เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 506 ค่ายกลมรรคาสวรรค์ เทพแห่งมหามรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 506 ค่ายกลมรรคาสวรรค์ เทพแห่งมหามรรคา
เคราะห์ร้ายกับจิตมาร…
เทพประหลาดพิสดารอะไรพรรค์นี้ก็ยังโผล่มาได้ แล้วยัง
กล้าเรียกขานตนเองว่าเทพอีกต่างหาก
เจียงฉางเซิงแอบถอนหายใจ แต่พอลองคิดดูอีกที เทพก็
ไม่แน่ว่าจะผ่องแผ้วดีงามเสียเมื่อไร พวกเขาก็ชั่วร้ายได้
เช่นกัน
“มิว่าเป็นผู้ใด หากกล้ารุกรานโลกคุนหลุนอย่างหวังว่า
จะมีจุดจบที่ดี”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นอีกครั้ง ฟ้าดินสรวลได้ยิน
แล้วทั้งร้อนใจ ทั้งนับถือ
ช่างน่าเกรงขามจริงๆ
หากมองจากสถานะผู้ปกปักษ์คุ้มครองอาณาเขต
มรรคาจารย์ยอดเยี่ยมกว่าบรรพจารย์ยุทธ์มากนัก มิว่ามรรคา
จารย์จะต้องใช้กลอุบายอย่างไร เขาก็จะไม่มีวันยอมให้ศัตรูที่
แข็งแกร่งเข้ามาก่อความวุ่นวายในโลกคุนหลุน
ในเมื่อมรรคาจารย์มั่นใจเช่นนี้ บางทีเขาอาจรู้จักมรรคา
จารย์ไม่ดีพอเอง
ฟ้าดินสรวลคิดเช่นนี้ แต่ก็ยังไม่จากไปทันที เขารั้งอยู่ต่อ
เตรียมตัวดูว่ามรรคาจารย์จะจัดการเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับ
เทพแห่งจิตมารอย่างไร
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรออก เขาถามอย่างระมัดระวังว่า
“มรรคาจารย์ ข้าได้ยินมาว่าบรรพจารย์ยุทธ์…”
“เจ้าฟังมาไม่ผิด เขาสวามิภักดิ์กับข้าแล้ว มหันตภัย
มาเยือน ทุกคนล้วนต้องตัดสินใจเลือก โอนเอนไปซ้ายทีขวาที
มีแต่จะทำให้ตนจมลงในหุบเหว มิอาจดึงรั้งตนเองขึ้นมาได้”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น น้ำเสียงเฉยเมยเย็นชา
ฟ้าดินสรวลรีบเอ่ยว่า “มรรคาจารย์โปรดวางใจ ข้า
ทำงานรับใช้ท่านไม่มีทางเป็นอื่น ก่อนหน้านี้เพียงมิกล้า
มารบกวนท่านเท่านั้น หากท่านมีเรื่องใดต้องการสั่ง ตอนนี้
เชิญสั่งได้ทันที!”
“อ้อ เช่นนั้นหากข้าให้เจ้าไปจัดการเทพแห่งหยินหยาง
เล่า”
เจียงฉางเซิงปิดกั้นห้วงมิติบริเวณนี้ไว้แล้ว เขาจึงไม่กลัว
บทสนทนาระหว่างพวกเขาสองคนเล็ดลอดออกไป
“หากเทียบพลังแล้ว ข้าย่อมมิอาจเอาชนะเทพแห่งหยิน
หยาง แต่เท่าที่ข้าทราบเกี่ยวกับตัวเขา เทพแห่งหยินหยาง
ยังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการฟักตัว หากท่านอยากเล่นงานเขา
ข้าสามารถนำทางให้ท่านได้ เพราะหากเขาฟักตัวออกมา
สำเร็จ พลังของเขาคงเพิ่มทวีพลิกฟ้าพลิกดินอย่างแน่นอน”
ฟ้าดินสรวลเอ่ยอย่างจริงจัง ยามเอ่ยถึงเทพแห่งหยิน
หยาง เขาไม่มีความหวั่นเกรงอย่างที่เคยมีอีกต่อไปแล้ว
เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยอะไรอีก ฟ้าดินสรวลก็มิกล้าเอ่ยอะไร
อีกเช่นกัน เขากลัวว่าพูดมากไปจะกลายเป็นพูดผิด เขาเชื่อว่า
มรรคาจารย์มีวิจารณญาณของตนเอง
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม
ห้วงมิติเหนือโลกคุนหลุนก็เริ่มบิดเบี้ยว แสงรัศมีสีเข้ม
หลากสีเปล่งแสงวูบวาบ คล้ายกับมันกำลังจะปริแตกได้
ตลอดเวลา
แรงกดดันอันน่าหวาดกลัวสองสายร่วงลงมาเบื้องล่าง
มันทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนและผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายในโลกคุนหลุน
แตกตื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแดนสวรรค์ หลังจากที่จักรพรรดิ
สวรรค์ไม่อยู่ มหาจักรพรรดิจื่อเวยเจียงซิ่วก็เป็นผู้ดูแลแดน
สวรรค์แห่งโลกคุนหลุนชั่วคราว เขาลงมือว่องไวอย่างยิ่ง
ใช้เวลาสั้นเพียงนิดเดียวก็พาเทพเซียนทั้งหลายเหาะออกมา
นอกโลกคุนหลุน
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องร่างของฟ้าดินสรวล ฟ้าดิน
สรวลรีบยกมือโบก “ไม่เกี่ยวกับข้านะ ศัตรูอยู่ข้างบนนั่น
ต่างหาก”
มหาจักรพรรดิจื่อเวยเงยหน้ามอง ด้านบนนั้นมีคลื่น
สั่นสะเทือนระลอกแล้วระลอกเล่าซัดออกมาจากความมืดมิด
พวกมันแผ่ไปไกลสุดลูกหูลูกตา หากนำโลกคุนหลุนไปวางไว้
ในนั้น มันคงประดุจทรายเม็ดหนึ่งท่ามกลางเกลียวคลื่นโหม
คลั่ง ช่างเล็กกระจ้อยร่อยอย่างยิ่ง
เว้นเสียแต่ฝั่งหนึ่งของเกลียวคลื่นที่ถูกความมืดมิดกั้น
ขวางเอาไว้ได้ ความมืดมิดที่แท้จริงบริเวณนั้นคือสิ่งที่ถูกสร้าง
ขึ้นตอนเจียงฉางเซิงเผชิญหน้ากับพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์
อภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายทำให้เกิดเขตต้องห้ามแห่งหนึ่งที่ผู้
บำเพ็ญเซียนมักจะแวะไปสำรวจดูมันเป็นระยะ
เมื่อเข้ามาใกล้ เทพเซียนทั้งหลายก็สัมผัสแรงกดดัน
ลึกลับสองสายนั้นได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
แผ่นหลังหนาวสะท้าน!
จิตใจตื่นตระหนกสงบมิลง!
แม้แต่มหาจักรพรรดิจื่อเวยก็ยังขวัญผวากับพลังสอง
สายนี้ เขาลอบตกตะลึงอยู่ในใจ
“นี่มันพลังอันใดกัน…ถึงส่งผลกระทบต่อจิตใจของข้าได้
…”
แม้แต่เขายังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับเทพเซียน
คนอื่น ทหารสวรรค์ที่ระดับขั้นบำเพ็ญต่ำที่สุดถึงกับเห็น
ภาพหลอน
“เหอะ!”
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอันเย็นชาก็ดังขึ้น เทพเซียน
ทั้งหมดได้สติกลับมา ภาพหลอน ความหวาดกลัวและความ
หวาดวิตกล้วนมลายหายไปสิ้น พวกเขาไม่รับรู้ถึงพลังอัน
ลึกลับสองสายนั้นอีกต่อไป
ฟ้าดินสรวลเองก็สัมผัสพลังของมรรคาจารย์ได้เช่นกัน
มันช่างยิ่งใหญ่และแสนวิเศษ ลึกล้ำจนหยั่งมิถึง
ในชั่วพริบตานี้ เขารู้ทันทีว่าเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพ
แห่งจิตมารจบเห่แล้ว
เปรี้ยง!
จู่ๆ ห้วงมิติที่อยู่ด้านบนก็ระเบิดแล้วปริแตก ลำแสงอัน
น่ากลัวหน้าตาคล้ายพายุหมุนร่วงลงมาเบื้องล่าง มันเกิดจาก
พลังสองสายที่เกี่ยวกระหวัดโรมรันพันตูกันอยู่ ด้านในลำแสง
มองเห็นเงาเลือนรางนับพันหมื่นร่าง แต่เมื่อเพ่งพิจให้ดีก็
จะพบว่าความจริงแล้วพวกมันคือสองร่างที่กำลังปะทะกัน
อย่างรวดเร็ว การปะทะกันแต่ละหนทำให้เกิดอสนีบาตและ
แสงวูบวาบ
ห้วงมิติทั่วทั้งบริเวณสว่างไสวด้วยลำแสงสีสดเข้ม
แสงสว่างกับความมืดวูบวาบสลับกัน แม้ว่าเทพเซียนทั้งหลาย
จะมีพลังของมรรคาจารย์ปกป้องอยู่ ทว่าเพียงมองด้วย
ตาเปล่า พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงความน่ากลัวของการต่อสู้หนนี้
แล้ว
ในตอนนี้เอง มหาจักรพรรดิจื่อเวยกับเทพเซียนทั้งหลาย
ก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง พวกเขาหันไปมองตามสัญ
ชาตญาณ ทันใดนั้นทุกคนก็เบิกตากว้าง
พวกเขามองเห็นสิ่งใดน่ะรึ
มรรคาจารย์อย่างไรเล่า!
มรรคาจารย์ฉบับที่มีร่างกายใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าโลก
คุนหลุนทั้งใบ กับบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาที่มหึมาหาสิ่ง
ใดเปรียบ เหนือพนักบัลลังก์ของเขามีดวงแสงเก้าดวง
ส่องสว่างทั่วห้วงมิติประหนึ่งดวงตะวันเจิดจ้าเก้าดวงบน
ฟากฟ้า
แม้แต่ฟ้าดินสรวลก็ถูกเขาดึงสายตาไป ท่ามกลาง
สายตาจับจ้องของคนทั้งหมด มรรคาจารย์ก็ยกมือขวาขึ้น เขา
กำมือจับความว่างเปล่า ทันใดนั้นลำแสงที่พุ่งทะลวงผ่านมิติ
มาสองสายนั้นก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นลำแสงกับสอง
ร่างด้านในก็ร่วงลงมาอยู่กลางฝ่ามือของเขาต่อหน้าต่อตา
ผู้คนที่กำลังทำหน้าตกตะลึง
พลังอภินิหารระดับนี้ช่างชวนให้คนตกตะลึงเหลือเกิน!
เทพเซียนทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่านี่คือพลังอภินิหารใด
มรรคาจารย์ถ่ายทอดพลังอภินิหารนี้ให้ผู้คนตั้งนานแล้ว มีผู้
บำเพ็ญเซียนที่เก่งกาจจำนวนไม่น้อยฝึกฝนวิชานี้จนสำเร็จ
ทว่าวิชาจักรวาลกลางฝ่ามือของผู้อื่นทำได้เพียงเก็บสิ่งของ
ไม่ก็ช่วยเหลือระหว่างต่อสู้ได้เท่านั้น ไหนเลยจะเหมือนมรรคา
จารย์ที่ใช้มันจบการต่อสู้ได้ในทันที
เจียงฉางเซิงเก็บเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมาร
เข้าไปในฝ่ามือ ฉับพลันห้วงมิติก็เงียบสงบ
“พวกเจ้าไปทำงานของพวกเจ้าเถิด ถือเสียว่าไม่เคย
มีเรื่องนี้เกิดขึ้น”
สิ้นคำพูดของเจียงฉางเซิง บัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาก็พาเขาหายไปด้วยกัน
ฟ้าดินสรวลฉีกยิ้มอย่างตื่นเต้นแล้วหายไปจากตรงนั้น
บ้าง
มหาจักรพรรดิจื่อเวยพาเทพเซียนทั้งหลายจากมา เทพ
เซียนทั้งหลายพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กันอย่าง
ตื่นเต้น ไม่ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด ทุกคราที่ได้
เห็นมรรคาจารย์ลงมือก็ยังรู้สึกตกตะลึงได้ทุกครั้ง จินตนาการ
ยากเหลือเกินว่าระดับขั้นบำเพ็ญของมรรคาจารย์สูงเท่าใด
แล้วกันแน่
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์
เทพสวรรค์มหามรรคา เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิต
มารในฝ่ามือยังพยายามขัดขืนอยู่
‘พอพัฒนาด้วยวิชาทาบฟ้าเทียมพสุธาแล้วผลลัพธ์
ไม่เลวเลยจริงๆ’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆ ระหว่างที่ฝึกบำเพ็ญ เขาก็ใช้
สิ่งที่ตนเองเรียนรู้ไปเพิ่มพลังของวิชาอภินิหารทั้งหลายด้วย
การจับคู่วิชาทาบฟ้าเทียมพสุธากับจักรวาลกลางฝ่ามือให้
ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
เขามองกลางฝ่ามือ พลังของเทพแห่งมหันตภัยทั้งสอง
แข็งแกร่งจริงๆ พลังของพวกเขาทวีเพิ่มขึ้นเป็นระยะ หมายจะ
ฝ่าทะลวงออกมา แต่สุดท้ายก็ถูกบังคับลากกลับไปอีกครั้ง
ไม่นานเทพแห่งมหันตภัยทั้งสองก็หยุดพยายาม
ต่างคนต่างขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายพร้อมกับสีหน้าถมึงทึง
พวกเขาล้วนมีร่างเป็นมนุษย์ เทพแห่งเคราะห์ร้ายมีผิว
ทั่วทั้งตัวเป็นสีเทาประดับด้วยลวดลายสีดำกับสีขาว เขาไม่มี
เส้นผม บนหน้าผากมีเขามากมายงอกออกมาดูคล้ายหมู่
ยอดเขา ขณะที่ดวงตาทั้งสองไม่มีรูม่านตา ส่วนเทพแห่งจิต
มารมีผิวสีดำสนิท เส้นผมสีดำที่ปล่อยสยายรุงรังของเขายาว
ยิ่งกว่าความสูงของร่างกายเขาเสียอีก ใบหน้าของเขา
แฝงความละมุนจนมองไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง
เทพทั้งสองล้วนสวมเสื้อคลุมตัวยาวที่สร้างมาจากพลัง
เทพของแต่ละคน มองแวบแรกดูจะคล้ายคลึงกันอยู่บางส่วน
“น่าจะเป็นฝีมือของมรรคาจารย์ผู้นั้น คิดไม่ถึงว่ามรรคา
จารย์จะแข็งแกร่งดังเช่นคำร่ำลือจริงๆ”
“พลังแห่งมิติสายนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ แต่เขาจะกล้า
สังหารพวกเราหรือ”
เทพทั้งสองไม่ตื่นตระหนก นอกจากความโกรธเกรี้ยว
แล้วก็มีแต่ท่าทางเยาะหยัน
ล่วงเกินพวกเขา ย่อมไม่มีจุดจบที่ดี!
เจียงฉางเซิงรอคอยอย่างอดทน
[ปีซุ่นชางที่แปดสิบเจ็ด เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่ง
จิตมารเปิดศึกกันจนส่งผลกระทบต่อโลกคุนหลุน เจ้าลงมือได้
ทันกาล เอาชีวิตรอดมาจากการต่อสู้ของพวกเขา ข้ามผ่าน
เคราะห์ภัยหนนี้ได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นค่ายกล
มรรคาสวรรค์ นามว่า ‘ค่ายกลสังหารเก้านภาสิบปฐพี’]
ค่ายกลมรรคาสวรรค์!
เจียงฉางเซิงรอคอยจนได้รับรางวัลรอดชีวิต มุมปากก็
ยกโค้ง สายตาเลื่อนไปจับจ้องใจกลางฝ่ามือ
เขาโยนเทพทั้งสององค์เข้าไปในน้ำเต้าทองม่วง
หลังจากนั้นก็เปิดเขตอาคมด้านใน
ระหว่างหลายปีที่ผ่านมา เขามักปรับปรุงเขตอาคม
ด้านในน้ำเต้าทองม่วงใหม่อยู่เสมอ เขตอาคมที่แข็งแกร่งที่สุด
ด้านในคือกาฬวาตสะบั้นมรรคาที่ได้รับมาตอนสังหารอวี่ฉิว
เทียน สายลมนี้ทำลายพลังแห่งมหามรรคาได้ นำมาใช้ทรมาน
เทพสององค์นี้ได้พอดี
ในเมื่อสังหารไม่ได้ เช่นนั้นก็สะกดเอาไว้แล้วกัน
เจียงฉางเซิงไม่ใช่คนหัวแข็ง ในสถานการณ์ที่ยังไม่มั่นใจ
เต็มร้อย เขาย่อมฟังคำเตือนของผู้อื่น
ไม่นานเสียงผรุสวาทด้วยความเกรี้ยวกราดกับเสียงก่น
ด่าของเทพทั้งสององค์ก็ลอยออกมาจากด้านในน้ำเต้าทอง
ม่วง
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เคราะห์ร้ายกับจิตมาร ดูเหมาะจะใช้เป็นบทลงโทษของ
มรรคาสวรรค์สำหรับลงทัณฑ์กรรมชั่วพอดี หากจับพวกเขา
ผสานเข้าไปในมรรคาสวรรค์ได้ มรรคาสวรรค์ก็จะมีอำนาจ
มากขึ้น
แล้วหากเขาทำตามแนวทางนี้ต่อไป วันหน้ามรรคา
สวรรค์ก็จะมิใช่เพียงพลังแห่งบุญบารมีเท่านั้น แต่จะมีพลัง
แห่งกฎนับพันหมื่นอยู่ในตัวด้วย เช่นนั้นจึงจะเป็นมรรคา
สวรรค์ที่ใจเขาวาดหวังอย่างแท้จริง
หากเขาทำให้มรรคาสวรรค์เป็นเช่นนั้นได้ เขาย่อมทำให้
ตัวเองเป็นเช่นนั้นดุจเดียวกัน ถึงยามนั้นเขาก็จะบรรลุ
ขั้นพรหม?
หรืออาจจะก้าวไปไกลกว่านั้น!
…
หมอกหนาทึบลอยวนเวียนอยู่ท่ามกลางความมืด
ฟ้าดินสรวลเดินทางมาถึงหน้าไข่ฟองยักษ์ของเทพแห่ง
หยินหยาง ไข่ยักษ์ฟองนี้กลายเป็นสีแดงก่ำแล้ว มองเห็นร่าง
ข้างในไม่ชัดอีกต่อไป
“เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารพ่ายแพ้แล้ว
หรือ”
เสียงของเทพแห่งหยินหยางดังขึ้น น้ำเสียง
แฝงความหวาดกลัว
ฟ้าดินสรวลพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ถูกต้องแล้วขอรับ ข้า
เห็นมาเองกับตา ยามอยู่ต่อหน้ามรรคาจารย์ เทพสององค์นั้น
ไม่มีกำลังต่อต้านแม้แต่น้อย มรรคาจารย์เพียงยกมือขึ้นมาก็
สยบพวกเขาได้…”
ความยอดเยี่ยมของวิชาจักรวาลกลางฝ่ามือสลักลึกอยู่
ในสมองของเขา แม้ผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ยังมิอาจลบเลือน
เขาเริ่มเกิดความปรารถนาต่อวิถีเซียนแล้ว
ตัวเขาในยามนี้ก็นับว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับมรรคา
จารย์แล้ว เหตุใดเขาจะบำเพ็ญเซียนบ้างมิได้เล่า
ส่วนมหามรรคาของตัวเขาเอง หลังจากฝ่าฟัน
มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เขาสูญสิ้นใจทะเยอทะยานเสียนานแล้ว
เขาเพียงปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้น มีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้นเท่านั้น
“แม้พวกเขามิใช่เทพของยุคนี้ มหันตภัยจึงไม่เสริมส่ง
พลังของพวกเขา แต่อย่างไรพวกเขาก็บรรลุเป็นเทพแล้ว
มรรคาจารย์มิเสียทีที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ บางทีมรรคา
จารย์ผู้นี้อาจได้กลายเป็นเทพแห่งมหามรรคารุ่นใหม่ ทุกครา
ที่ภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเยือน มหามรรคาทั้งสามพันจักเผยพลัง
ของตนเองออกมาในรูปลักษณ์ของเทพแห่งมหันตภัย ทว่า
มีเพียงเทพที่รอดชีวิตมาเท่านั้นที่จะกลายเป็นเทพแห่งมหา
มรรคาที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว”
เทพแห่งหยินหยางทอดถอนใจ ระหว่างกระบวนการ
ฟักตัว เขาได้รับความทรงจำของมหามรรคามามากมายขึ้น
ทุกวัน
ฟ้าดินสรวลถามว่า “เช่นนั้นท่านกับมรรคาจารย์มิใช่ว่า
ต้องต่อสู้กันอย่างนั้นหรือ”
เทพแห่งหยินหยางตอบว่า “ถูกต้องแล้ว แต่มรรคาจารย์
ถือกำเนิดมาก่อนข้า เร่งให้มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มาเยือน
ดังนั้นก่อนสรรพชีวิตสิ้นสูญ อย่างน้อยข้ากับเขาก็อยู่ฝั่ง
เดียวกัน รอถึงช่วงปลายมหันตภัยค่อยชิงชัย
เผ่าตระกูลของวิถียุทธ์ไม่รู้สักนิดว่าภัยพิบัติสิ้นกัลป์คือ
สิ่งใด มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่เล่าขานกันก่อนหน้านี้ล้วนเป็น
เพียงละครที่โลกเทพยุทธ์กำกับเองเล่นเอง ยามเทพแห่ง
มหันตภัยทั้งสามพันองค์ฟื้นตื่น นั่นต่างหากจึงจะเป็น
ความหวาดกลัวและความสิ้นหวังที่แท้จริง แม้แต่ตัวข้าเองยัง
หวาดกลัว เพราะเทพแห่งมหันตภัยทั้งหลายจะทำลายทุกสิ่งที่
ขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขา รวมถึงเทพแห่งมหันตภัยด้วย
กันเองด้วย”
ฟ้าดินสรวลหรี่ตาลง แล้วเอ่ยต่อว่า “ท่านอย่าได้ดูแคลน
ห้วงอนันต์สุญญตานัก ผู้แข็งแกร่งจากห้วงมิติชั้นในเริ่มหวน
กลับมาแล้ว ระหว่างที่เดินทางกลับมา ข้ารู้สึกได้ว่ามีสายตา
หลายคู่กำลังจับตา…”
เพิ่งเอ่ยจบคำนี้ เขาก็หันขวับไปด้านหลังแล้วถลึงตา
ตวาดว่า “ผู้ใด ออกมาเสีย!”
จังหวะหัวใจเต้นด้านในไข่ฟองยักษ์หยุดไปเช่นกัน
หมอกหนาทึบที่ไหลเคลื่อนอยู่ในห้วงมิติบริเวณนี้ก็หยุดนิ่ง
ไปด้วย
“เทพแห่งมหามรรคารึ คิดไม่ถึงว่าข้าเพิ่งกลับมาก็พบ
เข้าองค์หนึ่งเสียแล้ว ทั้งยังอยู่ในระหว่างฟักตัวอีกด้วย ดียิ่งนัก
!”
เสียงหัวเราะที่อัดแน่นด้วยจิตสังหารดังลอยมา หมอก
หนาทึบในห้วงมิติระเบิดกระจาย สายลมรุนแรงอันน่า
หวาดหวั่นโหมกระหน่ำ บีบให้ฟ้าดินสรวลต้องรีดเค้นพลังของ
ตนเองออกมาป้องกัน
…………………………………………….