เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 507 ลอบมองโชคชะตา
ข่าวเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารถูกเจียงฉาง
เซิงสะกดไม่แพร่กระจายไปที่ใด เพราะว่าสรรพชีวิตทั้งหลาย
ไม่รู้จักเทพสององค์นี้เสียด้วยซ้ำ
แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนในมหาพิภพจิตจรฮือฮาอยู่
ไม่น้อย เพราะไม่ว่าอย่างไรตัวตนที่ทำให้มรรคาจารย์ต้อง
ลงมือเองย่อมแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ผู้ศรัทธาทั้งหลายจึงพากัน
คาดเดาตัวตนของผู้ที่ถูกสะกดไปต่างๆ นานา
ทว่าหลังจากเวลาผ่านไปหลายปี เรื่องนี้ก็ถูกผู้ศรัทธา
ทั้งหลายโยนทิ้งจากสมอง เพราะว่าการต่อสู้ในมหาพิภพนิล
เหลืองโหดร้ายมากขึ้นทุกที เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจออกมา
สำแดงเดชเพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้ศรัทธาทั้งหลายที่อยู่ในมหาพิภพ
นิลเหลืองกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกต้องการตัวมากที่สุดในมหา
พิภพจิตจร
ใต้หล้าของโลกคุนหลุนสงบสุข โลกสวรรค์ก็มีบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานคอยคุ้มครอง ในสถานการณ์ที่โลกทั้งสอง
ใบสงบสุขดี ผู้ฝึกบำเพ็ญทั้งหลายย่อมกระสัน
อยากรู้อยากเห็นเรื่องราวในมหาพิภพนิลเหลือง
ผู้แข็งแกร่งที่เคยทิ้งชื่อเสียงไว้บนกระแสธารแห่ง
ประวัติศาสตร์เหล่านั้นต่างพากันปรากฏตัวออกมา แม้ผู้
ศรัทธาทั้งหลายจะอยู่ห่างไกลจากมหาพิภพนิลเหลืองมากนัก
แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงบรรยากาศของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
วันนี้ ณ มุมหนึ่งของมหาพิภพจิตจร
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า
เขาลืมตาขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาตกตะลึง ในหูได้ยิน
เสียงของเจียงฉางเซิงดังก้อง
“ฟ้าดินมิทันเบิกข้าอยู่มาก่อน สามพันมหามรรคาข้า
ผู้เดียวปกครอง…”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานพึมพำทวนคำพูดของมรรคา
จารย์กับตนเอง สัมผัสความห้าวหาญที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น
ภายในแหวนบรรจุสรรพสิ่งที่เจียงฉางเซิงมอบให้เขาเมื่อ
ตอนนั้นมีเคล็ดวิชาอยู่มากมาย เคล็ดวิชาหนึ่งในนั้นก็คือมหา
มรรคาปราณทองคำ ยิ่งระดับขั้นบำเพ็ญเซียนของเขาสูงขึ้น
เขาก็ยิ่งรู้สึกยำเกรงวิถีเซียนมากกว่าเก่า จนกระทั่งวันนี้
ความรู้สึกเลื่อมใสที่มีต่อมรรคาจารย์ของเขาเพิ่มพูนไป
ถึงระดับใหม่ ทันใดนั้นจู่ๆ ในสมองก็ได้ยินเสียงระฆัง
มหาพิภพจิตจร!
ณ ชั่วเวลานี้ บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเข้าใจกระจ่างแจ้ง
แล้ว
เหตุใดวิถียุทธ์จึงมิอาจสืบหาข่าวของมรรคาจารย์ได้
เหตุใดวิถีเซียนจึงจงรักภักดีต่อมรรคาจารย์ถึงเพียงนั้น แล้ว
เหตุใดวิถีเซียนจึงเบ่งบานในมหาพิภพนิลเหลืองได้โดยที่
ทวยเทพไม่รู้ ภูตผีไม่เห็น…
ช่างเป็นกลวิธีอันเยี่ยมยอด!
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแอบถอนหายใจ ทันใดนั้นเอง
เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งเหาะเข้ามาหา
“สหายนักพรตผู้นี้ เจ้าเพิ่งมาใหม่ใช่หรือไม่ ไปกันเถิด
ข้าจะพาเจ้าตระเวนดูให้ทั่วเอง มหาพิภพจิตจรกว้างใหญ่
ยิ่งนัก ระวังหลงทางเสียเล่า”
ผู้มาเยือนเป็นผู้บำเพ็ญเซียนหน้าตาดูอายุน้อยคนหนึ่ง
ใบหน้าของเขาเอิบอาบด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตร
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานค้นพบว่าในที่แห่งนี้เขามิอาจ
มองกลิ่นอายพลังของผู้อื่นออก
เขาพยักหน้า ไม่ปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย ทั้งสองคนเหาะ
ไปยังขอบฟ้าด้วยกัน ระหว่างทางผู้ฝึกตนหนุ่มก็แนะนำมหา
พิภพจิตจรให้ฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ซึ่งมีการถ่ายทอด
เคล็ดวิชาบำเพ็ญจะเล่าเน้นย้ำเป็นพิเศษ ทำให้บรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานเกิดความประทับใดที่ดีต่อเขานิดๆ
‘วิถีเซียนช่างใจกว้างกว่าวิถียุทธ์นัก ต่อให้เป็นโลกเทพ
ยุทธ์ หากยอดอัจฉริยะคนใหม่ที่มาเยือนไม่มีคนใหญ่คนโตอยู่
เบื้องหลังก็คงไม่มีผู้ใดมานำทางเขาโดยเฉพาะเช่นนี้ ยิ่ง
ไม่ต้องพูดถึงการเผยแผ่วิชาอย่างเปิดกว้าง’
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานคิดเงียบๆ
ในโลกเทพยุทธ์ หากต้องการยอดเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งก็
ต้องทำภารกิจแล้วใช้คุณงามความชอบมาแลก ตัวเขา
ถือกำเนิดในวิถียุทธ์ จึงคุ้นชินกับเรื่องนี้จนเห็นเป็นสิ่งธรรมดา
มายามนี้ได้ฟังผู้ฝึกตนหนุ่มแนะนำวิถีเซียน เขาก็อับอายนัก
วิถียุทธ์ สู้วิถีเซียนมิได้สักด้านเลยจริงๆ…
มิน่าเล่าวิถีเซียนจึงถือกำเนิดขึ้นมาก่อนมหันตภัยแห่งวิถี
ยุทธ์มาเยือน ลิขิตฟ้าซ่อนอยู่โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ มหามรรคาที่จะ
ล้มวิถียุทธ์ได้ ย่อมดีกว่าวิถียุทธ์ในทุกด้าน ก็เหมือนคราที่วิถี
ยุทธ์มาแทนที่ศาสตร์โบราณในอดีต
ทุกวันจะมีผู้ศรัทธาหน้าใหม่ก้าวเข้ามาในมหาพิภพจิต
จรมากกว่าพันคน ไม่ใช่ว่ามีบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเพียง
คนเดียว ผู้มาเยือนแต่ละคนล้วนได้รับการนำทางอย่าง
เอื้ออารีจากผู้ศรัทธาหน้าเก่า ด้วยขนบธรรมเนียมเช่นนี้เอง
การแบ่งพรรคแบ่งพวกในมหาพิภพจิตจรจึงสลับซับซ้อน
อย่างยิ่ง
…
ในตำหนักศิลาหลังหนึ่ง รูปสลักศิลาท่วงท่าแตกต่างกัน
องค์แล้วองค์เล่าตั้งอยู่ริมห้อง คล้ายบันทึกวิชาที่ตกทอด
มาจากอารยธรรมโบราณ
บุรุษอาภรณ์สีดำคนหนึ่งคุกเข่าคารวะอยู่หน้าบันได
ด้านบนของบันไดมีหญิงชราสวมเสื้อคลุมสีแดงนางหนึ่งนั่ง
สมาธิอยู่
“เรียนนายท่าน เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมาร
ถูกมรรคาจารย์จับตัวไปแล้วขอรับ เรื่องนี้ส่งผลต่อ
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับมรรคาจารย์ของพวกเรา”
บุรุษอาภรณ์สีดำเอ่ยเสียงเคร่งขรึม ระหว่างที่รายงาน
ข่าวเรื่องนี้ ดวงตาของเขาก็เผยแววตาหวาดกลัว
หญิงชราอาภรณ์สีแดงลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองของนาง
เป็นสีขาวโพลน นางเอ่ยปากอย่างเนิบช้า “แม้แต่เทพแห่งมหา
มรรคายังถูกเขาจับตัวไปได้อย่างนั้นรึ ต่อให้พวกเขาถือกำเนิด
จากภัยพิบัติสิ้นกัลป์หนก่อนๆ ทำให้ไม่มีพลังของภัยพิบัติสิ้น
กัลป์คอยสนับสนุนอีกแล้วก็ตาม แต่พลังเทพในตัวพวกเขาก็
ไม่มีวันสูญสลาย
ตอนนี้หยุดแผนการเกี่ยวกับโลกสวรรค์เอาไว้ก่อน รอดู
ซิว่าวิถีเซียนจะได้รับอันตรายจากพลังเทพทั้งสองสายนี้
หรือไม่”
บุรุษอาภรณ์สีดำเงยหน้าขึ้นมาถามว่า “หากวิถีเซียน
มิได้รับอันตราย พวกเราสมควรเลือกอย่างไรดีขอรับ”
หญิงชราอาภรณ์สีแดงหรี่ตาลงแล้วตอบว่า “หากเป็น
เช่นนั้นก็จงเลิกยุ่งกับโลกสวรรค์เสีย”
บุรุษอาภรณ์สีดำพรูลมหายใจอย่างโล่งอก เขาเป็นผู้
รับหน้าที่รวบรวมข่าวสาร มิว่าข่าวใดในห้วงอนันต์สุญญตา
ล้วนถูกเขาสืบเสาะจนพบ มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่เขายิ่ง
สืบเสาะยิ่งตกตะลึง จนสุดท้ายก็ยังสืบไม่พบว่ามรรคาจารย์
แข็งแกร่งเท่าใดกันแน่
ดูเหมือนยามมรรคาจารย์เผชิญหน้าศัตรู เขาจะกำราบ
ศัตรูได้อย่างง่ายดายเสียทุกครั้ง จนตอนนี้เขายังสืบไม่พบเลย
ว่ามีหนใดที่มรรคาจารย์เคยได้รับบาดเจ็บ
ไม่เพียงมิเคยแพ้ แม้กระทั่งถูกทำร้ายจนบาดเจ็บก็ยัง
ไม่เคย
พลังที่น่ากลัวระดับนี้จะไปหาเรื่องได้อย่างไรเล่า
แม้แต่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยังหันไปสวามิภักดิ์เลย…
“มรรคาจารย์จับตัวเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิต
มารไปเช่นนี้ ต้องมีคนคอยจับจ้องเขามากกว่าเดิมแน่
ช่วงเวลาแห่งมหันตภัย มิว่าผู้ใดก็หลีกหนีไม่พ้น ต่อให้พวกเรา
ไม่จัดการโลกสวรรค์ ก็ย่อมมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าลงมืออยู่ดี
ทุกครั้งที่ภัยพิบัติสิ้นกัลป์สิ้นสุด ต้องมีฝั่งหนึ่งฝั่งใดขึ้น
เป็นใหญ่เหนือห้วงสุญญตา ไม่มีผู้ใดปลีกตัวออกห่างแล้วจะ
รอดตัวไปได้”
น้ำเสียงของหญิงชราอาภรณ์สีแดงแฝงความกลัดกลุ้ม
เมื่อกล่าวคำพูดท่อนนี้จบ นางก็หลับตาลง
“ท่านประมุขตี้หรงกำลังจะกลับมาแล้ว หลังจากนี้เจ้าก็
จงไปทำงานรับใช้เขาเถิด ข้าตั้งใจจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญ มุ่ง
สู่ขั้นเทวะ หากมิสำเร็จก็คงถึงคราละสังขารแล้ว”
บุรุษอาภรณ์สีดำได้ยินคำนี้ก็เงยหน้าทันควัน เขามอง
นางเหมือนมีสิ่งที่อยากพูดแต่ก็ตัดสินใจไม่พูดออกมา
สุดท้ายบุรุษอาภรณ์สีดำก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้ว
ลุกขึ้นคำนับอย่างนอบน้อม แล้วหมุนตัวเดินออกไป
ในตำหนักเหลือเพียงหญิงชราอาภรณ์สีแดง เสียงของ
นางดังขึ้นแผ่วเบา
“มหามรรคาแตกดับ ยุคสมัยผลัดเปลี่ยน วีรบุรุษ
ผู้ยิ่งใหญ่มากมายยอมสละสิ้นทุกสิ่ง แต่พวกเขามิรู้ว่า ผู้ที่
ฟ้าลิขิตตัวจริงย่อมถือกำเนิดท่ามกลางมหันตภัย การ
ถือกำเนิดของพวกเขาจะทำให้ทุกคนที่มาก่อนหม่นมัวไร้สีสัน
…
ชะตากรรม…ช่างน่าขัน ช่างน่าขัน!”
…
เหนือตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงโผล่ออกมาจาก
ความว่างเปล่า เขายืนอยู่บนชายหลังคาแล้วยกมือขวาขึ้น
ธงผืนใหญ่ผืนแล้วผืนเล่าลอยออกมาจากใจกลางฝ่ามือ พวก
มันมีทั้งหมดสามสิบหกผืน ยามพวกมันลอยวนเป็นวงกลมอยู่
ด้วยกันช่างดูทรงพลังน่าครั่นคร้ามนัก
ค่ายกลสังหารเก้านภาสิบปฐพี!
เจียงฉางเซิงใช้เวลาแปดสิบปีเต็มๆ กว่าจะทำให้มันเป็น
ของตนเองได้สำเร็จ ระหว่างกระบวนการนั้นแค่หลอม
ศาสตราก็ใช้เวลาไปห้าสิบปีแล้ว ธงผืนใหญ่สามสิบหกผืนนี้
เป็นสิ่งที่สร้างจากทรัพยากรที่ดีที่สุดเท่าที่แดนสวรรค์
จะรวบรวมมาได้ มันจึงรองรับพลังอาคมของเขาได้
‘ตั้งค่ายกล’
เจียงฉางเซิงพูดในใจเงียบๆ ธงใหญ่ทั้งสามสิบหกผืน
ลอยออกไปจากโลกคุนหลุนทันที พวกมันรวดเร็วนัก ทหาร
สวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่อยู่เหนือคงคาสวรรค์ต่างมองเห็น
พวกมัน พวกเขาย่อมไม่คิดว่าตนเองเห็นภาพหลอน
ด้วยเหตุนี้ความวุ่นวายจึงบังเกิดขึ้นทันตา
ธงผืนใหญ่สามสิบหกผืนลอยขึ้นไปถึงห้วงมิติ พวกมัน
ลอยล้อมโลกคุนหลุนไว้ ธงแต่ละผืนแผ่พลังอาคมของเจียง
ฉางเซิงออกมา ดูคล้ายดวงดาวสามสิบหกดวงกำลังลอย
ล้อมรอบโลกคุนหลุน ก่อนจะซ่อนตัวหายไป หากมองจาก
ภายนอกโลก โลกคุนหลุนเหมือนเกิดริ้วระลอกคลื่นมายาอยู่
ครู่หนึ่ง แล้วไม่นานก็กลับมาเงียบสงบเช่นเดิม
เจียงฉางเซิงหายตัวไปจากชายหลังคา กลับมา
ปรากฏตัวบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาอีกหน เขาเริ่ม
ยืดเส้นยืดสาย
หลังจากเขาเข้าถึงมรรคาแห่งโชคชะตาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เขาก็เริ่มสอดส่องอนาคตในช่วงสั้นๆ ได้แล้ว วันเวลาแห่ง
ความสงบสุขของวิถีเซียนกำลังจะใกล้ถึงจุดจบ
เขาจึงตัดสินใจว่าจะไปเยือนสายธารแห่งโชคชะตาสัก
หน
สายธารแห่งโชคชะตาคือสิ่งที่เขาค้นพบระหว่างศึกษา
พลังแห่งมรรคา สายธารแห่งโชคชะตาคือรูปลักษณ์ที่ปรากฏ
ออกมาของมรรคาแห่งโชคชะตา มันถือกำเนิดมาจาก
ชะตากรรมของสรรพชีวิตทั้งมวลที่ก่อตัวรวมกัน
การเดินทางไปสายธารแห่งโชคชะตามิอาจไปด้วยกาย
เนื้อ แต่ต้องใช้ดวงจิต ตัวตนของสายธารแห่งโชคชะตา
มิใช่วัตถุที่ดำรงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่สรรพชีวิตรู้จัก
มันคล้ายคลึงกับมหาพิภพจิตจร
เจียงฉางเซิงยืดเส้นยืดสายเสร็จก็นั่งลง หลังจากนั้น
จึงโคจรพลังแห่งโชคชะตา ดวงจิตเข้าไปโผล่อยู่เบื้องหน้า
สายธารแห่งโชคชะตา
เขาลืมตาขึ้น สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในสายตาคือห้วงมิติที่
พร่างพราวระยิบระยับหลากสีสันแห่งหนึ่ง เบื้องหน้ามีแม่น้ำ
ใหญ่สีเงินสายหนึ่งกำลังไหลเอื่อย ในแม่น้ำมีดวงดาวจุดแล้ว
จุดเล่าเปล่งแสงวิบวับเป็นเฉดสีต่างๆ กัน
เจียงฉางเซิงเหาะขึ้นไปเหนือสายธารแห่งโชคชะตา เขา
มองไปยังทิศทางที่สายน้ำรินไหล
ชั่วพริบตานั้นเงานับพันหมื่นก็สะท้อนเข้ามาในดวงตา
ของเขา เขามองเห็นศัตรูของวิถีเซียนตั้งแต่บัดนี้ตราบจน
ภายภาคหน้า แต่แล้วจู่ๆ ด้านหลังของเงาทั้งหลายก็มีร่างที่
เปล่งแสงเจิดจ้ามากกว่าร่างหนึ่งโผล่ออกมา ขัดจังหวะ
การสอดส่องของเขา
‘ดูท่าคนผู้นั้นคงเป็นคนที่ก้าวเข้าแตะมรรคาแห่ง
โชคชะตาเหมือนกัน’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ เขาสอดส่องโชคชะตาได้
ผู้ที่ศึกษามรรคาแห่งโชคชะตาทั้งหลายก็ย่อมทำได้เช่นกัน
ดังนั้นในหมู่โชคชะตาที่เขาสอดส่องได้ ย่อมไม่มีโชคชะตาของ
ผู้เก่งกาจในมรรคาแห่งโชคชะตาคนอื่นอยู่ในนั้น
สำหรับอนาคตของวิถีเซียน เขาย่อมไม่เชื่อสิ่งที่
โชคชะตาบอก การมาเยือนหนนี้ เขาแค่ต้องการมาลองสัมผัส
สายธารแห่งโชคชะตาและทำความเข้าใจเรื่องในอนาคตที่มู่ห
ลิงลั่วพูดถึงเท่านั้น
ตัวนางในอนาคตดูเหมือนกำลังหลบหนีจากบางสิ่งอยู่
เขาเข้าใจว่า ตัวนางในอนาคตคงต้องการติดต่อกับ
ตัวนางในตอนนี้ แต่ถูกผู้แข็งแกร่งในมรรคาแห่งโชคชะตา
คนอื่นขัดขวางไว้
แน่นอน ก็ไม่แน่ว่าร่างนั้นจะเป็นตัวมู่หลิงลั่วในอนาคต
จริง สิ่งที่แน่ใจได้ก็คืออย่างน้อยต้องมีผู้แข็งแกร่งในมรรคา
แห่งโชคชะตาเกี่ยวข้องด้วยแน่
เจียงฉางเซิงหันกลับไปมอง สายตาของเขามองไปยัง
ชะตากรรมของตนเอง เรื่องราวในอดีตสะท้อนเข้ามาใน
ดวงตาของเขา เขาค้นพบว่าเขาติดต่อกับตนเองในอดีตได้ แต่
เขาไม่ทำเช่นนั้น
เขารู้จักตนเองดี หากมีตัวเขาในอนาคตติดต่อมาหาจริง
เขาคงตั้งท่าคอยระแวงอย่างแน่นอน แล้วอีกอย่างการเข้าไป
ข้องเกี่ยวกับตนเองในอดีต จะถูกพลังแห่งโชคชะตาย้อน
กลับมากลืนกินเอาได้
ระหว่างที่สายตาของเขาเพ่งมองไปยังช่วงเวลาในอดีต
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังแห่งโชคชะตาที่ล่องหนอยู่
รอบด้านกำลังเตรียมตัวจะกลืนกินเขาตลอดเวลา
ผู้ฝึกบำเพ็ญมรรคาแห่งโชคชะตา ทำได้เพียงสอดส่อง
โชคชะตาเท่านั้น มิอาจเข้าไปยุ่งกับโชคชะตาได้
ล่วงรู้โชคชะตา แต่กลับเข้าไปยุ่งไม่ได้ บางทีนี่อาจเป็น
จุดที่น่ากลัวของมรรคาแห่งโชคชะตาก็เป็นได้
เจียงฉางเซิงมองอยู่ครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับมา
หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองชะตากรรมของมู่หลิงลั่ว กรรมของ
พวกเขาสองคนผูกพันกันแน่นแฟ้น เขาจึงคลำหาโชคชะตา
ของนางได้อย่างง่ายดาย
เมื่อมองไปตามอนาคตของนาง เจียงฉางเซิงพบเห็น
เงาของผู้คนไม่มากนัก
ไม่นานเขาก็มองเห็นเงาของคนอีกคนหนึ่งที่หน้าตา
ดูเหมือนมู่หลิงลั่วทุกประการ นางยืนอยู่เหนือสายธารแห่ง
โชคชะตากำลังสอดส่องดูมู่หลิงลั่วอยู่ แต่แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายก็
เหมือนจับสัมผัสอะไรได้จึงหายตัวไป
‘อยู่กันคนละห้วงเวลา แต่สอดส่องมรรคาแห่งโชคชะตา
อยู่เหมือนกันก็สัมผัสถึงกันได้หรือ’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ แน่นอนว่านี่อาจเป็นเพียง
ความบังเอิญก็ได้
เจียงฉางเซิงมองอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกเวียนศีรษะ เขาล่าถอย
ออกมาทันที
ทันทีที่เขาลืมตา เขาก็พึมพำกับตนเองในใจ ‘ดูท่าระดับ
ขั้นบำเพ็ญของข้าจะยังต่ำเกินไป เพิ่งสอดส่องได้เพียงชั่วครู่ก็
ทนไม่ไหวเสียแล้ว มรรคาแห่งโชคชะตาช่างลึกล้ำหยั่งไม่ถึง
เสียจริง’
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม แต่ไม่รู้สึกผิดหวัง
เขาพักผ่อนครู่หนึ่งก็เลื่อนสายตาไปมองด้านในของ
น้ำเต้าทองม่วง
ตอนที่เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารเพิ่งถูกเขต
อาคมทำร้าย พวกเขาโกรธจัดอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นก็ยัง
เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง แต่หลังจากถูกทรมานมาเนิ่นนาน
ถึงเพียงนี้ ในที่สุดพวกเขาก็ยอมสงบลงเสียที
เจียงฉางเซิงส่งจิตเข้าไปในน้ำเต้าทองม่วง พร้อมกันนั้น
ก็เปิดดวงเนตรมหามรรคา ฉวยโอกาสที่เทพแห่งเคราะห์ร้ายผู้
มีกลิ่นอายพลังแข็งแกร่งกว่าไม่ทันระวังตัว สะกดเขาได้สำเร็จ
ในชั่วพริบตา
เจียงฉางเซิงเริ่มอ่านความทรงจำของอีกฝ่าย เทพแห่ง
จิตมารเหมือนจะสัมผัสอะไรได้ จึงหันหน้าไปมองเทพแห่ง
เคราะห์ร้ายที่กำลังนิ่งงัน
…………………………………………………………….