เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 512 ท่านเทพไป๋อี พระแม่ชิงชิว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 512 ท่านเทพไป๋อี พระแม่ชิงชิว
เจียงฉางเซิงสนทนากับไป๋ฉีอยู่หนึ่งชั่วยามก็บอกให้นาง
ออกไป แต่ก่อนนางออกไป เขาก็ถ่ายทอดศาสตร์ยอดโอสถ
บางส่วน ส่งตรงเข้าไปในสมองของนางด้วย ให้นางเอาเวลา
ไปฝึกปรือเอาเอง
ไป๋ฉียินดีปรีดา เทียบกับระดับขั้นบำเพ็ญสูงขึ้น นางชอบ
หลอมโอสถมากยิ่งกว่าเสียอีก หลอมโอสถดีจะตายไป ทำให้
พลังเพิ่มพูนได้เร็วขึ้นแล้วก็ยังเอามาใช้เลี้ยงดูฟูมฟักคนใต้
สังกัดได้อีกด้วย
แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของศาสตร์ยอดโอสถ แต่นั่นก็
มากพอให้ไป๋ฉีศึกษาอีกเนิ่นนานแล้ว พอดีเชียว นางจะได้
ไปวุ่นวายกับเรื่องต่างๆ ให้น้อยลงหน่อย
เจียงฉางเซิงเรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมาใช้ แล้ว
เริ่มใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนทันที
นอกจากอยากพบพานสหายเก่า เขาก็อยากถือโอกาส
ฟังการเทศนาสั่งสอนวิชาด้วย
ยามนี้เขาฝึกพลังมหามรรคาหลายสายพร้อมกันได้
อย่างราบรื่น ยังไม่พบปัญหาติดขัดที่ใด คล้ายกับว่าจะฝึก
บำเพ็ญต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ความรู้สึกที่เหมือนจะฝึกต่อไปได้
ชั่วนิรันดร์นี่เองที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจนิดๆ เขาต้องการ
ประสบการณ์ของบรรพบุรุษวิถีเซียนทั้งหลาย
เจียงฉางเซิงสาดแต้มเผยแผ่หลักคำสอนทั้งหมดออก
ไปในคราวเดียว ต่อจากนั้นเขาก็รู้สึกว่าฟ้าดินหมุนคว้าง เขา
หลับตาลงรอคอยให้ตนเองย้อนกลับไปยังวิถีเซียนยุคโบราณ
ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ว่าสองเท้าเหยียบบนพื้นดิน
เขาลืมตาหันไปมอง สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในม่านตาคือโลก
อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง ขุนเขาใหญ่โตเบื้องหน้าทอด
ยาวเป็นสาย ม่านหมอกเซียนจำนวนมหาศาลแผ่ปกคลุม
ไปทั่ว ท้องนภาสีครามเบื้องบนดูกว้างใหญ่จนหาจุดสิ้นสุด
มิพบ แม้แต่หมอกเซียนกับทะเลเมฆที่ซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่าก็
มิอาจปกปิดท้องนภาสีครามอันยิ่งใหญ่ตระการตา
เวลานี้เขากำลังยืนอยู่บนยอดของเทือกเขาลูกหนึ่ง
สายลมเย็นฉ่ำพัดผ่านมาทำให้จิตใจของเขาปลอดโปร่ง
เขาเงยหน้ามองแต่ไม่เห็นลานเทศนาอยู่ที่ใด เขาไม่เห็น
แม้แต่ผู้แสวงพรตสักคน ราวกับว่าบนโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้
มีเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น
แต่เจียงฉางเซิงไม่ตื่นตระหนกกับเรื่องนี้ คนยิ่งน้อย ยิ่ง
หมายความว่าคุณค่าของการเทศนายิ่งสูง
เพียงแต่ว่าหากคนน้อย อยากจะพบเจ้าแม่เซียวเหอคง
ยากแล้ว
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงขบคิดเรื่องนี้ เขาก็เห็นมังกรสีดำ
ตนหนึ่งเหาะเหินอยู่ท่ามกลางหมอกเซียนบนขอบฟ้าอย่าง
เงียบเชียบ แม้ว่าเขาจะมองจากไกลๆ แต่เขาก็รับรู้ถึงขนาดอัน
ใหญ่โตมโหฬารของมังกรดำตัวนั้น
ดูเหมือนว่ามังกรดำจะสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา จู่ๆ
มันจึงเหาะฝ่าหมอกเซียนมาหาเขาอย่างรวดเร็ว ร่างกาย
ขนาดมโหฬารพัดพาวายุมาเขย่าขุนเขาและสายธารา มันพุ่ง
เข้ามาหาเขาพร้อมกับเสียงหวีดหวิว
เจียงฉางเซิงจับสัมผัสจิตสังหารไม่พบจึงไม่หลีกหลบ
เขามองมังกรดำเหาะเข้ามาหาอยู่เช่นนั้น
เมื่อมังกรดำใกล้จะมาถึงเทือกเขาที่เขาอยู่ ทันใดนั้นมัน
ก็กลายร่างเป็นหิน เกิดเป็นสะพานหินสีดำทอดยาวราวกับ
จะทอดข้ามฟ้าดิน บนผิวของสะพานยังเหลือลวดลายเกล็ด
มังกรให้เห็น
เจียงฉางเซิงไม่แปลกใจ เขายกเท้าก้าวขึ้นไปบนสะพาน
ทันที
ทว่าทันทีที่เหยียบย่างลงบนสะพานศิลามังกรดำ เขาก็
เผลอทำหน้าแปลกใจอย่างห้ามตนเองไม่ทัน
พลังแห่งกฎ!
พูดให้ถูกต้องคือพลังแห่งมหามรรคาที่สูงส่งลึกล้ำ
ยิ่งกว่าพลังแห่งกฎ!
พลังแห่งมหามรรคาที่อัดแน่นรวมกันจนเกิดเป็นวัตถุ
เช่นนี้ นี่ต้องมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใดกัน
เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยการเทศนาที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่างยิ่ง เขาก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ
ระหว่างที่เดิน รอบด้านก็เริ่มปรากฏเงาคนร่างแล้วร่าง
เล่า พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้แสวงพรต ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใดล้วน
มีทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์
สะพานศิลามังกรดำเริ่มครึกครื้น ผู้แสวงพรตทั้งหลาย
จับกลุ่มสนทนากันสองคนสามคน เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิง
แปลกใจพอสมควร
ก่อนหน้านี้เวลาใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน เขา
จะไปโผล่อยู่ท่ามกลางผู้แสวงพรตทั้งหลายโดยตรง แต่หนนี้
เหตุไฉนจึงล่าช้า
หรือว่าบนสะพานนี้มีค่ายกลพิเศษอันใดอยู่
ผ่านไปไม่นาน ข้อสันนิษฐานของเขาก็ได้รับการพิสูจน์ ผู้
แสวงพรตที่โผล่มาบนสะพาน คนที่โผล่มาแล้วชะเง้อมอง
รอบด้านอย่างฉงนงงงวยมิใช่แค่หนึ่งคน
หรือว่าผู้แสวงพรตล้วนก้าวขึ้นมาบนสะพานศิลามังกร
ดำแห่งนี้เพียงลำพัง แต่พลังงานพิเศษบางอย่างเคลื่อนย้าย
พวกเขามาอยู่รวมกันบนสะพานศิลามังกรดำเดียวกัน
“สหายนักพรตฉางเซิง!”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เจียงฉางเซิงหันไปมอง ทันใดนั้น
รูม่านตาก็หดวูบ
ผู้ที่เอ่ยเรียกเขาก็คือเส้าเฮ่า นี่เป็นหนที่สามที่พวกเขา
พบกันแล้ว หนแรกมีสิงเทียนอยู่ด้วย หนที่สองเจียงฉางเซิงพบ
เขาพร้อมกับเจ้าแม่เซียวเหอ
เจียงฉางเซิงย่อมไม่ลืมเสียงของเส้าเฮ่า การพบเจอเส้า
เฮ่าไม่ทำให้เขาตกตะลึง สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึง จริงๆ แล้วคือ
คนผู้นั้นที่อยู่ข้างกายเส้าเฮ่าต่างหาก
คนผู้นั้นเป็นบุรุษอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่ง กิริยาท่าทางสุขุม
งามสง่า ใบหน้าหล่อเหลารูปงามประหนึ่งเทพเซียนใน
ภาพวาด ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ บนหน้าผากมีลวดลาย
เรียวเล็กสีทองคำเส้นหนึ่ง
ลวดลายมรรคาของดวงเนตรมหามรรคา!
เกลียวคลื่นโหมซัดในหัวใจของเจียงฉางเซิง
หน้าตาของบุรุษอาภรณ์สีขาวคล้ายคลึงกับเขาอยู่
บางส่วน เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ฝึกดวงเนตรมหามรรคา
มาจากวิชามรรคาธรรมชาติ แต่ได้รับสืบทอดมาทาง
สายเลือด!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
หรือว่าที่แห่งนี้มิใช่วิถีเซียนในอดีตกาล แต่เป็นอนาคต
อย่างนั้นหรือ
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วจนเป็นปม
แม้รู้สึกเหลือเชื่อ แต่ในใจเขากลับรู้สึกปีติยินดีอยู่เสี้ยว
หนึ่ง
“สหายนักพรตฉางเซิง เห็นข้าแล้วเหตุไฉนจึงขมวดคิ้ว
เล่า หรือว่ามิรู้จักสหายเก่าเช่นข้าคนนี้เสียแล้ว”
เส้าเฮ่าหัวเราะฮ่าๆ ขณะที่บุรุษอาภรณ์สีขาวมองสำรวจ
เจียงฉางเซิง
ลวดลายมรรคาบนหน้าผากของเจียงฉางเซิงถูกซ่อนไว้
นานแล้ว ดังนั้นบุรุษอาภรณ์สีขาวจึงมองไม่เห็นดวงเนตรมหา
มรรคาของเขา แต่เมื่อเห็นเขา บุรุษอาภรณ์สีขาวก็อดไม่ได้
ต้องมองเพิ่มสักหลายหนอยู่ดี
เจียงฉางเซิงคลายคิ้วที่ขมวดแล้วยิ้มตอบกลับไปว่า “จะ
จำมิได้ได้เช่นไร ตอนนั้นเจ้า ข้ากับสิงเทียนฟังเทศนาจากมหา
เถระกษิติครรภ์ด้วยกัน สนทนากันอย่างเพลิดเพลินนัก ไฉน
จะลืมลง”
เส้าเฮ่าส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะ “สิงเทียน ช่างเป็นนาม
ในอดีตกาลนานโพ้นจริงๆ ข้าลืมเขาไปแล้วด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงว่า
สหายนักพรตจะยังจดจำได้อยู่”
“ผู้นี้คือท่านเทพไป๋อี ท่านเทพ ผู้นี้คือสหายเก่าของข้า
นามว่าฉางเซิง”
เส้าเฮ่าแนะนำเจียงฉางเซิงกับบุรุษอาภรณ์สีขาว
ท่านเทพไป๋อียิ้มให้ก่อนแล้วเอ่ยว่า “คารวะสหาย
นักพรต มิทราบเพราะเหตุใดยามเห็นสหายนักพรต ข้าจึงรู้สึก
ดั่งพานพบสหายเก่า คล้ายกับว่าเคยพานพบกันที่ใดมาก่อน”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ข้าก็เช่นกัน บางทีนี่อาจเป็นวาสนา
กระมัง”
เส้าเฮ่าเห็นทั้งสองคนดูเหมือนไม่เคยมีแค้นเก่าก่อน แต่
สนใจอีกฝ่ายจริงๆ เขาจึงยิ้มกว้างกว่าเดิม
ว่าแต่…
สองคนนี้เหตุไฉนหน้าตาจึงดูคล้ายกันอยู่นิดๆ
จู่ๆ เส้าเฮ่าก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมา มิน่าเล่าตอนแรกที่พบ
ท่านเทพไป๋อีตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เขาจึงอดใจไม่ไหว
ต้องเข้าไปช่วย ที่แท้ก็เพราะสหายนักพรตฉางเซิงนี่เอง
เขากับเจียงฉางเซิงมิได้พบหน้ากันนานมากแล้ว นานจน
ปกติเขาไม่นึกถึงเจียงฉางเซิงอีกแล้ว
การพบพานหนนี้เป็นเรื่องที่เขาคิดไม่ถึงอย่างยิ่ง
เขาคาดเดาบางอย่างเกี่ยวกับตัวเจียงฉางเซิงได้ตั้งนาน
แล้ว จึงยินดีผูกมิตรกับเจียงฉางเซิง
“พวกเราเดินไปพลาง สนทนากันไปพลางเถิด”
เส้าเฮ่าหัวเราะ เจียงฉางเซิงกับท่านเทพไป๋อีไม่เห็นแย้ง
ทั้งสองคนเดินขนาบซ้ายขวาของเส้าเฮ่า
“นับแต่จากกันที่แดนสุขาวดีก็มิได้พบหน้ากันมาสิบล้าน
ปีแล้วกระมัง สหายนักพรตฉางเซิงทำให้ข้าคิดถึงจริงๆ”
“ข้าก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้
สหายนักพรตฝึกบำเพ็ญอยู่ที่ใดแล้วเล่า”
“ข้าขี่เมฆาท่องสวรรค์ ไร้ห่วงหาอาวรณ์พันผูก”
พอได้ยินว่าทั้งสองคนมิได้พบหน้ากันมาสิบล้านปีแล้ว
ท่านเทพไป๋อีก็อดใจไม่ไหวต้องเหลือบมองเจียงฉางเซิงอีกหน
หลังจากเจียงฉางเซิงกับเส้าเฮ่าถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน
เรียบร้อย เขาก็เริ่มถามเรื่องราวของเจ้าแม่เซียวเหอ
“หลังจากกันหนก่อน ข้าได้ยินว่าเจ้าแม่เซียวเหอเดินทาง
ไปนอกพิภพ มิทราบว่ากลับมาแล้วหรือยัง”
เส้าเฮ่าส่ายหัว จากนั้นเขาก็ถามต่อว่า “สหายนักพรต
เจ้ากับเจ้าแม่เซียวเหอมีความสัมพันธ์กันเช่นไรหรือ ข้ามิเคย
ได้ยินว่านางสนิทสนมกับบุรุษคนใดมาก่อน แต่ฟังเทศนาหน
ก่อน นางกลับพาเจ้าไปนั่งอยู่ข้างกายตลอดเวลา”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ก็เหมือนเจ้า ข้ารู้จักกับนางจาก
ลานเทศนาแห่งหนึ่ง แรกพบก็ดุจพบเจอสหายเก่า”
“อ้อ? ขอถามได้หรือไม่ว่าลานเทศนาแห่งใด”
“บอกกล่าวมิได้”
เจียงฉางเซิงมิกล้าพูดความจริง เพราะลานเทศนาคุน
หลุนไม่อยู่อีกแล้ว
เส้าเฮ่าหัวเราะแต่ไม่ได้จี้ถามต่อ เขาเปลี่ยนประเด็น
ทันที ระหว่างทางหลังจากนั้นเส้าเฮ่าไม่ปล่อยให้ท่านเทพไป๋อี
ถูกทิ้งอยู่นอกวงสนทนา
สะพานศิลามังกรดำกว้างนับพันจั้ง แต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆ
มันกลับเริ่มเบียดเสียด
สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงค่อนข้างแปลกใจ
เท่าที่เขาเข้าใจ ยิ่งเขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมาก
เท่าใด ลานเทศนาที่เขาได้ไปเยือนก็จะยิ่งระดับขั้นสูงเท่านั้น
เหตุไฉนจึงมีผู้แสวงพรตมากมายถึงเพียงนี้เล่า
กลิ่นอายของผู้คนที่อยู่รายรอบส่วนใหญ่ล้วนลึกล้ำหยั่ง
ไม่ถึง มีเพียงส่วนน้อยที่เขามองพลังของอีกฝ่ายออก
หากที่แห่งนี้คืออนาคตจริงๆ ก็เข้าเค้าอยู่ แต่หาก
เป็นอดีต กระทั่งวิถีเซียนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ยังพินาศได้
แรงกดดันของเขามิใหญ่หลวงมากหรอกหรือไร
ถ้าเป็นอนาคต ก็หมายความว่าอนาคตนี้อาจเป็นตัวเขา
ที่สร้างมันขึ้นมา
แต่สุดท้ายก็ยืนยันไม่ได้อยู่ดี เพราะตั้งแต่เขาใช้ฟังก์ชั่น
จิตหวนสดับหลักคำสอนมาหลายครั้ง ก็ยังไม่เคยได้ยินผู้ใด
เอ่ยถึงมรรคาจารย์มาก่อน ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเผ่าเจียงด้วย แดน
สวรรค์ในที่แห่งนี้ก็หาใช่แดนสวรรค์ที่เขารู้จัก มิหนำซ้ำ
จักรพรรดิสวรรค์ยังมีนามว่าเฮ่าเทียนอีก
นอกจากนี้เขาก็ยังเคยพบผู้คนที่อยู่ในตำนานโบราณ
ของประเทศจีนในชาติก่อน โลกในชาติก่อนไม่มีทางเป็นสิ่งที่
เขาสร้างขึ้นมากระมัง
ความฉงนก้อนมหึมาโอบล้อมเจียงฉางเซิง แต่มัน
ไม่ทำให้เขารู้สึกกดดัน เขาเพียงสงสัยใคร่รู้เท่านั้น
ถึงเขาจะรักการฝึกบำเพ็ญ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการฝึก
บำเพ็ญอยู่ตลอดเวลาค่อนข้างแห้งเหี่ยวนัก มีเรื่องแปลกใหม่
เสียบ้างก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
พวกเขาเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็พลันปรากฏประตูแสงบานหนึ่ง มัน
ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของสะพานศิลามังกรดำ ผู้แสวงพรตก้าว
เข้าไปในประตูแสงแล้วหายตัวไปทีละคนๆ
พวกเจียงฉางเซิงไหลตามกระแสคนเข้าไปด้านในประตู
เพิ่งก้าวเท้าเข้าไป ยังมิทันลืมตา เจียงฉางเซิงก็สัมผัสได้
ถึงปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลอย่างที่ยากจะจินตนาการ
ร่างกายของเขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในพริบตา
เมื่อมาถึงระดับขั้นเดียวกับเขา การดูดซับปราณก็ไม่
สำคัญขนาดนั้นอีกแล้ว ทว่าแม้เป็นเช่นนั้น ปราณวิญญาณ
แห่งฟ้าดินของที่แห่งนี้กลับยังส่งผลกับเขาอยู่ สิ่งนี้พิสูจน์ให้
เห็นว่าปราณวิญญาณในลานเทศนาแห่งนี้พิเศษมากเพียงใด
เจียงฉางเซิงลืมตามอง เบื้องหน้ายังคงเป็นท้องนภา
สีคราม บนท้องฟ้ามีหออาคารหลังแล้วหลังเล่าลอยละล่อง
ใจกลางของหมู่อาคารมีร่างสูงหมื่นจั้งร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่บน
ดอกบัวสีคราม
เมื่อเห็นคนผู้นั้น เจียงฉางเซิงก็เลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้
นั่นไม่ใช่เทวะไท่ซั่งที่เคยเจอในโพธิพุทธสมุทรของแดน
สุขาวาดีเมื่อหนก่อนหรือไร
สิบล้านปีผ่านไป เทวะไท่ซั่งเริ่มเป็นผู้เทศนาสั่งสอนวิชา
แล้วรึ
เขามองระดับขั้นของเทวะไท่ซั่งไม่ออก เช่นเดียวกับพระ
ศรีอาริยเมตไตรย มหาเถระกษิติครรภ์กับเจ้าแม่เซียวเหอ
ก่อนหน้านี้
“เมื่อก่อนเขายังมาฟังเทศนาเหมือนกับพวกเราแท้ๆ
มาวันนี้พวกเรากลับต้องมาฟังการเทศนาของเขาแล้ว คนเรา
ช่างแตกต่างกันจริงๆ แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ที่ก้าวพ้นสามภพเช่น
พวกเรา ยามเผชิญหน้ากับอัจฉริยะผู้มากพรสวรรค์ตัวจริงก็
เป็นได้เพียงกบก้นบ่อเท่านั้น” เส้าเฮ่าถอนหายใจ
ท่านเทพไป๋อีจ้องมองเทวะไท่ซั่ง รอยยิ้มบนใบหน้าเขา
เลือนหายไปแล้ว สิ่งที่มาแทนที่คือแววตาคมกริบ
เบาะกลมจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่เต็มท้องนภา ผู้แสวง
พรตจำนวนมากไปหาที่นั่งให้ตนเองแล้ว
พวกเจียงฉางเซิงก็กำลังจะไปหาที่นั่งเช่นกัน แต่ใน
ตอนนั้นเองเสียงของสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้น
“ผู้อาวุโสฉางเซิงอย่างนั้นรึ”
เจียงฉางเซิงหันกลับไปมอง ก็เห็นสตรีกระโปรงสีครามผู้
หนึ่งกำลังมองเขาจากไกลๆ นางมีเรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร
บรรยากาศรอบตัวผ่องแผ้วพิสุทธิ์ ใบหน้างามละมุน แม้ไม่
สวยหยาดเยิ้มแต่งามตราตรึง สองมือของนางกุมประสานอยู่
ด้านหน้า ด้านหลังมีร่างอาคมรูปบุปผาประหลาดกำลังแย้ม
กลีบบานลอยอยู่ มันหมุนไม่หยุดชวนให้ตาลายยิ่งนัก
“เจ้าคือ…”
เจียงฉางเซิงถามอย่างลังเล เขาจำสตรีนางนี้ได้ นางก็
คือหนึ่งในเทพธิดาสองนางที่อยู่ข้างกายเจ้าแม่เซียวเหอใน
ตอนนั้น แต่บรรยากาศรอบตัวนางแตกต่างจากเดิมอย่าง
สิ้นเชิง
สมัยนางอยู่ข้างกายเจ้าแม่เซียวเหอ นางดูไม่สะดุดตา
สักนิด แต่ยามนี้นางกลับสง่างามเป็นเลิศไม่ด้อยกว่าเจ้าแม่
เซียวเหอยามนั้นเลย
สตรีกระโปรงครามเหาะเข้ามาหาทันที นางคลี่ยิ้มแล้ว
เอ่ยว่า “เป็นท่านจริงๆ ด้วย ผู้อาวุโส อาจารย์ของข้าบ่นถึง
ท่านบ่อยครั้งนัก”
เส้าเฮ่าคารวะแล้วกล่าวทักทายทันที “คารวะพระแม่ชิง
ชิว”
ท่านเทพไป๋อีก็คารวะตามด้วย แต่ท่าทางของเขา
ไม่นอบน้อมเท่ากับเส้าเฮ่า
พระแม่ชิงชิวตอบด้วยรอยยิ้มว่า “คารวะผู้อาวุโสเส้าเฮ่า
คารวะท่านเทพ”
เส้าเฮ่าส่ายหัวนิดๆ แล้วยิ้มอย่างจนปัญญา “วันนี้เจ้า
เป็นพระแม่แล้ว ไหนเลยจะยังเรียกข้าว่าผู้อาวุโสได้อีก”
…………………………………………………..