เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 502 พลังโชคชะตาพังทลาย หมายสร้างมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 502 พลังโชคชะตาพังทลาย หมายสร้างมรรคา
สวรรค์
ระหว่างที่ตื่นตระหนกร้อนรน สัญชาตญาณของเทวะ
ปฐมนภาสั่งให้เขาลงมือกับโลกคุนหลุนซ้ำอีกครั้ง แต่ชั่วขณะ
ก่อนที่เขาจะลงมือนั่นเอง เขาก็หยุดความคิดนั้นไว้ได้อย่าง
ทันท่วงที
มิได้!
การโจมตีเมื่อครู่ของมรรคาจารย์ทำลายพลังแห่ง
โชคชะตาของวิถียุทธ์ส่วนนั้นจนดับสูญไปแล้ว หากโจมตี
ต่อไปแล้วยังสังหารมรรคาจารย์มิได้ นั่นมิเท่ากับว่าฆ่าตัวตาย
หรอกหรือ
เทวะปฐมนภาฝืนข่มความหวาดกลัวและความ
หวาดวิตกในหัวใจ ดวงตาของเขาฉายแววเหี้ยมเกรียม
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จงเผชิญกับความโกลาหลอย่างที่
ไม่เคยเป็นมาก่อนเสียเถิด!”
เทวะปฐมนภายกสองแขนขึ้น เขาคำรามอย่าง
เกรี้ยวกราด พลังแห่งโชคชะตาที่กำลังซัดถาโถมฉับพลันก็
ระเบิดตัวเอง ทะเลดาราอันกว้างใหญ่ไพศาลระเบิด
แตกฉานซ่านเซ็นตามไปด้วย แรงระเบิดพัดไปทุกทิศทุกทาง
แรงปะทะอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนสายนี้เขย่าห้วงมิติจำนวน
นับไม่ถ้วน มันพุ่งทะลุทะลวงจนมาถึงห้วงอนันต์สุญญตา
เมื่อแรงปะทะสายนี้มาเยือน สรรพชีวิตในห้วงอนันต์
สุญญตาต่างรู้สึกประหนึ่งวันสิ้นโลกมาเยือนแล้ว แทบจะใน
พริบตาเดียว ดวงวิญญาณของปุถุชนทั้งหลายก็ถูกผลัก
ออกจากร่างกาย
พลังโชคชะตาแตกซ่าน วิญญาณหลุดลอยจากกายา!
แรงปะทะสายนี้จุดชนวนให้พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์
ทั้งมวลที่อยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาระเบิดพังทลายไปพร้อมกัน
เจียงฉางเซิงทำได้เพียงปกป้องตนเองเท่านั้น แม้แต่โลกคุน
หลุนเขาก็ไม่มีปัญญาปกป้อง
ภายในโลกคุนหลุนก็มีพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์อยู่
เช่นกัน เพราะตัวโลกคุนหลุนถือกำเนิดมาจากโลกของวิถียุทธ์
ที่ผสานรวมกัน
ผู้ที่ขั้นบำเพ็ญต่ำเตี้ย ถูกฉีกวิญญาณออกจากร่าง มิอาจ
หวนคืนกลับร่างได้อีก
ผู้แข็งแกร่งที่เฝ้ามองอยู่เบื้องล่างเหล่านั้นต่างอึ้งงัน
แม้แต่เจียงฉางเซิงก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาคิดไม่ถึงว่าโลกเทพยุทธ์จะใจกล้าถึงเพียงนี้ พอ
สังหารเขาไม่สำเร็จ ก็จุดชนวนระเบิดพลังโชคชะตาของวิถี
ยุทธ์เสียเลย
เป้าหมายคือสิ่งใดกัน
แม้การทำให้พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่านจะส่งผล
ต่อสรรพชีวิต แต่สำหรับตัวตนที่ระดับขั้นสูงกว่าจักรพรรดิ
ยุทธ์ มันแทบจะทำอันตรายไม่ได้แม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
การทำร้ายเขา
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่าพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์กำลัง
พังทลาย ยิ่งขบคิดเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ
แต่ผ่านไปไม่นานเท่าไร เขาก็รู้สึกถึงกลิ่นอายอัน
น่าขนลุกสายแล้วสายเล่า!
กลิ่นอายของอสุรกายมหันตภัย!
ไม่ใช่แค่อสุรกายมหันตภัยเท่านั้น แต่ยังมีกลิ่นอายของ
ตัวตนที่แข็งแกร่งอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งด้วย
ยามพลังแห่งโชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่าน สิ่งชั่วร้ายที่
ถูกโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์สะกดไว้เหล่านั้นต่างก็หลบหนี
ออกมากันหมด
เจียงฉางเซิงพยากรณ์หาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนอกจากตัว
เขาในอาณาเขตที่ตรวจสอบได้ทันที
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 197 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
พวกเวรตะไล!
จู่ๆ ก็มีขั้นเทวะเหนือดับสูญโผล่ออกมาคนหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่า
เขาเกี่ยวข้องกับอสุรกายมหันตภัยหรือไม่
เจียงฉางเซิงเพิ่งเข้าใจจุดประสงค์ของโลกเทพยุทธ์
พวกเขาคิดจะเร่งให้มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มาถึง ลากให้สรรพ
ชีวิตและมหามรรคาทั้งหมื่นวิถีมาข้ามผ่านด่านเคราะห์
ไปด้วยกัน
พวกเขาคิดจะสร้างวิถียุทธ์ขึ้นมาใหม่ท่ามกลาง
ความโกลาหลสินะ
เจียงฉางเซิงครุ่นคิด หากเขามองจากมุมของโลกเทพ
ยุทธ์ ในเมื่อสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งไม่สำเร็จ การสลายพลัง
โชคชะตาแห่งวิถียุทธ์เพื่อดึงศัตรูที่แข็งแกร่งจำนวนมาก
มาต่อสู้แทนก็เป็นวิธีการที่ดีจริงๆ
แต่เจียงฉางเซิงไม่มีวันเดินไปถึงก้าวนั้น เขาไม่มีทางสละ
สรรพชีวิตทั้งมวลแลกกับผลลัพธ์ประการนั้น เหตุผลเดียวก็
เพราะใจเขาไม่ยินดีทำ หากเปลี่ยนเป็นเขา อย่างมากที่สุดเขา
ก็คงหนี ต่อให้ไม่อาจพาสรรพชีวิตทั้งมวลไปด้วยได้ เขาก็จะ
ส่งสรรพชีวิตทั้งหลายเข้าไปในวิถีบำเพ็ญของมหามรรคาสาย
อื่น
สรรพชีวิตทั้งหลายเป็นผู้ไร้ทางเลือก ตั้งแต่ถือกำเนิด
พวกเขาก็ถูกบังคับให้ยอมรับวิถียุทธ์ ยอมรับทุกสิ่งที่ดำรงอยู่
แต่เพียงเพราะการชิงชัยระหว่างมหามรรคา พวกเขากลับถูก
ผู้สืบทอดมหามรรคาสละทิ้ง นี่ช่างน่าเศร้ามากเพียงใดกัน
เจียงฉางเซิงพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาหาย
ไปจากห้วงมิติ
เดิมทีเขาคิดจะใช้วิชาหวนชีวันช่วยเหลือสรรพชีวิตใน
โลกคุนหลุน แต่ผลปรากฏว่าทำไม่ได้ เพราะว่าปุถุชนทั้งหลาย
มิได้สิ้นพลังชีวิต แต่เพราะพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่าน
การเชื่อมต่อระหว่างดวงวิญญาณกับกายเนื้อของพวกเขาจึง
ถูกตัดขาด โชคยังดีที่โลกคุนหลุนมีสังสารวัฏอยู่ ดวงวิญญาณ
ของสรรพชีวิตทั้งหลายจึงมีโอกาสกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ อีก
ประการหนึ่งโลกคุนหลุนก็เปลี่ยนผ่านมาสู่วิถีเซียนแล้ว ดังนั้น
ปุถุชนเกินกว่าครึ่งจึงไร้พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์ แต่สำหรับ
โลกทั้งสามพันใบ นี่คือความโศกสลดครั้งยิ่งใหญ่
ในตำหนักเมฆาม่วง
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเห็นเจียงฉางเซิงปรากฏตัวก็ขยับเข้า
มาหาทันที พวกนางพากันถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
พลังที่กดทับลงมาเมื่อครู่นี้ทำให้พวกนางหวาดผวา
แม้แต่ไป๋หลงยังสะดุ้งตื่นขึ้นมา
เจียงฉางเซิงตอบว่า “โลกเทพยุทธ์ทลายพลังโชคชะตา
ของวิถียุทธ์ ชักนำให้มหันตภัยมาเยือนเร็วกว่ากำหนด”
สตรีทั้งสองนางได้ยินคำนี้พลันเบิกตาโต
“พวกเจ้าส่งข่าวไปแจ้งจื่ออวี้เถิด”
เจียงฉางเซิงหลับตาลง เขากำลังรอคอยรางวัลรอดชีวิต
ส่วนเรื่องมหันตภัย เขาไม่ตื่นตระหนกสักเท่าไร ในเมื่อพลัง
โชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่านไปแล้ว ห้วงอนันต์สุญญตาย่อม
ตกอยู่ในกลียุค ผู้แข็งแกร่งที่มีใจทะเยอทะยานเหล่านั้นจะต้อง
เคลื่อนไหวแน่ วิถีเซียนในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอ
จะกลายเป็นเป้าธนูให้ผู้คน
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีผละจากไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง
[ปีหยวนเหอที่เก้าร้อยห้าสิบเจ็ด เทวะปฐมนภาควบคุม
พลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์โจมตีโลกคุนหลุน แต่เจ้าลงมือทัน
กาล ปกป้องสรรพชีวิตในโลกคุนหลุน ข้ามผ่านเคราะห์ภัย
ประการนี้ได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญ
มรรคาสวรรค์นามว่า ‘เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมี’]
การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเจียง
ฉางเซิง มันทำให้ดวงตาของเขาสว่างไสว
นี่เป็นครั้งแรกที่มีเคล็ดวิชาบำเพ็ญมรรคาสวรรค์โผล่มา
เขารับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีมาทันที
ช่วงเวลาหลังจากนั้น ข่าวพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์
พังทลายก็แพร่กระจายไปทั่วมหาพิภพจิตจร ข่าวคราวจากผู้
ศรัทธาฝั่งมหาพิภพนิลเหลืองเล่าว่าสามพันโลกกำลังตก
สู่กลียุค ขณะที่โลกเทพยุทธ์หายไปอย่างลึกลับ ตัด
ขาดการติดต่อกับโลกทั้งสามพันใบอย่างสิ้นเชิง
หรือพูดอีกอย่างก็คือ โลกเทพยุทธ์สละการปกครองโลก
ทั้งสามพันใบแล้ว!
เรื่องนี้ชักนำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างที่ใครก็ยาก
จะจินตนาการ
ปุถุชนในสามพันโลกวายชีวากันหมดสิ้น ฝั่งโลกคุนหลุน
ล้มตายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนโลกสวรรค์สูญเสียไปถึงสองในสาม
เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่มิอาจถูกลบเลือนไปจากบน
หน้าประวัติศาสตร์
เมื่อโลกเทพยุทธ์หายตัวไป ผู้ที่ตื่นตระหนกที่สุดย่อมเป็น
เผ่าตระกูลแต่ละแห่งและท่านเทพแต่ละองค์ของวิถียุทธ์
ระหว่างที่พวกเขาเฝ้าปกปักษ์โลกทั้งสามพันใบ โลกเทพยุทธ์
กลับสลายพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์โดยที่ไม่แจ้งพวกเขา
แม้แต่น้อย เรื่องนี้ทำให้พวกเขาว้าวุ่นใจอย่างยิ่ง แต่แน่นอนว่า
ในขณะเดียวกันก็มีบางคนมองเห็นความหวัง
นอกจากตัวตนที่แข็งแกร่งจำนวนน้อยนิด สรรพชีวิต
ทั้งหลายยังมิทราบว่าหายนะที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เพียงพริบตาเดียว กาลเวลาก็ผ่านไปสิบปี
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น
“เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีเยี่ยมยอดนัก มัน
กว้างขวางลึกซึ้งจริงๆ”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง ในดวงตาเต็มไปด้วย
แววตาคาดหวัง
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีคือเคล็ดวิชาแห่งการสร้าง
และการใช้ประโยชน์จากบุญบารมี มันไม่มีกรอบแนวทางการ
ฝึกบำเพ็ญที่แน่ชัด แต่มันจะชี้แนะผู้ฝึกบำเพ็ญให้สร้างเคล็ด
วิชากับพลังอภินิหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบุญบารมี
เคล็ดวิชาเทวะวิชานี้ยังสร้างกฎแห่งบุญบารมีได้อีกด้วย
เมื่อวิถีบำเพ็ญของมหามรรคาสายหนึ่งอยู่ภายใต้กฎแห่ง
บุญบารมี ยามใดสรรพชีวิตสร้างบุญบารมี พวกเขาก็จะได้
รับรางวัลจากกฎแห่งบุญบารมี อาจถึงขั้นเลื่อนระดับขั้น
บำเพ็ญได้เลยทีเดียว
นี่มิเท่ากับว่าเป็นมรรคาสวรรค์หรอกหรือ
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงกำลังขบคิดอยู่พอดีว่าทำอย่างไร
จึงจะสร้างกฎที่ไม่ต้องมีจิตนึกคิด มาควบคุมดูแลสรรพชีวิต
ในวิถีเซียนให้ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วได้
เจียงฉางเซิงมองเห็นกรรมดีกับบาปกรรมบนตัวสรรพ
ชีวิตทั้งหลายมานานแล้ว ทว่าก่อนวิถีเซียนถือกำเนิด กรรม
ดีทำได้เพียงเพิ่มพูนพลังแห่งโชคชะตา ขณะที่กรรมชั่วก็ทำได้
เพียงเพิ่มโอกาสที่จะธาตุไฟเข้าแทรกเท่านั้น สำหรับผู้ที่
แข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้ว บุญบารมีจากกรรมดีมิได้
ส่งผลกระทบต่อพวกเขามากสักเท่าใด
แต่เมื่อใดเขาสร้างมรรคาสวรรค์แห่งบุญบารมีของวิถี
เซียนออกมาได้สำเร็จ ระบบระเบียบของวิถีเซียนก็จะสมบูรณ์
แบบอย่างแท้จริง
เจียงฉางเซิงหยิบน้ำเต้าทองม่วงออกมาแล้วเคลื่อนจิต
เข้าไปด้านใน
อิทธิพลจากหายนะเมื่อสิบปีก่อนยังหลงเหลืออยู่ แดน
สวรรค์ยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอด แม้แต่มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็ยุ่งไปด้วย
พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์พังทลายทำให้ปุถุชนตายไป
ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ฟังดูแล้วน่าสลดใจนัก แต่ความจริงแล้ว
สำหรับขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลาย เรื่องนี้กลับส่งผลกระทบไม่
มากเท่าไร ใช้เวลาเพียงร้อยปีก็ฟื้นกลับมาได้แล้ว
ภายในน้ำเต้าทองม่วง บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนั่งสมาธิ
อยู่ เขากำลังกัดฟันทนกับเขตอาคม
เจียงฉางเซิงชื่นชมบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมากทีเดียว
ดังนั้นเขาจึงยังไม่สังหารบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
“จับทางอะไรได้แล้วหรือยังเล่า”
เสียงของเจียงฉางเซิงลอยลงมาจากเบื้องบน บรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานได้ยินก็ลืมตาขึ้น
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหัวเราะหยันตนเองแล้วตอบว่า
“สมบัติอาคมชิ้นนี้ของเจ้าแข็งแกร่งยิ่งนัก ความสามารถอย่าง
ข้าจะไปจับทางอะไรมันได้”
ความพ่ายแพ้บวกกับความทรมานที่ประสบพบเจอ
มาหลายปีได้ลบเลือนความหยิ่งยโสของเขาไปจนหมดแล้ว
แม้แต่สรรพนามแทนตนเองก็ยังไม่ใช้คำสูงส่งเช่นเดิม เท่านี้ก็
มากพอจะแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในจิตใจแล้ว
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรู้ดีอย่างยิ่งว่าเหตุใดมรรคา
จารย์จึงไว้ชีวิตเขา ดูจากหลี่ว์เสินโจวกับชีหมิงหวังก็รู้แล้ว เขา
จำใจต้องยอมรับว่ามรรคาจารย์ช่างมีหัวใจที่กว้างใหญ่
ช่างคล้ายตัวเขาในยามเยาว์วัยยิ่งนัก
นับตั้งแต่เขาก้าวสูงกว่าตำแหน่งมหาเจ้าสวรรค์
เรื่องราวมากมายก็มิอาจทำตามใจตนเองได้อีกต่อไป วิถียุทธ์
ปฏิบัติต่อพวกที่แตกต่างจากตนเองด้วยการกดขี่ ไม่ก็กำจัด
มาตลอด ไม่เหมือนวิถีเซียนที่โอบรับไว้
แต่จะให้เขาเปลี่ยนไปอยู่กับวิถีเซียนหรือ
เขาก็ทำไม่ได้
“พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่านแล้ว โลกเทพยุทธ์ก็
หายไปแล้วเช่นกัน นี่น่าจะเป็นการกระทำของเทวะปฐมนภา
อาจารย์ของเจ้า สรรพชีวิตในห้วงอนันต์สุญญตาล้มตายไป
เจ็ดส่วน”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นอีกครั้ง บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานได้ยินข้อความนี้สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันใด จากนั้นเขา
ก็เผยรอยยิ้มขมขื่น ดูเหมือนไม่แปลกใจมากนัก
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ในเมื่อ
เรื่องราวดำเนินมาถึงก้าวนี้ มรรคาจารย์ก็คงเผชิญหน้ากับ
การโจมตีของอาจารย์ข้ามาแล้ว เห็นชัดยิ่งว่าอาจารย์ของข้า
เป็นฝ่ายล้มเหลวใช่หรือไม่”
“อืม”
“มรรคาจารย์ เจ้าเป็นเทพเทวามาจากแห่งหนใดกันแน่
เรื่องราวดำเนินมาจนถึงตอนนี้ เหตุใดจึงมิยอมให้ข้าได้ตาย
โดยรู้กระจ่างแจ้ง”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเงยหน้ามองท้องนภา ท้องนภา
ของน้ำเต้าทองม่วงเป็นทะเลเพลิงที่แทรกผสานกับอสนีบาต
“ข้าก็คือข้า มิได้มีชาติก่อนที่ยิ่งใหญ่อย่างที่เจ้า
จินตนาการ การฝึกบำเพ็ญของข้าเริ่มต้นในชาตินี้ ข้าเพิ่งอายุ
ห้าพันสี่ร้อยกว่าปีเท่านั้น”
บรรพจารย์ยุทธ์ได้ฟังดังนั้นก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์
“ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง…สุดท้ายทุกสิ่งย่อมถึงจุดจบ แล้ว
ในที่สุดทุกสิ่งก็จะเริ่มต้น ที่แท้มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มิใช่เทพ
แห่งหยินหยางแต่เป็นเจ้า”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเผยรอยยิ้มขมขื่น ในถ้อยคำ
ปราศจากความไม่ยินยอม มีเพียงความจนปัญญาเท่านั้น
อายุห้าพันปีก็สยบทั่วทั้งวิถียุทธ์ได้แล้ว…
จู่ๆ เขาก็รู้สึกห่อเหี่ยว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพรสวรรค์
เช่นนี้ เผชิญหน้ากับวิถีเซียนที่เป็นเช่นนี้ เขามองไม่เห็นเหตุผล
ที่วิถียุทธ์ไม่ควรถูกคัดทิ้งเลย
“ปี่อ้าน ในใจของเจ้า สรรพชีวิตทั้งหลายสำคัญหรือว่า
วิถียุทธ์สำคัญ”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ถามขึ้นมา คำถามนี้ดึงบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานออกมาจากห้วงความคิดอันสับสน
เทวะปฐมนภาสลายพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์ ในขณะที่
เจียงฉางเซิงได้รับเคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีมาพอดี
สถานการณ์นี้ทำให้เขาเกิดความคิดประการหนึ่ง
หากดึงบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมาเป็นพวกได้ ย่อม
เป็นการส่งสัญญาณให้สรรพชีวิตในวิถียุทธ์ทั้งหลาย
ถ้าแม้แต่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยังหันมาอยู่กับวิถีเซียน
แล้วหมื่นเผ่าพันธุ์ที่ถูกโลกเทพยุทธ์ทอดทิ้ง ไยจะมิหวั่นไหว
เล่า
“ข้าปรารถนาจะสร้างมรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์ที่
แท้จริง มิใช่เพียงภาพมายาเลื่อนลอย ให้มรรคาสวรรค์
ปกครองดูแลสรรพชีวิต ดีชั่วแยกชัดเจน บุญบารมีคือสิ่งสูงสุด
…”
เจียงฉางเซิงบอกเล่าความคิดของตนเอง
เริ่มแรกบรรพจารย์ยุทธ์ไม่สนใจ แต่ยิ่งฟังไปเรื่อยๆ
สีหน้าของเขาก็ยิ่งสับสน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนเองไม่เข้าใจมรรคาจารย์และไม่เข้าใจ
วิถีเซียน
มรรคาจารย์ย่อมมีจิตใจเห็นแก่ตนอยู่อย่างแน่นอน แต่
ความเมตตาต่อสรรพชีวิตของเขา วิถียุทธ์หรือแม้แต่มหา
มรรคาสายอื่นมิอาจเทียบเคียงได้แม้แต่น้อย แม้แต่ตัวเขาเอง
ยังรู้สึกละอาย
บนเส้นทางแห่งการไขว่คว้าพลัง ผู้ใดจะคอยห่วงใย
สรรพชีวิตที่ต่ำชั้นกว่าตนเองอยู่ตลอดเวลาได้
รอจนกระทั่งเจียงฉางเซิงเอ่ยจบแล้ว บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่า “มรรคาจารย์ ข้ามีเรื่องหนึ่ง
มิเข้าใจ เหตุใดเจ้าจึงใส่ใจปุถุชนทั้งหลายถึงเพียงนี้ พวกเขา
มีประโยชน์ต่อวิถีเซียนมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ”
ในวิถียุทธ์ ประโยชน์ของปุถุชนทั้งหลายก็มีแค่เป็น
ชนชั้นล่างในโครงสร้างสังคมเพื่อธำรงระบบของวิถียุทธ์
เท่านั้น
“ขอเพียงเป็นสิ่งมีชีวิต ล้วนย่อมมีประโยชน์และ
ความหมายในตนเอง อีกอย่างตัวข้าก็เริ่มต้นมาจากปุถุชน
มิได้สูงส่งกว่าพวกเขา
ปี่อ้าน จงอย่าได้ดูแคลนปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลาย เจ้า
จะแน่ใจได้เช่นไรว่าบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งวิถียุทธ์มิได้ถือกำเนิด
มาจากมนุษย์ธรรมดา คำว่าธรรมดา แท้จริงแล้วเกิดจากการ
เปรียบเทียบเท่านั้น”
คำพูดของเจียงฉางเซิงทำให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
จมลงในห้วงความคิด
………………………………………………