เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 499 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงถือกำเนิด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 499 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงถือกำเนิด
‘พลังแห่งกฎสร้างได้ เช่นนั้นมหามรรคาเล่าสร้างขึ้น
มาได้ด้วยหรือไม่’
เจียงฉางเซิงจ้องผิงอันที่กำลังฝึกบำเพ็ญ ขณะที่ในสมอง
เกิดความคิดอันใจกล้าประการหนึ่ง
ในอดีตมหามรรคาทั้งสามพันเคยเป็นสิ่งใดกัน
หากทุกสิ่งมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ เช่นนั้นจุดเริ่มต้นแห่ง
มหามรรคาอยู่ที่ใด
เจียงฉางเซิงจมลงในห้วงภวังค์แห่งการใคร่ครวญ
กาลเวลาผ่านไปอีกราวร้อยปี เมื่อมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีกลับ
มาถึง ผิงอันก็ขออำลาจากไป หลังจากผ่านการฝึกบำเพ็ญใน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็กลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนเต็มตัว
แล้ว อีกทั้งระดับขั้นก็ไม่ต่ำต้อยอีกด้วย
“ผิงอันกลับมาแล้ว ข้าเผลอคิดว่าเขาตายไปแล้วเสียอีก
”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า หากเขาตายแล้วจริง พี่ฉาง
เซิงต้องทำให้เขาได้เกิดใหม่พร้อมกับโชควาสนาดีๆ แล้ว”
“สติปัญญาของเขาฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้วด้วย รู้สึก
เหมือนเป็นอีกคนหนึ่งเลย น่าหลือเชื่อจริงๆ”
“สิ่งที่เขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ที่เจ้ามองเห็นหรอก”
มู่หลิงลั่วกล่าวอย่างแฝงความนัย นางสัมผัสพลังแห่ง
อนันต์ในร่างของผิงอันได้ มันแข็งแกร่งยิ่งนัก แข็งแกร่งกว่า
พลังแห่งโชคชะตาที่นางศึกษาอยู่เสียอีก
พูดอีกอย่างก็คือพลังของผิงอันแข็งแกร่งกว่าที่มองเห็น
จากภายนอก
มู่หลิงลั่วนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแดนสวรรค์
จากนั้นใบหน้าก็เผยสีหน้าคาดหวัง นางคิดว่าผิงอันจะนำ
ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ มาให้แก่แดนสวรรค์ได้
เวลานี้เจียงฉางเซิงก็ตื่นแล้วเช่นกัน เขาพยากรณ์หาผู้
แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตต่างๆ ไปพลาง สอดส่องโลกสวรรค์
ไปพลาง
ด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังต่างๆ โลกสวรรค์
จึงขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว มันกลายเป็นมหาพิภพที่ไม่ด้อย
กว่ามหาพิภพนิลเหลือง หากพูดถึงจำนวนของผู้แข็งแกร่งที่
ระดับขั้นบำเพ็ญสูง โลกสวรรค์เป็นรองเพียงโลกเทพยุทธ์
เท่านั้น
แดนสวรรค์พัฒนาขึ้นมาในระยะเวลาที่สั้นเหลือเกิน
พวกเขาจึงไร้หนทางไปต่อสู้ชิงชัยกับขุมอำนาจใหญ่แห่งอื่น
แต่เพราะโลกสวรรค์เป็นโลกที่มรรคาจารย์สร้างขึ้น แดน
สวรรค์จึงยังครอบครองอาณาเขตในโลกสวรรค์ได้บริเวณหนึ่ง
และเป็นกองกำลังที่ไม่อาจดูแคลนได้
แดนสวรรค์พัฒนาได้ไม่ราบรื่นเท่าไรนัก แต่เจียงฉาง
เซิงกลับไม่ใส่ใจ มีแรงกดดันจึงจะมีความก้าวหน้า ตัวเขา
สนใจพัฒนาการของวิถีเซียนในโลกสวรรค์มากกว่า
หากดูจากสถิติการต่อสู้และการขยายขุมอำนาจ แดน
สวรรค์ไม่ติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกเสียด้วยซ้ำ แต่หากมอง
จากความเร็วในการเติบโตของผู้บำเพ็ญเซียนกับขอบเขต
อิทธิพลของวิถีบำเพ็ญ พัฒนาการของวิถีเซียนเหนือกว่ามหา
มรรคาสายอื่นมากนัก รวมถึงวิถียุทธ์ด้วย
เจียงฉางเซิงยกมุมปากหยักยิ้ม เขากำลังตั้งตาคอย
อย่างยิ่ง เขาอยากเห็นว่ายามที่ต้านกระแสนิยมของการ
บำเพ็ญเซียนในโลกสวรรค์ไม่ได้อีกต่อไป ขุมอำนาจใหญ่จาก
วิถียุทธ์กับมหามรรคาสายอื่นทั้งหลายจะตอบโต้อย่างไร
จะปล่อยให้เป็นไปตามกระแส หันมาเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของวิถีเซียน หรือจะยอมเจ็บสังหารคนของตนเองเพื่อขัดขวาง
พัฒนาการของวิถีเซียน
ตอนนี้ยังไม่มีผู้จงรักภักดีต่อเผ่าตระกูลคนใดกลายมา
เป็นผู้ศรัทธาของเจียงฉางเซิง หากมี เจียงฉางเซิงย่อมสังเกต
พบตั้งแต่แวบแรกจากเสียงในใจ
ทว่าเมื่อผู้ศรัทธาเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้ง
ระหว่างผู้ศรัทธาก็เริ่มปรากฏ ผู้ศรัทธาบางคนถึงกับเริ่ม
วางแผนร้ายต่อสกุลเจียง
ตัวอย่างเช่นเจียงอี้ พรสวรรค์ของเขาเป็นที่หมายปอง
ของผู้แข็งแกร่งจำนวนไม่น้อย
เจียงอี้ไม่เพียงดูดกลืนพลังวิญญาณและพลังอาคมได้
แต่เขายังดูดซับลมปราณรวมไปถึงพลังของมหามรรคาสาย
อื่นได้ด้วย ไม่ว่าพลังใดที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายฝึกบำเพ็ญ เขาล้วน
สูบกลืนเอามาเป็นของตนเองได้ทั้งหมด
นามของเจียงอี้ขจรขจายไปทั่วโลกสวรรค์แล้ว วิถีเซียนที่
แย่งชิงพลังของผู้อื่นได้ ผู้คนมากมายต่างหมายปองพรสวรรค์
นี้ของเขา ความจริงก็คือลูกหลานสกุลเจียงเคยถูกผู้อื่น
พยายามช่วงชิงพลังมาไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง แต่ดวงเนตรมหา
มรรคาแข็งแกร่งมาก ผู้หมายช่วงชิงทั้งหลายจึงประหนึ่งแมง
เม่าบินเข้ากองไฟ ทว่าแม้จะมีเรื่องราวเหล่านี้ให้เห็นเป็น
ตัวอย่างแล้ว แต่ก็ยังมีคนไม่ตัดใจอยู่ดี
‘จิตใจมนุษย์ช่างยากแท้หยั่งถึง มาตรแม้นวิถีเซียนรวม
ห้วงอนันต์สุญญตาเป็นหนึ่งสำเร็จ การต่อสู้ก็คงไม่มีวันหยุด
ลง’
เจียงฉางเซิงขบคิดอย่างเงียบๆ ต่อให้ไม่ต้องพยากรณ์
เคราะห์กรรม เขาก็คิดออกตั้งนานแล้วว่าต้องเกิดสถานการณ์
เช่นนี้ขึ้น ทว่าเรื่องราวทั้งหลายบนโลกล้วนเกิดจากเหตุและ
ผล แม้เป็นลูกหลานของเขาเอง เขาก็ไม่คิดปกป้อง
ที่ผ่านมาสกุลเจียงได้รับสิทธิประโยชน์มากมายเกินกว่า
ที่สรรพชีวิตอื่นใดจะเอื้อมถึงเพราะตัวเขาอยู่แล้ว ดังนั้น
ต่อจากนี้พวกเขาย่อมต้องพึ่งพาตนเอง แน่นอนว่าหากมีพลัง
อำนาจที่วิถีเซียนไร้หนทางต่อต้านโผล่มา ตอนนั้นเขาย่อม
ลงมือ
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มยืดเส้นยืดสาย
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละขอบเขตไม่เปลี่ยนไปมากนัก
ดูท่าเทวะปฐมนภาจะยังไม่เคลื่อนไหว
ไป๋ฉีขยับเข้ามาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิงอันกันแน่
แต่เจียงฉางเซิงไม่ตอบ
อีกด้านหนึ่ง ผิงอันเดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิสวรรค์
เมื่อเห็นผิงอัน จักรพรรดิสวรรค์ก็ดีใจยิ่งนัก โดยเฉพาะ
เมื่อทราบว่าผิงอันฝึกบำเพ็ญอยู่ที่ตำหนักเมฆาม่วงมานับร้อย
ปี เขาก็ยิ่งคาดหวังกับผลงานของผิงอันมากขึ้นอีก
ผิงอันที่ฟื้นฟูสติปัญญากลับมาแล้วท่าทางดูสุขุม
อย่างยิ่ง จักรพรรดิสวรรค์สนทนากับเขาเพียงครู่เดียวก็
ประหลาดใจนัก ผิงอันไม่เพียงฟื้นฟูสติปัญญากลับมาได้ แต่
ยังมีบรรยากาศที่อธิบายไม่ได้บางอย่างที่คล้ายคลึงกับผู้
แข็งแกร่งทั้งหลายอีกด้วย มันชวนให้เขานึกถึงบิดาของเขา
อย่างไม่มีเหตุผล
“ฝ่าบาท เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนอยู่ที่ใดหรือ”
จู่ๆ ผิงอันก็เอ่ยถาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาต้องการถาม
มากที่สุดในตอนนี้
ในหัวใจของเขา อาจารย์กับจักรพรรดิสวรรค์สำคัญที่สุด
ในเมื่อเขาได้พบทั้งสองคนแล้ว ย่อมนึกเป็นห่วงอีกสองคนขึ้น
มาเป็นธรรมดา
จักรพรรดิสวรรค์ไม่ปิดบัง เขาเล่าสถานการณ์ในตอนนั้น
ออกมาอย่างละเอียด ผิงอันฟังอย่างตั้งใจ ไม่เผลอคุมอารมณ์
ไม่อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อจักรพรรดิสวรรค์เล่าจบแล้ว เขาก็สำรวจสีหน้าของ
ผิงอันอย่างถี่ถ้วน พบว่าอีกฝ่ายยังสุขุมอยู่เช่นเดิม
ผิงอันถามออกมาว่า “ฝ่าบาท ต่อจากนี้ให้ข้าฝึกบำเพ็ญ
สักหนึ่งพันปีแล้วค่อยเดินทางไปโลกสวรรค์ได้หรือไม่”
จักรพรรดิสวรรค์ตอบว่า “ได้อย่างแน่นอน เจ้าอยากฝึก
บำเพ็ญนานเท่าใดล้วนได้ทั้งนั้น ธุระฝั่งของโลกสวรรค์
ไม่รีบร้อนหรอก เราจะจัดเตรียมที่พักอาศัยใหม่ให้เจ้าสักแห่ง”
ผิงอันพยักหน้า ไม่แย้งอันใด
ทั้งสองคนสนทนากันอีกหลายประโยค ผิงอันก็จากไป
ทหารสวรรค์ที่อยู่ด้านนอกนำทางเขาไปยังที่อยู่อาศัยแห่งใหม่
ขณะที่จักรพรรดิสวรรค์เต็มไปด้วยข้อสงสัย
สภาพเช่นนี้ ผิงอันคงไม่ได้ถูกผู้ใดยึดร่างไปแล้วกระมัง
ทว่าเมื่อครุ่นคิดทบทวนอีกหน ผิงอันลงมาจากตำหนัก
เมฆาม่วง หากเขาถูกยึดครองร่างจริง ไหนเลยท่านพ่อจะไม่รู้
เล่า
เฮ้อ!
พักนี้ถูกปัญหาเรื่องแย่งชิงร่างทำเอาหลอนเสียแล้ว
ใบหน้าของจักรพรรดิสวรรค์เผยสีหน้ากลัดกลุ้ม เขา
กำลังเป็นห่วงเจียงอี้ เจียงอี้แข็งแกร่งเกินไป ในโลกสวรรค์มีผู้
ที่อยากแย่งชิงร่างของเขามากขึ้นทุกวัน แม้ตอนนี้จะผ่าน
พ้นอันตรายมาได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง แต่เขาก็ยังเป็นห่วง
อยู่ดี เขาถึงขั้นเคยพิจารณาว่าจะเรียกตัวเจียงอี้กลับมาดี
หรือไม่
ตอนนี้เอง นายท่านไป๋ก็เดินเข้ามาในห้องทรงพระอักษร
แล้วก้าวมาคำนับหน้าโต๊ะ เอ่ยว่า “ฝ่าบาท เรื่องที่ท่านให้
กระหม่อมไปสืบ กระหม่อมสืบมาแล้ว แผนการใหญ่ของ
พระองค์เป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ได้ยินคำนี้ ในที่สุดจักรพรรดิสวรรค์ก็เผยรอยยิ้ม เขา
แค่นเสียงดังเหอะแล้วตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ให้พวกเผ่าตระกูล
ของวิถียุทธ์ได้เห็นความน่ากลัวของโลกบำเพ็ญเซียนเสียบ้าง!”
เขากำลังเตรียมการให้โลกบำเพ็ญเซียนของโลกคุนหลุน
เดินทางไปโลกสวรรค์ พูดให้ชัดก็คือเขาจะสร้างค่ายกลอาคม
สองภพที่แดนมนุษย์ หลังจากนั้นให้สำนักใหญ่แต่ละแห่งของ
โลกบำเพ็ญเซียนไปสร้างสาขาที่โลกสวรรค์
หากมีสำนักบำเพ็ญเซียนเพิ่มมากขึ้น วิถีเซียนก็จะยิ่ง
พัฒนาเร็วขึ้น
…
ใต้ท้องฟ้าสีครามของโลกสวรรค์
เจียงอี้ผู้สวมชุดเกราะสีเงินนั่งทำสมาธิอยู่บนยอดเขา
แห่งหนึ่ง เขาหันหน้าเข้าหาดวงตะวันอันเจิดจ้า พร้อมกับ
โคจรพลังตามเคล็ดวิชาบำเพ็ญ ปราณสีดำสายแล้วสายเล่า
วนเวียนรอบกายเขา ต้นกำเนิดของพวกมันมาจากลวดลาย
มรรคาบนหน้าผากของเขา
ร่างหนึ่งเหาะจากฟ้าลงมายืนด้านหลังเจียงอี้ เขาก็คือ
เจียงเทียนมิ่งนั่นเอง
“ฮ่าๆ เจียงอี้ ข้าไปเกณฑ์คนมาเรียบร้อย ผู้ช่วยของ
พวกเรากำลังจะมาแล้ว!”
เจียงเทียนมิ่งหัวเราะกระหยิ่มยิ้มย่อง สองมือเท้าสะเอว
เกณฑ์คนย่อมหมายถึงไปเกณฑ์คนมาจากมหาพิภพจิต
จร เจียงอี้เข้าไปในมหาพิภพจิตจรได้ตั้งนานแล้ว เขาย่อม
เข้าใจความหมายของประโยคนี้ดี
เจียงอี้ไม่ลืมตา เขาตอบเสียงเย็นชาว่า “เกณฑ์คนอะไร
กัน ถึงศัตรูจะแข็งแกร่งมาก แต่ท่านกับข้ารับมือไม่ไหวหรือ
อย่างไร”
เจียงเทียนมิ่งหัวเราะ “เจ้าเด็กหัวเหม็นนี่ อย่าฝืนนักเลย
น่า แล้วอีกอย่างเจ้าคิดว่าพวกเขาจะเล่นตามกติกาอย่างนั้นรึ
สบายใจเถอะ คนที่ข้าไปเกณฑ์มาล้วนเก่งกาจอย่างยิ่ง แล้วยัง
เป็นคนสกุลเจียงอีกด้วย เป็นญาติลำดับรุ่นหลังของเจ้าทั้งนั้น
ไม่ต้องกลัวขายขี้หน้าหรอก”
เจียงอี้ได้ยินประโยคนี้ก็ลืมตาหันไปถามว่า “หรือว่าท่าน
คิดจะไปที่นั่นอย่างนั้นรึ”
เจียงเทียนมิ่งจ้องเขาด้วยแววตาลุกโชน แล้วเอ่ยว่า
“ถูกต้อง สมควรไปเสียที เจ้าได้พลัง ข้าได้ศาสตราเทวะ แล้ว
ยังได้สร้างชื่อให้สกุลเจียงอีกด้วย”
เจียงอี้ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “แต่หากล้มเหลวขึ้นมา คนที่ตาย
ย่อมมิใช่เพียงท่านกับข้าสองคน จะอธิบายกับเสด็จพ่อ
อย่างไรเล่า”
“กลัวอันใด เสด็จพ่อของเจ้าบังคับกะเกณฑ์คนที่ข้า
ไปเกณฑ์มาพวกนั้นมิได้เสียหน่อย อีกอย่างสกุลเจียงก็ใหญ่โต
เสียขนาดนั้น ภายภาคหน้าย่อมไม่ขาดแคลนอัจฉริยะเช่นข้า
กับเจ้า”
เจียงเทียนมิ่งทำหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน แล้วผายมือบอกว่า
“เจียงเจี่ยนกับเจียงซั่นไม่อยู่ มิเช่นนั้นพวกเราคงอาละวาด
ยิ่งกว่านี้อีก”
เจียงอี้ขมวดคิ้วเป็นปมยิ่งกว่าเดิม ตัวเขามิได้กลัวอันใด
แต่เขากลัวว่าจะลากผู้อื่นให้เดือดร้อนไปด้วย นี่เป็น
ความกดดันทางจิตใจที่เป็นผลมาจากประสบการณ์ในวัยเยาว์
ของเขา
…
ณ มหาพิภพจิตจร
เยี่ยจ้านนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เขาเฝ้ามองบรรพจารย์เผ่าเยี่ย
ที่อยู่ไม่ไกลกำลังเล่าตำนานอันมหัศจรรย์ของเผ่าเยี่ยให้ผู้
ศรัทธาวัยเยาว์กลุ่มหนึ่งฟัง
เมื่อบรรพจารย์เผ่าเยี่ยเล่าอย่างเพลิดเพลินจบแล้ว เขาก็
ไล่ผู้ศรัทธาที่ทอดถอนใจไม่หยุดเหล่านั้นจากไป
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยลอยมาตรงหน้าเยี่ยจ้านแล้วถามว่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ หายากที่เจ้าจะมาหาบรรพจารย์
เฒ่าของเจ้า เหตุใดจึงหน้านิ่วคิ้วขมวดเล่า พ่ายแพ้ผู้อื่น
มาหรือ”
เยี่ยจ้านถอนหายใจ “ข้าพบอัจฉริยะผู้หนึ่ง เป็นคน
ประเภทที่เพียงเห็นพรสวรรค์ก็รู้แล้วว่าข้าสู้เขาไม่ได้ ตั้งแต่ถูก
ศัตรูไล่เข่นฆ่าจากมหาพิภพนิลเหลืองจนหนีมาถึงโลกไท่ฮวง
มาจนถึงโลกคุนหลุน แล้วก็โลกสวรรค์ในวันนี้ ข้าเพิ่งเคยรู้สึก
พ่ายแพ้เช่นนี้เป็นครั้งแรก
“โอ๋ ผู้ใดกันรึ”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยสนอกสนใจ เขาถามอย่างสงสัยใคร่รู้
หากเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงปลอบใจเยี่ยจ้านอย่าง
แน่นอน แต่ตอนนี้ในเมื่อไม่มีแรงกดดันอะไรแล้ว เขาจึงมีแต่
จะสำราญใจกับความทุกข์ของผู้อื่น
เยี่ยจ้านตอบว่า “รัชทายาทองค์เล็กของแดนสวรรค์
เจียงอี้ เขากับเจียงเทียนมิ่ง เจียงหลัว เจียงเสวียนเจิน เจียง
เสวียนเหนียน เจียงเยี่ย แล้วก็เจียงเทียนเซิงร่วมมือกันบุกถล่ม
เขตสวรรค์ศาสตราเทวะที่สำนักกระบี่เทพก่อตั้งบนโลกสวรรค์
ทั้งเจ็ดคนถูกอัจฉริยะจากเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจรุมโจมตี จน
ตอนแรกพวกเขาจนตรอกแล้ว ทว่าเจียงอี้กลับดูดกลืนพลัง
ของอัจฉริยะทั้งหมด ชักนำให้ด่านเคราะห์สวรรค์มาเยือน
จากนั้นเขาก็ใช้พลังของด่านเคราะห์สวรรค์ทำลายเขตสวรรค์
ศาสตราเทวะ ทำให้ศาสตราเทวะนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงมา
บนโลกสวรรค์”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยนึกสนใจขึ้นมาแล้ว เขาย่อมเคยได้ยิน
ชื่อเขตสวรรค์ศาสตราเทวะมาก่อน แต่เขาเพิ่งเคยได้ยิน
วิธีการทำลายอาณาเขตเช่นนี้เป็นหนแรก
“ถึงอย่างนั้นบรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะกลับไม่บัน
ดาลโทสะ เขากลับชื่นชมเจียงอี้ แล้วยังถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทพ
ของวิถีกระบี่ให้เขาอีก มิหนำซ้ำยังใช้ฐานะผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์
กาล ให้เกียรติตั้งฉายาพวกเขาว่าเจ็ดบุรุษแห่งสกุลเจียง
ประกาศว่าพวกเขาทุกคนล้วนมีคุณสมบัติเป็นผู้ยิ่งใหญ่
นิรันดร์กาล เมื่อเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป นามของทั้งเจ็ดคน
ก็โด่งดังไปทั่วโลกสวรรค์ หลังจากนั้นพวกเขาก็พานพบศึก
ใหญ่สะเทือนฟ้าอีกมากมาย ทว่านับตั้งแต่จบศึกที่เขตสวรรค์
ศาสตราเทวะ เจียงอี้ก็ดุจทะยานเหยียบขึ้นฟ้า เขาทรงพลังไร้
ผู้ต้านทาน มีแนวโน้มว่าเขาจะช่วงชิงตำแหน่งอัจฉริยะอันดับ
หนึ่งแห่งโลกสวรรค์มาครองได้สำเร็จ”
เยี่ยจ้านยิ่งพูดสีหน้าก็ยิ่งซับซ้อน
“บรรพจารย์ เจียงอี้ยังมิทันอายุถึงห้าร้อยปี นี่มันน่า
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว พรสวรรค์ของเขาไม่มีผลข้างเคียงอันใด
ทั้งสิ้น พลังทั้งมวลเมื่อถูกเขากลืนกินเข้าไปก็จะกลายเป็นพลัง
ของเขาได้อย่างราบรื่น…”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยเห็นท่าทางของเยี่ยจ้านก็ใจลอย
ระหว่างกาลเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาเขาเคยเห็นท่าทาง
เช่นนี้มามากเหลือเกิน เขามักถูกพรสวรรค์ของชนรุ่นหลัง
ทำให้ตกตะลึงอยู่เสมอ จนมาวันนี้เขามองมันด้วยจิตใจที่สงบ
ได้แล้ว
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยเอ่ยปากบอกว่า “เจียงอี้ถือกำเนิดใน
วิถีเซียน แล้วยังเป็นช่วงก่อนหน้ามหันตภัยมาเยือน เจ้าอย่า
คิดมากไปเลย ชะตาชีวิตของเขามิง่าย แล้วบางครั้งพรสวรรค์
ก็มิใช่ตัวตัดสินทุกสิ่ง มีเพียงผู้ที่รอดไปจนถึงตอนสุดท้าย
เท่านั้นจึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ดูอย่างในอดีตสิ บรรพ
จารย์คนนี้มีพรสวรรค์สุดยอดมากเพียงใด ทำให้ทั้งสามพัน
โลกตกตะลึงเช่นไร แต่วันนี้ยามเห็นสหายเก่าที่มีชีวิตรอด
มาเหล่านั้น ก็ต้องคอยอิจฉาอยู่มิใช่หรือไร”
เยี่ยจ้านเงียบงัน
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยเอ่ยต่อว่า “ความจริงแล้วพรสวรรค์
ของเจียงอี้ก็มิได้น่าเหลือเชื่อเท่าใดนักหรอก ลองเทียบเขากับ
มรรคาจารย์ดูสิ เขานับเป็นอะไรได้ ข้าไม่เคยเชื่อเรื่องที่มรรคา
จารย์กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติสักนิด”
เยี่ยจ้านถอนหายใจเอ่ยว่า “ก็จริง หากมีสายเลือดใด
แข็งแกร่งที่สุด ก็คงเป็นสายเลือดของมรรคาจารย์ เจียงเสวียน
เหนียนผู้นั้นก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงในโลกสวรรค์
ก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกว่าน่าขันนัก เจียงเสวียนเหนียนผู้นั้นตอน
ถือกำเนิดมา พรสวรรค์สู้ข้ามิได้ด้วยซ้ำแต่ยังกล้าโอหัง
ถึงเพียงนี้ ทว่าตอนนี้มาคิดๆ ดูอีกที บางทีคงมีแต่สกุลเจียงที่
คู่ควรกับคำว่าสายเลือดจักรพรรดิ ชนรุ่นหลังของมรรคาจารย์
ต่างมีพรสวรรค์ที่เหนือความคาดคิดของผู้คนจริงๆ”
…………………………………………….