เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 508 ขั้นเอกเทวะคนที่สอง จำนวนผู้ศรัทธาอันน่าสะ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 508 ขั้นเอกเทวะคนที่สอง จำนวนผู้ศรัทธาอันน่าสะ
พรึง
“เกิดอะไรขึ้น”
เทพแห่งจิตมารเห็นเทพแห่งเคราะห์ร้ายเหม่อลอย ใน
ใจก็เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เขาเงยหน้ามองด้านบน
ตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นเขาก็เห็นดวงตาแนวตั้งสีทองดวง
หนึ่งอยู่บนท้องฟ้า มันกำลังก้มลงมามองพวกเขาอย่างเฉยชา
ไร้ความรู้สึก
สายตาของเขาสบกับดวงตาแนวตั้งสีทองดวงนั้น เพียง
ชั่วพริบตาเดียว สติของเขาก็จมลงในห้วงแห่งความสับสนอัน
หาที่สิ้นสุดไม่พบ
หลายวันหลังจากนั้น
เจียงฉางเซิงก็เรียกพลังอภินิหารกลับมา เขาขมวดคิ้ว
ความทรงจำของเทพทั้งสองล้วนเกี่ยวกับการต่อสู้
นับตั้งแต่พวกเขาถือกำเนิดก็ต่อสู้อยู่ตลอด พวกเขามิเคยฝึก
บำเพ็ญแม้แต่น้อย เมื่ออายุขัยมากขึ้น พลังเทพของพวกเขาก็
ค่อยๆ เพิ่มพูนทีละนิดตามไปเอง นอกจากหน้าตาของผู้
แข็งแกร่งจำนวนหนึ่ง เขาก็สืบไม่พบข้อมูลใดทั้งสิ้น
แม้แต่มหาสมุทรเชื่อมอนธการ พวกเขาก็ยังไม่เคย
ไปเยือนด้วยซ้ำ พวกเขาถูกพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์สะกดอยู่
ในเบื้องลึกของห้วงมิติ ต่อสู้เข่นฆ่ากับสิ่งชั่วร้ายและตัวตนที่
เป็นอมตะอื่นๆ มาตลอด
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดสักพักก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“พวกเจ้าอยากหลุดพ้นหรือไม่”
เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารในน้ำเต้าทอง
ม่วงที่เพิ่งฟื้นสติได้ยินคำพูดนี้ก็อยากจะเปิดปากด่าคนทันที
แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับต้องกลืนลงคอ เพราะรอบตัว
เริ่มมีกาฬวาตสะบั้นมรรคาตั้งเค้ามาอีกแล้ว
พวกเขาไม่อยากจะทนกับเจ้าลมเส็งเคร็งนี่แล้วจริงๆ
ยามเผชิญกับกาฬวาตสะบั้นมรรคา แม้กระทั่งพลังเทพของ
พวกเขาก็มิอาจปกป้องพวกเขาได้
เทพแห่งเคราะห์ร้ายถามเสียงเคร่งเครียด
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดจะทำลายพวกข้าหรือ เพ้อเจ้อ
ฝันเฟื่อง!”
“สวามิภักดิ์ต่อวิถีเซียน กลายเป็นเทพแห่งวิถีเซียน ต่อ
แต่นี้พวกเจ้าก็จะเป็นอิสระ มิต้องจมดิ่งอยู่กับสัญชาตญาณ
แห่งการเข่นฆ่า หรือถูกวิถียุทธ์กับมหามรรคาสายอื่นไล่ล่า
เฉกเช่นในอดีตที่ผ่านมาอีก”
น้ำเสียงของเจียงฉางเซิงเรียบเฉย ถึงขั้นแฝงไปด้วย
ความเย็นชา
เทพแห่งจิตมารตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “บังอาจ นี่
เจ้าคิดจะดูถูกเทพแห่งมหามรรคารึ”
“เทพแห่งมหามรรคาแล้วอย่างไร ก็มิใช่ว่ามาอยู่ในฝ่า
มือข้าแล้วหรือ แม้แต่วิถียุทธ์ พวกเจ้ายังขัดขืนไม่ได้ หากข้า
สร้างวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าวิถียุทธ์ขึ้นมา ถึงพวกเจ้า
มาทำงานให้ข้าก็มินับว่าเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกอย่างวิถีเซียน
เดิมทีก็เป็นวิถีของเทพอยู่แล้ว!”
“ไม่มีทาง!”
“น่าขัน ปุถุชนเดินดินกล้ามาบังอาจกับเทพแห่งมหา
มรรคางั้นรึ”
เทพทั้งสององค์ราวกับแมวถูกเหยียบหาง พวกเขาเต้น
เร่าทันที อาการหวนกลับไปเหมือนก่อนหน้านี้ นั่นก็คือก่นด่า
เจียงฉางเซิงอย่างบ้าคลั่ง
เจียงฉางเซิงเจออากัปกิริยาเช่นนี้ย่อมมิตามใจพวกเขา
ให้เสียคน ไม่นานเสียงกรีดร้องกับเสียงร้องขอความเมตตาก็
ดังออกมาจากน้ำเต้าทองม่วงเป็นระยะ
ความทรงจำของเทพทั้งสองมีปริมาณมากมายมหาศาล
อีกทั้งตัวความทรงจำยังแฝงด้วยพลังแห่งมหามรรคา ดังนั้น
เขาจึงอาศัยการปรับเปลี่ยนความทรงจำทำให้พวกเขาสวา
มิภักดิ์ไม่ได้ แต่เจียงฉางเซิงไม่รีบร้อนกับการทำให้พวกเขา
ยอมสวามิภักดิ์อยู่แล้ว เขามีเวลารอ
เจียงฉางเซิงเก็บน้ำเต้าทองม่วงไปอย่างดี หลังจากนั้นก็
นั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญต่อ
…
วสันต์จากลา สารทมาเยือน กาลเวลาปีแล้วปีเล่าผัน
ผ่าน
หลังจากมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์เปิดฉาก สงครามก็ลาม
มาถึงวิถีเซียนในที่สุด สถานที่ประสบภัยแห่งแรกสุดคือโลก
สวรรค์ แต่เมื่อมีบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานอยู่ โลกสวรรค์
จึงปลอดภัย
ศึกที่เกิดขึ้นหนแล้วหนเล่าทำให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย
เข้าใจกระจ่างแล้วว่า บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหันไปจงรักภักดี
ทำงานให้มรรคาจารย์แล้วจริงๆ
แม้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานจะเพิ่งเริ่มบำเพ็ญเซียน แต่
เดิมทีตัวเขาก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเทวะหกตัณหาอยู่แล้ว อาศัย
เพียงพลังบรรพยุทธ์ของเขาก็มากพอจะจัดการศัตรูส่วนใหญ่
พวกที่แข็งแกร่งกว่าเขาล้วนไม่สนใจโลกสวรรค์ สำหรับคน
พวกนั้นมหาพิภพนิลเหลืองเท่านั้นที่เป็นสนามชิงชัยที่แท้จริง
ความแข็งแกร่งของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานปกป้องโลก
สวรรค์ได้สำเร็จ กาลเวลาต่อมาโลกสวรรค์จึงกลายเป็น
ที่พำนักให้แก่ผู้ร่อนเร่หนีตายทั้งหลาย สิ่งมีชีวิตหลบหนีจาก
สามพันโลกมายังโลกสวรรค์มากขึ้นทุกที
กระทั่งโลกสวรรค์ยังพิชิตไม่ได้ ย่อมไม่มีผู้ใดกล้า
ไปหาเรื่องโลกคุนหลุน อีกอย่างต่อให้ยึดครองโลกคุนหลุนไป
ก็ไม่มีผลประโยชน์ให้ขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลายตักตวงมากนัก
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า พวกเขาไม่สนใจชายตาแลโลกคุนหลุน
แม้แต่น้อย
ทว่าต่อให้มีบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานคอยรับมือกับขั้นเบิก
เนตรอัครยุทธ์และขั้นเทวะหกตัณหา การต่อสู้ภายในโลก
สวรรค์ก็ยังดำเนินต่อไปอยู่ดี เพียงแต่คนที่ลงสนามได้ล้วน
เป็นผู้อายุต่ำกว่าหนึ่งแสนปีเท่านั้น ท่ามกลางกลิ่นอายของ
มหันตภัย ยอดอัจฉริยะปรากฏตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้บำเพ็ญเซียนเดิมทีก็ฝึกบำเพ็ญได้เร็วกว่ามหามรรคา
สายอื่นอยู่แล้ว เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากเคล็ดวิชา
บำเพ็ญที่เจียงฉางเซิงเผยแพร่อย่างเปิดกว้าง ผนวกกับมีเพียง
ผู้บำเพ็ญเซียนเท่านั้นที่ดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินได้
ส่วนมหามรรคาสายอื่นทั้งหลายยังพึ่งพาปราณวิญญาณยุทธ์
อยู่ แม้พลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์แตกซ่านแล้ว แต่ปราณวิญ
ญาณยุทธ์ที่สั่งสมมาจากกาลเวลาอันยาวนานยังคงอยู่
กาลเวลาไหลหายไปอย่างไวว่อง
ปุถุชนเดินดินแพร่กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของ
สามพันโลกอีกครั้ง ในโลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน
วันนี้เอง
นอกประตูสวรรค์ทิศใต้ของแดนสวรรค์ มีเทพเซียน
จำนวนมากมาชุมนุมกัน แม้แต่มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็มาด้วย
สายตาของคนทั้งหมดล้วนจับจ้องอยู่บนร่างหนึ่งที่อยู่
ไกลๆ เขาก็คือจักรพรรดิสวรรค์นั่นเอง
รอบกายของจักรพรรดิสวรรค์มีกระบี่ไม้เล่มแล้วเล่มเล่า
ลอยอยู่ เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันตั้งอยู่ข้างกาย เตาหลอม
ขนาดใหญ่เตาหนึ่งลอยอยู่เหนือศีรษะ ขณะที่ด้านบนมี
เมฆดำทะมึนรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน
“ในที่สุดฝ่าบาทก็ไปถึงขั้นเอกเทวะในตำนานแล้ว”
“จะว่าไปแล้ว ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝ่าบาทแข็งแกร่งมาก
เพียงใด”
“วิถีเซียนก่อตั้งมาเพียงห้าพันกว่าปี ฝ่าบาทก็เหยียบ
ถึงขั้นเอกเทวะแล้ว ช่างสุดยอดจริงๆ”
“นี่นับเป็นอะไรได้ ชาตินี้มรรคาจารย์อายุมากกว่า
ฝ่าบาทเพียงสามร้อยกว่าปีเท่านั้นเอง…”
“มรรคาจารย์กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติแล้วย่อม
ไม่เหมือนกัน จะเอามาเปรียบกันเช่นนี้มิได้สิ พรสวรรค์ของ
ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์น่ะยอดเยี่ยมไม่เป็นสองรองใครอย่าง
แท้จริง เกรงว่าคงมีแต่เจียงอี้ผู้นั้นที่เทียบได้ แต่เจียงอี้ ช่างน่า
เสียดาย”
เทพเซียนทั้งหลายสนทนาปราศรัยกัน ขณะเดียวกัน
สายตาก็มองจักรพรรดิสวรรค์อย่างเปี่ยมความหวัง
หากไม่นับมรรคาจารย์ นี่ก็คือขั้นเอกเทวะคนแรกของวิถี
เซียนเชียวนะ!
ขั้นหลอมปราณ ขั้นสร้างฐานปราณ ขั้นปราณทองคำ
ขั้นกำเนิดวิญญาณ ขั้นแปลงวิญญาณ ขั้นหลอมสุญญตา ขั้น
ผสานมรรคา ขั้นมหายาน ขั้นเซียนอิสระ ขั้นเซียนพิภพ ขั้น
เซียนสวรรค์ และขั้นเอกเทวะ
เซียนสวรรค์ในวิถีเซียนมีไม่เกินยี่สิบคน จักรพรรดิ
สวรรค์เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของมรรคาจารย์ พรสวรรค์
ย่อมล้ำเลิศ ยิ่งได้พลังโชคชะตาของแดนสวรรค์เสริมส่ง เขา
ย่อมก้าวนำหน้าสรรพชีวิตทั้งหลายในวิถีเซียน
เวลานี้เจียงฉางเซิงก็ตื่นแล้วเช่นกัน เขากำลังมอง
บุตรชายผ่านด่านเคราะห์จากในตำหนักเมฆาม่วง
การปิดด่านหนนี้ดำเนินมาแปดร้อยกว่าปี แต่เขาก็ยัง
รู้สึกไม่ต่างจากหนก่อนๆ สักเท่าไร กาลเวลาช่างผ่านไปเร็ว
จริงๆ
“อายุหกพันสามร้อยกว่าปีก็บรรลุขั้นเอกเทวะแล้ว
หลังจากนี้ย่อมต้านทานขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ได้ มิเสียทีที่เป็น
บุตรชายของข้า”
เจียงฉางเซิงพอใจกับผลงานของเจียงจื่ออวี้พอสมควร
แน่นอนว่าย่อมเอามาเทียบกับเขาไม่ได้
สมัยเขาบรรลุขั้นเอกเทวะ เขาเพิ่งอายุหนึ่งพันสามร้อยยี่
สิบห้าปีเท่านั้น
ส่วนตอนที่มูลค่าของตัวเขาเทียบเท่าขั้นเทวะเหนือ
ดับสูญ เขาก็เพิ่งอายุสามพันกว่าปีเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็
เป็นผู้ก่อตั้งวิถีเซียน สรรพชีวิตทั้งหลายที่กำลังเดินมาตาม
เส้นทางที่เขาวางไว้ไหนเลยจะก้าวแซงเขาได้
“รอข้าเลื่อนขั้นอีกหน การปิดด่านฝึกบำเพ็ญของข้าคง
กินเวลาเป็นหลักหมื่นปีจริงๆ”
เจียงฉางเซิงแอบทอดถอนใจ
เจียงจื่ออวี้บรรลุขั้นเอกเทวะสำเร็จก็เท่ากับวิถีเซียนเริ่ม
เผยคมออกมาแล้ว ขั้นเอกเทวะเทียบเท่ากับขั้นเบิกเนตรอัคร
ยุทธ์ แม้เพิ่งมีเขาคนเดียวที่ก้าวไปถึง แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็น
สัญลักษณ์ว่าขั้นเอกเทวะอยู่มิไกลจากผู้คนในแดนสวรรค์
อีกต่อไป
ผ่านไปอีกสักหมื่นปี เทพเซียนขั้นเอกเทวะบนแดน
สวรรค์คงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงยามนั้นวิถีเซียนจะเริ่ม
ขยายใหญ่อย่างแท้จริง
ในเมื่อมีพลังโชคชะตาของแดนสวรรค์อยู่ เจียงจื่ออวี้
จึงเลื่อนขั้นได้ไม่ยาก แทบกล่าวได้ว่ามั่นใจเต็มร้อยส่วน ไม่ว่า
อย่างไรเขาก็ไม่มีบาปกรรมใดผูกมัด แล้วยังมากบุญบารมี
เพราะแดนสวรรค์อีกด้วย
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละ
ขอบเขตนอกเหนือจากตัวเขา มูลค่าที่ตรวจพบยังไม่เกินสอง
ร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ แต่ตัวตนที่มีแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์มากกว่าหนึ่งร้อยแต้มมีมากถึงสี่คนแล้ว
สถานการณ์ยังควบคุมได้อยู่!
ปัจจุบันเจียงฉางเซิงเป็นตัวตนที่มูลค่าสูงสุดในขอบเขต
ที่ระบบตรวจสอบได้ แล้วก่อนหน้านี้เขาก็สังหารศัตรูที่มูลค่า
มากกว่าตนเองมาตลอด
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงกำลังพยากรณ์ดูแต้มเซ่นไหว้
จักรพรรดิสวรรค์ก็เริ่มผ่านด่านเคราะห์
ด่านเคราะห์อสนีบาตหนนี้ช่างทรงพลัง แม้จะยังห่างชั้น
จากด่านเคราะห์ขั้นเอกเทวะของเจียงฉางเซิงอยู่ไกลโข แต่ก็
ยังทำให้ฟ้าดินสะท้านสะเทือนอยู่ดี
หลังจากผ่านไปสามวันสามคืนเต็มๆ จักรพรรดิสวรรค์ก็
ผ่านด่านเคราะห์สำเร็จ เจียงฉางเซิงเห็นแต้มโชคชะตากับ
แต้มเผยแผ่หลักคำสอนเพิ่มพรวดมาจำนวนหนึ่งอย่าง
เห็นได้ชัด
เจียงฉางเซิงอารมณ์ดียิ่ง ดังนั้นเขาจึงส่งดวงจิตเข้าไปใน
มหาพิภพจิตจร
“วิถีเซียนถือกำเนิดขั้นเอกเทวะคนที่สอง นี่คือ
สัญลักษณ์ว่าวิถีเซียนได้ก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของพัฒนาการ ข้า
ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก วันนี้ในอีกสิบปีข้างหน้า ข้าจะเทศนาสั่ง
สอนวิชา!”
เสียงของมรรคาจารย์สร้างความตกตะลึงไปทั่วใต้หล้า
ผู้ศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วนในมหาพิภพจิตจรหยุดกิจกรรมที่
ทำอยู่ในบัดดล
หลังจากความเงียบงันชั่วครู่สั้นๆ พ้นผ่าน เสียงโห่ร้อง
ปีติยินดีก็ดังสะเทือนแผ่นฟ้าของมหาพิภพจิตจร
ท่ามกลางหมู่เขาอันห่างไกลที่มีหมอกเซียนรายล้อม
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้โบราณ
ลืมตาขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาคาดหวัง
เขาได้ยินมานานแล้วว่าการเทศนาสอนวิชาของมรรคา
จารย์มิธรรมดา มันคือโชควาสนาครั้งใหญ่ ในที่สุดเขาก็จะได้
เปิดหูเปิดตาแล้ว
ข่าวคราวแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นที่โลกคุน
หลุน โลกสวรรค์ ตำหนักยมโลกหรือสามพันโลก!
…
ในตำหนักเมฆาม่วง
พอมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีกลับมาถึง พวกนางก็ถามไถ่อย่าง
สงสัยใคร่รู้ว่าขั้นเอกเทวะแข็งแกร่งมากเพียงใด
เจียงฉางเซิงหลอมโอสถไปพลางตอบคำถามไปพลาง
“ขั้นเอกเทวะเทียบได้กับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ของวิถียุทธ์ แต่
เทียบได้กับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ระดับหนึ่งเท่านั้น ขั้นเบิก
เนตรอัครยุทธ์มีทั้งหมดห้าระดับ แต่ละระดับพลังจะเพิ่มพูน
ดุจพลิกฟ้าคว่ำพสุธา”
ตอนนี้มู่หลิงลั่วยังอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ หลังจากได้ยิน
เจียงฉางเซิงอธิบายจบ ในใจนางก็ปรารถนาขั้นเอกเทวะ
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “นายท่าน ท่านบรรลุขั้นเอกเท
วะตอนอายุเท่าใดหรือ”
การบรรลุขั้นเอกเทวะของจักรพรรดิสวรรค์ทำให้
เกิดปฏิกิริยามากมาย ผู้คนมากมายทึ่งกับพรสวรรค์อันล้ำเลิศ
ของจักรพรรดิสวรรค์
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตอบว่า “จำไม่ค่อยได้แล้ว
น่าจะอายุสองพันปีกระมัง อย่าเอาไปพูดข้างนอกเล่า”
เขาจะจดจำไม่ได้ได้อย่างไรเล่า เขาก็แค่อยากเก็บ
เป็นความลับก็เท่านั้น
สตรีทั้งสองได้ยินก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า แม้คาดเดา
มาก่อนแล้ว แต่พอได้ยินคำตอบเข้าจริงๆ พวกนางก็ยัง
ตกตะลึงอยู่ดี
“ไม่ถูกต้องสิ นายท่าน ข้าจำได้ว่าตอนท่านอายุหนึ่งพัน
สามร้อยกว่าปีท่านเคยผ่านด่านเคราะห์หนหนึ่ง อำนาจ
สวรรค์หนนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าด่านเคราะห์วันนี้เสียอีก ท่านคง
มิได้บรรลุขั้นเอกเทวะตั้งแต่อายุไม่ถึงพันปีหรอกกระมัง”
ไป๋ฉียิ่งพูดก็ยิ่งทึ่ง ดวงเนตรงามเบิกกว้าง ใบหน้าแสดง
สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เจียงฉางเซิงพูดไม่ออก เจ้าตัวนี้เหตุไฉนจึงจำได้แม่นยำ
เช่นนี้กัน
มู่หลิงลั่วทอดถอนใจเอ่ยว่า “มิน่าเล่าวิถียุทธ์จึงทำลาย
พวกเรามิได้ พี่ฉางเซิง ท่านช่างฝึกบำเพ็ญได้รวดเร็วจนน่า
เหลือเชื่อ เวลาหนึ่งพันปีสำหรับผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นมิต่างจาก
หนึ่งปีของมนุษย์เดินดิน ไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าท่านจะผงาด
ขึ้นมาในช่วงเวลานั้น”
เจียงฉางเซิงกำชับว่า “เอาล่ะ มิต้องเดาแล้ว เรื่องนี้อย่า
ได้เอาไปพูดกับผู้อื่น รวมถึงจื่ออวี้ด้วย”
สตรีทั้งสองนางพยักหน้า พวกนางรู้ดีว่าเรื่องนี้เอาไปพูด
ข้างนอกไม่ได้ พรสวรรค์ระดับนี้ชักนำขุมอำนาจต่างๆ ให้
มารุมโจมตีง่ายนัก
สิบปีต่อมาเจียงฉางเซิงใช้เวลาอยู่กับการหลอมโอสถ
และศึกษาศาสตร์ยอดโอสถ โอสถที่หลอมออกมาได้สำเร็จ
ทั้งหมดล้วนมอบให้แดนสวรรค์ ถือว่าเป็นรางวัลที่จักรพรรดิ
สวรรค์เลื่อนขั้นเป็นขั้นเอกเทวะ
สิบปีผ่านไปไวยิ่งนัก
วันนี้ผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจรมีจำนวนมากอย่างที่
ไม่เคยเป็นมาก่อน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรผู้คน
ในใจบังเกิดเกลียวคลื่นถาโถม
เขาหลงคิดว่าตนเองไม่เคยดูถูกอิทธิพลของวิถีเซียน แต่
ภาพที่เห็นในวันนี้ทำให้เขาพรั่นพรึง
ทั่วผืนปฐพีมีร่างของผู้ศรัทธายืนอยู่เนืองแน่น มหาพิภพ
จิตจรกว้างขวางมากถึงเพียงนั้น แม้แต่พลังสายตาของเขาก็
มิอาจนับจำนวนผู้ศรัทธาได้ชัดเจนในเวลาสั้นๆ
เขามองเห็นเงาร่างของเผ่าพันธุ์สัตว์เทพ หรือแม้แต่เผ่า
เก่าแก่จากมหาพิภพนิลเหลืองด้วยซ้ำ
“แม้แต่เผ่าหมิงก็เริ่มหันมาเข้ากับวิถีเซียนแล้ว
ก่อนหน้านี้ข้าไม่สังเกตสักนิด…”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยิ้มขมปร่าในหัวใจ แม้เขา
จะเข้าร่วมวิถีเซียนด้วยใจจริงและด้วยความยินดีแล้ว แต่เมื่อ
นึกถึงตนเองในอดีต เขาก็ยังรู้สึกว่าตนเองช่างน่าขัน ถูก
เรียกขานว่าจุดสูงสุดของโลกเทพยุทธ์แท้ๆ แต่กลับมิอาจ
มองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงสุญญตาได้อย่างชัดเจน
……………………………………………………………….