เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 505 เคราะห์ร้ายกับจิตมาร
ใต้กลุ่มเมฆสีดำทะมึน มหาสมุทรสีดำสนิทกำลัง
โถมคลั่ง มัจฉายักษ์กระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำเป็นระยะ มัจฉา
เหล่านี้ร่างกายถูกกัดกร่อนไปครึ่งหนึ่ง เห็นโครงกระดูกแหลม
โผล่ออกมา พวกมันแต่งแต้มสีสันอันน่าสะพรึงให้แก่โลกอัน
มืดสลัวแห่งนี้
แสงสีทองสายหนึ่งแผ่ขยายมาจากสุดปลายผิว
มหาสมุทร เกิดเป็นเส้นทางขนาดใหญ่สีทองเส้นหนึ่ง
บนเส้นทางสีทองเส้นนั้นมีเงาร่างแล้วร่างเล่ากำลังเดิน
มาข้างหน้า ในหมู่เงาเหล่านั้นมีเจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียน กับ
เฟิงอวี้ผู้ถูกยันต์เทพกำเนิดจักรวาลประทับร่างรวมอยู่ด้วย ทั้ง
สามคนเดินอยู่ห่างกันมาก
ด้านหลังของเงานับไม่ถ้วนเหล่านั้นมีร่างอันใหญ่โต
โอฬารร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ นางก็คือจอมเทพปี้หลิ่วที่
ถูกเจียงฉางเซิงเนรเทศไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
แขนสี่ข้างของจอมเทพปี้หลิ่วถือแสงสีทองแห่งกฎไว้ข้าง
ละเส้น แสงสีทองจากร่างของนางขับไล่ความมืดมิดบนผืน
ฟ้าและพสุธา นำมาซึ่งแสงสว่าง ประหนึ่งทวยเทพผู้สร้างโลก
หลินเฮ่าเทียนหันกลับไปมองด้านหลังแวบหนึ่งแล้ว
กระซิบถามเจียงเจี่ยนว่า “เจ้าคิดว่าเทพผู้นี้ตั้งใจจะไปที่ใดกัน
”
เจียงเจี่ยนไม่หันหน้ากลับมา แต่ตอบเสียงเบาว่า
“ไม่ต้องคิดหรอก เจ้ากับข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ที่ใด แล้ว
จุดหมายอยู่ที่ใดจะสำคัญอันใดอีกเล่า”
หลินเฮ่าเทียนเอ่ยต่อว่า “แม้จอมเทพจะช่วยเหลือ
พวกเราไว้ แต่เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่ารูปลักษณ์ของจอมเทพผู้นี้
เหมือนเคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน แต่ข้านึกทบทวนเท่าไรก็
นึกไม่ออก ข้าคงมิได้คิดไปเองกระมัง”
“ในเมื่อคิดไม่ออก เช่นนั้นก็ถือว่าคิดไปเองเสียเถิด”
เจียงเจี่ยนตอบกลับมา สายตาของเขายังจ้อง
ไปด้านหน้า ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากเผยอเปิด ในลูก
นัยน์ตาสะท้อนภาพโลกอีกแห่งหนึ่ง
หลินเฮ่าเทียนเบ้ปาก เขารู้สึกว่าเจียงเจี่ยนปิดบังอะไรสัก
อย่างจากเขาอยู่
อีกฝั่งหนึ่ง
เฟิงอวี้ก็กำลังสงสัยใคร่รู้มากเช่นกัน
แม้เขาจะเดินทางมาถึงทะเลเชื่อมอนธการนานหลาย
ปีแล้ว แต่ใจเขาก็ยังคิดถึงน้องชายน้องสาวบนโลกเทพยุทธ์อัน
แสนไกลอยู่ หากมีโอกาส เขาก็อยากกลับไปเยี่ยมพวกเขาอีก
สักหน
เขาเงยหน้ามองด้านหน้า สายตาจับจ้องร่างของเจียง
เจี่ยน
อย่างไรเขาก็เคยอาศัยอยู่บนโลกคุนหลุน แล้วยังเคย
ไปเยือนแดนสวรรค์ เคยพบเจียงเจี่ยนมาแล้ว ดังนั้นเขาย่อมรู้
ฐานะของเจียงเจี่ยนดี
เขาคือทายาทของมรรคาจารย์ แล้วยังเป็นคนจำนวน
น้อยนิดที่สนิทชิดเชื้อกับมรรคาจารย์อีกด้วย
หากเขาอยากกลับไป มรรคาจารย์ก็คงเป็นหนทางหนึ่ง
ในโลกเทพยุทธ์ครานั้น เขาเคยประจักษ์ความสามารถ
ของมรรคาจารย์มาแล้ว มรรคาจารย์คือตัวตนเพียงหนึ่งเดียว
ในห้วงอนันต์สุญญตาที่เทียบเคียงเสมอกับบรรพจารย์ยุทธ์ได้
ในเมื่อเจียงเจี่ยนหายตัวไป มรรคาจารย์ย่อมตามหาเขา
นี่คือความหวังที่เขาจะได้กลับไป
แน่นอนว่าอีกทางหนึ่งเขาก็ตั้งตาคอยให้จอมเทพปี้หลิ่ว
หวนกลับไปเอง เพราะนางเคยพูดอยู่ว่านางทำบางสิ่งหล่นอยู่
ในห้วงอนันต์สุญญตา ช้าเร็วนางย่อมกลับไปทวงคืน
แม้จอมเทพปี้หลิ่วมิได้พูดให้ชัดแจ้ง แต่เฟิงอวี้เดาว่า
นางคงต้องการกลับไปแก้แค้น ส่วนแก้แค้นผู้ใด เรื่องนี้เขา
ไม่ทราบ
ในตอนนี้เอง เสียงของจอมเทพปี้หลิ่วก็ดังมาจาก
ด้านหลัง
“ตามมานานถึงเพียงนี้ ออกมาได้แล้วกระมัง!”
สิ้นเสียง เส้นทางสีทองขนาดมหึมาก็หยุดนิ่ง ทุกคนต่าง
หยุดฝีเท้าตามไปด้วย ร่างที่อยู่บนเส้นทางสีทองในยามนี้
แตกต่างจากยามก่อนหน้าในห้วงอนันต์สุญญตา ทุกร่างล้วน
เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาชะเง้อซ้ายชะเง้อขวา
ระแวดระวังรอบด้าน
พวกเขามาถึงมหาสมุทรเชื่อมอนธการนานไม่เท่ากัน แต่
พวกเขาล้วนหวาดกลัวมหาสมุทรเชื่อมอนธการเต็มหัวใจ วิญ
ญาณร้ายกับเผ่าพันธุ์ประหลาดที่ท่องอยู่ในนั้นล้วนแต่คอย
ไล่ล่าสิ่งมีชีวิตจากห้วงอนันต์สุญญตาที่พลัดหลงเข้ามาอย่าง
บ้าคลั่ง
“เจ้ามาจากวิถีเทพหรือ”
เสียงเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งดังขึ้น แยกมิออกว่ามาจาก
ทิศทางใด
จอมเทพปี้หลิ่วเแค่นเสียงดังเหอะแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อ
มิอยากออกมา ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องออกมาอีกต่อไปแล้ว!”
นางพลันขว้างแสงแห่งกฎสีทองเส้นหนึ่งไปยังขอบฟ้า
เพียงชั่วพริบตาแสงแห่งกฎสีทองก็แผ่พลังล่องหนออกมา
เขย่าท้องนภาจนสั่นคลอน เกิดภาพประหนึ่งผิวทะเลสาบ
ที่เกิดวงคลื่นกระเพื่อม
ฉับพลันบนท้องนภาก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัว เจ้าของร่าง
นั้นเป็นบุรุษลึกลับผู้สวมอาภรณ์สีขาว มัดผ้าคาดเอวสีแดง
เส้นผมสีขาวโพลนทั่วศีรษะของเขาแผ่ยาวสยาย ทว่าใบหน้า
กลับแปลกประหลาดยิ่งนัก บนหน้าผากของเขามีดวงตาอยู่อีก
สี่ดวง รวมเป็นมีดวงตาทั้งหมดหกดวง พวกมันรูปทรงคล้าย
กลีบดอกไม้ เรียงตัวสมมาตรกันทั้งสองฝั่ง รูม่านตาของเขา
เป็นทรงพระจันทร์เสี้ยว รอบกายมีอสนีบาตสีดำรายล้อม
เห็นชัดว่าเขาถูกจอมเทพปี้หลิ่วบีบให้ปรากฏตัวออกมา
“ข้าก็คิดว่าเป็นเทพเทวาจากที่ใด ที่แท้ก็หนอนแมลง
ร่อนเร่ที่ถูกต้นกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ขับไล่นี่เอง แม้แต่มารสวรรค์
อนันต์อย่างพวกเจ้ายังหนีออกมาได้ วิถียุทธ์เกิดปัญหาขึ้น
หรือไร”
เสียงของจอมเทพปี้หลิ่วดังขึ้นอีกครั้ง ในน้ำเสียง
เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยเสียดสี
บุรุษหกตาหัวเราะเสียงเย็นชา “ข้ารู้สึกเหมือนเคยพบ
เจ้า แต่ข้ากลับจดจำมิได้ ดูท่าเจ้าคงถูกพลังบางประการ
เนรเทศมาสินะ ตัวเจ้าที่เป็นเช่นนี้ มีคุณสมบัติใดมาดูแคลน
เผ่าเทพอนันต์”
จอมเทพปี้หลิ่วเงียบงัน นางหวนนึกถึงมรรคาจารย์แล้ว
ตัวสั่นเทิ้มอย่างห้ามตนเองมิได้
แม้ศึกใหญ่หนก่อนจะผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทุกครั้งที่
นางหวนนึกถึง นางก็ยังรู้สึกหวาดกลัว
นางมิเคยพบพานศัตรูเช่นนั้นมาก่อน นางไม่รู้แน่ชัด
ด้วยซ้ำว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด วิธีการที่มรรคา
จารย์ใช้เนรเทศนางก็น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ไม่ว่าในวิถีเทพหรือ
วิถียุทธ์ล้วนไม่เคยมีวิธีการเช่นนี้
มองดูแล้วก็ละม้ายคล้าย จุดจบของเผ่าเทพอนันต์ก็
เกิดขึ้นเพราะหมายตาพลังที่สิ่งมีชีวิตมิควรแตะต้อง
“วิถียุทธ์ล่มสลายแล้ว ยามนี้มหาพิภพนิลเหลืองอยู่ใน
กลียุค ตัวตนทั้งหลายที่ถูกวิถียุทธ์สะกดไว้เหล่านั้นล้วนหนี
ออกมา มุ่งหน้าไปชำระแค้น แล้วยังมีเหล่าเทวะที่หวนกลับ
มาจากห้วงมิติชั้นในเพื่อไปช่วยมหามรรคาของตนเองชิงชัยอีก
วิถีเทพน่าจะไม่พลาดโอกาสเหมือนกันกระมัง
ในเมื่อเป็นทั้งมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์และเป็นทั้งโอกาส
ของมหามรรคาสายอื่น ผู้ใดจะได้หัวเราะตอนสุดท้าย ผู้ใด
จะได้สร้างโลกเทพยุทธ์แห่งต่อไป กลายเป็นตัวตนที่ดำรงอยู่
ตราบชั่วกาล ก้าวข้ามทุกสรรพสิ่ง!”
บุรุษหกตาจับจ้องจอมเทพปี้หลิ่วแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียง
ล่อลวง
เมื่อได้ยินว่าวิถียุทธ์ล่มสลายแล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบน
เส้นทางสีทองก็ทำสีหน้าแตกตื่น พวกเขาล้วนมาจากห้วง
อนันต์สุญญตา ผู้คนส่วนใหญ่มาจากมหาพิภพนิลเหลือง
ต่อให้ไม่ใช่ พวกเขาต่างก็ทราบความแข็งแกร่งของวิถียุทธ์ดี
วิถียุทธ์ที่เป็นผู้ปกครองทุกสิ่งล่มสลายไปแล้วอย่างนั้นรึ
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนหันไปมองหน้ากัน พวกเขา
ล้วนมองเห็นแววตาตกตะลึงในดวงตาของอีกฝ่าย ระหว่าง
หลายปีที่พวกเขาจากมา เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ห้วงอนันต์
สุญญตากันแน่
เฟิงอวี้ตระหนกลนลาน วิถียุทธ์ล่มสลายแล้ว ถ้าเช่นนั้น
น้องชายกับน้องสาวของเขาเล่ายามนี้เป็นเช่นไร
จอมเทพปี้หลิ่วยกแขนทั้งสี่ข้างขึ้น แสงสีทองของพลัง
แห่งกฎทั้งสี่สายเชื่อมประสานกันจากหัวจรดท้าย คลื่นพลัง
อันน่าหวาดหวั่นมากพอจะสั่นสะเทือนฟ้าดินระเบิดออกมา
“เทพย่อมมิร่วมมือกับหนอนแมลง หากคิดจะสนทนา
อย่างเท่าเทียมกันกับข้า เจ้าก็ต้องมีพลังที่จะทำเช่นนั้น!”
สิ้นเสียงของจอมเทพปี้หลิ่ว บุรุษหกตาก็หน้าถอดสีใน
บัดดล
…
วันเวลาเคลื่อนคล้อย กาลเวลาไหลผ่านไปทีละน้อย
นับตั้งแต่วิถียุทธ์ล่มสลาย กาลเวลาก็ผ่านมาหลายร้อย
ปีแล้ว เงาร่างของปุถุชนเดินดินกระจายอยู่ทั่วทั้งสามพันโลก
ใหม่อีกครา โลกคุนหลุนก็เช่นเดียวกัน
พิธีสถาปนาเทพที่ผัดผ่อนมาเริ่มดำเนินไปอีกครั้ง ยามนี้
เทียนจิ่งรวมแดนมนุษย์เป็นหนึ่งได้แล้ว มหาพิธีสถาปนาเทพ
ย่อมยิ่งใหญ่อลังการมากกว่าเดิม จักรพรรดิสวรรค์ ราชันนภา
กับราชันปฐพีล้วนเดินทางไปร่วมงานด้วยตนเอง
ในฐานะโอรสสวรรค์คนแรกที่ทำให้เผ่ามนุษย์ในใต้หล้า
กลับมามั่นคง ทั้งยังนำพาเผ่ามนุษย์ก้าวผ่านหายนะที่เกิดจาก
วิถียุทธ์ คุณงามความชอบของโอรสสวรรค์องค์นี้ย่อมมิอาจ
ลบเลือนหายไป เขาจึงถูกแต่งตั้งเป็นราชันมนุษย์ ด้วยเหตุนี้
ตรีราชันนภา ปฐพีและมนุษย์จึงมีพร้อมในที่สุด
ในวันนี้
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ห้วงมิติด้านในตำหนักก็พลันชะงัก
นิ่งไปเพราะเหตุนี้ มู่หลิงลั่วที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ลืมตาแล้ว
หันมามองเขาอย่างไม่รู้ตัว
นางสัมผัสได้ถึงพลังแห่งโชคชะตา
นางไม่ประหลาดใจเท่าไรนัก เพราะสมัยที่นางเริ่มศึกษา
มรรคาสายนี้ ก็เป็นเจียงฉางเซิงที่ชี้แนะนาง นางเพียง
ประหลาดใจกับความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิงเท่านั้น
ชั่วพริบตาเมื่อครู่นั้น นางรู้สึกว่าพลังแห่งโชคชะตาของ
ตนเองช่างเล็กกระจ้อยร่อยเสียจริง
เจียงฉางเซิงหันมามองนางแล้วคลี่รอยยิ้มถามว่า
“ระยะนี้ยังได้พบตัวเจ้าในอนาคตบ้างหรือไม่”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่เลยเจ้าค่ะ
ก่อนหน้านี้เคยพบอยู่หนหนึ่ง แต่พวกเรามิได้สนทนากัน นาง
ปรากฏตัวมาอยู่ตรงหน้าข้า จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็ว
เหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า แต่ไม่จี้ถามอะไรต่อ
เขาดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจกลับกำลังขบคิดเรื่องนี้
หลบหนีสิ่งใดอยู่อย่างนั้นรึ
พอดีเชียว ช่วงนี้เขาบรรลุพลังแห่งโชคชะตาถึงขอบขั้น
ใหม่แล้ว เขาอาจลองสอดส่องโชคชะตาดูได้
แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องจัดการปัญหาในปัจจุบันเสีย
ก่อน
ปัญหาที่ว่าก็คือมหาสงครามศึกหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา
ใกล้โลกคุนหลุน
ฟังไม่ผิดหรอก กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้!
เขาพยากรณ์พบว่ามีผู้แข็งแกร่งมูลค่ามากกว่าห้าสิบ
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สองคนกำลังเปิดสงครามกันอยู่ ก็
มิทราบเหมือนกันว่าบังเอิญหรือไม่
แต่ไม่ว่าบังเอิญหรือไม่ ในเมื่อกล้ามาก็ต้องชดใช้!
ต่อมาเจียงฉางเซิงก็พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งในขอบเขต
แต่ละแห่งเหมือนเคยจนเสร็จสิ้น หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีภัย
คุกคามร้ายแรง เขาก็เลื่อนสายตาไปมองโลกสวรรค์
โลกสวรรค์ปราศจากกลียุคแล้ว พวกเขารื้อฟื้นกฎเกณฑ์
ในสมัยก่อนกลับมาใหม่อีกครั้ง ตัวตนที่อายุมากกว่าหนึ่งแสน
ปีมิอาจเข่นฆ่าสังหารในโลกสวรรค์ได้อีกต่อไป ตอนนี้
กฎระเบียบประการนี้เคร่งครัดกว่าสมัยก่อนเสียอีก เพราะว่า
มีผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานคนหนึ่งคอยข่มขวัญขุมอำนาจแต่ละ
ฝ่ายอยู่
เขาผู้นั้นก็คือบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน!
จักรพรรดิสวรรค์เชื้อเชิญผู้แข็งแกร่งจากแต่ละกลุ่ม
อำนาจมารวมตัวพร้อมกันที่สวรรค์ชั้นเก้า จากนั้นบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานก็ปรากฏตัว เขาใช้พลังของตนเองเพียงคนเดียว
สยบผู้แข็งแกร่งจากขุมอำนาจทุกแห่ง ไม่เพียงเท่านี้
หลังจากนั้นเขายังออกท่องไปทั่วโลกสวรรค์ ใช้เวลาหนึ่งร้อย
ปีทำสิ่งที่ตนเองลั่นวาจาไว้จนลุล่วง
เขาจักสร้างอำนาจให้มรรคาสวรรค์!
ข่าวบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานสวามิภักดิ์กับวิถีเซียน
แพร่กระจายไปทั่วห้วงอนันต์สุญญตา โดยเฉพาะในสามพัน
โลก สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดก็คือแต้มเซ่นไหว้ แต้ม
โชคชะตากับแต้มเผยแผ่หลักคำสอนของเจียงฉางเซิงที่
เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด
อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นก็คือ โลกทั้งสามพันใบโกลาหล
ยิ่งกว่าเดิม
ในเมื่อแม้แต่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยังหันไปเข้ากับวิถี
เซียนแล้ว ก็แสดงว่าโลกเทพยุทธ์ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์
แล้วจริงๆ ด้วยเหตุนี้มหามรรคาสายอื่นกับเผ่าเก่าแก่
ทรงอำนาจทั้งหลายจึงยิ่งคลุ้มคลั่งกว่าเก่า
กล่าวโดยสรุปก็คือการหวนกลับมาปรากฏตัวของบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานนำความสงบสุขมาให้โลกสวรรค์ แต่ทำให้
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
แม้ตัวจะอยู่ในตำหนักเมฆาม่วง แต่เจียงฉางเซิงสัมผัส
ได้ว่าไอแค้นและไอสังหาร รวมไปถึงคลื่นอารมณ์แง่ลบ
ทั้งหลายในสามพันโลกกำลังเคลื่อนตัวมารวมกัน อาจเรียกว่า
บาปกรรมก็ได้
บาปกรรมที่อัดแน่นอยู่ท่วมฟ้าทำให้ผู้ที่ระดับขั้นต่ำกว่า
ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์กลายเป็นผู้มีอารมณ์เกรี้ยวกราด
บางส่วนก็ถึงขั้นธาตุไฟเข้าแทรก
และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อบาปกรรมสั่ง
สมจนถึงจุดใหม่ แม้แต่ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์กับขั้นเทวะหก
ตัณหาก็มิอาจหลีกหนีพ้น
นี่น่ะหรือภัยพิบัติสิ้นกัลป์
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็รู้สึกว่าภัยพิบัติสิ้นกัลป์มิใช่เพียง
ความขัดแย้งระหว่างสรรพชีวิตหรือมหามรรคาทั้งหลาย
เท่านั้น แต่เบื้องหลังของมันยังมีพลังงานบางอย่างคอย
ควบคุมอยู่ด้วย
เขานึกถึงเทพแห่งหยินหยาง บางทีพลังสายนั้นอาจอยู่
เบื้องหลังเทพแห่งหยินหยางเช่นกัน
พอนึกถึงเทพแห่งหยินหยาง เจียงฉางเซิงก็นึกถึงฟ้าดิน
สรวลต่อ
เจ้าหมอนี้ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นตั้งนานแล้ว ไม่รู้ว่า
สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้าง
เพิ่งจะคิดเช่นนี้ไม่ทันไร เจียงฉางเซิงก็หลุดหัวเราะ
“พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา[1]”
…
ณ ห้วงมิติอันเวิ้งว้างนอกโลกคุนหลุน
ฟ้าดินสรวลยืนอยู่บนอุกกาบาตก้อนหนึ่ง สีหน้าเขา
บ่งบอกความร้อนรน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม
บุกเข้าไปในโลกคุนหลุน
“มีเรื่องใด”
พอได้ยินเสียงนี้ ฟ้าดินสรวลก็ยิ้มแล้วรีบบอกทันที
“มรรคาจารย์ มีขั้นเทวะที่หวนกลับมาจากมหาสมุทรเชื่อม
อนธการสองคนกำลังเปิดศึกต่อสู้กันอยู่ พวกเขาต่อสู้กันใน
ขอบห้วงสุญญตา แต่อีกไม่นานจะเข้ามาใกล้โลกคุนหลุนแล้ว
!”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไร”
“ท่านย่อมรู้อยู่แล้ว ดังนั้นข้าจึงต้องมา มรรคาจารย์ สอง
คนนั้นสังหารมิได้นะขอรับ!”
สังหารมิได้รึ
เจียงฉางเซิงที่อยู่ในตำหนักเมฆาม่วงเลิกคิ้ว แต่ยัง
ไม่ทันที่่เขาจะถาม ฟ้าดินสรวลก็อธิบายต่อทันที
“มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์แต่ละครั้งล้วนมีทวยเทพแห่ง
ความชั่วร้ายเฉกเช่นเทพแห่งหยินหยางถือกำเนิดขึ้นมา สอง
คนนี้มาจากมหันตภัยหนก่อน ข้าทราบมาจากปากของเทพ
แห่งหยินหยางว่าพวกเขาคนหนึ่งคือเทพแห่งเคราะห์ร้าย ส่วน
อีกคนหนึ่งคือเทพแห่งจิตมาร พวกเขาเป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน
มิอาจดับสลาย หากถูกท่านสังหารเข้า ท่านจะถูกเคราะห์ร้าย
พันธนาการ ถูกจิตมารเล่นงาน บางทีอาจส่งผลกระทบต่อวิถี
เซียนทั้งหมด!”
………………………………………
[1] พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา เป็นสำนวนหมายถึงพูดถึงใคร คน
นั้นก็มาให้พบเจอพอดี โจโฉเป็นตัวละครในนิยายเรื่องสามก๊ก
หนึ่งในสี่ยอดนิยายยุคโบราณของจีน