรรค์เท่าไรนัก
เจียงเทียนมิ่งหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “โลกสวรรค์ไม่ได้
ปรองดองอย่างที่คนเล่าลือกันหรอก กองกำลังแต่ละฝ่ายเริ่ม
ต่อสู้กันทั้งในที่ลับและในที่แจ้งแล้ว เจ้าอยากใช้พรสวรรค์ของ
เจ้ามาตลอดมิใช่หรือ นี่ก็คือโอกาสอย่างไรเล่า เจ้าจะต้อง
แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วแน่”
เจียงอี้ได้ยินคำนี้ก็หรี่ตาลง ประกายชั่วร้ายฉายวาบใน
ดวงตา
พรสวรรค์ในการกลืนกินพลังอาคมผู้อื่นของเขามิใช่ว่า
สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว ตรงกันข้าม เขาควบคุมมันได้อย่างง่ายดายนัก
จนไม่เคยหลุดการควบคุมเลยต่างหาก แต่เพราะสิ่งที่พานพบ
ในวัยเยาว์ เขาจึงกดข่มมันไว้มาตลอด สมัยที่อยู่ในขุมนรก
ก่อนหน้านี้ เขาเคยใช้มันได้เต็มที่ตามที่ใจปรารถนาอยู่ช่วง
หนึ่ง ความรู้สึกที่ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนั้น
ช่างชวนให้เขาลุ่มหลง แต่เขาเป็นโอรสของจักรพรรดิสวรรค์
เขาย่อมมิอาจใช้พลังเช่นนี้ในโลกคุนหลุนได้ เพราะในสายตา
ของเขา สรรพชีวิตทั้งหลายคือประชาชนของเขา
แต่หากเดินทางไปโลกสวรรค์แล้วจัดการคนอื่นที่มิใช่คน
จากโลกคุนหลุน เช่นนั้นหัวใจของเขาก็จะไม่ต้องแบกภาระ
อีกต่อไป
ในเวลานี้เอง จิตชั่วร้ายที่มิอาจหยุดยั้งได้ถือกำเนิดขึ้นใน
หัวใจของเขา มันงอกเงยอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งวัชพืช ยึดครอง
ความคิดทั้งหมดของเขาไป
เจียงเทียนมิ่งรับรู้ถึงจิตชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากข้างในตัว
ของคนข้างกาย ทว่าเขากลับไม่หวาดกลัว กลับกันเขากลับยิ้ม
อย่างมีความสุขกับหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น
อีกฝั่งหนึ่ง
ในห้องทรงพระอักษร
จักรพรรดิสวรรค์วางฎีกาในมือลงแล้วเอ่ยปากถามว่า
“เจียงอี้ออกเดินทางไปแล้วหรือ”
เฉินหลี่ผู้ยืนอยู่ด้านข้างพยักหน้าตอบว่า ”ออกเดินทาง
แล้วพ่ะย่ะค่ะ มีเจียงเทียนมิ่งไปเป็นเพื่อน ฝ่าบาทมิต้องทรง
เป็นห่วง”
จักรพรรดิสวรรค์หัวเราะ “ข้าย่อมไม่ห่วง อีกอย่างก็
มีพวกหลี่ว์เสินโจวคอยคุมสถานการณ์ฝั่งโลกสวรรค์อยู่แล้ว
หวังว่าเจียงอี้จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นำทางให้วิถีเซียน
ผงาดขึ้นมาเหนือกว่าเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจเหล่านั้น กลายเป็น
แสงสว่างแห่งมหามรรคาสายนี้”
หลังจากโลกสวรรค์ถือกำเนิด กองกำลังแต่ละแห่งก็พา
เผ่าพันธุ์อันหลากหลายเดินทางมาเยือน ทำให้โลกสวรรค์
ครึกครื้นอย่างรวดเร็ว โลกสวรรค์อนุญาตให้หมื่นวิถีคงอยู่
ร่วมกัน สิ่งนี้ก็เท่ากับเป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง แต่กองกำลัง
แต่ละแห่งต่างเห็นพ้องที่จะสัญญากันว่าจะไม่มีการก่อ
สงครามระหว่างขุมอำนาจต่างๆ ในโลกสวรรค์ ไม่ว่าอัจฉริยะ
ของแต่ละขุมอำนาจจะแข่งขันกันอย่างไร พวกเขาจะไม่ทำให้
เป็นเรื่องใหญ่โต ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกำหนดขีดจำกัดอายุไว้
ตั้งกฎไว้ว่าตัวตนที่อายุมากกว่าหนึ่งแสนปีห้ามสอดมือเข้าไป
ยุ่งกับการต่อสู้ในโลกสวรรค์
ขีดจำกัดอายุเดิมทีควรเป็นเรื่องดีสำหรับแดนสวรรค์ แต่
ตัวตนที่มีอายุใกล้แสนปีจากกองกำลังทั้งหลายแข็งแกร่งมาก
จนเทพเซียนในแดนสวรรค์มิอาจต่อกรได้ ตัวจักรพรรดิสวรรค์
เป็นผู้ปกครองแดนสวรรค์ ย่อมมิสะดวกจะเข้าไปยุ่งด้วย
ตนเอง ดังนั้นจึงได้แต่ส่งลูกหลานสกุลเจียงเข้าไปยุ่งแทน
“ฝ่าบาท เผ่าตี้[1]จิตใจทะเยอทะยานนัก จะดูแคลน
พวกเขามิได้ ไม่นานมานี้พวกเขาเพิ่งถล่มเผ่าเก่าแก่
ทรงอำนาจไปแห่งหนึ่ง อำนาจบารมีของพวกเขาในสามพัน
โลกเติบโตถึงขีดสุดแล้ว จนได้ใช้คำว่าจักรพรรดิเป็นนาม
ท่ามกลางโลกทั้งสามพันใบ มิหนำซ้ำยังรักษานามนี้ผ่าน
กาลเวลามาได้ ขุมกำลังที่พวกเขาสั่งสมมาคงแข็งแกร่งยิ่งกว่า
เผ่าอวี่เสียอีก”
เฉินหลี่กราบทูลด้วยท่าทางจริงจัง แดนสวรรค์อาศัย
อำนาจบารมีของมรรคาจารย์จึงยังไม่มีกองกำลังแห่งใดกล้า
ข่มเหงรังแกพวกเขาในที่แจ้งตอนนี้ แต่การเล่นลูกไม้ตุกติก
ลับหลังก็มีอยู่ไม่น้อย แต่ดูจากการกระทำที่ผ่านมาของเผ่าตี้
พวกเขาเป็นพวกใช้กำลังหักหาญอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป โลกสวรรค์อาจตกไปอยู่ในมือเผ่าตี้ได้
ง่ายๆ
“ในใจเราพอจะมีแผนการอยู่บ้างแล้ว เผ่าตี้แข็งแกร่งก็
จริง แต่ก็เพราะพวกเขาแข็งแกร่งเกินไปนี่เอง กลับจะทำให้เรา
จัดการกับพวกเขาได้ง่ายขึ้น มีเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจจำนวน
ไม่น้อยเริ่มเข้ามาหาแดนสวรรค์แล้ว” จักรพรรดิสวรรค์แค่น
เสียงหยัน
ในฐานะจักรพรรดิสวรรค์ เขาย่อมอ่อนไหวกับแซ่ตี้มาก
เป็นพิเศษ
…
ณ ตำหนักยมโลก ในยมโลก
ยมโลกในปัจจุบันแยกตัวออกมาเป็นเอกเทศแล้ว มัน
มิได้อยู่ใต้ผืนพสุธาอีกต่อไป ใต้ผืนดินของเทียนจิ่งมีน้ำพุ
เหลืองอยู่ เมื่อล่องเรือตามน้ำพุเหลืองมาจึงจะมาถึงยมโลก
แต่น้ำพุเหลืองใช่ว่าจะล่องข้ามมากันได้ง่ายๆ เพราะเหตุนี้เอง
หากไม่สิ้นชีวา สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ยากจะตามหายมโลกพบ
ใต้ตำหนักยมโลกมีมิติที่อยู่ลึกกว่านั้นอีก มันก็คือนรก
สิบแปดขุม หลังจากพัฒนามาเนิ่นนานหลายปี นรกสิบแปด
ขุมก็กลายเป็นโลกที่แยกเป็นอิสระสิบแปดใบ โลกของแต่ละ
ขุมเต็มไปด้วยไอแค้นและไอสังหาร มีดวงวิญญาณกำลังได้รับ
ความทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลา
ทว่าในนรกขุมที่สิบแปด ที่แห่งนี้กลับเงียบสงบ ฟ้าดิน
มืดหม่น มองไม่เห็นกลิ่นอายชีวิต
ดาวสังหารนิรันดร์กาลเจียงซั่นนั่งสมาธิอยู่บนธาร
หินหนืด ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินที่แฝงจิตสังหารไหลถา
โถมแทรกเข้ามาในร่างเขา ตัวเขาผู้มีเส้นผมสีโลหิตประหนึ่ง
เทพมารกำลังปิดด่านบำเพ็ญเพียร
ตู้ม!
ร่างหนึ่งร่วงลงมาจากบนฟ้า หล่นลงมาในธารหินหนืด
ธารหินหนืดกระเซ็นสูงพันจั้ง สาดปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน
เจ้าของร่างนี้หัวไหล่กว้างเอวสอบ สวมเกราะสีดำหนา
หนัก บนศีรษะสวมกวานหยกโลกหิตประดับขนหงส์ มือข้าง
หนึ่งถือกระบองยาว พาดไว้บนหัวไหล่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็
เผยให้เห็นใบหน้าบ้าคลั่งที่อยู่ใต้เขาคู่อันคมกริบดุจดาบ
ศิษย์ของมหาเซียนวั่งเฉิน มหาราชันจิงเทียนนั่นเอง!
เขาถูกส่งลงมาที่นรกขุมที่สิบแปดได้ระยะหนึ่งแล้ว ในที่
แห่งนี้ ระดับขั้นบำเพ็ญของเขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
“ผู้อาวุโส พวกเราจะเดินทางไปโลกสวรรค์กันเมื่อใด
หรือ”
มหาราชันจิงเทียนเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วย
ความคาดหวัง
เมื่อไม่นานมานี้มหาเทพแวะมาเยี่ยมเยือนเพื่อเรียกตัว
พวกเขาไปทำงานให้วิถีเซียน มหาราชันจิงเทียนถูกขัดเกลา
มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ย่อมคิดตกนานแล้ว เขารับปากทันที การ
เรียกตัวหนนี้ไม่ได้เรียกเขาเพียงคนเดียว แต่เจียงซั่นก็ด้วย
เจียงซั่นหลับตาลงแล้วตอบว่า “ไม่ต้องรีบร้อน รอให้โลก
สวรรค์เริ่มเกิดภัยพิบัติจากการเข่นฆ่ากันก่อน จึงจะเป็นเวลา
ออกโรงสยบโลกของข้ากับเจ้า ใช้การเข่นฆ่าสังหารธำรงความ
สงบสุขแก่วิถีเซียน”
มหาราชันจิงเทียนตัวสั่นสะท้าน ทั้งตื่นเต้นแล้วก็
หวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
เขารู้ดีเหลือเกินว่าเจียงซั่นน่ากลัวมากเพียงใด ตอนที่
เขาเพิ่งมาถึง เขาถูกเจียงซั่นซ้อมอยู่เกือบทุกวัน จิตสังหารที่
พุ่งทะลวงเข้ามาถึงในดวงวิญญาณนั่นทำให้เขาขวัญผวา
มาตราบจนทุกวันนี้
“พลังของเจียงเทียนมิ่งแข็งแกร่งมาก แล้วยังมีเจ้าเด็ก
เจียงอี้คนนั้นอีก แดนสวรรค์มีพวกเราสี่คน ก็มากพอจะสยบ
ยอดอัจฉริยะพวกนั้นในโลกสวรรค์แล้ว” มหาราชันจิงเทียน
เอ่ยอย่างตั้งตาคอย
เจียงซั่นกลับเตือนว่า “สกุลเจียงมิได้มีเพียงพวกเรา
สามคนที่เก่งกาจ ยังมีอัจฉริยะที่เก่งกาจผิดมนุษย์อีกหลายคน
แล้วอีกอย่างระหว่างที่เจ้าถูกขังไว้ในนี้ โลกคุนหลุนเองก็มียอด
อัจฉริยะผู้เก่งกาจไร้เทียมทานถือกำเนิดขึ้นมามากมาย
จงอย่าได้คิดว่าพรสวรรค์ของตนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดในโลกคุน
หลุนแล้ว”
มหาราชันจิงเทียนเกาศีรษะแล้วหัวเราะตอบว่า “นั่นก็ใช่
จะดูแคลนสรรพชีวิตในใต้หล้าไม่ได้สินะ”
….
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมา เขายกมือขวาขึ้นกวักอากาศ
ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าใน
ตำหนัก
แสงเจิดจ้าฉายวาบไปทั่วโถงตำหนัก โชคดีที่มู่หลิงลั่วกับ
ไป๋ฉีไม่อยู่ในตำหนัก มิเช่นนั้นพวกนางคงมีเรื่องสงสัยใคร่รู้
มากมาย ส่วนไป๋หลง มันหลับสนิทไปแล้ว หนก่อนที่มันลืมตา
ขึ้นมาคือเมื่อหนึ่งพันปีก่อน
เงากำยำร่างหนึ่งขดตัวอยู่ในแสงเจิดจ้านั้น เขาก็คือผิง
อันนั่นเอง
ตอนนั้นผิงอันพลัดหลงเข้าไปในแดนต้องห้ามด้วยกันกับ
เจียงเจี่ยนและหลินเฮ่าเทียน เขาได้พลังลึกลับรักษากายเนื้อ
ให้ ตราบจนวันนี้กาลเวลาผ่านพ้นไปสี่พันปี ในที่สุดหลังจาก
ผ่านมาเนิ่นนาน ผิงอันก็ผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกสำเร็จเสียที
เจียงฉางเซิงเฝ้ามองเขา ในหัวใจเต็มไปด้วย
ความคาดหวัง
เขาหวังว่าพลังแห่งกฎสายนั้นจะช่วยรักษาสติปัญญา
ของผิงอันได้สำเร็จ ทำให้เขากลายเป็นคนปกติจริงๆ
หากทำไม่ได้ เจียงฉางเซิงก็จะคิดหาวิธีจากศาสตร์ยอด
โอสถ ปัญหาด้านสติปัญญาของผิงอันเป็นปัญหาที่ติดตัวเขา
มาตั้งแต่เกิดเนื่องจากถูกปัจจัยภายนอกส่งผลตั้งแต่อยู่ใน
ครรภ์มารดา ยิ่งเขาฝึกยุทธ์นานเข้า มันก็พัฒนากลายมาเป็น
อาการบาดเจ็บทางวิญญาณ แต่เพราะผิงอันมิใช่สิ่งมีชีวิตใน
วิถีเซียน แม้แต่ระดับขั้นบำเพ็ญของเจียงฉางเซิงก็รักษาเขาให้
หายดีได้ยาก
โชคยังดีที่ผิงอันไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง เขาสัมผัสได้
ถึงคลื่นวิญญาณของผิงอัน
เจ้าเด็กคนนี้กำลังรับถ่ายทอดความทรงจำในอดีต
หลังจากผ่านพิธีชำระล้างนานสี่พันปี กายเนื้อกับ
ดวงวิญญาณของผิงอันก็วิวัฒน์อย่างสมบูรณ์แล้ว แค่พลัง
ฝั่งวิถียุทธ์ ผิงอันก็เข้าใกล้ขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาแล้ว การ
เติบโตอย่างรวดเร็วระดับนี้เรียกได้ว่าน่าเหลือเชื่อ แต่
นอกจากนั้นในร่างเขายังมีพลังแห่งกฎอันแข็งแกร่งสายหนึ่ง
อัดแน่นอยู่ด้วย
จวบจนวันนี้ เจียงฉางเซิงก็ยังมองไม่ออกว่าพลังแห่งกฎ
สายนี้มีความเป็นมาอย่างไร
พลังแห่งกฎสายนี้ดูไม่เหมือนพลังแห่งกฎของแท้ แต่มัน
ก็มีคุณลักษณะของกฎอยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่
ผิงอันก็ลืมตาขึ้น รูปลักษณ์ภายนอกของเขาไม่แตกต่าง
จากก่อนหน้านี้เลยสักนิด ร่างกายหดเล็กลงมาหนึ่งรอบเสีย
ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังกำยำล่ำสันจนน่ากลัวอยู่ดี เมื่อเขามองเห็น
เจียงฉางเซิง แววตางุนงงสับสนก็เปล่งประกายระยิบระยับ
เขาร่วงลงมาที่พื้นได้ก็ก้าวโซซัดโซเซรีบวิ่งมาคุกเข่าหน้า
เจียงฉางเซิงแล้วเรียกเสียงสั่น “อา…อาจารย์…”
สติปัญญาของเขาฟื้นกลับมาได้หลายร้อยปีแล้ว
ระหว่างช่วงเวลานั้นจิตใจของเขาค่อยๆ เติบโตโดยอาศัย
ประสบการณ์ที่ผ่านมาในครึ่งชีวิตแรก จนในที่สุดเมื่อครู่เขาก็
ผสานความทรงจำครึ่งชีวิตแรกของตนเองได้เสร็จสมบูรณ์
“ผิงอัน ในที่สุดเจ้าก็หายดีแล้ว”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม แสงเทพสุดขอบตะวันถดถอยหายไป
แม้แต่แสงรัศมีของบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาก็หดเก็บ
ไปด้วย เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์คนโตของตนคนนี้ เขาไม่จำ
เป็นต้องทำตัวให้ดูลึกลับ ระหว่างศิษย์อาจารย์ไม่มีช่องว่างใด
กั้นขวางพวกเขาทั้งสิ้น
ผิงอันตื่นเต้นดีใจไม่หาย เขาพูดจ้อไม่เป็นลำดับอยู่นาน
ครึ่งวัน โดยที่เนื้อหาของถ้อยคำส่วนใหญ่ใจความไม่ต่างกัน
นัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็พลันนึกขึ้นมาได้จึงถามว่า “เจียง
เจี่ยนเล่า แล้วก็หลินเฮ่าเทียนด้วย พวกเขาอยู่ที่ไหนหรือขอรับ
ตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “พวกเขาไม่เป็นไร อย่าเพิ่งรีบร้อน
ไปตามหาพวกเขา ให้อาจารย์ถ่ายทอดวิถีเซียนให้เจ้าก่อนเถิด
”
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนหายตัวไปนานแล้ว แต่
รอยประทับสังสารวัฏของพวกเขากับรอยประทับวิญญาณบน
บัญชีสถาปนาเทพยังอยู่ ดังนั้นจึงแน่ใจได้ว่าพวกเขายังไม่ตาย
ผิงอันพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจียงฉางเซิงเริ่มถ่ายทอดมหามรรคาปราณทองคำให้
เขา พร้อมกันนั้นก็สำรวจระดับพรสวรรค์ของผิงอันไปด้วย
หลังจากพลังแห่งกฎอันลึกลับแก้ไขกายเนื้อให้ เขาก็อยู่
ในสภาวะที่รับปราณเข้าสู่ร่างได้อย่างง่ายดาย ความเร็วใน
การซึมซับปราณของเขาเหนือกว่าสรรพชีวิตทั้งหลายมาก นับ
ได้ว่าเป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทาน
ต่อจากนี้ก็เหลือเพียงดูว่าสติปัญญาของผิงอันเป็นเช่นไร
เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียน บางครั้งสติปัญญาก็
สำคัญยิ่งกว่าพรสวรรค์ด้านกายเนื้อเสียอีก ยิ่งระดับขั้นสูง
เท่าใดก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น
แล้วผิงอันก็ไม่ทำให้เจียงฉางเซิงผิดหวัง เจ้าเด็กน้อยคน
นี้ถึงขั้นทำให้เขาประหลาดใจ
สติปัญญาของเขาสูงมากอย่างยิ่ง!
ใช้เวลาสั้นๆ เพียงสิบปี ผิงอันก็แตกฉานมหามรรคา
ปราณทองคำ ระดับขั้นบำเพ็ญเซียนของเขารุดหน้าอย่าง
รวดเร็ว พลังบรรพยุทธ์อันมหาศาลแปรเปลี่ยนกลายเป็นพลัง
วิญญาณแห่งวิถีเซียน ทำให้เขาประหยัดกระบวนการดูดซับ
ปราณไปมากโข
ในเวลาเดียวกัน เขาก็รู้จักพลังแห่งกฎของตนเอง
แล้วด้วย
กฎแห่งอนันต์!
จากที่ผิงอันบอก ตอนที่เขาจับพลังของกฎแห่งอนันต์ได้
เขามองเห็นเงาร่างหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงเข้าใจกระจ่าง
แจ้งในบัดดล
กฎแห่งอนันต์มิใช่กฎดั้งเดิมที่ถูกมหามรรคาทั้งสามพัน
สร้างขึ้น แต่มันเป็นกฎที่สร้างขึ้นมาจากพลังของตัวตนที่
แข็งแกร่งบางคนต่างหาก
มันคือกฎที่ใครบางคนสร้างขึ้นมาทีหลัง!
…………………………………………
[1] ตี้ แปลว่า จักรพรรดิ