เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 501 พลังแห่งวิถียุทธ์ ความตื่นตระหนกของท่านเทวะ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 501 พลังแห่งวิถียุทธ์ ความตื่นตระหนกของท่านเทวะ
“บรรพจารย์ยุทธ์ถูกมรรคาจารย์สังหารแล้ว”
เทวะหมอกครามเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย คล้ายกับว่า
เรื่องที่เอ่ยออกมาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญ
ทว่าเมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ในตำหนักก็เกิดเสียง
อื้ออึง
“เป็นไปได้อย่างไรกัน บรรพจารย์ยุทธ์แข็งแกร่งกว่า
มรรคาจารย์มิใช่หรือ”
“ระดับขั้นของพวกเขาสูงปานนั้น จะสังหารอีกฝ่ายโดย
ไม่ให้ใครรู้ไม่ให้ใครเห็น ความแตกต่างของระดับขั้นจะต้องสูง
มาก”
“เจ้าหมายความว่า หากมรรคาจารย์มิใช่ขั้นเทวะ เขาก็
อาจเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแม้แต่ในขั้นเทวะด้วยกัน
อย่างนั้นหรือ”
“มิน่าเล่าบรรพจารย์ยุทธ์จึงให้ความร่วมมือกับมรรคา
จารย์ ข้าผิดไปแล้วที่เคยกล่าวโทษเขา เฮ้อ”
“วิถีเซียนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หวังว่าเทวะทั้งหลาย
จะลงโทษพวกเขาได้!”
ผู้กุมอำนาจทั้งหลายในโลกเทพยุทธ์ต่างหันไปซุบซิบ
สนทนากัน บางคนโกรธเกรี้ยวกับการกระทำของมรรคาจารย์
บางคนถอนหายใจให้กับชะตากรรมอันน่าเศร้าของบรรพ
จารย์ยุทธ์ แล้วก็มีบางคนหวาดกลัวมรรคาจารย์
ไท่ซั่งคุนหลุนกลับไม่ประหลาดใจสักเท่าไร เพราะใน
ใจเขาคิดว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธ์มานาน
แล้ว
เทวะหมอกครามม้วนแขนเสื้อแล้วเอ่ยว่า “เตรียมตัว
พร้อมรับมหันตภัยเถิด!”
กล่าวจบ นางก็หายตัวไปจากในวิหารใหญ่แห่งนั้น
…
บนทุ่งร้างอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไอสีดำกำลัง
เวียนวนอยู่รอบด้าน พวกมันบดบังท้องนภาไปมากกว่าครึ่ง
ซากศพร่างแล้วร่างเล่ากองทับถมกันจนเป็นภูเขาลูก
น้อย บนปลายยอดของมันมีร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ เขาก็
คือเจียงอี้นั่นเอง ชุดเกราะของแดนสวรรค์บนร่างเขาถูกย้อม
ด้วยสีดำสนิท เขาดูเสมือนหนึ่งเทพมารที่ลงมาเยือนแดน
มนุษย์
ไกลออกไป เจียงเทียนมิ่งกับเจียงเทียนเซิงกำลังยืน
เคียงบ่าเคียงไหล่มองเจียงอี้จากไกลๆ
“เจ้าเด็กคนนี้สุดยอดเสียจริง เขาเพิ่งอายุเท่าไรก็เริ่ม
ก้าวเข้าใกล้ขั้นเซียนสวรรค์แล้ว ก่อนหน้านี้แม้แต่ขั้นสุญญตา
ทะลวงยุทธ์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
เจียงเทียนเซิงสะท้อนใจจากใจจริง อย่างไรเขาก็เคยเป็น
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสกุลเจียง เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า
จะถูกคนรุ่นหลังแซงหน้าเอาได้ พูดให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อยก็คือ
ถูกคนสกุลเจียงที่อายุน้อยกว่าเขาแซงหน้าเอาเสียได้
เจียงเทียนมิ่งหัวเราะแล้วว่า “ข้ากลับชินเสียแล้ว
พรสวรรค์นี้ของเขาน่าเหลือเชื่อตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ช้าเร็วเขา
ย่อมก้าวข้ามจักรพรรดิสวรรค์ กลายเป็นอันดับสองแห่งเผ่า
เจียง”
อันดับหนึ่งแห่งเผ่าเจียงย่อมเป็นมรรคาจารย์!
เจียงเทียนเซิงพยักหน้า แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าตั้งตาคอย
“ความหวังที่แดนสวรรค์จะรวมโลกสวรรค์เป็นหนึ่งคงต้อง
ฝากไว้ที่ตัวเขาแล้วจริงๆ”
ครืนนนน!
เสียงอสนีบาตดังสะเทือนเลือนลั่นจนแก้วหูแทบดับ เมฆ
สีดำทะมึนลอยลิ่วมารวมตัวกันพร้อมสายฟ้า พวกมันปกคลุม
ไปทั่วฟ้าดิน
เจียงอี้ลืมตาแล้วเงยหน้ามองข้างบน ในดวงตามีจิต
สังหารจางๆ เล็ดลอดออกมา
เจียงเทียนมิ่งกับเจียงเทียนเซิงหยิบสมบัติอาคมของ
ตนเองออกมาเตรียมต่อสู้ทันที
“เจียงอี้ เจ้านี่ช่างตามหาง่ายเสียจริง ได้ยินว่าพรสวรรค์
ของเจ้าไร้ผู้เทียมทาน แม้แต่ขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์ก็
มิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแล้ว หากปล่อยให้เจ้าแข็งแกร่งไปมากกว่านี้
เกรงว่าในหมู่คนที่อายุต่ำกว่าแสนปีในโลกสวรรค์ คงไม่มีผู้ใด
ขัดขวางเจ้าได้อีก วันนี้ ข้าจะทำให้เจ้านึกเสียใจที่ครอบครอง
พรสวรรค์เช่นนั้น!”
เสียงหัวเราะอันเย็นชาและโอหังดังขึ้น เจียงอี้มิได้ตอบ
คำใดกลับไป เขาเพียงลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้าจากนั้นก็ยก
มือขวาขึ้นมา ทันใดนั้นดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากก็ปรือ
เปิด ไอสีดำทะลักออกมาก่อตัวเป็นขวานยักษ์สีดำเล่มหนึ่งใน
มือของเขา
“ศึกนี้ พวกท่านอย่าเข้ามายุ่ง!”
เสียงของเจียงอี้ดังขึ้น ถ้อยคำนี้เขาบอกกับพวกเจียง
เทียนมิ่ง
เจียงเทียนมิ่งจ้องเมฆอสนีบาตบนขอบฟ้าแล้วถามเสียง
เบา “ข้าเดิมพันว่าหนึ่งก้านธูป”
“ถ้าเช่นนั้นข้าเดินพันว่าครึ่งก้านธูป” เจียงเทียนเซิงแค่น
เสียงดังเหอะแล้วกระตุกมุมปากยกยิ้ม ตั้งตาคอยศึกที่
กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่
อีกด้านหนึ่ง
ณ โลกคุนหลุน ในตำหนักเมฆาม่วงบนสวรรค์ชั้นที่สาม
สิบสาม
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมา เท่าที่เขาสอดส่องดู ขั้นเท
วะหกตัณหาลึกลับผู้นั้นตั้งใจจะฝึกบำเพ็ญเซียนจริงๆ ตั้งแต่
เขามาถึงโลกสวรรค์ เขามิเคยเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตใด บางครั้งบาง
ครายังชี้แนะสั่งสอนชนรุ่นหลังที่พบเจออีกด้วย
แต่แน่นอนว่า ก็ยังต้องเฝ้าสอดส่องนิสัยของคนผู้นี้
ต่อไปอยู่ดี
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
เขาตั้งใจจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญอย่างยาวนานอีกสักหน
ไม่ว่าอย่างไรภายในโลกสวรรค์ก็มีร่างแยกร่างหนึ่งของเขาซุ่ม
ซ่อนอยู่ ดังนั้นเขาย่อมไม่กลัวว่าโลกสวรรค์จะเกิดปัญหา
ทว่าเขาเพิ่งจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญได้ไม่ทันไร คลื่นพลัง
อันแข็งแกร่งสายหนึ่งก็เข้ามารบกวน
ความจริงคือเขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญไปได้หลายสิบปีแล้ว
ทว่าช่วงเวลาหลายสิบปีนี้ในความรู้สึกของเขามันคล้ายกับ
เพียงชั่วพริบตา
เขาลืมตาขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง ทว่าเขากลับค้นหา
ต้นตอของคลื่นพลังสายนั้นไม่พบ พูดให้ถูกต้องก็คือเขายืนยัน
ต้นตอของมันไม่ได้ เพราะดูเหมือนว่าพลังอันน่าหวาดกลัวนั่น
กำลังปกคลุมไปทั่วทั้งห้วงอนันต์สุญญตา
เขาเพิ่งจะเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้เป็นหนแรก เขา
พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดนอกจากตัวเขาเองในขอบเขตที่
ค้นหาได้ทันที แต่มูลค่าที่ปรากฏก็ยังเป็นหนึ่งร้อยสิบแปดแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
ในเมื่อไม่มีผู้แข็งแกร่งคนใหม่ปรากฏตัว เหตุไฉนจึง
มีคลื่นพลังที่ชวนให้เขาไม่สบายใจนี่โผล่มาได้
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเยือนแล้วอย่างนั้นรึ หรือว่าเทวะ
ปฐมนภาคนนั้นกำลังก่อเรื่องอะไรอยู่
เจียงฉางเซิงแผ่จิตสัมผัสออกไปทันที เขาค้นหาไปทั่ว
ทุกหนทุกแห่ง ด้วยระดับขั้นของเขาในตอนนี้ ความเร็วที่จิต
สัมผัสแผ่ขยายจึงรวดเร็วอย่างยิ่ง จิตสัมผัสของเขาแผ่ข้าม
ห้วงมิติแห่งแล้วแห่งเล่า
มหาพิภพนิลเหลือง โลกเทพยุทธ์ ขอบห้วงสุญญตา…
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหาต้นตอของคลื่นพลังที่น่าหวั่นใจ
สายนี้ไม่พบ!
เจียงฉางเซิงรั้งจิตสัมผัสกลับมาแล้วสูดหายใจลึกๆ
เฮือกหนึ่ง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แม้พลังสายนี้จะปกคลุมไปทั่ว
ห้วงอนันต์สุญญตา แต่เขากลับรู้สึกว่าเป้าหมายของมันมุ่ง
มาที่เขา
ต่อให้มันมุ่งเป้าไปที่สรรพชีวิตทั้งหลาย คนที่ลำบากก็ยัง
เป็นเขาอยู่ดี
เขาไม่อาจฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจต่อได้แล้ว เขาทำได้
เพียงรอคอย
‘มันครอบคลุมอาณาเขตขนาดนี้ได้ ย่อมต้องมีบางสิ่งที่
เชื่อมโยงอยู่…กรรมหรือว่าโชคชะตา’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบๆ เขาจับสัมผัสพลังนี้
อย่างถ้วนถี่
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็จำแนกประเภทของมันได้
มันคือโชคชะตา!
หากเป็นกรรม ย่อมต้องมีบริเวณที่เว้นว่าง มีเพียง
โชคชะตาเท่านั้นที่จะปกคลุมได้ทั่วห้วงอนันต์สุญญตา
ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่านี่คือพลังของโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลง หากเป็นโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์
เช่นนั้นผู้ที่ลงมือย่อมเป็นโลกเทพยุทธ์ หรือก็คือเทวะปฐมนภา
นั่นเอง
เจียงฉางเซิงไม่ตื่นตระหนก เขาต้องการดูว่าโลกเทพ
ยุทธ์กำลังจะใช้กลอุบายใดกันแน่
ในเมื่อหนึ่งร้อยแต้มถึงสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์คือขั้นเทวะเหนือดับสูญ ตัวเขาในตอนนี้ก็ก้าวข้ามขั้น
เทวะเหนือดับสูญมาแล้ว!
แค่เผชิญหน้ากับวิถียุทธ์ในตอนนี้ เขามั่นใจอย่างมาก
เวลาเคลื่อนคล้อยไหลผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที เจียง
ฉางเซิงนั่งรอคอยอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ไป๋
ฉีบังเอิญตื่นมาพบว่าเขาไม่ได้ฝึกบำเพ็ญอยู่ก็แอบแปลกใจกับ
ตนเอง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเขาเคร่งขรึม นางจึงไม่กล้ารบกวน
…
ท่ามกลางห้วงมิติอันมืดมิด เทวะปฐมนภานั่งสมาธิอยู่
พลังโชคชะตาอันมหาศาลมีตัวเขาเป็นจุดศูนย์กลาง พวกมัน
ก่อตัวเป็นทะเลดาราอันกว้างใหญ่ไพศาลไกลสุดลูกหูลูกตา
ดวงดาวนับไม่ถ้วนประดับประดาอยู่ในนั้น
เทวะปฐมนภาลืมตาขึ้น ลูกตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็น
สีน้ำเงินประหนึ่งอัญมณีสองเม็ด มุมปากของเขาหยักโค้ง
พึมพำกับตนเองว่า “ในที่สุดก็สำเร็จ ขุมพลังที่สั่งสมมาของวิถี
ยุทธ์ยังคงแข็งแกร่งเช่นเคย ยามได้กุมพลังระดับนี้ไว้ในมือ
ช่างทำให้คนรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดทำมิได้”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้าแล้วยกมือขวาขึ้น ดวงดารา
นับไม่ถ้วนในทะเลดาราอันกว้างใหญ่ไพศาลเปล่งแสงนับไม่
ถ้วนมารวมตัวกันกลางฝ่ามือของเขา
ณ ห้วงเวลานี้ ในดวงตาของเทวะปฐมนภาปรากฏภาพ
ของโลกนับไม่ถ้วนขึ้นมา
อาณาเขตทั้งหมดที่พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์ปกคลุมอยู่
สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา เขามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
ประสาทสัมผัสของเขาบรรลุขอบขั้นใหม่ที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน
หากทวยเทพผู้ล่วงรู้ทุกสิ่ง ทำได้ทุกอย่างมีอยู่จริง ก็คง
เป็นตัวเขาในสภาวะนี้!
“ในเมื่อมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์กำลังจะมาแล้ว ถ้าเช่นนั้น
ก็จงมาเถิด มหามรรคาผลัดเปลี่ยนวัฏจักร ในที่สุดสรรพสิ่ง
ย่อมดับสูญ วิถียุทธ์จักดับสูญแล้วก่อเกิดขึ้นใหม่!
แต่ก่อนหน้านั้น มรรคาจารย์แห่งวิถีเซียน เจ้า
เตรียมพร้อมเผชิญกับเพลิงโทสะของวิถียุทธ์แล้วหรือยัง”
ดวงตาของเทวะปฐมนภาสะท้อนภาพโลกขนาดใหญ่
แห่งหนึ่ง มันก็คือโลกคุนหลุน คงคาสวรรค์โอบล้อมฟ้าดิน
เกิดเป็นภาพอันงดงามและอ่อนโยน
มือขวาของเทวะปฐมนภากดลงมาเบื้องหน้าจากนั้นก็
กำหมัด ทว่าการกำมือสบายๆ ของเขาหนนี้กลับทำให้ทั้งห้วง
อนันต์สุญญตาสั่นสะเทือน
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงเหมือนจะสัมผัสบางสิ่งได้ เขาหายตัว
ไปจากในตำหนักทันที
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาปรากฏตัวนอกโลกคุน
หลุน จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองด้านบน ท่ามกลางความมืดมิด
ของห้วงมิติด้านบนมีพลังงานปริศนาสายหนึ่งกำลัง
ถาโถมลงมา
ในเวลาเดียวกันนี้ ทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่
ลาดตระเวนอยู่เหนือคงคาสวรรค์ต่างก็พากันเงยหน้ามอง สิ่ง
ชีวิตทั้งหลายที่กำลังเข้าออกโลกคุนหลุนอยู่ก็เงยหน้ามอง
เช่นเดียวกัน แม้กระทั่งสรรพชีวิตในโลกคุนหลุนเองก็สัมผัสได้
ถึงพลังมหาศาลที่กดทับลงมา
เทพเซียนทั้งหลายที่กำลังประชุมเซียนอยู่ในตำหนัก
เหนือเมฆาต่างเงยหน้าขึ้น สายตาของพวกเขามองผ่านท้อง
นภาออกไปจนถึงห้วงมิติบริเวณนั้น จักรพรรดิสวรรค์ก็ด้วย
“นี่มันแรงกดดันอันใดกัน”
“หรือว่ามีศัตรูผู้แข็งแกร่งมารุกราน”
“ผู้ใดกันกล้ารุกรานโลกคุนหลุนของข้า กินดีหมีหัวใจ
เสือมาหรือไร”
“มันแปลกๆ นะ ขอบเขตของแรงกดดันสายนี้…หรือว่า
จะมีเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจหลายแห่งบุกมาโจมตี โลกคุนหลุน
กำลังจะถูกรุมโจมตีอย่างนั้นรึ”
“ฝ่าบาท ต้องไปเชิญมรรคาจารย์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เชิญอะไรเล่า มรรคาจารย์อยู่ข้างนอกนั่นแล้ว! เจ้าขั้น
บำเพ็ญต่ำถึงมองไม่เห็น!”
เทพเซียนที่ขั้นบำเพ็ญสูงจำนวนหนึ่งมองเห็นมรรคา
จารย์แล้ว เพียงมองเห็นแผ่นหลังบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคานั่น พวกเขาก็วางใจ ไม่หวาดกลัวอีกต่อไป
จักรพรรดิสวรรค์ก็เช่นกัน สีหน้าของเขาเผย
ความหวาดหวั่นออกมาเพียงพริบตาเดียว หลังจากนั้นสีหน้า
ของเขาก็กลับมาเป็นสีหน้าเย้ยหยันของผู้ที่มองทุกสิ่ง
ทะลุปรุโปร่ง
เทพเซียนองค์อื่นทราบว่ามรรคาจารย์มาปรากฏตัว
แล้วก็พากันพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในใจของเทพเซียนแห่งแดนสวรรค์ ขอเพียงมรรคาจารย์
ลงมือ ปัญหาใหญ่หลวงอีกเพียงใดล้วนไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ทว่าไม่นานเทพเซียนทั้งหลายก็หน้าถอดสี แรงกดดันที่
ปกคลุมลงมาทับโลกคุนหลุนสายนั้นจู่ๆ ก็เพิ่มพลังขึ้นอย่าง
ฉับพลัน ณ ห้วงเวลานี้ มันทำให้เทพเซียนทั้งหลายมีความรู้สึก
คล้ายวิญญาณจะปลิดปลิวจากร่าง แม้กระทั่งจักรพรรดิ
สวรรค์ก็มิอาจรักษาท่าทางสบายอกสบายใจได้อีกต่อไป
แรงกดดันนี้ส่งอิทธิพลตรงมาถึงดวงวิญญาณ มันเป็น
ดั่งสัญชาตญาณ เป็นดั่งปณิธานอันตั้งมั่น มิอาจต่อต้าน
ขัดขืน!
แสงเจิดจ้าแสบตาทอดลงมาปกคลุมนอกตำหนักเหนือ
เมฆา โลกคุนหลุนทั้งใบถูกห่อหุ้มด้วยแสงเจิดจ้า ยามสรรพ
ชีวิตทั้งหลายเงยหน้ามอง พวกเขามองมิเห็นท้องฟ้า มอง
มิเห็นก้อนเมฆ มีเพียงแสงเจิดจ้าที่ทำให้พวกเขาต้องหรี่ตาลง
แดนมนุษย์ยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับนอกพิภพ
บริเวณห้วงมิติ แสงเจิดจ้าที่แผ่ปกคลุมอยู่ด้านบนนั้น
ขับไล่ความมืดมิดในห้วงมิติไปจนสิ้น มันดูราวกับแสงเทวะที่
ส่องลงมายังโลก ทั้งศักดิ์สิทธิ์และทรงพลัง
เจียงฉางเซิงเงยหน้ามอง มือขวาของเขายกขึ้นมาบ้าง
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ
‘เป็นพลังของโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์จริงๆ เสียด้วย ช่าง
แข็งแกร่งเสียจริง พลังระดับนี้แม้แต่ขั้นเทวะเหนือดับสูญก็คง
ยากจะต้านไหว’
เจียงฉางเซิงขบคิดอยู่ในใจ ในตอนนี้เขารู้สึกเหมือน
กำลังข้ามด่านเคราะห์ มิหนำซ้ำยังมิใช่ด่านเคราะห์สวรรค์ใน
อดีต แต่เป็นพลังอำนาจที่เขาอาจต้องเผชิญในการผ่านด่าน
เคราะห์ครั้งปัจจุบันของเขา
ถึงอย่างนั้นเขากลับไร้ความหวาดกลัว ตรงกันข้ามเขา
กลับตื่นเต้นอย่างยิ่ง
รางวัลรอดชีวิตหนนี้จะต้องจัดหนักจัดเต็มแน่นอน!
“พลังแห่งวิถียุทธ์เอ๋ย เข้ามาเถิด!”
เจียงฉางเซิงกำกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ แสงเจิดจ้าที่
กว้างใหญ่ไพศาลจนหาขอบเขตสิ้นสุดไม่พบร่วงลงมาปานผืน
ฟ้าถล่ม แต่เจียงฉางเซิงไม่ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ เขาเพียงตวัดมือ
ฟันฉับเสยจากล่างขึ้นบนหนึ่งหน
ปราณกระบี่สีทองเส้นหนึ่งตวัดฟันออกไป ท่ามกลาง
สายตาที่จับจ้องมองของเทพเซียนแห่งแดนสวรรค์กับผู้
แข็งแกร่งทั้งหลายบนโลกคุนหลุน ปราณกระบี่สีทองทะยาน
สู่เบื้องบน ประจันหน้ากับแสงเจิดจ้าอันยิ่งใหญ่ที่โถมลงมา
สังหาร
ชั่วพริบตานั้น แสงที่เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิมก็แผ่พุ่งออกมา
สายตาของสรรพชีวิตทั้งหลายสูญสิ้นสีสัน พวกเขามองมิเห็น
สิ่งใดทั้งสิ้น
ฟ้าดินสิ้นสลาย!
พลังแห่งโชคชะตานั้นก่อตัวรวมกันใหม่ได้ แม้เจียงฉาง
เซิงจะมั่นใจและไม่กลัวหากอีกฝ่ายจะรวบรวมพลังแห่ง
โชคชะตาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่เขาก็ตัดสินใจใช้หนึ่งกระบี่
ทำลายพลังแห่งโชคชะตาข้างบนนั้นไม่ให้เหลือซากในครั้ง
เดียว
ในเวลาเดียวกันนี้
ณ ห้วงมิติปริศนาอันมืดมิดแห่งหนึ่ง เทวะปฐมนภาเบิก
ตาโพลง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไรกัน…นี่มันพลังอันใด”
เทวะปฐมนภาโพล่งออกมาอย่างตกตะลึง เขาควบคุม
อารมณ์ได้ยากยิ่ง เผลอเสียกิริยาออกมาทันที
เขาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์แล้ว
ดังนั้นเขาจึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุด เขารู้สึกราวกับว่า
ตนเองเป็นผู้เผชิญกับพลังฟ้าดินสิ้นสลายนั่นด้วยตนเอง
ความหวาดกลัวที่ถาโถมมาพร้อมกับความเจ็บปวดนั่น
ทำให้เขาขวัญผวา
ณ ห้วงวินาทีนี้ เขาตื่นตระหนกแล้ว ตื่นตระหนกอย่าง
สิ้นเชิง
…………………………………………………..