เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 510 ชะตาแห่งมหันตภัย การคุ้มครองของมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 510 ชะตาแห่งมหันตภัย การคุ้มครองของมรรคา
สวรรค์
“นายท่าน ท่านทราบอยู่แล้วหรือ”
ไป๋ฉีถามอย่างระมัดระวัง ในใจนางรู้สึกเลื่อมใสนัก
ถึงนายท่านจะไม่ค่อยก้าวออกจากตำหนักเมฆาม่วง แต่เขา
กลับมองเห็นทุกสิ่งในห้วงสุญญตา
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องใส่ใจแล้ว มัน
เกี่ยวพันกับกรรมมากเกินไป ระดับขั้นบำเพ็ญเท่านี้ของเจ้า
หากมิทันระวังเพียงนิดก็อาจสลายเป็นเถ้าธุลี ยามปกติข้าต้อง
ฝึกบำเพ็ญ คอยจับตาดูเจ้าตลอดมิได้”
ไป๋ฉีรีบพยักหน้า แล้วถามต่อว่า “นายท่าน เหตุใดเจียงอี้
ต้องเดินทางไปที่มหาสมุทรเชื่อมอนธการด้วยเล่า แล้วผู้ใด
เป็นคนพาเขาไปหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ย่อมมีคนล่อลวงเขาไป แต่นี่ก็เป็น
สิ่งที่เขาเลือกเองด้วย วางใจเถิด เขาถือกำเนิดมาในยุคแห่ง
มหันตภัย ดวงแข็งยิ่งนัก ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
ทุกครั้งที่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญจบ เขามักจะจับตาดูเจียงอี้
อยู่เสมอ แล้วก็ถือโอกาสทำนายกรรมของเขาด้วย
ยิ่งขั้นบำเพ็ญของเขาสูงขึ้น เขาก็มองเห็นกรรมกับชะตา
ของเจียงอี้ชัดเจนแจ่มแจ้งมากกว่าเดิม
พรสวรรค์ของเด็กคนนี้ทำให้เขามีนิสัยเอาแน่เอานอน
มิได้ เขาไม่มีทางอยู่ในโลกสวรรค์ตลอดไปได้ หากอยู่ในโลก
สวรรค์ เขาจะถูกระแวงมากเกินไป จนกลายเป็นจำกัดการ
เติบโตของเขา หากออกไปนอกโลกสวรรค์ เขาจะใช้พรสวรรค์
ของตนเองได้อย่างเต็มที่มิต้องหวาดกลัว
กลืนกินพลังของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง พรสวรรค์เช่นนี้
เหมาะกับภัยพิบัติสิ้นกัลป์เหลือเกิน เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยดู
ว่าอีกฝ่ายจะก้าวไปได้ถึงขั้นไหน
แน่นอนว่าชะตากับผลกรรมมิใช่สิ่งแน่นอน ดังนั้นเจียง
ฉางเซิงจึงส่งคนผู้หนึ่งเดินทางไปช่วยเหลือเจียงอี้ พร้อมกับ
ถือโอกาสทดสอบจิตใจของคนผู้นั้นไปด้วย
ไป๋ฉีฟังจบก็จมลงในห้วงความคิด เจียงฉางเซิงไม่สนใจ
นางอีก เขากลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ
ตัวเขาในตอนนี้อยู่ในช่วงศึกษาแก่นแท้ของมหามรรคา
นอกจากพลังแห่งมหามรรคาที่เขาครอบครองอยู่ในมือ เขาก็
ศึกษามรรคาในเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ด้วย ระหว่างที่เขา
ศึกษาพลังของมรรคาต่างๆ วรยุทธ์ของเขาก็เพิ่มพูนอยู่ตลอด
มิเคยหยุดนิ่ง เขารู้ดีที่สุดว่าวรยุทธ์ของตนเองกำลังก้าวหน้า
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจสักนิดว่าพรสวรรค์นั่นของเจียงอี้จะเป็น
ภัยคุกคามต่อเขาหรือไม่
ตัวเขาในตอนนี้ต้องการเพียงเวลาเท่านั้น
ต่อจากนี้เขาตั้งใจจะจดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญ แม้แต่
ศาสตร์ยอดโอสถเขาก็จะวางลงก่อน
ไป๋ฉีไม่รบกวนเขาอีก นางออกไปนอกตำหนักเมฆาม่วง
แล้วนำความไปบอกกับพวกเจียงเทียนมิ่ง
…
ลึกเข้าไปในห้วงมิติ ณ มหาสมุทรเชื่อมอนธการ
เจียงอี้ยืนอยู่หน้าประตูศิลาบานหนึ่ง เขาสวมชุดเกราะ
สีดำ บนแผ่นหลังสะพายกระบี่เล่มยักษ์ที่ใหญ่กว่าร่างกาย
ตัวเอง
สายตาของเขาจับจ้องร่างเบื้องหน้าประตูศิลา ร่างนั้นก็
คือเทวะผจญโลหิตหนึ่งในมหาผู้พิทักษ์แห่งมหาสมุทรเชื่อม
อนธการนั่นเอง
เจียงอี้ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วประสานหมัดคารวะ
พร้อมเอ่ยว่า “ผู้อาวุโส ข้าน้อยต้องการเข้าไปในมหาสมุทร
เชื่อมอนธการ”
เทวะผจญโลหิตหลับตาอยู่ เขาเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“พลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์แตกซ่านไปแล้ว ยามนี้จะเข้าออก
มหาสมุทรเชื่ออนธการย่อมไม่มีข้อจำกัด เจ้าอยากเข้าก็เข้าไป
”
เจียงอี้ได้ยินดังนั้นก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก เตรียมตัว
จะก้าวเข้าไปในประตูทันที
“ช้าก่อน!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น เจียงอี้หันหลังกลับไปมองตามสัญ
ชาตญาณ แล้วเขาก็เห็นผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บนแท่นดอกบัวศิลาคน
หนึ่งกำลังเหาะเข้ามาหา คนผู้นั้นก็คือเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
นั่นเอง
เทวะผจญโลหิตลืมตาขึ้น ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียว
ฉายแววฉงนสนเท่ห์
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เหาะมาหยุดอยู่ห่างจากเจียงอี้ใน
ระยะที่ยังคงปลอดภัยแล้วเอ่ยว่า “มหาสมุทรเชื่อมอนธการ
อันตรายยิ่งนัก พลังของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป ให้ข้าเดินทาง
เป็นเพื่อนเจ้าเถิด”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ภายนอกดูสงบนิ่งยิ่งนัก แต่ใน
ใจเขากำลังทุกข์ตรม
เขาไม่อยากหวนกลับไปในมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
สักนิด แต่จนปัญญาที่มรรคาจารย์ส่งกระแสจิตมาหาเขา สั่ง
ให้เขาเดินทางไป
นับตั้งแต่เป็นประจักษ์พยานเหตุการณ์ที่มรรคาจารย์
กำราบบรรพจารย์ยุทธ์อย่างง่ายดาย เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็
ตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามมรรคาจารย์ ดังนั้นเขาจึงจำใจต้อง
มาอย่างเลี่ยงมิได้
หากล่วงเกินมรรคาจารย์ เกรงว่าเขาก็คงต้องหนีมาที่
มหาสมุทรเชื่อมอนธการอยู่ดี ดังนั้นเขาไม่มีทางเลือก
ตั้งแต่แรกแล้ว มิสู้ลองเดิมพันสักหนดีกว่าหรือ
“เจ้าเป็นใครกัน” เจียงอี้ถามอย่างระแวดระวัง
หน้าตาของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ดูไม่เหมือนคนดีสักนิด
ตั้งแต่ออกมาจากโลกสวรรค์ เจียงอี้เคยพบปัญหายุ่งยากมา
ไม่น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ เขาจึงเริ่ม
ใคร่ครวญแล้วว่าจะจัดการคนผู้นี้เช่นไรดี
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยปากว่า “เจ้าเรียกข้าว่า
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็ได้ มีคนฝากฝังข้าให้เดินทางมาดูแล
เจ้า เจ้ามิต้องกังวลไป หากข้าคิดจะจัดการเจ้าจริงๆ เจ้าขวาง
มิได้อยู่แล้ว ส่วนคนที่ฝากฝังข้ามาก็คือผู้อาวุโสของเจ้าเอง”
ผู้อาวุโสรึ?
เจียงอี้นึกถึงบิดาตามสัญชาตญาณ จากนั้นในใจก็รู้สึก
ไม่สบอารมณ์ ท่านพ่อออกประกาศจับเขาแล้วแท้ๆ ยังจะ
ส่งคนมาช่วยเขาอีกได้อย่างไรกัน
เขาไม่เชื่อคำพูดของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ง่ายๆ สมอง
จมดิ่งในห้วงแห่งความลังเล
“คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ตาแก่อย่างท่านก็เริ่มทำเพื่อคนอื่น
เป็นแล้ว จริงอย่างที่พูดกัน ช่วงภัยพิบัติสิ้นกัลป์ สรรพชีวิต
ทั้งหลายล้วนไร้ทางเลือก” เทวะผจญโลหิตเอ่ยยิ้มๆ ในถ้อยคำ
แฝงแววเสียดสีไว้เต็มเปี่ยม
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เหล่มองเขาแล้วตอบกลับอย่าง
เฉยชา “ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็นช่วงภัยพิบัติสิ้นกัลป์ เหตุใดเจ้ายัง
เฝ้าอยู่ที่นี่ หรือเจ้ายังเพ้อฝันว่าวิถียุทธ์จะกรีธาทัพกลับมา
ยิ่งใหญ่ได้อีก”
เทวะผจญโลหิตหัวเราะเย็นชา แต่มิเอ่ยตอบ
เมื่อเห็นยอดฝีมือลึกลับผู้คอยเฝ้าพิทักษ์มหาสมุทรเชื่อม
อนธการยังจนแต้มต่อหน้าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ เจียงอี้ก็ยิ่ง
สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์มากกว่าเดิม
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์บินตรงเข้าไปในประตูทันที พลังอัน
แข็งแกร่งสายหนึ่งลากเจียงอี้ไปด้วยอย่างที่เขามิอาจปฏิเสธ
“เป็นไปได้อย่างไรกัน…เขาเป็นเทพเทวาจากที่ใดกันแน่
”
เจียงอี้เบิกตาโต ใบหน้าเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ตัวเขาในยามนี้แข็งแกร่งมากขนาดนั้นแล้วแท้ๆ เขา
ถึงขั้นต่อสู้ข้ามระดับขั้นได้ ทว่าทั้งที่เป็นเช่นนี้เขากลับทำให้
พลังของอีกฝ่ายสั่นไหวไม่ได้แม้แต่น้อย
เขาไม่เคยพบตัวตนที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน ถ้าเป็น
เช่นนี้ อีกฝ่ายก็ไม่มีความจำเป็นต้องหลอกลวงเขาจริงๆ ถ้า
เช่นนั้นคนที่เชิญผู้แข็งแกร่งระดับนี้มาได้ หรือว่าจะเป็นท่าน
ปู่ของเขา…
เจียงอี้ไม่เคยพบหน้าท่านปู่ แต่นามของเขา ท่านปู่เป็นผู้
ตั้งให้ เคล็ดวิชาบำเพ็ญของเขาก็เป็นท่านปู่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อ
เขาโดยเฉพาะ ในหัวใจของเขารู้สึกขอบคุณท่านปู่เสมอมา ใน
ใจเขาท่านปู่เป็นรองเพียงท่านแม่กับเจียงเทียนมิ่งเท่านั้น
เช่นเดียวกับสรรพชีวิตทั้งหลายในวิถีเซียน ในหัวใจเขา
ท่านปู่แข็งแกร่งที่สุด
หากท่านปู่เป็นคนออกปากก็คงเชิญผู้แข็งแกร่งระดับนี้
มาได้จริงๆ
ในที่สุดเจียงอี้ก็วางใจ เขาไม่พยายามขัดขืนแล้ว เขามอง
แผ่นหลังของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ที่อยู่ด้านหน้า ทั้งสองคน
กำลังพุ่งทะลุผ่านห้วงมิติสีดำสนิทแห่งหนึ่ง ลมหนาวที่หนาว
จนเสียดแทงกระดูกสายหนึ่งพัดมาหา แม้กระทั่งระดับขั้น
บำเพ็ญเท่าเจียงอี้ก็ยังหนาวสะท้านอย่างห้ามตนเองมิได้
“ผู้อาวุโส ท่านรู้จักท่านปู่ของข้ามากน้อยเพียงใด”
เจียงอี้เอ่ยปากถาม น้ำเสียงแฝงความคาดหวังอยู่นิดๆ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่ตอบในทันที เขาเว้นช่วงไปหลาย
ลมหายใจแล้วจึงเอ่ยปากตอบว่า “เขาแข็งแกร่งกว่าสิ่งที่ข้า
เคยรู้มาทั้งหมด ข้าเองก็รู้จักแค่สิ่งเดียวของเขาเท่านั้น นั่นคือ
ความแข็งแกร่งอันน่าเหลือเชื่อ”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ศึกษาชะตาลิขิตจนบรรลุระดับหนึ่ง
แล้ว เขาจึงทำนายความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งในห้วง
สุญญตาได้ มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่เขาทำนายไม่เห็น
ทว่าศึกระหว่างมรรคาจารย์กับบรรพจารย์ยุทธ์ก่อนหน้านี้ก็
มากพอจะพิสูจน์แล้วว่าตัวเขายังห่างชั้นจากมรรคาจารย์อีก
มาก
ในความเห็นของเขา ต่อให้เป็นขั้นเทวะเหนือดับสูญก็
ยากจะกำราบบรรพจารย์ยุทธ์ได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น
เจียงอี้ได้ยินคำนี้ก็วางใจอย่างสมบูรณ์ อีกฝ่ายถูกท่านปู่
ส่งมาจริงๆ ด้วย จากนั้นเขาก็นึกสนใจมากกว่าเดิม
“ผู้อาวุโส ยามนี้มหันตภัยกำลังจะมาเยือน วิถียุทธ์
พังทลายแล้ว มหันตภัยหนนี้จะคงอยู่นานเท่าใดหรือ”
“อีกนานโขเลยเชียวล่ะ สิ่งนี้ไม่ใช่มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
สักหน่อย มันคือภัยพิบัติสิ้นกัลป์ของมหามรรคาต่างหากเล่า
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ในประวัติศาสตร์วิถียุทธ์เป็นเพียงอุบาย
ที่วิถียุทธ์ใช้กำจัดพวกที่แตกต่างจากตนเองเท่านั้น ส่วน
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ของมหามรรคาที่แท้จริงอาจดำเนินไปนานนับ
ล้านปี หรืออาจถึงสิบล้านปี เจ้าถือกำเนิดมาในยุคสมัยแห่ง
ความโกลาหลอย่างที่ตัวเจ้าในตอนนี้จินตนาการไม่ออก นี่
เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เป็นโชคดีอย่างหนึ่งเช่นกัน จะมองว่า
โชคดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีใจปรารถนาจะเป็นผู้แข็งแกร่ง
ที่สุดหรือเปล่า”
“ใจที่ปรารถนาจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด…”
ระหว่างที่เจียงอี้คิดทบทวนคำพูดนี้ แววตาก็ทอประกาย
ฮึกเหิมมากขึ้นเรื่อยๆ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์สงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าเจ้าหนูคนนี้
มีความสามารถประการใด เขาสอดส่องดูวิถีเซียนมาบ้างแล้ว
ลูกหลานของมรรคาจารย์มีจำนวนไม่น้อย ทว่าแม้แต่
จักรพรรดิสวรรค์คนนั้น ข้างกายก็ไม่มีคนระดับเขาคอย
เฝ้าดูแล
เขาลองทำนายชะตาของเจียงอี้ดู จากนั้นสีหน้าก็
เปลี่ยนไปทันใด
‘ชะตาแห่งมหันตภัย! ชะตาแห่งมหันตภัยที่ถือกำเนิด
มาเผชิญเคราะห์กรรม!’
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตกตะลึงอยู่ในใจ คิดไม่ถึงว่าอีก
ฝ่ายจะมีความเป็นมาเช่นนี้ แต่เขามิได้แสดงออกมาทาง
สีหน้า ยังคงสนทนากับเจียงอี้ต่อไป
…
หลังจากมรรคาจารย์เทศนาสั่งสอนจบ วิถีเซียนก็เกิด
กระแสโหมบำเพ็ญเซียนอย่างคลุ้มคลั่งอีกครั้ง ผู้บำเพ็ญเซียน
จำนวนมากทยอยกันละทิ้งการต่อสู้ หันไปเริ่มปิดด่านฝึก
บำเพ็ญ โลกสวรรค์จึงสงบลงไม่น้อยเพราะเหตุนี้
เผ่าตระกูลกับขุมอำนาจมากมายที่เข้ามาลงหลักปักฐาน
ในโลกสวรรค์ต่างพากันสืบข่าว เมื่อพวกเขาทราบเรื่องที่
มรรคาจารย์เทศนาสั่งสอนวิชา พวกเขาก็พิศวงงงงวยกับเรื่อง
นี้อย่างยิ่ง พวกเขาก็อยู่ในโลกสวรรค์กันตลอด เหตุใดพวกเขา
จึงไม่ได้ฟังการเทศนาสั่งสอนวิชาของมรรคาจารย์กันเล่า
พวกเขาไม่ได้ข่าวสักนิดเลยด้วยซ้ำ
ต่อให้มรรคาจารย์แอบไปเทศนาสั่งสอนลับหลังพวกเขา
แต่ผู้บำเพ็ญเซียนมากมายมหาศาลเช่นนั้นจะไปฟังเทศนากัน
ได้อย่างไร
นี่มิใช่จำนวนคนร้อยสองร้อยคนสักหน่อย ผู้บำเพ็ญ
เซียนบนโลกสวรรค์มีมากมายถึงเพียงนั้น แต่ดูเหมือนพวกเขา
จะได้ไปฟังเทศนาจากมรรคาจารย์กันหมด ส่วนคนของ
พวกเขาที่กำลังบำเพ็ญเซียนอยู่กลับไม่ได้ข่าวแม้แต่น้อย
หรือว่ามรรคาจารย์จะเข้าฝันได้จริงๆ?
ชั่วขณะหนึ่ง ขุมอำนาจแต่ละแห่งในโลกสวรรค์ต่างขวัญ
ผวา ไม่กล้าแตะต้องแดนสวรรค์มากกว่าเดิม
กาลเวลาไหลเร็วดุจกระสวยทอผ้า หนึ่งร้อยปีปาน
ประหนึ่งชั่วพริบตา หนึ่งชีวิตของมนุษย์เดินดินผ่านพ้นไปดุจ
แมลงเม่า
อิทธิพลของภัยพิบัติสิ้นกัลป์แผ่ขยายมาถึงโลกสวรรค์
แล้ว มิว่าผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้บำเพ็ญเซียนล้วนเกรี้ยวกราดขึ้น
แล้วยังมีผู้คนจำนวนมากถูกธาตุไฟเข้าแทรกอีกด้วย
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกำลังนั่งอยู่ในอารามของตนเอง
เขาเก็บจิตสัมผัสกลับมา
“จิตสัมผัสของวิถีเซียนไม่ธรรมดาเลยจริงๆ มันสอดส่อง
เห็นดวงวิญญาณได้เสียด้วย”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานทอดถอนใจอยู่เงียบๆ เขาเพิ่ง
ผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นสำเร็จ ระดับขั้นบำเพ็ญเซียนก้าวมา
ถึงขั้นเซียนพิภพแล้ว
เขาบำเพ็ญเซียนมาแล้วนับพันปี ความเร็วระดับนี้จึง
ไม่นับว่าเร็วนัก สาเหตุสำคัญก็เป็นเพราะเขาต้องแบ่งเวลา
ส่วนใหญ่ไปศึกษาเคล็ดวิชาบุญบารมีตั้งลัทธิด้วย
ถึงอย่างนั้น ในโลกบำเพ็ญเซียนยุคปัจจุบัน เซียนพิภพก็
นับเป็นยอดผู้ฝึกตนที่สยบศัตรูทิศหนึ่งได้ราบคาบแล้ว
“ยามนี้ภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเยือนวิถีเซียนแล้ว บางทีคง
ถึงเวลาที่ข้าจะสร้างลัทธิเสียที”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานลุกขึ้นยืน เขายกเท้าเดิน
ออกจากอาราม
ประตูใหญ่เปิดออก แสงตะวันทอดลงมาตกต้องร่างของ
เขา แผ่นหลังของเขาแลดูองอาจผึ่งผาย เทียบกับตัวเขาใน
อดีตที่นั่งอยู่บนตำแหน่งของบรรพจารย์ยุทธ์ ตัวเขาในยามนี้
เต็มเปี่ยมด้วยปณิธานยิ่งกว่าเก่า ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่
อีกครั้ง
วันเวลาหลังจากนั้น เขาออกท่องไปทั่วแดนมนุษย์ของ
โลกสวรรค์ เทศนาสั่งสอนปุถุชน นำทางสรรพชีวิตทั้งหลายให้
ก้าวเข้าสู่วิถีเซียน นามของบรรพจารย์ยุทธ์ค่อยๆ ห่างไกลออก
ไปจากตัวเขา นามที่มาแทนที่คือราชันมรรคา
ราชันมรรคานิพพาน!
…
ในตำหนักเหนือเมฆาของแดนสวรรค์ บนโลกสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ คิ้วกระบี่
ขมวดเป็นปมดูน่าเกรงขามยิ่งนัก หลังจากเหยียบถึงขั้นเซียน
พิภพเอกเทวะ อำนาจบารมีและความใจกล้าของเขาก็เพิ่ม
มากขึ้น เทพเซียนทั้งหลายยำเกรงเขามากกว่าเก่า
เวลานี้เทพเซียนในตำหนักเหนือเมฆามีอยู่เพียงไม่กี่สิบ
คน ทั้งหมดล้วนเป็นเทพเซียนจากสกุลเจียง
“แบ่งแยกเป็นสายเลือดจักรพรรดิกับสายเลือดรอง ทำ
เช่นนี้ มิกลัวทิ้งเภทภัยไว้ให้เผ่าเจียงในวันหน้าหรือไร”
จักรพรรดิถามเสียงเคร่งขรึม สายตาจ้องนิ่งอยู่บนร่าง
ราชันนภาเซวียนเต้า
ตรีราชัน มหาจักรพรรดิจื่อเวย เจียงเทียนมิ่ง เจียงเทียน
เซิง เจียงหลัว เจียงซั่น เจียงเสวียนเจินเป็นต้น ล้วนอยู่ที่นี่ด้วย
ราชันนภาเซวียนเต้าเผชิญหน้ากับคำถามของจักรพรรดิ
สวรรค์ก็เอ่ยตอบว่า “หากสายเลือดจักรพรรดิมิใช่คนของสาย
ตระกูลหลัก ภายหน้าย่อมเกิดภัยนับมิถ้วน แต่ไม่หาหนทาง
ปลอบใจสายเลือดของเจียงเสวียนเหนียน ภัยร้ายก็เกิดขึ้น
ในวันหน้าได้เช่นกัน มิว่าทำเช่นไรล้วนเป็นภัยในวันหน้าทั้งสิ้น
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตั้งกฎให้ชัดเจน”
เจียงเสวียนเจินแค่นเสียงหยัน แสดงความไม่พอใจของ
ตนเองออกมา
มหาจักรพรรดิจื่อเวยจึงเอ่ยออกมาบ้าง “เจียงเสวียน
เหนียนเป็นผู้ก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิ เขาได้รับพลังแห่ง
โชคชะตาของมรรคาสวรรค์มาแล้ว ต่อให้สายเลือดของเขาถูก
ลดขั้นไปเป็นเผ่าสายรองของเผ่าเจียง ทายาทรุ่นหลังในสาย
ของเขาก็ยังจะได้รับการคุ้มครองจากมรรคาสวรรค์อยู่ สิ่งนี้ตัว
มันเองก็เป็นสิทธิพิเศษประการหนึ่งอยู่แล้ว”
สายเลือดหลักของสกุลเจียงเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเขา
พวกเขาพากันออกความเห็นสนับสนุนราชันนภาเซวียนเต้า
………………………………………