เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 504 ความตกตะลึงของแดนสวรรค์
“ข้าจะถ่ายทอดวิชาบุญบารมีตั้งลัทธิให้เจ้าด้วย
จงสาบานต่อมรรคาสวรรค์ว่าจะทำเพื่อปณิธานอันยิ่งใหญ่
เผยแผ่คำสั่งสอนแก่สรรพชีวิต ส่งเสริมเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียน
เพื่อรับมหาบุญบารมีจากมรรคาสวรรค์”
เจียงฉางเซิงจ้องมองบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแล้วเอ่ย
บอก กล่าวจบ เขาก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง แล้วให้บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานที่ยังไม่ฟื้นตื่นจากความตะลึงดีรับการถ่ายทอดวิชา
อีกครั้ง
วิชาบุญบารมีตั้งลัทธินี้เป็นวิชาที่เขาสร้างขึ้นมาด้วย
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีซึ่งเป็นวิชาที่ช่วยให้เขาสร้างวิชา
นับพันหมื่นที่เกี่ยวข้องกับบุญบารมีได้
วิชาที่เขาถ่ายทอดให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็คือการ
ใช้บุญบารมีมาสร้างลัทธิ สำนักลัทธิจำพวกนี้ต้องยึดถือ
บุญบารมีเป็นสำคัญสืบไป พวกมันจะมีส่วนช่วยเขาเผยแพร่
มรรคาสวรรค์
ผ่านไปครู่ใหญ่
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็ลืมตา เขาถอนหายใจอย่าง
ชื่นชม “วิชาบุญบารมีตั้งลัทธินี่ช่างดีนัก มรรคาจารย์ ท่าน
ทำการใดล้วนเพื่อปวงสรรพชีวิตอย่างแท้จริง”
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ยามใดบุญบารมีของเจ้าเต็มเปี่ยม
แล้วค่อยเปลี่ยนนามก็แล้วกัน ยามนี้ใช้นามบรรพจารย์ยุทธ์
แทนไปก่อน เช่นนี้จะช่วยส่งสัญญาณบอกสรรพชีวิตทั้งหลาย
ในวิถียุทธ์ได้ ยามมหันตภัยมาเยือน มิใช่ว่าทุกสรรพชีวิตจะหา
ที่พึ่งพิงพบ ถึงจะเป็นผู้ปรารถนามาพึ่งพิงวิถีเซียน แต่ด้วย
หนทางอันยาวไกลก็เอื้อมมือมาไม่ถึง การมอบความหวังให้
สักเสี้ยวหนึ่ง จะทำให้พวกเขายืนหยัดมีชีวิตต่อไปได้”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานพยักหน้า เขาเองก็เข้าใจเหตุผล
ประการนี้เช่นกัน
“เจ้าจงเดินทางไปโลกสวรรค์ผ่านประตูหมื่นโลกของ
แดนสวรรค์ หลังจากทำให้สถานการณ์ของโลกสวรรค์มั่นคงก็
จงมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญวิถีเซียน ส่วนวิชาบุญบารมีตั้งลัทธิ เจ้า
จงรอคอยอีกหน่อย จังหวะที่จะใช้ย่อมมาถึงเอง”
เจียงฉางเซิงกำชับ จากนั้นมือขวาก็โยนแหวนบรรจุ
สรรพสิ่งวงหนึ่งออกมา
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรับมาแล้วพยักหน้ารับอย่าง
เงียบๆ
หลังจากเจียงฉางเซิงโบกมือส่ง บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
ก็ลุกขึ้นเดินจากไป เดินออกมาพ้นตำหนักเมฆาม่วง บรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานก็เห็นคนผู้หนึ่ง เป็นไป๋ฉีนั่นเอง
ไป๋ฉีมองสำรวจเขาด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ แล้วเอ่ยว่า
“นายท่านให้ข้านำทางเจ้าไปยังโลกสวรรค์”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานพยักหน้าแล้วตอบว่า “รบกวน
แล้ว”
ไป๋ฉีหมุนตัวหันหลังแล้วเดินนำทาง บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานตามติดๆ อยู่ด้านหลัง
“เจ้ามีนามว่าอันใด ก่อนหน้านี้เหตุไฉนข้ามิเคยเห็นเจ้า
มาก่อน”
“ผู้คนในโลกหล้าเรียกขานข้าว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
”
“อะไรนะ เจ้าก็คือบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหรอกรึ”
ไป๋ฉีหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม มันขยับออกห่างบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานตามสัญชาตญาณ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกลับไม่ถือสา เขาใจกว้าง
อย่างยิ่งเพราะตอนนี้ใจเขาต้องการเข้าร่วมวิถีเซียนจริงๆ
ดังนั้นเขาจึงมิหวาดกลัวถูกผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ เขากลับหวัง
ว่าจะมีผู้คนล่วงรู้ตัวตนของเขามากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะหากเป็น
เช่นนั้นสรรพชีวิตทั้งหลายในวิถียุทธ์ก็จะกลับใจเปลี่ยนฝ่าย
ลดจำนวนคนล้มตายบาดเจ็บที่ไม่จำเป็นได้
แต่แล้วเมื่อไป๋ฉีนึกได้ว่าอีกฝ่ายเดินออกมาจากด้านใน
ตำหนักเมฆาม่วง ความหวาดกลัวในใจของนางก็ลดฮวบใน
บัดดล นางนำทางต่อ
“เจ้ามาโลกคุนหลุนตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“พันปีก่อนพ่ายแพ้ในเงื้อมมือมรรคาจารย์ จากนั้น
จึงทบทวนความผิดในน้ำเต้าทองม่วงมาพันปี”
เมื่อได้ยินบรรพจารย์ยุทธ์นิพานเอ่ยถึงน้ำเต้าทองม่วง
ไป๋ฉีก็คลายความระแวงอย่างสมบูรณ์ ท่าทีของนางกลาย
เป็นมิตร ที่สำคัญก็คือนางสงสัยใคร่รู้การต่อสู้ระหว่างนาย
ท่านกับบรรพจารย์ยุทธ์
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมิปิดบัง เขาพ่ายแพ้เร็วยิ่งนัก
ต่อให้เปิดปากเล่า ผู้คนก็คงนึกภาพสถานการณ์ในตอนนั้น
ไม่ออก
ปีศาจตนนี้ถูกมรรคาจารย์เรียกมาใช้งาน สถานะของมัน
ย่อมพิเศษ บรรพจารย์ยุทธ์จึงยินดีผูกมิตรกับมัน
แม้นภายนอกบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจะมีท่าทีเย็นชา
เหมือนผูกมิตรไมตรีกับผู้คนไม่เป็น แต่ความจริงแล้วเขาเองก็
ล้มลุกคลุกคลานป่ายปีนขึ้นมาจากระดับล่างมาก่อน ดังนั้น
เขาย่อมเข้าใจหลักการของการผูกมิตรและเส้นสายเป็นอย่าง
ดี
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานพยายามตอบสิ่งที่ไป๋ฉีสงสัย
ใคร่รู้อย่างสุดความสามารถ ทำเอาไป๋ฉีถึงกับทอดถอนใจอยู่
ในใจ มิเสียทีที่เป็นบรรพจารย์ยุทธ์ ช่างเปิดเผยใจกว้างเสีย
จริง
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงไม่ฝึกบำเพ็ญต่อทันที แต่เขาพยากรณ์หาผู้
ที่แข็งแกร่งที่สุดนอกจากตัวเขาในขอบเขตแต่ละแห่งก่อน
หากไม่นับเขา ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่พยากรณ์
ได้ไม่มีผู้ใดมูลค่ามากกว่าสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
ผู้แข็งแกร่งที่สุดบนโลกสวรรค์มีมูลค่าใกล้ยี่สิบแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ เขามิใช่คู่ต่อสู้ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานอย่าง
แน่นอน ส่วนผู้แข็งแกร่งที่สุดในมหาพิภพนิลเหลืองมีมูลค่า
มากกว่าห้าสิบแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
เขาพยากรณ์ต่ออีกครั้ง ตอนนี้ภายในขอบเขตที่
ตรวจสอบได้มีตัวตนที่มูลค่ามากกว่าสิบแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์มากถึงสามสิบสองคนแล้ว ส่วนตัวตนที่มูลค่ามากกว่า
หนึ่งร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์มีอยู่สองคน
เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปทางมหาพิภพนิล
เหลือง เป็นอย่างที่คิด ทุกหนทุกแห่งด้านในอาณาเขตของ
มหาพิภพนิลเหลืองล้วนมองเห็นแต่สงคราม
ขุมอำนาจของมหามรรคาสายต่างๆ เผ่าตระกูล ราชวงศ์
แห่งโชคชะตาและสำนักแต่ละแห่งล้วนกำลังเข่นฆ่ากัน
พวกเขาต่างปรารถนาจะขึ้นเป็นใหญ่ในสามพันโลก กลายเป็น
โลกเทพยุทธ์แห่งถัดไป!
เจียงฉางเซิงเฝ้ามองอยู่หลายชั่วยามกว่าจะรั้งสายตา
กลับมา ในเวลานี้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเดินทางไปถึงโลก
สวรรค์แล้ว บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่ลงมือทันที เขา
ตัดสินใจออกเดินทางท่องโลกสวรรค์ก่อนเพราะเขาต้องการ
มองดูโลกใบนี้ให้ดี
ในโลกสวรรค์มีร่างแยกของเจียงฉางเซิงอยู่ เขาไม่กลัว
ว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจะก่อความวุ่นวายอยู่แล้ว
“มหันตภัยมาถึงแล้ว หลังจากนี้ศัตรูมีแต่จะแข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้นข้าจะล้าหลังไม่ได้”
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่อ
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีทำให้เขาสร้างกฎแห่ง
บุญบารมีออกมาได้ ผลพวงของการสร้างกฎทำให้เขาเข้าใจ
แก่นแท้ของพลังแห่งกฎมากกว่าเดิม
กฎแห่งบุญบารมีจัดว่าเป็นกฎที่ถือกำเนิดมาภายหลัง
เป็นกฎที่ก่อเกิดมาจากแนวคิดของคน แต่เจียงฉางเซิงพลังยัง
ไม่แข็งแกร่งพอ ดังนั้นกฎแห่งบุญบารมีที่สร้างออกมา
จึงอ่อนแอมาก สิ่งที่โชคดีก็คือกฎแห่งบุญบารมีไม่มีขีดจำกัด
สูงสุด มันสามารถเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ
ในที่สุดสักวันหนึ่ง เมื่อมรรคาสวรรค์ครอบคลุมไปทั่ว
ห้วงอนันต์สุญญตา สรรพชีวิตทั้งหลายก็จะหวั่นเกรงพลังแห่ง
มรรคาสวรรค์เอง
…
ท่ามกลางขุนเขาธารา ณ โลกสวรรค์
เจียงอี้กับเจียงเทียนมิ่งยืนอยู่บนหน้าผา พวกเขาก้มลง
มองฝูงชนคลาคล่ำที่กำลังเดินมาตามเส้นทางขึ้นภูเขา
เบื้องล่าง ผู้คนนับไม่ถ้วนกำลังขนทรัพยากรนานาชนิดขึ้นมา
เจียงเทียนมิ่งหัวเราะหยัน “เดิมทีคิดว่าปุถุชนผู้เดินดิน
น้อยลงแล้วโลกจะมีโศกนาฏกรรมน้อยลงมากเสียอีก คิดไม่
ถึงว่าเผ่าตระกูลพวกนั้นกลับปลดคนในเผ่าที่พรสวรรค์
ธรรมดาออกจากเผ่า”
เจียงอี้สีหน้าเฉยเมย เอ่ยตอบว่า “อย่างไรก็ต้อง
มีชนชั้นล่างไว้คอยทำงานรับใช้ผู้แข็งแกร่ง ขอเพียงเผ่ามนุษย์
ยังอยู่ ต่อให้ปุถุชนเดินดินตายสิ้นแล้ว กลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดก็
จะกลายเป็นปุถุชนกลุ่มใหม่อยู่ดี”
“ต่อให้พูดเช่นนั้นก็เถอะ แต่เผ่าตระกูลพวกนี้ก็ใจเหี้ยม
เกินไปอยู่ดี พวกนั้นถึงกับผนึกลมปราณของพวกเขาเอาไว้
เชียวนะ”
“คงกลัวว่าคนจะหนีไปกระมัง”
ทั้งสองคนสนทนาเรื่องนี้กันอยู่ก็จริง แต่ใช่ว่าพวกเขา
จะเวทนาผู้คนที่อยู่เบื้องล่างเหล่านั้น ท่าทางของพวกเขา
เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่มากกว่า
จวบจนกระแสธารมนุษย์เบื้องล่างเดินจากไปไกลแล้ว
ทั้งสองคนก็ยังยืนรอคอยอยู่บนยอดเขาเช่นเดิม
หลายชั่วยามหลังจากนั้น ดวงตะวันค่อยๆ จมดิ่งสู่ทิศ
ประจิม
เจียงอี้กับเจียงเทียนมิ่งยังคงไม่รีบร้อน พวกเขารอคอย
อย่างอดทน
ดวงตะวันลาลับ จันทราลอยเด่น จากนั้นวันถัดไปก็
มาเยือน
“คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าสองคนจะอดทนถึงเพียงนี้ ข้าต้อง
มองใหม่เสียแล้วสิ”
เสียงหัวเราะหยอกเย้าดังลงมาจากท้องฟ้า เจียงอี้กับ
เจียงเทียนมิ่งเงยหน้ามองผู้เฒ่าอาภรณ์สีเทาคนหนึ่งที่กำลังขี่
กระเรียนเซียนบินมาทางนี้
เจียงเทียนมิ่งแค่นเสียงดังเหอะ “ตาเฒ่า เจ้าจงใจให้
พวกเรารออย่างนั้นรึ”
กระเรียนเซียนบินลอยตัวอยู่เหนือขอบผา ผู้เฒ่าอาภรณ์
สีเทาหันหน้ามามองพวกเขาแล้วหัวเราะบอกว่า “ไปกันเถิด
นายของข้ารอคอยอยู่นานแล้ว หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้เขา
ผิดหวัง”
เจียงอี้เอ่ยว่า “ข้าก็หวังเช่นกันว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้
พวกเราผิดหวัง”
ทั้งสองคนเหาะตามกระเรียนเซียนจากไปไกลทันที
ระหว่างทาง ผู้เฒ่าอาภรณ์สีเทาก็เอ่ยปากถามทั้งที่
สายตายังมองไปด้านหน้า “โลกสวรรค์รบพุ่งกันมิหยุด เจ้า
สองคนคิดว่าผู้ใดจะขึ้นเป็นผู้ปกครองโลก”
“ย่อมเป็นแดนสวรรค์ของพวกเรา!”
เจียงเทียนมิ่งเอ่ยอย่างไม่ลังเลสักนิด
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีเทาส่ายหน้าตอบว่า “มหันตภัยมาเยือน
แล้ว มรรคาจารย์แข็งแกร่งมากก็จริง แต่เขามิใช่ผู้ที่แข็งแกร่ง
ที่สุด ผู้กุมอำนาจตัวจริงกำลังจะเดินทางมายังโลกสวรรค์แล้ว
แม้นโลกสวรรค์มิอยู่ใต้อาณัติมหาพิภพนิลเหลือง แต่
ระยะห่างก็ใกล้กันมาก มิหนำซ้ำขุมอำนาจที่แข็งแกร่งบางแห่ง
ก็หมายตาโลกสวรรค์แล้วเสียด้วย”
เจียงอี้ไม่เอ่ยตอบสักคำ แต่เจียงเทียนมิ่งสวนกลับอย่าง
ดูแคลน “หลายพันปีที่ผ่านมา ผู้ที่กล้ารุกรานวิถีเซียน ล้วน
ตายสิ้น”
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีเทาหัวเราะแต่ไม่พูดอะไรอีก
สามคนกับหนึ่งกระเรียนหายลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
…
นับตั้งแต่แดนสวรรค์ขนกำลังคนมาตั้งรกรากที่โลก
สวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์ก็สร้างสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไว้ ณ ที่แห่งนี้
ก่อนจะรังสรรค์อาคารสถาปัตยกรรมเลียนแบบสวรรค์เก้าชั้น
ฟ้าที่แดนสวรรค์
เวลานี้ ในตำหนักเหนือเมฆาบรรยากาศเงียบงันหนักอึ้ง
เทพเซียนทั้งหลายกำลังมองคนผู้หนึ่งอย่างประหลาดใจ
คนผู้นั้นก็คือบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนั่นเอง
แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เบื้องบนก็ยัง
สีหน้าถมึงทึง ไม่ส่งเสียงสักคำอยู่เนิ่นนาน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ เขา
มาขัดจังหวะการประชุมเช้าของแดนสวรรค์ หากมิใช่เพราะ
เขาแจ้งตัวตนเสียก่อน ตอนนี้พวกเขาคงได้สู้กันสักยกแล้ว
เทพเซียนทั้งหลายต่างรู้สึกยินดี ยินดีที่พวกเขายังไม่ทันลงมือ
นี่น่ะบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเชียวนะ!
หากพวกเขาลงมือ แดนสวรรค์ทั้งหมดคงไม่พอให้มือ
เดียวของบรรพจารย์ยุทธ์บดขยี้เสียด้วยซ้ำ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเผชิญหน้ากับสายตาจ้องมอง
จากเทพเซียนทั้งหลายด้วยสีหน้าอันเรียบเฉย สายตาของเขา
จับจ้องอยู่ที่จักรพรรดิสวรรค์
“มิทราบว่าบรรพจารย์ยุทธ์มาเยือนด้วยธุระประการใด”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากถามทำลายความเงียบ หัวใจ
เขาร้องเตือนว่าสถานการณ์ท่าจะไม่ดีเท่าไร โลกสวรรค์อยู่
ไกลจากโลกคุนหลุนเหลือเกิน ไกลจนบางทีบิดาของเขาอาจ
ไม่ทันรับรู้การรุกรานของบรรพจารย์ยุทธ์
ตัวตนระดับบรรพจารย์ยุทธ์เดินทางมาเพียงลำพัง
เพียงเท่านี้จักรพรรดิสวรรค์ก็จินตนาการถึงความเป็นไปได้ใน
แง่ร้ายที่สุดแล้ว
บรรพจารย์ยุทธ์เอ่ยปากตอบ “ข้าตั้งใจว่าจะก่อตั้งลัทธิ
แต่ก่อนก่อตั้งลัทธิ ข้ายินดีลงมือสร้างสันติสุขให้โลกสวรรค์
หวังว่าแดนสวรรค์จะเชื้อเชิญคนของมรรคาแต่ละสายและเผ่า
แต่ละเผ่ามาเยือน ข้าจะได้กำราบพวกเขาเสีย ทำเช่นนี้ก็จะ
เป็นการเพิ่มพูนอำนาจให้แดนสวรรค์ไปพร้อมกันด้วย”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เทพเซียนทั้งหลายก็อึ้งงัน
พวกเขาแต่ละคนล้วนหันไปมองหน้ากัน
จักรพรรดิสวรรค์เอนกายมาเบื้องหน้า แล้วหรี่ตาถามว่า
“ข้ามิเข้าใจ บรรพจารย์ยุทธ์ต้องการแสร้งปลอมตัวเป็นเทพ
เซียนของแดนสวรรค์หรือ”
โลกเทพยุทธ์หายไปแล้ว แต่บรรพจารย์ยุทธ์กลับ
เดินทางมาตามลำพัง จักรพรรดิสวรรค์รู้สึกถึงกลิ่นอายของ
แผนการร้าย ไม่ใช่เพียงจักรพรรดิสวรรค์เท่านั้น แม้แต่เทพ
เซียนทั้งหลายก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างบ้าบอมิต่างกัน
บรรพจารย์ยุทธ์ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ข้าเริ่มฝึกบำเพ็ญวิถี
เซียนแล้ว ข้าจะใช้ฐานะบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานช่วยเหลือแดน
สวรรค์ ทำให้โลกสวรรค์ได้ต้อนรับความสงบสุข”
จักรพรรดิสวรรค์หลุดสีหน้าประหลาดใจ ขณะที่เทพ
เซียนทั้งหลายต่างตกตะลึง บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยต่อ
“พวกเจ้ามิต้องกังวลไป ข้ามาปรากฏตัวที่นี่ แต่มรรคาจารย์
กลับมิปรากฏตัว นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่าข้าสวามิภักดิ์
ต่อมรรคาจารย์แล้ว”
สวามิภักดิ์ต่อมรรคาจารย์!
หลี่ว์เสินโจว ชีหมิงหวังกับเยี่ยจ้านและคนอื่นๆ ที่ในอดีต
ถือกำเนิดมาจากวิถียุทธ์ล้วนรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าเหลือเชื่อ
อย่างยิ่ง
“ที่โลกเทพยุทธ์หายไป หรือว่าท่าน…” หลี่ว์เสินโจวรีบ
เอ่ยถาม
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเหล่มองเขาแล้วตอบว่า
“แน่นอนว่ามิใช่ พันปีก่อนข้าพ่ายแพ้ในเงื้อมมือของมรรคา
จารย์ หลังจากนั้นเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์ก็หวนกลับมารับช่วง
ปกครองวิถียุทธ์ต่อ พวกเขาเลือกหนทางแห่งการเสียสละ
สรรพชีวิต ทลายพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์ พวกเจ้าน่าจะเห็น
มากับตาแล้ว จะว่าไป ก่อนที่พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์จะถูก
ทลาย โลกเทพยุทธ์ก็เคยพยายามใช้พลังทั้งหมดของวิถียุทธ์
โจมตีโลกคุนหลุน แต่ถูกมรรคาจารย์ขัดขวางไว้ได้”
เทพเซียนทั้งหลายต่างตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงว่า
เกิดเรื่องใหญ่โตมากมายถึงเพียงนั้นโดยที่พวกเขาไม่รู้
ห้วงอารมณ์ในใจของพวกเขาโถมกระหน่ำดุจ
เกลียวคลื่น จริงอย่างที่คิดไว้เลย ใช่ว่ามรรคาจารย์จะไม่
สนใจไยดีพวกเขาแล้ว ระหว่างที่พวกเขากำลังพัฒนาวิถีเซียน
อยู่ มรรคาจารย์ก็กำลังคอยบังลมบังฝนให้พวกเขาอยู่เช่นกัน
นี่ก็คือสาเหตุที่วิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างราบรื่น
จักรพรรดิสวรรค์ปรับอารมณ์ให้กลับมาสงบอีกครั้ง
แล้วจึงเอ่ยว่า “ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะส่งคำเชิญออกไป”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยต่อว่า “ยังมีอีกเรื่อง
มหันตภัยมาเยือนแล้ว ดังนั้นข้าหวังว่าพวกเจ้าจะรับรู้
สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลทั้งหลายจะมิใช่
ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่พวกเจ้าจะต้องเผชิญอีกแล้ว พวกเจ้ารู้
หรือไม่ว่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลทั้งหลายพลังระดับขั้นใด”
เทพเซียนทั้งหลายไม่มีผู้ใดเอ่ยตอบ กลับเป็นจักรพรรดิ
สวรรค์ที่หรี่ตาลงแล้วลองทาย “ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์อย่างนั้น
รึ”
“ถูกต้องแล้ว ถ้าเช่นนั้นฝ่าบาททราบหรือไม่ว่าเหนือกว่า
ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์คือระดับขั้นใด”
“เรามิทราบจริงๆ”
“เหนือขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์คือขั้นเทวะหกตัณหา คลื่น
เหมันต์นิรันดร์ก่อนหน้านี้ก็คือฝีมือของขั้นเทวะหกตัณหาคน
หนึ่ง เขาใช้พลังของตนเองเพียงคนเดียวแช่แข็งห้วงอนันต์
สุญญตาทั้งหมด ตอนนี้เหล่าเทวะหกตัณหากำลังทยอยกัน
มาเยือนมากกว่าเดิม ดังนั้นนับจากนี้แดนสวรรค์จัก
กระทำการใดต้องรอบคอบมากขึ้น”
คำพูดของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานทำให้เทพเซียน
ทั้งหลายของแดนสวรรค์สีหน้าตะลึงตะลาน พวกเขาได้รู้จักแง่
มุมใหม่ๆ ของวิถียุทธ์อีกแล้ว
ที่แท้ผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลก็ยังมิใช่จุดสูงสุด!
……………………………….