เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 511 ปิดด่านฝึกบำเพ็ญพันปี ไว้เจอกันในอนาคต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 511 ปิดด่านฝึกบำเพ็ญพันปี ไว้เจอกันในอนาคต
จักรพรรดิสวรรค์ฟังคำโน้มน้าวของเทพเซียนสกุลเจียง
ทั้งหลายแล้วขมวดคิ้วจนเป็นปม เขาคิดมาคิดไปก็รู้สึกว่า
ราชันนภาเซวียนเต้ากล่าวถูกต้องแล้ว มิว่าเลือกเช่นไรล้วน
ย่อมก่อเภทภัยในภายหน้าอยู่ดี
หากยอมรับสายเลือดของเจียงเสวียนเหนียน สายเลือด
ฝั่งเทียนจิ่งที่โลกคุนหลุนก็จะกระอักกระอ่วน
แต่หากทำตามที่ว่ามา ราชันนภาเซวียนเต้าก็จะต้อง
แบกรับความแค้นของลูกหลานเผ่าสายรองในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายเลือดของเจียงเสวียนเหนียน
จักรพรรดิสวรรค์เงยหน้ามองราชันนภาเซวียนเต้าแล้วก็
พบกับสีหน้านิ่งสงบของเขา จักรพรรดิสวรรค์แอบถอนหายใจ
เจ้าเด็กคนนี้เติบใหญ่แล้วจริงๆ
เรื่องนี้เดิมทีก็ไร้ทางแก้ จะกล่าวโทษเจียงเสวียนเหนียน
ที่ไม่รู้จักคิดก็ไม่ได้ เพราะที่เขาเสนอความคิดเรื่องเผ่า
จักรพรรดิขึ้นมาก็ได้รับอิทธิพลมาจากเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจ
ทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้มาตั้งเผ่าที่โลกคุนหลุนด้วย
สกุลเจียงยังไม่คิดรวมโลกสวรรค์เป็นหนึ่ง
ทว่าพอฝั่งเทียนจิ่งโวยวายขึ้นมา เรื่องนี้ก็กดไว้ไม่ได้
อีกต่อไป ในวิถีเซียนเดียวกันจะมีสกุลเจียงสองสายที่ฐานะ
ทัดเทียมกันได้อย่างไรเล่า
เจียงเทียนมิ่งถอนหายใจ เขาไม่ช่วยพูดแทนเจียงเสวียน
เหนียน เจียงเสวียนเจินผู้เป็นน้องชายของเจียงเสวียนเหนียนก็
เช่นกัน
นั่นเพราะว่านี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว พวกเขาเองก็รู้ดี
ว่าสายเลือดจักรพรรดิไม่สมควรถูกก่อตั้งโดยเจียงเสวียน
เหนียนจริงๆ ได้แต่บอกว่ายามนั้นพวกเขาล้วนใจร้อนเกินไป
จนไม่ได้ใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมาภายหลัง ตอนนี้โชคยังดี
อย่างน้อยสายเลือดของเจียงเสวียนเหนียนก็ได้รับสืบทอด
พลังโชคชะตาของสายเลือดจักรพรรดิต่อไป ลูกหลานรุ่นหลัง
ของเขาล้วนจะได้รับโชควาสนาประการนี้
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ แม้แบ่งออกเป็นสายจักรพรรดิ
กับสายรอง แต่ภายในสกุลเจียงจะลำเอียงไม่เท่าเทียมกัน
ไม่ได้ เราขอใช้อำนาจของเราตั้งกฎไว้ วันหน้าหากใน
สายเลือดสายรองมีอัจฉริยะที่โดดเด่นปรากฏตัว พวกเขา
สามารถเลื่อนชั้นเข้ามาอยู่ในสายเลือดจักรพรรดิได้”
จักรพรรดิสวรรค์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ประกาศออกมา
แม้เขาจะบอกว่าห้ามมีความไม่เท่าเทียม แต่เขาก็รู้ดีว่า
ในความเป็นจริงสายเลือดสายรองจะต้องกลายเป็นบริวารของ
สายเลือดจักรพรรดิไม่ช้าก็เร็ว นี่เป็นแนวโน้มในอนาคตที่
มิอาจฝืนได้ ดังนั้นเขาจึงอยากมอบความหวังสักประการหนึ่ง
ให้สายเลือดสายรอง
เจียงเสวียนเจินได้ยินคำนี้ ดวงตาพลันเป็นประกาย เอ่ย
ออกมาทันทีว่า “ข้าน้อยขอขอบพระทัยฝ่าบาทแทนลูกหลาน
ของสายรอง!”
เขาพูดออกมาเร็วยิ่งนัก ไม่เปิดช่องให้เทพเซียนของ
ตระกูลสายหลักมีโอกาสพูดอะไรทั้งสิ้น
ความจริงแล้ว เจียงเสวียนเจินก็นับเป็นคนของตระกูล
สายหลัก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เคยเป็นโอรสสวรรค์มาก่อน แต่
ลูกหลานของเขามีเพียงสายเดียวที่เป็นสายหลัก ลูกหลาน
ส่วนใหญ่เป็นเพียงสายรองเท่านั้น เขาย่อมหวังให้ลูกหลาน
เหล่านั้นได้รับสิ่งดีๆ เช่นกัน
เทพเซียนจากตระกูลสายหลักคนอื่นเห็นเช่นนี้ก็ไม่
สะดวกจะพูดอะไรอีกต่อไป พวกเขาเพียงเอ่ยขอบพระทัยพระ
เมตตาของจักรพรรดิสวรรค์ ไม่ว่าอย่างไรลูกหลานของ
พวกเขาก็มีคนที่อยู่ในสายรองเหมือนกัน ในใจทุกคนย่อม
มีความเห็นใจซ่อนอยู่ ทว่าพวกเขาปรารถนาให้สกุลเจียง
สงบสุขไปชั่วนิรันดร์ ดังนั้นจึงต้องตั้งกฎและแบ่งแยกหลักรอง
ไว้ให้ชัดเจน
ปัญหาเรื่องสายเลือดจักรพรรดิสกุลเจียงจึงนับว่าจบลง
เช่นนี้
จักรพรรดิสวรรค์ไล่พวกเขาออกไปเสร็จ เฉินหลี่ก็รีบ
สาวเท้าเข้ามาในตำหนัก
“ฝ่าบาท เกิดเรื่องกับมหาเซียนวั่งเฉินแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินหลี่กราบทูลด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด สีหน้าย่ำแย่
ยิ่งนัก
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เฉินหลี่ทูลตอบทันที “มหาเซียนวั่งเฉินเดินทางไปมหา
พิภพนิลเหลืองเพื่อเผยแผ่วิถีเซียน แต่ถูกเผ่าฉินจับตัวไว้ เป็น
ตายยังมิทราบพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินดังนั้น แววตาก็เย็นยะเยือกใน
พริบตา จิตสังหารทะลักออกมาอย่างมิอาจข่มปรามได้
เขาลุกขึ้นยืน คลื่นพลังอันกล้าแกร่งเหนือสิ่งใดในใต้หล้า
แผ่กระจายออกมาจากทั่วร่าง เขาแค่นเสียงหยันคำหนึ่งแล้ว
เอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะให้พวกเขาได้รับรู้ความ
แข็งแกร่งของขั้นเอกเทวะ!”
มหันตภัยมาเยือนแล้ว ระหว่างที่สามพันโลกฆ่าฟันกัน
โลกสวรรค์กับโลกคุนหลุนก็ได้ต้อนรับผู้ลี้ภัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แดนสวรรค์รวบรวมข่าวสารจากสามพันโลกอยู่ตลอด
พวกเขาจึงทราบว่า แม้สามพันโลกจะเข่นฆ่ากันไม่หยุดหย่อน
แต่ผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกบำเพ็ญจากมหามรรคาสายอื่นกลับ
เพิ่มพูนพลังได้เร็วกว่าก่อนหน้านี้มาก ราวกับว่ามีพลังสาย
หนึ่งคอยผลักดันให้สรรพชีวิตเข่นฆ่ากันอยู่โดยไม่มีผู้ใดรู้
หากมันเพียงยั่วยุอารมณ์ สรรพชีวิตคงมิถูกล่อลวง
ง่ายดายเช่นนั้น ทว่าเมื่อผู้แข็งแกร่งทั้งหลายพบว่ายิ่งเข่นฆ่า
พวกเขาก็ยิ่งแข็งแกร่ง พวกเขาก็มิได้ทำเพื่อระบายโทสะอย่าง
เดียวอีกต่อไป แต่ทำเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นด้วย
เฉินหลี่อยากพูดบางอย่างแต่แล้วก็เงียบไป ตอนแรกเขา
คิดจะห้ามปราม แต่ต่อมาเขาก็กดความคิดนั่นลงไป เพราะ
เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าจักรพรรดิสวรรค์แข็งแกร่งมากเพียงใด
จักรพรรดิสวรรค์มีฐานะสูงส่ง เขาจึงแทบไม่เคยเข้าร่วม
การต่อสู้หนใดมาก่อน นับตั้งแต่เขาเหยียบเข้าขั้นเอกเทวะ
เทพเซียนทั้งหลายก็ตั้งตาคอยที่จะได้เห็นฝีมือของเขา
อีกอย่างแดนสวรรค์ก็ต้องการเหตุผลที่จะเข้าร่วม
สงครามของสามพันโลกอยู่พอดี!
…
เจียงฉางเซิงกำลังอยู่ในห้วงวิปัสสนา นี่เป็นครั้งแรกที่เขา
รู้สึกว่าการปิดด่านฝึกบำเพ็ญไม่ได้ผ่านไปในชั่วพริบตา ทั้งยัง
ไม่มีผู้ใดมารบกวนเขากลางคันด้วย
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาด้วยตัวเอง เขาก็รู้สึกเหมือนได้
นอนหลับหนึ่งตื่นอย่างสุขสบายและยาวนานมากพอ
ก่อนหน้านี้มีบางครั้งที่เขาตื่นขึ้นมาเองอยู่เหมือนกัน แต่นั่น
เป็นเพราะเขาเป็นห่วงวิถีเซียน จิตใต้สำนึกจึงหยุดวิปัสสนา
กลางคัน
ทว่านับแต่เจียงจื่ออวี้เหยียบขั้นเอกเทวะ เจียงฉางเซิงก็
เป็นห่วงวิถีเซียนน้อยลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานเข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้แล้ว นี่เท่ากับว่า
วิถีเซียนมีขั้นเทวะหกตัณหาหนึ่งคนกับผู้ที่เทียบได้กับขั้นเบิก
เนตรอัครยุทธ์อีกหนึ่งคน ไม่ว่าอย่างไรก็ต่อสู้คะคานกับเผ่า
เก่าแก่ทรงอำนาจได้
ด้วยสภาพจิตใจเช่นนี้ เจียงฉางเซิงจึงปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
ยาวนานกว่าครั้งใดๆ ที่เคย
เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โลกที่เขาสัมผัสได้ก็
ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงพลังแห่งบาปกรรม บาปกรรม
ชนิดพิเศษกำลังอบอวลอัดแน่น
บาปกรรมแห่งภัยพิบัติสิ้นกัลป์!
เจียงฉางเซิงนับนิ้วคำนวณ หนนี้เขาปิดด่านไปทั้งหมด
หนึ่งพันสองร้อยกว่าปี ตัวเขาในตอนนี้ใกล้จะอายุแปดพันปี
แล้ว
แปดพันปี!
เวลาช่างรวดเร็วเสียจริง
นับตั้งแต่เจียงฉางเซิงส่งต่อตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ให้
บุตรชาย ชีวิตหลังจากนั้นของเขาก็ราวกับกดปุ่มเพิ่มความเร็ว
มิใช่ว่าเขาปรับตัวกับมันไม่ได้ เขาเพียงทอดถอนใจกับ
ความแตกต่างระหว่างเซียนกับมนุษย์เดินดินเท่านั้น เมื่อ
ระดับขั้นของเขาสูงขึ้น กาลเวลาก็มีแต่จะไหลเร็วขึ้น
แล้วจู่ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ช่วงเวลาที่เขาผงาดขึ้น
มามีอำนาจนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้แข็งแกร่งสุดยอดทั้งหลาย
กำลังปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่หรือไม่
เหมือนเช่นวิถียุทธ์ ที่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนก้าวข้ามทั้งวิถี
ยุทธ์ได้ในเวลาเพียงห้าพันปี
เจียงฉางเซิงต้องระแวดระวังไว้เสมอ ในอนาคตอาจ
มีคนฉวยโอกาสช่วงที่เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญคว้าพลังที่ล้มล้าง
วิถีเซียนได้มาครอบครองก็เป็นได้ แม้เขาจะทิ้งร่างแยกไว้คอย
เฝ้าดู แต่ถึงอย่างไรร่างแยกก็มิใช่ร่างจริง ความห่างชั้น
ระหว่างกันย่อมมีอยู่
ถึงจะกังวลอยู่บ้าง แต่เจียงฉางเซิงไม่หวั่นเกรงอนาคต
เพราะเหตุนี้ แทนที่จะคิดหาวิธีทำลายอนาคตของผู้อื่น มิสู้
เพียรพยายามฝึกบำเพ็ญด้วยตนเองดีกว่าหรือ
การปิดด่านฝึกบำเพ็ญนับพันปีทำให้วรยุทธ์ของเจียง
ฉางเซิงเพิ่มพูนไม่น้อย เขาพยากรณ์แต้มเซ่นไหว้ตาม
ความเคยชินเป็นอย่างแรก
นอกจากตัวเขา ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่
ตรวจสอบได้ยังมีมูลค่าไม่เกินสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์ จุดนี้ทำให้เขาวางใจ
เจียงฉางเซิงเรียกแต้มทั้งสามประเภทออกมาสำรวจดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 895,321,009,245,217,773 แต้ม
]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน 3,209,021,982,766,215,579
แต้ม]
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน 211,664,533,267,822,210
แต้ม]
แต้มทั้งสามประเภทมีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของ
วิถีเซียน ยิ่งวิถีเซียนแข็งแกร่ง ก็ยิ่งส่งผลต่อความศรัทธาที่
เจียงฉางเซิงได้รับ เมื่อแดนสวรรค์ที่เป็นผู้กุมอำนาจหลัก
แข็งแกร่งขึ้น พลังโชคชะตาของเขาก็เพิ่มพูนตามไปด้วย ส่วน
แต้มเผยแผ่หลักคำสอนนั่นขึ้นอยู่กับพัฒนาการของวิถีเซียน
โดยตรง
วิถีเซียนพัฒนารวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแต้มเหล่านี้จึงไม่
ได้เพิ่มพูนด้วยความเร็วคงที่
เมื่อเห็นแต้มเผยแผ่หลักคำสอน จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็นึกถึง
เจ้าแม่เซียวเหอ
เขาสันนิษฐานว่ายิ่งเขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมาก
เท่าใด เวลาในวิถีเซียนยุคโบราณก็ยิ่งผ่านเลยไปมากเท่านั้น
เจียงฉางเซิงเกิดความคิดบางอย่างในใจ
เขาหันไปมองไป๋ฉีที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ตรงมุมตำหนัก แล้ว
ส่งกระแสจิตเรียกมาหา
ไป๋ฉีได้ยินเสียงของเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที นางรีบวิ่ง
แจ้นมาหาแล้วเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “นายท่าน ท่านตื่นแล้ว
หรือ”
“เบาหน่อย อย่ารบกวนการฝึกบำเพ็ญของหลิงลั่ว เล่า
เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาให้ข้าฟังซิ”
เจียงฉางเซิงถามเสียงเบา
เขาทำนายเองได้ก็จริง แต่เขาก็อยากฟังเรื่องราวจาก
ปากของไป๋ฉีด้วย ไม่ว่าอย่างไรกรรมที่เกี่ยวพันกันอยู่ก็
มากมายเกินไป
ไป๋ฉีพยักหน้าแล้วเริ่มเล่า “หากพูดถึงเหตุการณ์สำคัญ
ก็ต้องเป็นเรื่องที่จักรพรรดิสวรรค์ไปช่วยวั่งเฉินกลับมา นาย
ท่าน จื่ออวี้เติบใหญ่แล้วจริงๆ เขาสง่างามเหมือนท่านเลย เขา
ถือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันสังหารผู้อาวุโสทั้งสี่ของเผ่าฉิน
องอาจน่าครั่นคร้ามอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสทั้งสี่คนนั่นล้วนเป็น
ผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลเชียวนะ!”
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วแล้วคลี่ยิ้ม “เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียว
หรือ”
เขาประหลาดใจอยู่นิดๆ เซียนพิภพเอกเทวะเทียบเท่ากับ
ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เจียงจื่ออวี้กลับ
สังหารขั้นเดียวกันได้รวดเดียวถึงสี่คน นี่มันสุดยอดจริงๆ
แต่เมื่อขบคิดอีกหน เจียงจื่ออวี้เป็นถึงบุตรชายของเขา
มิหนำซ้ำยังถือกำเนิดหลังเขาเป็นเซียน เจ้าเด็กคนนี้ย่อมมิใช่ผู้
บำเพ็ญเซียนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว ตัวเขาคือสัญลักษณ์ของ
พรสวรรค์ชั้นยอดแห่งวิถีเซียน
ไป๋ฉีเล่าความเป็นไประหว่างการต่อสู้อย่างตื่นเต้น นาง
เล่าเป็นตุเป็นตะประหนึ่งไปเห็นมาด้วยตาตนเอง
นอกจากเหตุการณ์จักรพรรดิสวรรค์สำแดงเดช ไป๋ฉีก็
เล่าเรื่องสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงด้วย
เรื่องราวเลี้ยวลดไปมา สุดท้ายก็กลายมาเป็นอนาคตที่
เจียงฉางเซิงเคยเห็นก่อนหน้านี้ ก่อนนี้เขาก็เคยทำนายเห็น
แล้วว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้ แต่เขาไม่เข้าไปฝืนเปลี่ยนมัน
เจียงเสวียนเหนียนเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิ
คนแรกจึงได้รับพลังโชคชะตาจากมรรคาสวรรค์ ไม่แปลกที่
ภายหลังสายเลือดสายนี้ของเขาจะให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์เช่น
เจียงสวินออกมาได้
เจียงฉางเซิงนึกถึงเจียงสวิน ใบหน้าก็เผยรอยยิ้ม
“เจ้าเด็กน้อย ไว้เจอกันในอนาคต”
ในเมื่อเจียงฉางเซิงเห็นอนาคตนั่นมาแล้ว เขาก็ไม่ตัด
ความเป็นไปได้ที่อนาคตนั่นมีอยู่จริง เจียงสวินในห้วงเวลานั้น
ยังใช้ชีวิตของตนเองต่อไป แต่สิ่งที่เขาอยากเห็นคืออนาคตที่
มีตัวเขาอยู่ต่างหาก
แน่นอนว่าบางทีมันอาจมีเพียงอนาคตเดียวตั้งแต่แรกก็
เป็นได้
“นายท่าน ราชันปฐพีหงหลินคนนั้นฝึกบำเพ็ญจน
แซงหน้าคนรุ่นก่อนมากมาย เทพเซียนทั้งหลายในแดนสวรรค์
จึงเชื่อกันว่าเขาต้องเหยียบขั้นเอกเทวะได้แน่ เรื่องนี้ไปจุดไฟ
สู้ของมู่หลิงลั่วเข้า ท่านดูนางสิ ท่านปิดด่านฝึกบำเพ็ญหนึ่ง
พันกว่าปี นางก็ไม่ยอมน้อยหน้า”
ไป๋ฉีพูดถึงหงหลินแล้วก็ถอนหายใจอย่างปลงๆ แต่ก็
แฝงความภาคภูมิใจอยู่เสี้ยวหนึ่งด้วย
หงหลินเป็นคนของนาง พูดให้ชัดเจนอีกหน่อยก็คือหง
หลินเคยติดค้างบุญคุณนางอยู่ ดังนั้นเขาจึงเคารพนาง
อย่างยิ่ง ตอนที่นางเริ่มสนใจหงหลิน หงหลินก็เผยความสา
มารถมีบทบาทโดดเด่นในมหาศึกสถาปนาเทพแล้ว
“นายท่าน ท่านว่าระหว่างพวกเขา ผู้ใดจะบรรลุเป็น
เซียนพิภพเอกเทวะคนที่สามเล่า” ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้
เจียงฉางเซิงหัวเราะฮ่าๆ “ไม่ใช่สักคนนั่นแหละ”
ไป๋ฉีตกตะลึง นางเบิกตาโตแล้วถามอย่างอึ้งๆ “มีคน
บรรลุเป็นเซียนพิภพเอกเทวะคนที่สามก่อนพวกเขาหรือ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า แล้วถอนหายใจอยู่ในใจ
ยอดมากเจียงอี้!
อายุเพียงสามพันปีต้นๆ ก็บรรลุขั้นเอกเทวะแล้ว
แข็งแกร่งกว่าบิดาของเขาเสียอีก
แต่เทียบกับเจียงฉางเซิงแล้วก็ยังห่างชั้นอยู่ไกล ตอน
อายุสามพันกว่าปีเท่ากัน เจียงฉางเซิงบรรลุขั้นเซียนทองเอก
เทวะแล้ว
เจียงฉางเซิงจับสัมผัสเจียงอี้ไม่ได้ แต่ฟังก์ชั่นเซ่นไหว้
พยากรณ์คำนวณมูลค่าของเขาได้ มันไปถึงศูนย์จุดหนึ่งแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว สิ่งนี้ยังหมายความว่าขอบเขตการ
พยากรณ์ของระบบครอบคลุมไปถึงมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
แล้ว ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาสมุทรเชื่อมอนธการก็
มีมูลค่าไม่เกินสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เท่านั้นเอง
ถึงอย่างไรมหาสมุทรเชื่อมอนธการก็เป็นเพียงทางผ่าน
ระหว่างห้วงมิติชั้นนอกกับห้วงมิติชั้นในเท่านั้น
เพราะมหาสมุทรเชื่อมอนธการเข้ามาอยู่ในขอบเขตการ
พยากรณ์ของระบบแล้ว ตัวตนที่มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งร้อยแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์จึงเพิ่มมาจนมากกว่าสามสิบคน
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในมหาสมุทรเชื่อมอนธการ พวกที่อยู่
ในห้วงอนันต์สุญญตามีเพียงสี่คนเท่านั้น
“ราชันมรรคานิพพานหรือเปล่า? มิเสียทีที่เป็นถึงอดีต
บรรพจารย์ยุทธ์!”
ไป๋ฉียังหมกมุ่นกับการคาดเดาอยู่ แต่นางขบคิดอีกทีก็
คิดว่าไม่น่าใช่ หากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานบรรลุระดับขั้นนั้น
จริง ด่านเคราะห์สวรรค์ที่เกิดขึ้นจะต้องสะเทือนทั้งโลกสวรรค์
แน่ แต่นางไม่รู้ข่าวเรื่องทำนองนั้นเลย
ทันใดนั้นเองนางก็นึกถึงคนผู้หนึ่ง เขาไม่อยู่ในโลกคุน
หลุนแล้วก็ไม่อยู่ในโลกสวรรค์ด้วย
“เป็นไปไม่ได้น่า พรสวรรค์ของเขาน่าเหลือเชื่อก็จริง แต่
เขาเดินทางไปมหาสมุทรเชื่อมอนธการแล้ว เขาจะ…”
ไป๋ฉีเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางแอบนึกเสียใจอยู่
ในใจ เมื่อก่อนนางน่าจะดูแลเจียงอี้ให้มากกว่านั้นหน่อย
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “เขามีชะตาของตัวเอง
สภาพแวดล้อมที่เขาต้องเผชิญแตกต่างจากผู้อื่น”
เขาพยากรณ์มูลค่าของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ดู เจ้าหมอนี่
จากห้าสิบสองแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์กลับร่วงลงมาเหลือสี่
สิบเก้าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เสียแล้ว
หรือว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องเจียงอี้?
……………………………………………………