เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 509 เป้าหมายใหม่ สายสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงในเผ่าเจียง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 509 เป้าหมายใหม่ สายสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงในเผ่าเจียง
ระหว่างที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนึกทึ่งอยู่ในใจ ผู้
ศรัทธาครึ่งหนึ่งในมหาพิภพจิตจรก็กำลังทึ่งอยู่เช่นเดียวกัน
ผู้ศรัทธาครึ่งหนึ่งในนี้ยังไม่เคยฟังมรรคาจารย์เทศนาสั่ง
สอนวิชา ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่เคยเห็นผู้คนมากมายถึงเพียงนี้
ผู้ศรัทธาจำนวนมหาศาลเช่นนี้มารวมตัวกัน ไม่ว่าผู้บำเพ็ญ
ระดับขั้นใดก็ล้วนขนหัวลุก
จักรพรรดิสวรรค์ผู้บรรลุขั้นเอกเทวะแล้วยืนอยู่รวมกับ
เทพเซียนทั้งหลาย เซียนจากแต่ละสถานที่ล้วนเข้ามา
แสดงความยินดีกับเขา ระหว่างสิบปีที่ผ่านมาจักรพรรดิ
สวรรค์อยู่ในช่วงทำให้พลังขั้นใหม่เสถียร เขาจึงไม่พบผู้ใดทั้ง
สิ้น ด้วยเหตุนี้เทพเซียนทั้งหลายจึงเพิ่งมีโอกาส
แสดงความยินดีกับเขาเป็นหนแรก
“ฝ่าบาท ขั้นเอกเทวะให้ความรู้สึกเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ เทียบ
เท่ากับระดับขั้นใดของวิถียุทธ์หรือ”
หลี่ว์เสินโจวถามอย่างสงสัยใคร่รู้ สัญชาตญาณบอกเขา
ว่า เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิสวรรค์อีกต่อไปแล้ว
สิบปีที่ผ่านมา หัวใจของเขาอัดแน่นด้วยห้วงอารมณ์อัน
หลากหลาย
คราแรกที่เขาพบจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์
อ่อนแอยิ่งนัก ยามนั้นในใจเขารู้สึกเหมือนตนเองมองดู
จักรพรรดิสวรรค์จากเบื้องบน
แต่แล้ว…
เขาก็เห็นจักรพรรดิสวรรค์แซงหน้าตนไปกับตาตนเอง
มาบัดนี้เขามองพลังของจักรพรรดิสวรรค์มิออกอีกแล้ว
ในสายตาของเขา จักรพรรดิสวรรค์กับมรรคาจารย์
มีพลังลึกล้ำหยั่งไม่ถึงคล้ายๆ กัน
ไม่ใช่เขาคนเดียว ชีหมิงหวังเองก็สับสนมากเช่นกัน สมัย
พวกเขาสองคนมาเข้าร่วมแดนสวรรค์ แดนสวรรค์อ่อนแอเสีย
เหลือเกิน แต่เมื่อจักรพรรดิสวรรค์ก้าวเข้าสู่ขั้นเอกเทวะ
พวกเขาต่างรู้สึกได้ว่าความหยิ่งยโสของพวกเขาไม่เหลืออยู่
อีกต่อไป ตอนนี้พวกเขาต้องฮึดสู้เป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามบ้างแล้ว
ผู้ศรัทธาทั้งหลายยืนจับกลุ่มพูดคุยเกิดเป็นวงสนทนา
จำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาต่างโอภาปราศรัยกัน
ผู้ศรัทธาส่วนมากเดาว่ามรรคาจารย์จะสั่งสอนเกี่ยวกับ
ขั้นเอกเทวะ ดังนั้นจึงตื่นเต้นมาก
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็มาด้วยเช่นกัน พวกนางยืนอยู่กับ
สหายเก่าจากอารามเขามังกรผงาดในวันวาน จีอู่จวิน เยี่ยส
วินตี๋ เทพกระบี่ ชิงเอ๋อร์ ฮวงชวน ผิงอัน หลิงเซียว หวงเทียน
เฮยเทียนเป็นต้น พวกเขาก็สนทนาเกี่ยวกับขั้นเอกเทวะ
เช่นเดียวกัน
มหาเซียนวั่งเฉินก็กำลังฟังศิษย์ทั้งหลายของตนเอง
สนทนาเกี่ยวกับขั้นเอกเทวะ ศิษย์ทั้งหลายต่างตื่นเต้นยิ่งนัก
มีเพียงเขาผู้เดียวที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ขั้นบำเพ็ญที่สูงขึ้น ผนวกกับอิทธิพลจากคันฉ่องฟ้าดิน
ทำให้เขาค่อยๆ ฝันเห็นภาพในชาติก่อน ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
แล้วว่าเหตุใดอาจารย์ถึงเลือกเขา การเอาใจใส่ที่ก้าวข้าม
ความตาย ก้าวข้ามสังสารวัฏเช่นนี้ทำให้เขาซาบซึ้งอย่างยิ่ง
แต่ก็ทำให้เขาสับสนอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน
เขาสมควรจะตอบแทนอย่างไรดีเล่า
แค่เป็นผู้นำเซียนพิภพให้ดีเพียงเท่านั้นหรือ
เขาอยากนั่งลงสนทนากับอาจารย์ดีๆ สักหนยิ่งนัก แต่
เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับอาจารย์อย่างไร
การเทศนาสั่งสอนหนนี้…
ระหว่างที่มหาเซียนวั่งเฉินเหม่อลอย เสียงระฆังก็ดังขึ้น
มหาพิภพจิตจรที่ส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวเงียบสงัดในพริบตา
ผู้ศรัทธาที่เหาะอยู่กลางอากาศทั้งหลายทยอยร่อนลงมาบน
พื้น ทุกคนล้วนลงไปนั่งขัดสมาธิ ฝ่ายผู้ศรัทธาที่มิอาจ
กลายร่างเป็นมนุษย์ก็หมอบอยู่บนพื้น ทุกตนมองบนท้องนภา
อย่างกระตือรือร้น
ทะเลเมฆของสวรรค์เก้าชั้นฟ้าแยกออก บัลลังก์เทพ
สูงใหญ่ค้ำฟ้าองค์หนึ่งปรากฏขึ้น แสงรัศมีเจ็ดสีสาดส่อง
ฟ้าดิน จากนั้นร่างของมรรคาจารย์ก็ปรากฏตัวท่ามกลางแสง
เจิดจรัส ภาพนั้นช่างชวนให้ตื่นตะลึงนัก
“คารวะมรรคาจารย์!”
ไม่รู้ว่าผู้ใดเอ่ยนำขึ้นมา แต่จากนั้นผู้ศรัทธาก็พากัน
คารวะมรรคาจารย์ ใครจริงจังสุดโต่งหน่อยก็ถึงกับโขกศีรษะ
กับพื้น ตื่นเต้นจนมิอาจควบคุมตนเองได้
มหาเซียนวั่งเฉินแหงนหน้ามองมรรคาจารย์ เขาทั้ง
ตื่นเต้นยินดีและรู้สึกต้อยต่ำ
เขาจะกล้าขอพบหน้ามรรคาจารย์ได้เช่นไร หากพบหน้า
กัน มิว่าจะสนทนามากมายเพียงใด ก็เหมือนเขากำลังร้องขอ
บางสิ่ง
“มิต้องมากพิธี!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ผู้ศรัทธาทั้งหลายรู้สึกคล้าย
สายลมวสันต์อาบไล้ จิตใจสงบลงในทันใด
“การเทศนาสั่งสอนหนนี้ จะกล่าวถึงขั้นเอกเทวะที่ทุกคน
กำลังสนใจที่สุด!”
คำพูดท่อนนี้ของเจียงฉางเซิงทำให้ลมหายใจของผู้
ศรัทธาทั้งหลายถี่กระชั้น
นับตั้งแต่จักรพรรดิสวรรค์ผ่านด่านเคราะห์สำเร็จ
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ขั้นเอกเทวะก็กลายเป็นสิ่งที่โลกบำเพ็ญ
เซียนรวมไปถึงทั้งสามภพสนใจที่สุด
“ขั้นเอกเทวะคือเส้นแบ่ง และคือจุดเริ่มต้น วิถีเซียนยาว
ไกลนัก มหามรรคายิ่งไร้จุดสิ้นสุด มีเพียงหลอมผลมรรคาเอก
เทวะสำเร็จ จึงจะมีคุณสมบัติแสวงหาชีวิตอมตะ”
เจียงฉางเซิงเริ่มอธิบายขั้นเอกเทวะ
“ข้าแบ่งขั้นเอกเทวะออกเป็น เซียนพิภพเอกเทวะ เซียน
สวรรค์เอกเทวะ เซียนวิสุทธิ์เอกเทวะ เซียนทองเอกเทวะ เมื่อ
บรรลุถึงขั้นเซียนทองเอกเทวะ จักได้รับการเรียกขานว่า
จักรพรรดิเซียน เฉกเช่นขั้นจักรพรรดิยุทธ์ที่เป็นจุดเปลี่ยน
สำคัญของวิถียุทธ์ ขั้นจักรพรรดิเซียนก็เป็นเช่นนั้นแต่มาก
ยิ่งกว่า ผู้บรรลุขั้นนี้จักหลุดพ้นจากสังสารวัฏ การ
เวียนว่ายตายเกิด มองเห็นแก่นแท้ของมหามรรคาและ
เป็นอิสระเสรีอย่างแท้จริง”
ผู้ศรัทธาทั้งหลายได้ยินนามของขั้นเอกเทวะทั้งสี่ขั้น
หัวใจก็เฝ้าฝันปรารถนา
“ทุกคนคงสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งเป็นแน่ว่าเหนือกว่าขั้นเอก
เทวะคือระดับขั้นใด วันนี้ข้าจักบอกทุกคน เหนือกว่าขั้นเอกเท
วะคือขั้นพรหม!”
ขั้นพรหม!
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน จักรพรรดิสวรรค์ หลี่ว์เสินโจว
เยี่ยจ้าน ชีหมิงหวัง มหาเซียนวั่งเฉิน ฉางเยวี่ยเฉียน ท่านเทพ
จื่อหวน และเหล่าผู้คนที่หัวใจปรารถนาจุดสูงสุดของความ
แข็งแกร่งต่างดวงตาเป็นประกาย พวกเขารู้สึกเหมือนได้เปิด
ประตูสู่โลกใบใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เขาก้าวเดิน
บนวิถียุทธ์จนถึงสุดปลายทางของตนเองแล้ว ระหว่างที่
จักรพรรดิสวรรค์ผ่านด่านเคราะห์ เขาเองก็ชมดูอยู่เหมือนกัน
เพียงแต่มิปรากฏกาย
จักรพรรดิสวรรค์เพิ่งบรรลุขั้นเซียนพิภพเอกเทวะก็
ไม่อ่อนแอกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ระดับหนึ่งแล้ว ถัดจากขั้น
นั้นยังมีอีกสามขั้น แล้วยังมีขั้นพรหมที่สูงยิ่งกว่า…
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรู้สึกว่าช่วงชีวิตแห่งการฝึก
บำเพ็ญของตนพบหนทางไปต่ออีกครั้ง ความกระตือรือร้นที่
เขาลืมเลือนไปนานแล้วอัดแน่นอยู่ในร่าง
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็เริ่มเทศนาสั่งสอนอย่าง
เป็นทางการ เขาเริ่มกล่าวจากระดับขั้นบำเพ็ญเซียนที่ต่ำที่สุด
ไล่ไปจนถึงขั้นเอกเทวะ การเทศนาสั่งสอนหนนี้เน้นหนักที่ขั้น
เอกเทวะ
เพราะผู้ศรัทธามีจำนวนมากเกินไป เจียงฉางเซิงจึงไม่
สะดวกเทศนาสั่งสอนอย่างลืมเวลา เขาควบคุมเวลาเทศนาให้
อยู่ภายในสามวัน ที่แห่งนี้เป็นเสมือนสถานที่ในห้วงฝัน หาก
สิ่งมีชีวิตในวิถีเซียนจำนวนมากขนาดนี้ไม่ยอมกลับไปยังโลก
แห่งความเป็นจริงนานตั้งสามวัน คงต้องเกิดเรื่องวุ่นวายมาก
แน่
ก่อนเริ่มเทศนา เจียงฉางเซิงยังสร้างร่างแยกร่างหนึ่ง
เอาไว้เฝ้าปกป้องโลกคุนหลุนโดยเฉพาะด้วย
สามวันหลังจากนั้นการเทศนาก็จบลง
ผู้ศรัทธาทั้งหลายรู้สึกตัวตื่น ไม่มีผู้ใดตกอยู่ในอาการ
ลุ่มหลง พวกเขาเพียงลืมตาตื่นแล้วพบว่ามรรคาจารย์
มิอยู่แล้ว
“มรรคาจารย์เทศนาสั่งสอนวิชาได้ไม่ธรรมดาจริงๆ ข้า
เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว”
“ใช่แล้ว ข้าเองก็ได้รับอะไรมาหลายอย่างเหมือนกัน
อยากจะกลับไปฝึกบำเพ็ญเสียเดี๋ยวนี้”
“เสียงของมรรคาจารย์เหมือนแฝงพลังบางอย่างเอาไว้
มันทำให้จิตใจของข้าสงบ”
“ผลมรรคาเอกเทวะนั่นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ข้าจะต้องไป
ถึงขั้นเอกเทวะให้จงได้”
“ศึกษาวิชาสู่ความเป็นอมตะ เป็นอิสระเสรี ช่างน่า
ปรารถนายิ่งนัก เฮ้อ”
…
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคา เขาพยากรณ์ดูแต้มเซ่นไหว้ก่อน เมื่อแน่ใจ
แล้วว่าไร้กังวลจึงค่อยผ่อนคลายตนเอง
‘ในเมื่อบอกเรื่องขั้นพรหมกับพวกเขาแล้ว ต่อจากนี้ข้าก็
ต้องเพียรพยายามไปให้ถึงขั้นนั้นด้วย มิเช่นนั้นมันคงเป็นเพียง
บุปผาในกระจก จันทราบนผิวน้ำ เป็นเพียงวิมานในอากาศ
ตลอดไป’
เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้ จากนั้นมุมปากก็ยกโค้งตาม
การเทศนาสั่งสอนวิชาหนนี้ทำให้เขาเบิกบานใจนัก เขารู้
จำนวนผู้ศรัทธาของตนเองมาตลอด แต่ยามผู้ศรัทธาทั้งหมด
มารวมตัวกันในที่เดียว เขาได้ก้มมองจากฟ้าไปเห็นทะเลแห่ง
สรรพชีวิตที่มิเคยเห็นมาก่อน มันทำให้หัวใจของเขาอิ่มเอมกับ
ความสำเร็จอย่างยิ่ง
ในเมื่อได้รับความศรัทธาจากสรรพชีวิตมากมาย
ถึงเพียงนั้น เขาก็จะไม่ทำให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายผิดหวัง
เขาหลับตาลงแล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ
หลังจากมู่หลิงลั่วตื่นขึ้นมา ก็เห็นเขาเริ่มฝึกบำเพ็ญแล้ว
นางอมยิ้มน้อยๆ แล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญบ้าง
ตอนนี้ในใจนางมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ
เหยียบย่างสู่ขั้นเอกเทวะในเร็ววัน!
หลังจากไป๋ฉีตื่นขึ้นมา นางกลับไม่ฝึกบำเพ็ญ แต่ลุกขึ้น
เดินออกจากตำหนักเมฆาม่วงไป
…
ณ สุดปลายของแดนสวรรค์ มีเกาะน้อยแห่งหนึ่งลอยอยู่
เหนือทะเลเมฆ
ไป๋ฉียืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง สองแขนยกขึ้น
กอดอก คิ้วงามขมวดมุ่น เจียงเทียนมิ่งกับเจียงเทียน
เซิงหน้านิ่วคิ้วขมวดยืนอยู่เบื้องหน้านาง
“พวกเจ้าไม่แน่ใจว่าเจียงอี้ไปที่ใด แต่พวกเจ้าแน่ใจว่า
เขายังไม่ตายอย่างนั้นรึ”
ไป๋ฉีครุ่นคิดจบก็เอ่ยขึ้นมา พวกเจียงเทียนมิ่งสองคน
ได้ยินประโยคนี้ก็รีบพยักหน้า
เจียงเทียนมิ่งเอ่ยอย่างร้อนใจ “เขาไม่มาฟังเทศนา
ด้วยซ้ำ จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วเป็นแน่ ท่านต้องคิดหาวิธี
เชิญท่านผู้เฒ่าให้ลงมือนะขอรับ”
คิ้วของไป๋ฉีขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม นางถามว่า “พวกเจ้า
มิได้บอกจักรพรรดิสวรรค์รึ”
เจียงเทียนเซิงเอ่ยอย่างจนปัญญา “จะให้เอ่ยปากพูดก็
ยาก ก่อนหน้านี้เจียงอี้เสียการควบคุม ทำให้ท่านปู่ไม่พอใจใน
ตัวเขาอย่างยิ่ง แม้แต่แดนสวรรค์ก็ออกประกาศจับเขา”
ไป๋ฉีหมดคำจะพูด นางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่
เฝ้าดูโลกสวรรค์แค่ไม่นานเท่าไร พวกเขาสองพ่อลูกก็ทะเลาะ
กันใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้วหรือ”
โลกสวรรค์อันตรายเกินไป ดังนั้นส่วนใหญ่นางจึงอยู่แต่
ในโลกคุนหลุน คอยช่วยเผ่าปีศาจให้ขยายใหญ่ขึ้น
“พวกข้าอับจนหนทางแล้วจึงได้แต่มาหาท่าน ท่านต้อง
คิดหาวิธีช่วยพูดแทนพวกเรานะขอรับ เจียงอี้ทำผิดมาก็จริง
แต่เขาทำเพื่อแดนสวรรค์มาตั้งเท่าไร สังหารศัตรูไปมาก
เท่าใด แค่เพราะเสียการควบคุมเพียงหนเดียว เผลอสังหาร
พันธมิตรของแดนสวรรค์ไป กลับถูกฝ่าบาทออกประกาศจับ
ไม่ยุติธรรมจริงๆ”
เจียงเทียนมิ่งกัดฟัน ตัวเขานับได้ว่าเห็นเจียงอี้เติบโตมา
ทั้งสองคนอยู่เคียงข้างกันมานานหลายปี ต่างฝ่ายต่างเป็น
คนสำคัญที่สุดของกันและกันมานานแล้ว เขาจะไม่มีวัน
ทอดทิ้งเจียงอี้เป็นอันขาด
ไป๋ฉีถอนหายใจ “ก็ได้ ข้าจะคิดหาวิธีพูดกับมรรคาจารย์
แต่มรรคาจารย์เริ่มฝึกบำเพ็ญแล้ว ข้าไม่สะดวกจะบุ่มบ่าม
เข้าไปรบกวน ไว้กลับไปข้าจะหาโอกาสก็แล้วกัน แล้ว
ก่อนหน้านี้เหตุใดพวกเจ้าไม่พูดตั้งแต่อยู่ในมหาพิภพจิตจร
เล่า”
เจียงเทียนเซิงโอดครวญ “ก็ท่านเอาแต่วนเวียนอยู่
รอบตัวจักรพรรดิสวรรค์ พวกเราจะมีโอกาสที่ไหนเล่า
พวกเราจึงต้องไปรอท่านที่แดนสวรรค์ แล้วผิดจากที่คิดเสีย
ที่ไหน ท่านก็เอาแต่วนเวียนถามเรื่องขั้นเอกเทวะกับจักรพรรดิ
สวรรค์อีก”
“แล้วเหตุใดมิบอกนายท่านตอนอยู่ในมหาพิภพจิตจร”
“ท่านปู่เทียดอ่านใจผู้คนได้ พวกเราจึงเฝ้าภาวนาใน
ใจอยู่นานแต่กลับไม่ได้ผล บางทีอาจเพราะผู้บำเพ็ญเซียน
จำนวนมากเกินไปกระมัง เขาถึงไม่ทันสนใจ”
ฟังมาถึงตรงนี้ ไป๋ฉีก็ทำได้เพียงรับปาก หลังจากนั้นก็
เร่งรีบกลับไปที่ตำหนักเมฆาม่วง
เจียงเทียนเซิงขมวดคิ้วถามว่า “ข้ากังวลอยู่บ้าง เพราะ
เจียงอี้ดูเหมือนจะตามใครบางคนไป”
“มิว่าจะติดตามผู้ใดไป เขาก็เป็นคนสกุลเจียง เขา
จะเอาใจออกห่างสกุลเจียงได้หรือ ในเมื่อเขาไม่ทิ้งเหตุผล
เอาไว้ พวกเราก็ต้องคิดหาวิธีตามหาเขา ต่อให้ไม่สนใจ
ความผูกพันส่วนตัว การที่พรสวรรค์ของเขาไปตกอยู่ในมือ
ศัตรู เจ้าก็น่าจะเข้าใจว่าหมายถึงสิ่งใด”
เจียงเทียนมิ่งเอ่ยอย่างเคร่งขรึม เจียงเทียนเซิงฟังแล้ว
คิ้วก็ขมวดแน่นยิ่งกว่าเก่า
พรสวรรค์ของเจียงอี้คือความภาคภูมิใจของเผ่าเจียง
แล้วก็เป็นแรงกดดันด้วย คนเผ่าเจียงไม่มากก็น้อยล้วน
หวั่นเกรงพรสวรรค์ของเจียงอี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจียงอี้แข็งแกร่งขึ้นก็ยิ่งไม่มีผู้ใด
ควบคุมเขาได้อีก บางครั้งแม้แต่เจียงเทียนมิ่งเองก็ทำอันใด
เขามิได้เช่นเดียวกัน
การที่จักรพรรดิสวรรค์เหยียบย่างถึงขั้นเอกเทวะได้
รวดเร็วถึงเพียงนี้ อาจเพราะมีเจียงอี้เป็นตัวกระตุ้นด้วยก็
เป็นได้
“ไปกันเถิด กลับโลกสวรรค์กัน เสวียนเหนียนใกล้จะต้าน
รับแรงกดดันมิไหวแล้ว แม้แต่ตรีราชันก็ถูกเชิญมาด้วย ดูท่า
สายเลือดจักรพรรดิคงต้องเปลี่ยนเจ้าของเสียแล้ว พวกเรา
กลับไปหนุนหลังเขากันเถิด”
เจียงเทียนมิ่งส่ายหัว นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขา
ปวดหัว
เจียงเทียนเซิงหัวเราะ “หากราชันนภาเอ่ยปาก ข้าคงได้
แต่สนับสนุนฝั่งนั้น ถึงอย่างไรข้าก็ติดค้างเขาอยู่”
ในอดีตสมัยที่เขาอยู่ในช่วงวัยหัวรุนแรง เขาสร้าง
ความลำบากให้ราชันนภาเซวียนเต้าผู้เป็นพี่ใหญ่ของตนเอง
มากมาย หลังจากเขาสำนึกได้ เขาก็ละอายใจต่อราชันนภา
เซวียนเต้ามาตลอด นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขายินดีทุ่มเต็มกำลังใน
มหาศึกสถาปนาเทพ
เจียงเทียนมิ่งกลอกตาใส่เขาแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว หากไม่มีศัตรูภายนอก ภายในก็จะ
สู้กันเอง สกุลเจียงแข็งแกร่งเกินไป ความสัมพันธ์สลับซับซ้อน
ยิ่งกว่าแดนสวรรค์เสียอีก”
ทั้งสองคนสนทนาพลางเดินทางออกไปจากที่นั่น
อีกฝั่งหนึ่ง
ไป๋ฉีกลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วงแล้ว นางขยับเข้าใกล้
เจียงฉางเซิงอย่างระมัดระวัง ลังเลอยู่ว่าควรเอ่ยปากพูด
อย่างไร ด้วยกลัวว่าจะทำให้นายท่านไม่พอใจ
แม้นางเชื่อว่านายท่านน่าจะยินดีดูแลเรื่องราวของ
ลูกหลานรุ่นหลัง เป็นการเติมสีสันให้วันเวลาแห่งการฝึก
บำเพ็ญอันแห้งแล้ง แต่นางก็ไม่อยากแสดงตัวว่าเข้าใจนาย
ท่านมากเกินไป
“เจียงอี้เดินทางไปมหาสมุทรเชื่อมอนธการแล้ว”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็เอ่ยขึ้นมา ไป๋ฉีได้ยินก็นิ่งอึ้ง
มหาสมุทรเชื่อมอนธการหรือ
เจียงฉางเซิงไม่ลืมตา เขาเอ่ยอย่างนิ่งสงบ “นั่นคือ
สถานที่ซึ่งเหล่าเทวะแห่งวิถียุทธ์ผู้จากจรห้วงสุญญตาต้อง
เดินทางไป”
………………………………………………………….