เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 503 มรรคาสวรรค์ถือกำเนิด บรรพจารย์ยุทธ์ตก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 503 มรรคาสวรรค์ถือกำเนิด บรรพจารย์ยุทธ์ตก
ตะลึง
เจียงฉางเซิงกับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสนทนากัน
เนิ่นนานนัก สุดท้ายบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็บอกว่าเขาต้อง
ไตร่ตรองดูก่อน ฝ่ายเจียงฉางเซิงก็ไม่รีบร้อน เขาดึงดวงจิต
กลับมาแล้วสอดส่องสายตาไปมองโลกสวรรค์
โลกคุนหลุนภายใต้การปกครองของแดนสวรรค์ได้ก้าว
ออกมาพ้นเงาทะมึนของเมื่อสิบปีก่อนแล้ว แม้จำนวนปุถุชน
จะน้อยลงจนนับไม่ถ้วน แต่สิ่งมีชีวิตที่เหลือรอดมาต่างขยาย
เผ่าพันธุ์ต่อได้ เพียงแต่ว่าโลกแลดูเงียบเหงากว่าในอดีตอย่าง
เห็นได้ชัดก็เท่านั้น
ฝั่งโลกสวรรค์ไม่มีผู้ปกครองที่กินรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ
การพังทลายของพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์จึงกลับเป็นการ
ทำให้การต่อสู้ระหว่างขุมอำนาจแต่ละแห่งรุนแรงมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกบำเพ็ญจากมหามรรคาสายอื่น
พวกเขาคลุ้มคลั่งไปแล้ว พวกเขาเริ่มเปิดฉากล้างแค้นเผ่า
ตระกูลของวิถียุทธ์
ช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาทำให้มหามรรคาแต่ละสาย
ยืนยันเรื่องหนึ่งได้แน่นอนแล้ว นั่นก็คือโลกเทพยุทธ์หนีไปแล้ว
จริงๆ พวกเขาทอดทิ้งวิถียุทธ์แล้ว
มหามรรคาแต่ละสายเคยถูกวิถียุทธ์กดขี่ข่มเหง
มาเนิ่นนานถึงเพียงนั้น ไหนเลยจะยอมเลิกราโดยดี ยุคแห่ง
หมื่นวิถีที่กล่าวขานกันนั่น เกิดขึ้นได้เพราะพวกเขาต้องอยู่ใต้
ชายคาผู้อื่น จึงจำใจต้องยอมก้มหัวต่างหาก
ทว่าแม้ไม่มีโลกเทพยุทธ์สนับสนุนแล้ว แต่เผ่าเก่าแก่
ทรงอำนาจทั้งหลายของวิถียุทธ์ก็ยังยืนหยัดได้อย่างทรหด
สาเหตุสำคัญก็เพราะช่วงมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ใกล้
มาเยือน มีผู้แข็งแกร่งจำนวนมากหวนกลับมา เมื่อเทียบกับ
มหาศึกโลกเทพยุทธ์ก่อนหน้านี้ ขุมกำลังสูงสุดของวิถียุทธ์
จึงแตกต่างจากตอนนั้นอย่างเห็นได้ชัด
เจียงฉางเซิงจับตามองการต่อสู้ทั้งหลายบนโลกสวรรค์
ถึงจะเป็นเพียงศึกสุนัขกัดกัน แต่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป
นานเข้า โลกสวรรค์คงกลายเป็นซากปรักหักพังเป็นแน่
จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นมิได้
ส่งร่างแยกไปกวาดเอารางวัลรอดชีวิตมาดีหรือไม่นะ
ไม่ได้ ระดับขั้นห่างกันมากเกินไป รางวัลรอดชีวิตที่ได้
ต้องกระจอกมากแน่ บางทีอาจไม่มีรางวัลเสียด้วยซ้ำ
มิสู้ให้โอกาสบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสักหน ใช้เขาไป
โฆษณามรรคาแห่งบุญบารมีดีกว่าหรือ!
เมื่อบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเป็นผู้ส่งเสริมบุญบารมี
สุดท้ายฐานะของวิถีเซียนในใจของสรรพชีวิตบนโลกสวรรค์ก็
จะสูงขึ้น แล้วอาจส่งผลไปถึงสามพันโลกอีกด้วย หากเป็น
เช่นนั้นผลประโยชน์ที่เจียงฉางเซิงได้รับก็จะไม่ด้อยไปกว่า
รางวัลรอดชีวิต
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เขา
เริ่มสร้างกฎแห่งบุญบารมีที่เป็นของวิถีเซียน
เขาบรรลุเคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีแล้ว การใช้เคล็ด
วิชาเทวะวิชานี้สร้างกฎแห่งบุญบารมีจึงมิใช่เรื่องยาก แต่มัน
ต้องใช้เวลา การสร้างเคล็ดวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุญบารมีก็
ต้องใช้เวลาเช่นเดียวกัน
เจียงฉางเซิงหลับตาลง กาลเวลาเริ่มผันผ่านไวว่อง
…
ในห้วงมิติอันมืดมิด หมอกสีโลหิตหนาทึบกำลัง
เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีเงาร่างอันน่ากลัวร่างแล้วร่างเล่า
อยู่ท่ามกลางหมอกสีโลหิต เงาหนึ่งที่โดดเด่นในนั้นก็คือมหา
จักรพรรดิกระดูกวิญญาณ
ข้างกายนางมีโครงกระดูกอยู่อีกสองร่าง พวกเขาก็คือ
มหาจักรพรรดิขุนนางโลภกับมหาจักรพรรดิแสนอาฆาต
นั่นเอง
สามมหาจักรพรรดิแห่งแดนโลหิตกำลังนำแดนโลหิต
มุ่งหน้าไปที่มหาพิภพนิลเหลือง ไอโลหิตมหาศาลแผ่ไพศาล
สุดลูกหูลูกตา มันมาพร้อมกับแรงกดดันอันท่วมท้น
มหาจักรพรรดิขุนนางโลภเหาะไปพลางเอ่ยถามไปพลาง
“จะไปหามรรคาจารย์ที่โลกคุนหลุนจริงหรือ”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเอ่ยตอบทั้งที่สายตายัง
มองตรงไปด้านหน้า “แม้โลกเทพยุทธ์หายไปแล้ว แต่
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ก็มาเยือนแล้วเช่นกัน พวกเรามีสถานะ
พิเศษ ดังนั้นต้องหาที่พึ่งท่ามกลางมหันตภัยครานี้”
มหาจักรพรรรดิแสนอาฆาตแค่นเสียงดังเหอะ
“มหันตภัยกำลังจะมาเยือน มหันตภัยจากไหนเล่า โลกเทพ
ยุทธ์จะต้องก่อเรื่องเองเป็นแน่แท้”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณกำลังจะเอ่ยตอบ
ทันใดนั้นนางก็หันขวับไปทางหนึ่ง ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น แต่มหา
จักรพรรดิอีกสองคนก็หันขวับตามไปด้วย
ในห้วงมิติที่อยู่ไกลออกไป มีสิ่งใหญ่โตมโหฬารสิ่งหนึ่ง
กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ทิศทางเดียวกันกับทะเลโลหิต แม้
มันจะอยู่ด้านหลังทะเลโลหิตอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่
ร่างนั้นก็ยังดูใหญ่ยักษ์
ดูจากรูปร่าง มันดูคล้ายมังกรไม่ก็อสรพิษที่กำลัง
เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความมืดอย่างเงียบเชียบ
มหาจักรพรรดิขุนนางโลภทำท่าจะเหาะเข้าไปดู แต่ถูก
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณห้ามไว้
“อยู่ห่างมันไว้ อันตรายมาก”
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเอ่ยเสียงเคร่งเครียด
มหาจักรพรรดิแสนอาฆาตก็พยักหน้าเห็นด้วย
มหาจักรพรรดิทั้งสองออกคำสั่ง กองทัพของแดนโลหิต
จึงเริ่มเคลื่อนออกห่างจากเส้นทางข้างหน้า ดึงระยะห่าง
จากร่างปริศนาร่างนั้น โชคดีที่อีกฝ่ายไม่คิดจะสนใจพวกเขา
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ดูท่าหลังจากพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่าน
มหันตภัยก็กำลังจะมาเยือนจริงๆ เสียแล้ว จะว่าไปพลัง
โชคชะตาของวิถียุทธ์สะกดมารร้ายและตัวตนที่แข็งแกร่ง
เอาไว้เท่าไรกันแน่ แค่มารร้ายอมตะอย่างพวกเรานี่ก็จำนวน
มากมายนับไม่ถ้วนแล้ว”
มหาจักรพรรดิแสนอาฆาตกล่าวเสียงงึมงำ สายตาเขา
มองไล่ตามทิศทางที่ร่างปริศนาจากไป
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเอ่ยว่า “บางทีนี่อาจ
เป็นสาเหตุที่โลกเทพยุทธ์สลายพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์
พวกเขาต้องการให้ห้วงอนันต์สุญญตาตกอยู่ในความโกลาหล
เมื่อมหันตภัยสิ้นสุดลง พวกเขาก็จะสร้างวิถียุทธ์ใหม่อีกครั้ง
น่าขัน ผู้ที่ฝ่าฟันผ่านมหันตภัยมาได้กับวิถีบำเพ็ญที่พวกเขา
สร้างขึ้นมาจะถูกสั่นคลอนง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
มหาจักรพรรดิขุนนางโลภไม่ส่งเสียงตอบ แต่ลูกไฟสอง
ดวงที่อยู่ใต้กระดูกโหนกคิ้วของเขาคล้ายกับแววตาที่กำลังทอ
ประกายลุ่มลึก ไม่รู้ว่าขบคิดสิ่งใดอยู่
อีกด้านหนึ่ง
ณ อีกฟากฝั่งของห้วงสุญญตา
ไท่ซั่งคุนหลุนยืนอยู่บนอุกกาบาตขนาดยักษ์ก้อนหนึ่ง
ฟ้าดินสรวลยืนอยู่ข้างกายเขา
สายตาของพวกเขาทอดมองไปยังดวงวิญญาณภูตผี
ดวงแล้วดวงเล่าในเบื้องลึกของห้วงสุญญตา ดวงวิญญาณ
ภูตผีนับไม่ถ้วนรวมตัวกันเป็นกองทัพใหญ่ดุจมหาสมุทรแล้ว
เคลื่อนทัพไปข้างหน้า มีทั้งดวงวิญญาณของมนุษย์ และ
ดวงวิญญาณของปีศาจ หน้าตาแปลกประหลาดพิสดาร
สารพัด
“คิดไม่ถึงว่าพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์จะสะกดวิญญาณ
ร้ายไว้มากมายถึงเพียงนี้…”
ไท่ซั่งคุนหลุนทอดถอนใจ แต่สีหน้าของเขากลับตื่นเต้น
อยู่นิดๆ
ยิ่งมหันตภัยโกลาหลเพียงใด ศัตรูก็ยิ่งมากเท่านั้น ตัว
เขาก็ยิ่งตื่นเต้นฮึกเหิม
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “มีแค่วิญญาณร้ายเสีย
ที่ไหนเล่า ยังมีตัวตนที่ถูกเนรเทศไปอยู่ในมิติเวลาปริศนาอีก
อ้อแล้วก็ มหาสมุทรเชื่อมอนธการแห่งนั้นก็ถูกลูกหลงด้วย
เหมือนกัน ยุคสมัยแห่งมหันตภัยต่อจากนี้ ผู้แข็งแกร่งนับแต่
โบราณจรดปัจจุบันจะพากันหวนกลับมา ไท่ซั่งคุนหลุน
จงเตรียมตัวให้พร้อม การต่อสู้นับจากนี้ ขั้นเทวะหกตัณหาจะ
เป็นเพียงคุณสมบัติสำหรับผ่านเข้าสนามเท่านั้น พลังที่เจ้า
ภาคภูมิใจอาจกลายเป็นสิ่งอ่อนแอ เจ้าต้องบากบั่นทำให้
ตนเองแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่เลือกวิธีการ”
ไท่ซั่งคุนหลุนเหลือบมองเขาแล้วเอ่ยว่า “เหตุใดเจ้าต้อง
ช่วยเหลือข้า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าโลกเทพยุทธ์จะหายไป”
ฟ้าดินสรวลตอบว่า “เพราะข้าสังเกตเห็นตั้งแต่
ก่อนหน้านี้แล้วว่าพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์กำลังถูกใคร
บางคนโยกย้าย ส่วนสาเหตุที่ช่วยเจ้าก็เพราะไม่อยากให้
เจ้าพลาดมหันตภัยหนนี้ก็เท่านั้น
ไปกันเถิด ไปรวบรวมพลังแห่งมหามรรคา สืบทอดวิชาที่
เจ้าหมายตาไว้ให้สำเร็จในเร็ววัน เสร็จแล้วจะได้หลอมกาย
เทพที่ผู้คนตกตะลึงไปชั่วกาล”
เขาหันหลังแล้วเหาะออกไปไกล
ไท่ซั่งคุนหลุนมองกองทัพวิญญาณร้ายด้วยแววตา
ลุ่มลึก หลังจากนั้นจึงหันหลังตามเงาของฟ้าดินสรวลไป
“จริงสิ ระยะนี้เหตุใดจึงไม่เห็นเจ้าเอ่ยถึงเทพแห่งหยิน
หยางแล้วเล่า”
“เจ้าไม่ชอบฟังมิใช่รึ”
“ก็ไม่ชอบฟังจริงๆ นั่นแหละ แต่ท่าทีของเจ้าทำให้ข้า
รู้สึกแปลกใจ”
“เจ้าเดาไม่ผิด ข้าเปลี่ยนนายแล้ว หลังจากนี้เจ้าก็
จงระวังเทพแห่งหยินหยางเอาไว้เล่า”
“เปลี่ยนเป็นผู้ใดกัน ยังมีผู้ใดเทียบเคียงกับเทพแห่งหยิน
หยางได้อีก คงมิใช่มรรคาจารย์กระมัง”
“ฮ่าๆ เจ้าเดาถูกแล้วจริงๆ อย่าถามอีกเลย จดจ่อกับการ
แข็งแกร่งขึ้นเถิด”
“เหอะ!”
…
กาลเวลาหนึ่งร้อยปีผันผ่านไปอย่างไวว่อง พิธีสถาปนา
เทพในรอบพันปีของเทียนจิ่งล่าช้าไปเพราะหายนะจากการ
พังทลายของพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์
เมื่อพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์พังทลาย แต้มเซ่นไหว้ของ
เจียงฉางเซิงก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นที่สุด ไม่ว่าอย่างไรใน
สายตาของสรรพชีวิตส่วนใหญ่คนเพียงผู้เดียวที่เทียบเคียงกับ
บรรพจารย์ยุทธ์ได้ก็คือมรรคาจารย์ พวกเขาไม่รู้ว่าบรรพจารย์
ยุทธ์หายตัวไปและไม่รู้ว่าพวกเทวะปฐมนภามาเยือน ดังนั้น
พวกเขาจึงคิดว่าการหายไปของโลกเทพยุทธ์เป็นเจตนาของ
บรรพจารย์ยุทธ์ บรรพจารย์ยุทธ์ทอดทิ้งพวกเขาแล้ว พวกเขา
จึงได้แต่หันไปศรัทธามรรคาจารย์
การมีอยู่ของโลกสวรรค์เป็นที่รับรู้กันทั่วมานานแล้ว ใน
เมื่อโลกสวรรค์ยังมิหายไป ย่อมหมายความว่ามรรคาจารย์
มิทอดทิ้งสรรพชีวิตทั้งหลาย อย่างน้อยยามมหันตภัยมาเยือน
พวกเขาก็ยังมีผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งคอยบังลมบังฝนให้ได้
หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเจียงฉางเซิงสร้างกฎแห่งบุญบารมี
อยู่ตลอด ระหว่างนั้นบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็คิดตกแล้ว เขา
ยินดีสวามิภักดิ์ต่อวิถีเซียน นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้ เจียง
ฉางเซิงก็สัมผัสแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากการต่อสู้ในสามพัน
โลกได้อยู่เกือบทุกปี
ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์กำลังเข่นฆ่ากัน แม้แต่ตัวตนที่
เหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ก็ลงมือด้วย
โชคยังดีที่ตอนนี้มันยังไม่ส่งผลกระทบมาถึงโลกคุนหลุน
กับโลกสวรรค์ ถึงอย่างไรโลกทั้งสองใบก็อยู่นอกอาณาเขต
ของมหาพิภพนิลเหลือง สามพันโลกของมหาพิภพนิลเหลือง
ต่างหากที่เป็นเป้าหมายในการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจทั้งหลาย
เพราะที่แห่งนี้หมายถึงมรดกของวิถียุทธ์กับทรัพยากรอัน
มหาศาล
สามพันโลกเป็นเพียงคำเรียกขานรวมๆ เท่านั้น
ความจริงแล้วในมหาพิภพมีโลกขนาดใหญ่มากกว่าหนึ่งหมื่น
ใบ แล้วโลกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งยังรายล้อมด้วยโลกขนาดเล็ก
กับดวงดาวอีกนับไม่ถ้วน นี่คือความมั่งคั่งที่สั่งสมผ่าน
ห้วงเวลาอันยาวนานของวิถียุทธ์
โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์รวมเข้าด้วยกัน ยังเทียบหนึ่ง
ในสิบล้านส่วนของมหาพิภพนิลเหลืองไม่ได้ด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงสงสัยว่ามหาสมุทรเชื่อมอนธการก็น่าจะ
ได้รับผลกระทบจากการแตกซ่านของพลังโชคชะตาแห่งวิถี
ยุทธ์ด้วย เพราะนับตั้งแต่โลกเทพยุทธ์หายไป จำนวนของขั้น
เทวะหกตัณหาก็เพิ่มขึ้นมาหลายคน และขั้นเทวะหกตัณหา
เหล่านี้ย่อมมาจากมหาสมุทรเชื่อมอนธการที่เดียวเท่านั้น
ฝั่งพวกเทวะปฐมนภาก็ยังอยู่ เพียงแต่หลบซ่อนอยู่ที่มุมใด
มุมหนึ่ง
ในวันนี้
ท้องนภาของโลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์จู่ๆ ก็เปลี่ยนสี
เมฆดำทะมึนพร้อมกับอสนีบาตแห่แหนมาชุมนุม พลัง
มหาศาลสายหนึ่งแผ่ปกคลุมสรรพชีวิตในโลกทั้งสองใบ
กฎแห่งบุญบารมี!
แต่เจียงฉางเซิงเรียกขานมันว่ามรรคาสวรรค์ ในมรรคา
สวรรค์มีแนวความคิดของเขาแฝงอยู่เสี้ยวหนึ่ง ใช้ดีชั่วเป็น
บรรทัดฐาน สิ่งใดคือดี สร้างคุณประโยชน์แก่สรรพชีวิต
ทั้งหลายคือความดี สิ่งใดคือชั่ว การเข่นฆ่านอกเหนือจากเพื่อ
ดำรงชีวิตคือความชั่ว
ทว่ามรรคาสวรรค์ยังมิแข็งแกร่งมากนัก มันจึงยังลงโทษ
ตัวตนที่กระทำชั่วทั้งหมดไม่ได้ ทำได้เพียงส่งผลกระทบ
ต่อชะตาของพวกเขาเท่านั้น ตัวอย่างเช่นระหว่างผ่านด่าน
เคราะห์ อำนาจสวรรค์ของด่านเคราะห์สวรรค์จะเพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้มีกรรมดี อำนาจสวรรค์จะเบาบางลง
แต่อย่างไรก็ตาม กฎดั้งเดิมที่สุดของโลกก็คือผู้
แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ การเข่นฆ่าย่อมเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนจาก
ต่างวิถีบำเพ็ญอยู่ร่วมกัน ดังนั้นเขาจึงเปิดช่องว่างไว้ประมาณ
หนึ่ง ให้กรรมดีกับกรรมชั่วหักล้างกันได้ หากมีกรรมดีมากกว่า
กรรมชั่วก็คือมีบุญบารมี แต่กรรมดีกับกรรมชั่วมิได้มูลค่า
เท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่นสังหารคนหนึ่งคน ต้องช่วยเหลือคน
สองคน หรือคนมากกว่านั้นจึงจะหักล้างกันได้ มรรคาสวรรค์
จะเป็นผู้ตัดสินเอง
แน่นอนว่ามรรคาสวรรค์เป็นเพียงการทดลองก้าวแรก
เท่านั้น ในอนาคตเจียงฉางเซิงจะปรับแก้มันอีก
เมฆอสนีบาตรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว แล้วสลายหาย
ไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
สรรพชีวิตทั้งหลายประหลาดใจกับปรากฏการณ์บน
ท้องฟ้า แต่คิดไม่ถึงว่านั่นคือการถือกำเนิดของกฎที่
พันธนาการพวกเขา
มรรคาสวรรค์ยังอ่อนแอมาก มันต้องการคนที่จะช่วย
ทำให้มันแข็งแกร่ง
คนผู้นี้ เจียงฉางเซิงหาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
หนนี้ เขาไม่คิดจะหาจากสกุลเจียง แล้วก็ไม่คิดจะหา
จากคนข้างตัวด้วย ยิ่งตำแหน่งสูงก็ยิ่งต้องคานอำนาจกัน
เจียงฉางเซิงอาศัยจังหวะที่มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีออก
ไปข้างนอก ปล่อยบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานออกมา
เมื่อบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานโผล่ออกมาเห็นตำหนักหลัง
โต เขาก็เหม่อลอยเล็กน้อย
ในที่สุดเขาก็ได้ออกมาแล้ว
เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วดึงชายเสื้อคลุมนักพรต
ขึ้นมาจัด ก่อนจะคุกเข่าเบื้องหน้าเจียงฉางเซิง แล้วโขกศีรษะ
คำนับเอ่ยว่า “ปี่อ้าน คารวะมรรคาจารย์”
การโขกศีรษะหนนี้แสดงถึงการตัดสินใจของเขา
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น ส่งพลังสายหนึ่งมาประคองเขา
ลุกขึ้น พลังที่มิอาจต่อต้านสายนี้ทำให้เขาเผลอทำหน้าตกใจ
‘เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว…’
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานลอบตกตะลึงในใจ
เจียงฉางเซิงมิพูดพร่ำ เขาชูนิ้วชี้มือขวาขึ้นมาแล้วจี้ดัชนี
ผ่านอากาศไปทางหน้าผากของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
เขาถ่ายเทพลังของมรรคาสวรรค์เข้าไปในร่างของบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพาน ทำให้เขาเข้าถึงมรรคาสวรรค์ได้
มรรคาสวรรค์ยังอ่อนแอมาก บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
ย่อมต่อต้านมันได้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ทำ เขาเองก็สนใจมรรคา
สวรรค์ที่เจียงฉางเซิงพูดถึงมากเช่นเดียวกัน
หลังจากได้รับพลังของมรรคาสวรรค์ เข้าใจในมรรคา
สวรรค์อย่างถ่องแท้ บรรพจารย์ยุทธ์ก็ตกตะลึง
กฎเช่นนี้…
เขามิได้ตกตะลึงกับความหมายของกฎแห่งบุญบารมี
สิ่งที่เขาตกตะลึงก็คือกฎแห่งบุญบารมีเป็นสิ่งที่เหมือนกับพลัง
แห่งกฎทั้งสามพันประการอย่างแท้จริง
สิ่งนี้เคยเป็นเป้าหมายของโลกเทพยุทธ์ พวกเขาเคย
อยากสร้างพลังแห่งกฎชนิดใหม่ที่คล้ายคลึงกับกฎทั้งสามพัน
ประการเพื่อปกครองสรรพชีวิตทั้งหลาย แต่การสร้างพลังแห่ง
กฎยากเย็นยิ่งนัก นับแต่โบราณ มีผู้แข็งแกร่งจำนวนมากมาย
ไม่รู้เท่าไรพยายามจะใช้พลังกับเจตจำนงของตนเองสร้างสิ่งที่
เทียบเคียงได้กับกฎทั้งสามพันประการ
แต่มรรคาจารย์ทำสำเร็จแล้ว!
นี่มัน…
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้
ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าตอนที่มรรคาจารย์เอาชนะเขาเสียอีก
เขารู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งที่เขาเคยรู้มาถูกพลิกคว่ำ
มรรคาจารย์เพิ่งจะอายุห้าพันกว่าปีแท้ๆ…
ผ่านไปเนิ่นนาน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็รับพลังของมรรคาสวรรค์เสร็จ
สมบูรณ์ เขาลืมตาขึ้นมาอย่างเนิบช้าแล้วหันไปมองเจียงฉาง
เซิงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
……………………………………………………….