เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 500 สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา การเร่งมหันตภัย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 500 สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา การเร่งมหันตภัย
“สายเลือดจักรพรรดิ? ก็ฟังดูโอหังมากจริงๆ ถึงสกุล
เจียงจะแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่น่าผลัดมาถึงตาเจียงเสวียน
เหนียนเป็นผู้ก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิกระมัง”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยพูดไปก็ส่ายหัว แม้เขาจะอยู่ในมหา
พิภพจิตจรตลอด แต่เขาก็ไม่เคยตกข่าวในโลกแห่ง
ความเป็นจริง
ระหว่างที่โลกคุนหลุนแข็งแกร่งขึ้น สกุลเจียงผู้เป็น
จุดสุดยอดของอำนาจก็ได้รับผลประโยชน์มากขึ้นทุกวัน
พวกเขาย่อมเป็นที่จับตามองของผู้คนอยู่แล้ว
เยี่ยจ้านยักไหล่เอ่ยว่า “สกุลเจียงคนอื่นคิดอย่างไรข้า
ไม่รู้ แต่อีกหกคนในเจ็ดบุรุษสกุลเจียงสนับสนุนเขา เมื่อ
มีพวกเขาหนุนหลัง สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงก็นับว่าได้รับ
การก่อตั้งแล้ว แล้วดูเหมือนพวกเขาตั้งใจจะผูกพลังแห่ง
โชคชะตาเลียนแบบราชวงศ์แห่งโชคชะตาอีกด้วย ถึงตอนนั้น
ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยหัวเราะ “เลิกเปรียบเทียบกับ
สายเลือดของมรรคาจารย์ได้แล้ว เจ้าเองก็มีข้อดีของเจ้า อีก
อย่างพรสวรรค์มิใช่ตัวกำหนดทุกสิ่ง มรรคาจารย์ชื่นชมเจ้า
มากนะ มีลูกหลานสกุลเจียงตั้งมากมายเท่าใดที่ได้รับ
ความสนใจจากมรรคาจารย์สู้เจ้าไม่ได้ เจ้าเอาเวลามาสนใจ
เผ่าเยี่ยให้มากเข้าเถิด”
เยี่ยจ้านฟังแล้ว อารมณ์ก็เริ่มดีขึ้น นั่นสิ ถึงแม้เจียงอี้
จะยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน แต่กระทั่งหน้าของมรรคาจารย์เขาก็
ไม่เคยพบ ในเรื่องนี้เจียงอี้สู้เขามิได้
บรรพบุรุษกับทายาทรุ่นหลังเริ่มสนทนากันเกี่ยวกับเผ่า
เยี่ย ยามนี้เผ่าเยี่ยเริ่มหยั่งรากแตกหน่อบนโลกสวรรค์แล้ว
เพียงแต่ยังไม่เติบโตจนแข็งแกร่งก็เท่านั้น
ไม่ใช่เพียงพวกเขา ผู้ศรัทธาจำนวนมากในมหาพิภพจิต
จรก็กำลังถกเรื่องของเจ็ดบุรุษแห่งสกุลเจียงกับสายเลือด
จักรพรรดิเผ่าเจียงอยู่เช่นกัน นี่เป็นสภาพในปัจจุบันของโลกคุ
นหลุน เรื่องใหญ่ทั้งหลายในโลกสวรรค์มักถูกเล่าลือกลับมาได้
เสมอ โลกสวรรค์กลายเป็นดินแดนที่ถูกจับตามองที่สุดในมหา
พิภพจิตจรไปเสียแล้ว
…
ณ ตำหนักราชันนภา
ราชันนภาเซวียนเต้าเจียงลู่กับมหาจักรพรรดิจื่อเวยเจียง
ซิ่วกำลังนั่งจิบสุราประจันหน้ากัน สองพ่อลูกสนทนากันตั้งแต่
เรื่องเทียนจิ่งไปจนถึงเรื่องของแดนสวรรค์ จากนั้นก็สนทนาไป
ถึงเรื่องราวบนโลกสวรรค์
“เจ้าคิดอย่างไรกับสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง” จู่ๆ
เจียงซิ่วก็เอ่ยถามขึ้นมา เขาวางจอกสุราของตนเองลงแล้ว
จ้องมองราชันนภาเซวียนเต้า
ราชันนภาเซวียนเต้าตอบว่า “นี่เป็นเรื่องดี เผ่าตี้ใช้คำว่า
จักรพรรดิเป็นนาม กระทำการวางอำนาจบาตรใหญ่ หากสกุล
เจียงล้มอำนาจของเผ่าตี้ได้ ย่อมมีส่วนช่วยให้วิถีเซียน
ครองโลกสวรรค์”
เจียงซิ่วหรี่ตาลงแล้วถามว่า “มันก็เป็นเรื่องดีจริงๆ แต่ให้
เจียงเสวียนเหนียนเป็นคนก่อตั้ง เจ้าไม่คิดว่ามันไม่เหมาะสม
หรือ”
ราชันนภาเซวียนเต้าขมวดคิ้ว
ในสกุลเจียง ฐานะของสายเลือดโอรสสวรรค์ถือว่า
สูงส่งกว่าสกุลเจียงสายอื่นก็จริง ทว่าเจียงเสวียนเหนียนผู้นั้น
เป็นโอรสสวรรค์สกุลเจียงก่อนสมัยของเทียนจิ่ง เทียนจิ่งเป็น
อาณาจักรที่มรรคาจารย์ก่อตั้งขึ้น ดังนั้นหากพูดถึงลำดับศักดิ์
แล้ว เจียงซิ่วกับราชันนภาเซวียนเต้าล้วนอยู่สูงกว่าเจียง
เสวียนเหนียน
พอได้ยินว่าเจียงเสวียนเหนียนจะก่อตั้งสายเลือด
จักรพรรดิ สกุลเจียงสายหลักของอาณาจักรเทียนจิ่งก็โวยวาย
กันใหญ่โต แต่ราชันนภาเซวียนเต้ากลับไม่คิดสอดมือเข้ามา
ยุ่ง พวกเขาจนปัญญาจึงได้แต่ไปหาเจียงซิ่ว เจียงซิ่วเป็นบิดา
ของราชันนภาเซวียนเต้า เขาย่อมต้องโน้มน้าวราชันนภาได้
อย่างแน่นอน
เจียงซิ่วเอ่ยว่า “จะก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิย่อมได้ แต่
หากให้เจียงเสวียนเหนียนเป็นผู้ก่อตั้ง มันจักกลายเป็น
รากเหง้าของเภทภัย วันหน้าเมื่อราชวงศ์ของเทียนจิ่งกับ
สายเลือดจักรพรรดิของโลกสวรรค์มิใช่สายเดียวกัน จะมิ
เป็นต้นเหตุของเภทภัยได้อย่างไร”
ราชันนภาเซวียนเต้าขมวดคิ้วจนเป็นปม เขายังไม่ลืม
หน้าที่ที่ท่านบรรพบุรุษมอบให้เขา นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขา
ปฏิเสธลูกหลานทั้งหลาย แต่เมื่อได้ยินเจียงซิ่วกล่าวเช่นนี้ เขา
ก็รู้สึกว่าฟังดูมีเหตุผลจริงๆ
จู่ๆ เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่า มิว่าจะสนับสนุนเจียง
เสวียนเหนียนหรือไม่ ก็ล้วนบ่มเพาะต้นเหตุเภทภัยของสกุล
เจียงได้อยู่ดี
การคุ้มครองสกุลเจียงดูเหมือนจะยากกว่าการคุ้มครอง
เผ่ามนุษย์เสียอีก เพราะว่าในนั้นมีความผูกพันระหว่างคน
สายเลือดเดียวกันอยู่ด้วย
ราชันนภาเซวียนเต้าเอ่ยตอบว่า “มิว่าจะเลือกเช่นไรก็
ล้วนเป็นต้นตอแห่งเภทภัยได้ทั้งสิ้น แต่มิว่าผู้ใดที่ก่อเภทภัย
ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพของข้าจะมิยอมเก็บอยู่
ในฝักเฉยๆ”
เขาจ้องบิดาของตนอย่างนิ่งสงบ แววตาไร้ความ
กลัวเกรง
เจียงซิ่วหรี่ตาลงอีกครั้ง “หากเป็นข้า หรือท่านปู่ของ
เจ้าที่คิดจะจัดการกับสกุลเจียง เจ้าก็จะขัดขวางอย่างนั้นรึ”
ราชันนภาเซวียนเต้าเอ่ยตอบ “มิใช่เพียงขัดขวาง แต่
จะลงโทษด้วย”
จบคำนี้ บรรยากาศภายในตำหนักก็ราวกับจะหยุดนิ่ง
พ่อลูกประจันหน้ากัน
เจียงซิ่วลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะ “เรานับว่าฟังเข้าใจแล้ว
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง มิน่าเล่าท่านผู้เฒ่าจึงมอบค่ายกลกระบี่
สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพให้ ตำแหน่งราชันนภานี่มิง่ายเลย
ชะตากรรมชั่วนิรันดร์นี่จะทรมานเจ้า ลู่เอ๋อร์ เจ้าก็ทำหน้าที่
ของตนให้ดีเถิด”
กล่าวจบเขาก็ออกไป
ตอนแรกที่เขาได้ยินว่าราชันนภาเซวียนเต้าได้รับสมบัติ
อาคมจากมรรคาจารย์ เขาตกตะลึงและยินดีแต่ในใจก็รู้สึก
ไม่ยินยอมด้วย
เหตุใดท่านปู่จึงไม่มอบสมบัติอาคมให้เขา แต่มอบ
สมบัติอาคมให้บิดาของเขากับลูกชายของเขา มีเพียงเขา
ผู้เดียวที่ไม่ได้รับ เขาถูกผู้คนซุบซิบนินทามากมาย แม้เขา
ไม่พูดออกมา แต่ในหัวใจกลับกล้ำกลืนฝืนทนนัก ตอนนี้เขา
เพิ่งเข้าใจ ที่แท้ท่านปู่หวังดีกับเขา
ท่านพ่อของเขาถูกขังอยู่กับตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์
ชั่วนิรันดร์ ส่วนลูกชายของเขาก็ถูกขังอยู่กับสกุลเจียง
ชั่วนิรันดร์ มีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นอิสระ
ราชันนภาเซวียนเต้ามิได้ลุกขึ้นไปส่ง เขาจมอยู่ในห้วง
ภวังค์ความคิด
เรื่องสายเลือดจักรพรรดินี่ คงต้องคิดมาตรการรับมือ
เตรียมไว้ล่วงหน้าจริงๆ
…
โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ล่องลอยไปท่ามกลางกระแส
แห่งกาลเวลา การต่อสู้เกิดขึ้นไม่จบไม่สิ้น ขุมอำนาจใหญ่
ทั้งหลายพัฒนาก้าวหน้า ขณะที่ผู้แสวงพรตทั้งหลายซุก
ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา ไม่ก็เร้นกายอยู่ตามมหาสมุทร บ้างก็อาศัย
อยู่บนท้องนภาอันสูงลิบ แล้วปล่อยกาลเวลาให้ล่วงเลยผ่าน
ไป
วันนี้เอง
เจียงฉางเซิงผู้อยู่ในตำหนักเมฆาม่วงลืมตาขึ้น
การปิดด่านฝึกบำเพ็ญหนนี้ยาวนานกว่าในอดีต
กาลเวลาผ่านไปนานกว่าห้าร้อยปี เขาใคร่ครวญพลังแห่งมหา
มรรคาได้ลึกซึ้งมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นกรรม สังสารวัฏ
ชะตากรรมรวมไปถึงโชคชะตา
เขายังอาศัยพลังแห่งกฎเจ็ดสิบสองประการในเจ็ด
สิบสองมุกทลายสวรรค์ช่วยในการวิปัสสนาอีกด้วย เจ้าสิ่งนี้
ทำให้การฝึกบำเพ็ญของเขาลดความยุ่งยากไปได้มากทีเดียว
บางครั้งเขาก็คิดขึ้นมาว่าอยากปิดด่านฝึกบำเพ็ญรวดเดียวสัก
หนึ่งหมื่นปี แต่จนปัญญาที่มหันตภัยใกล้มาเยือนแล้ว โลก
สวรรค์เองก็เพิ่งถือกำเนิด เขาจำต้องคอยระวังเอาไว้
สิ่งแรกที่เขาทำคือเริ่มพยากรณ์หาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
ขอบเขตต่างๆ ผลลัพธ์ปรากฏว่ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลง
มากนัก แต่ฝั่งโลกสวรรค์มีตัวตนที่มีค่ามากกว่าสิบแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์โผล่มาแล้ว นี่มิใช่เรื่องดีเลย
เขาลุกขึ้นยืนแล้วขยับตัวยืดเส้นยืดสาย
เวลานี้เอง ไป๋ฉีก็ขยับเข้ามาหาแล้วบอกว่า “นายท่าน ที่
โลกสวรรค์เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงฉางเซิงไม่ขานตอบสักคำ เขาเพียงสอดส่ายสายตา
ไปมองโลกสวรรค์
หลังจากผ่านการพัฒนามาเนิ่นนาน ปัจจุบันโลกสวรรค์
เจริญรุ่งเรืองแล้ว รอบตัวมันมีโลกขนาดเล็ก สมบัติยุทธ์
สมบัติอาคมปรากฏขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน มีแม้กระทั่งสัตว์ยักษ์
ขนาดตัวเท่าดวงดาวที่คอยซุ่มหมอบรอคอยอยู่
ต้องขอยอมรับว่าเผ่าเก่าแก่ทั้งหลายกับมหามรรคาสาย
อื่นช่างแข็งแกร่งกันจริงๆ เมื่อพวกเขามาร่วมมือกันสร้างมหา
พิภพแห่งหนึ่ง มันก็สำเร็จลุล่วงเร็วกว่าที่เจียงฉาง
เซิงคาดการณ์ไว้เสียอีก
เจียงฉางเซิงไม่คิดจะกีดกัน เขากลับดีใจอยู่นิดๆ เสีย
ด้วยซ้ำ
วิธีเผยแพร่หลักคำสอนของเขามิเคยเป็นการเข่นฆ่า
เทียบกับมหามรรคาสายอื่นที่ชอบกำจัดผู้ที่แตกต่างจากตน
วิถีเซียนของเขายินดียอมรับพลังสายอื่น เขาต้องการให้สรรพ
ชีวิตเลือกด้วยตนเอง ในสายตาเขา เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจและ
สรรพชีวิตในมหามรรคาสายอื่นเหล่านั้นล้วนเป็นทหาร
กองหนุนของวิถีเซียน ไม่ว่าช้าหรือเร็วพวกเขาก็จะหันมาหาวิถี
เซียนอยู่ดี
“นายท่าน เจียงเสวียนเหนียนก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิ
เผ่าเจียงที่โลกสวรรค์ แล้วสร้างพลังแห่งโชคชะตาของ
สายเลือดจักรพรรดิโดยเฉพาะ แต่เรื่องดีๆ คงอยู่ไม่นาน
ภายในสกุลเจียงค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน
ลูกหลานของเจียงเสวียนเหนียนถูกเผ่าตี้ไล่ชำระแค้นอย่าง
บ้าคลั่ง เพราะคนที่ลงมือล้วนมีอายุต่ำกว่าหนึ่งแสนปี แดน
สวรรค์จึงสอดมือเข้าไปยุ่งได้ลำบาก คงได้แต่บอกว่า เจียง
เสวียนเหนียนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะแบกรับหน้าที่ของ
สายเลือดจักรพรรดิ สงสารก็แต่ลูกหลานทั้งหลายของเขา แต่
นั่นก็เป็นสิ่งที่ลูกหลานของพวกเขาเลือกเองเช่นกัน”
ไป๋ฉีพูดรัวเร็ว สรุปเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงร้อยปีนี้ให้
ฟังอย่างคร่าวๆ
เจียงฉางเซิงใช่ว่าจะสนิทสนมกับลูกหลานทุกคน เขาไม่
เศร้าโศกเสียใจกับเรื่องน่าสลดที่เกิดขึ้นกับทายาทของเจียง
เสวียนเหนียน ผู้ที่เดินทางไปโลกสวรรค์ย่อมต้องเตรียมใจที่จะ
ต่อสู้ไว้แล้ว จะอนุญาตให้สกุลเจียงสังหารคนอื่นได้ แต่
มิยอมให้ผู้อื่นเล่นงานลูกหลานของสกุลเจียงตามกฎกติกาก็
มิได้กระมัง
เจียงฉางเซิงสนใจประเด็นที่ผู้ก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิ
มิใช่ราชันนภาเซวียนเต้ามากกว่า ก่อนหน้านี้เจียงสวินเล่าว่า
บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิคือราชันนภาเซวียนเต้า
ส่วนเจียงเสวียนเหนียนเป็นเพียงบรรพบุรุษของเจียงสวิน
เท่านั้น
หากดูตามนี้ ภาพมายาอนาคตที่เห็นนั่นก็คงมิใช่
เรื่องจริง
เขานับนิ้วทำนาย จากนั้นก็ทำหน้าแปลกใจ
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…
หากเป็นเช่นที่ทำนายนี้ ก็เป็นไปได้มากว่าอนาคตที่เขา
เห็นนั่นจะเป็นความจริง!
เรื่องนี้ทำให้เขาได้เข้าใจแง่มุมใหม่ของกรรมกับ
โชคชะตา การดำรงอยู่ของโชคชะตาช่างน่ากลัวจริงๆ อย่าง
น้อยตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่อาจก้าวข้ามมันได้
“ชะตาของเผ่าเจียงมีแต่จะร้ายมากกว่าดี แต่มิว่าเผ่า
พงศ์ตระกูลใดที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนี้ มิว่า
จะจัดการอย่างไร ย่อมมีบ่วงกรรมใหม่เกิดขึ้นมาเสมอ กรรม
ทั้งมวลกำลังถักทอตาข่ายแห่งโชคชะตาผืนนี้”
เจียงฉางเซิงแอบทอดถอนใจ เขาไม่มีความวิตกกังวล
ตรงกันข้ามปณิธานของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
เส้นทางที่เขาต้องก้าวเดินยังอีกยาวไกลนัก
ไป๋ฉีพูดอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่ไม่เห็นเจียงฉางเซิงมีปฏิกิริยา
อันใดจึงได้แต่กลับไปฝึกบำเพ็ญอยู่ข้างๆ
หลังจากยืดเส้นยืดสายเสร็จแล้ว เจียงฉางเซิงก็นั่งลงบน
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาอีกครั้ง สายตาของเขาเพ่งมอง
ไปที่ตัวตนขั้นเทวะหกตัณหาที่อยู่ในโลกสวรรค์
คนผู้นั้นมิใช่เทวะหมอกครามที่เขาเห็นเมื่อหนก่อน แต่
เป็นผู้เฒ่าคนหนึ่ง
ผู้เฒ่าคนนี้สนอกสนใจวิถีเซียนอย่างยิ่ง เขากราบเข้ามา
เป็นศิษย์สำนักแห่งหนึ่ง และกำลังจดจ่อตั้งใจกับการบำเพ็ญ
เซียน
เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิงประหลาดใจนิดหน่อย ดูท่าคน
ที่เทวะปฐมนภาพากลับมาเหล่านั้นจะมิใช่ศัตรูเสียทั้งหมด
สินะ
เขาตั้งใจว่าจะสอดส่องดูอีกฝ่ายให้ดีๆ อีกสักระยะ ดูซิว่า
อีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
…
ณ โลกเทพยุทธ์
ในวิหารหลังใหญ่ อัครเทพยุทธ์รวมไปถึงผู้กุมอำนาจ
จำนวนมากมายต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า เทวะหมอก
ครามยืนอยู่บนแท่นสูง นางกำลังก้มมองพวกเขา
ไท่ซั่งคุนหลุนมองเทวะหมอกครามพร้อมกับคิ้วที่ขมวด
เป็นปม
มิใช่เพียงเทวะหมอกครามเท่านั้น แต่ผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับ
แถวหน้าสุดที่กำลังยืนประจันหน้ากับพวกเขาแต่ละคนล้วน
มีกลิ่นอายอันลึกล้ำยากหยั่งถึงที่เขามองไม่ออก
ไท่ซั่งคุนหลุนในยามนี้ แม้แต่พวกอัครเทพยุทธ์เขาก็
ไม่กลัว แต่เขากลับหวาดกลัวคนกลุ่มนี้
หรือว่าคนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่หวนกลับมาจากที่แห่งนั้น
เหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์
“เทวะปฐมนภาให้ข้ามาบอกกล่าวแก่พวกเจ้าว่า โลก
เทพยุทธ์กำลังจะเร่งการมาเยือนของมหันตภัย!”
เสียงของเทวะหมอกครามดังขึ้น ผู้ที่ได้ยินล้วนทำหน้า
ตกตะลึง
พวกเขาต่างหวาดกลัวการมาเยือนของมหันตภัยแห่งวิถี
ยุทธ์ คิดไม่ถึงเลยว่าเทวะทั้งหลายกลับต้องการจะเร่งให้
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มาเยือน
เทวะหมอกครามไม่รอให้พวกเขาตั้งคำถาม นางเอ่ย
ต่อว่า “นับตั้งแต่มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์หนก่อน โลกเทพยุทธ์ก็
เผชิญกับเรื่องราวมากมาย พวกเราเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด ข้า
เข้าใจความตั้งใจของพวกเจ้า พวกเจ้าปรารถนาจะให้โลกเทพ
ยุทธ์ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเป็นธรรม เที่ยงธรรม แต่พวกเจ้า
จงอย่าลืมว่า อำนาจอันแข็งแกร่งล้วนสร้างมาจาก
ความโหดเหี้ยม มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์หนนี้มิอาจดูแคลนได้
ดังนั้นโลกเทพยุทธ์จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยท่าทีที่
ไม่เหมือนก่อนหน้านี้
อีกไม่นาน พวกเจ้าจะได้เห็นพลังแห่งเทพยุทธ์ที่แท้จริง
มหันตภัยอันชั่วช้าจะไม่มีที่ใดให้ซุกซ่อน พลังเทพยุทธ์
จะกวาดล้างอุปสรรคทั้งหมด ทว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์เท่านั้น อสุรกายที่แท้จริงจะถือกำเนิด
ตามมา ไม่ใช่แค่ข้างนอก แต่ข้างในก็จะมีศัตรู แม้แต่ในหมู่
พวกเจ้าเองก็อาจมีศัตรูอยู่!
มิว่าศัตรูจะอยู่ที่ใด โลกเทพยุทธ์จะเผชิญหน้ากับพวก
มันอย่างมั่นใจ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือรักษาความตั้งใจ
แรกเริ่มไว้ให้สุดกำลัง อย่าได้กลายไปเป็นพวกผิดแผกที่เคย
ถูกขับไล่เหล่านั้น!”
เปรี้ยง!
คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่สายหนึ่งระเบิดออกมาครอบคลุม
ทุกคนในวิหาร แม้แต่ไท่ซั่งคุนหลุนยังหน้าถอดสีในพริบตา
แข็งแกร่งนัก!
นี่คือขั้นเทวะหกตัณหาที่บรรพจารย์ยุทธ์พูดถึงอย่างนั้น
หรือ
หัวใจของไท่ซั่งคุนหลุนตื่นเต้น เขาเริ่มตั้งตาคอย
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
ยามมหันตภัยมาเยือน เขาจักผงาดขึ้นมาแล้วก้าวไปให้
ถึงขั้นเทวะหกตัณหา!
เขาจะกำราบศัตรูผู้แข็งแกร่งทั้งมวล แล้วไปประลองกับ
มรรคาจารย์บนจุดสูงสุด!
เพียงคิดเขาก็แทบจะข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้ไม่ได้
อัครเทพยุทธ์คนหนึ่งก้าวออกมาถามว่า “ท่านเทวะ ท่าน
ยังมิได้บอกพวกข้าเลยว่าบรรพจารย์ยุทธ์ไปอยู่ที่ใด เขาถูก
พวกอสุรกายทำร้าย หรือว่าได้รับภารกิจจากท่านเทวะ
ทั้งหลาย”
……………………………………………………