เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 513 กั้นกลางด้วยเวลาสิบล้านปี ปฐมบรรพจารย์ผู้
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 513 กั้นกลางด้วยเวลาสิบล้านปี ปฐมบรรพจารย์ผู้
แสวงมรรคา
ศิษย์ของเจ้าแม่เซียวเหอล้วนกลายเป็นพระแม่ผู้
มีตำแหน่งสูงส่งแล้ว เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยที่จะ
ได้พบเจ้าแม่เซียวเหอมากกว่าเดิม
สิบล้านปีผ่านไป นางคงจะก้าวหน้าไปมากโขแล้วสินะ
ก่อนหน้านี้ก็เป็นขั้นพรหมแล้ว หากก้าวหน้าอีก จะเป็น
ระดับขั้นใดกัน
เจียงฉางเซิงขบคิด ความจริงเขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่า
ก่อนหน้านี้เจ้าแม่เซียวเหอแข็งแกร่งมากเพียงใด เขาแน่ใจ
เพียงอย่างเดียวว่าเมื่อสิบล้านปีก่อนเจ้าแม่เซียวเหออย่างน้อย
ก็เป็นขั้นพรหมแล้ว
แต่หากเจ้าแม่เซียวเหอเป็นเหมือนเขาที่ชอบซ่อนคมไว้
เล่า
“ผู้อาวุโสฉางเซิง ไปด้วยกันกับข้าเถิด ยากนักกว่าจะได้
พบท่านสักครา หากละเลยท่าน อาจารย์ต้องกล่าวโทษข้าแน่”
พระแม่ชิงชิวทักทายตามขนบธรรมเนียมเสร็จก็หันมา
เอ่ยกับเจียงฉางเซิง
นางไม่สนใจเส้าเฮ่ากับท่านเทพไป๋อี แต่ติดที่ต้องไว้หน้า
คนก็เท่านั้น
เจียงฉางเซิงลังเลเล็กน้อย เส้าเฮ่ายิ้มแย้มบอกทันที “ไป
เถิด พระแม่ต้องพาเจ้าไปนั่งตำแหน่งที่ดีกว่าได้แน่”
ส่วนท่านเทพไป๋อีไม่ค้านสักคำ สายตาของเขาหันกลับ
ไปจับจ้องเทวะไท่ซั่งที่อยู่ไกลๆ อีกครั้ง
ในเมื่อเส้าเฮ่ามอบบันไดให้ลงแล้ว เจียงฉางเซิงย่อม
ไม่ดื้อรั้น เขาบอกลาเส้าเฮ่ากับท่านเทพไป๋อีทันที
พระแม่ชิงชิวนำทางเขาเหาะเข้าไปในหอหลังหนึ่งบน
ท้องฟ้า มันอยู่ห่างจากเทวะไท่ซั่งไม่ไกลนัก อย่างน้อยก็ใกล้
กว่าเบาะกลมเหล่านั้น การมาถึงของพระแม่ชิงชิวทำให้เกิด
เสียงอื้ออึงไม่น้อย ชวนให้เจียงฉางเซิงสงสัยใคร่รู้กว่าเดิมว่า
ปัจจุบันพระแม่มีตำแหน่งฐานะอย่างไรกันแน่ สุดท้ายทั้งสอง
คนก็เข้ามานั่งสมาธิห่างกันสองจั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่ของหอ
“ขอบังอาจถาม ยามนี้เจ้าแม่เซียวเหอสุขสบายดีหรือไม่
”
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากถาม หลังจากได้พบท่านเทพไป๋อี
เขาก็คาดหวังกับยุคสมัยนี้มากกว่าที่เคย
พระแม่ชิงชิวเผยยิ้มอ่อนหวานตอบว่า “อาจารย์ย่อม
สบายดี เพื่อพบหน้าผู้อาวุโสอีกครั้ง นางเดินทางไปเยือนลาน
เทศนาของขั้นพรหมเกือบทุกแห่ง แม้ระดับขั้นบำเพ็ญของอีก
ฝ่ายจะสู้นางมิได้ก็ตาม แต่นางไม่เคยพบท่านเลย ช่วงนี้นาง
ใกล้จะบรรลุวิชา ดังนั้นจึงมิได้เดินทางมาด้วยตนเองแต่ส่งข้า
มาแทน คิดไม่ถึงว่าจะพบผู้อาวุโสเข้าจริงๆ”
สิบล้านปีก่อน นางกับศิษย์น้องฉงนยิ่งนัก นางรู้สึกว่า
ความใส่ใจที่อาจารย์มีต่อเจียงฉางเซิงช่างเป็นสิ่งที่น่าฉงน
งงงวย
ทว่าเมื่อกาลเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ความแน่วแน่
ของอาจารย์ก็ส่งผลกระทบต่อความคิดของพวกนาง ยิ่งพวก
นางได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของตัวเอง แล้วย้อนกลับมา
มองการกระทำของอาจารย์อีกครั้ง พวกนางก็เกิดความรู้สึก
ซาบซึ้งไปถึงดวงวิญญาณ ความซาบซึ้งนี้ชักนำให้พวกนาง
เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเจียงฉางเซิงตามไปด้วย
พวกนางไม่รู้จักเจียงฉางเซิง แต่พวกนางหวังว่าอาจารย์
จะได้พบเจียงฉางเซิง หวังว่าเจียงฉางเซิงจะรับรู้
ถึงความแน่วแน่และสิ่งที่อาจารย์เสียสละไป
พระแม่ชิงชิวเริ่มเล่าว่าอาจารย์เคยไปหาบรรพจารย์ผู้
แสวงมรรคาท่านไหนมาบ้าง นามของผู้แข็งแกร่งขั้นพรหมคน
แล้วคนเล่าหลั่งไหลออกมา หลายนามในนั้นเคยทิ้งร่องรอยไว้
ในตำนานของประเทศจีนเมื่อชาติก่อน
เจียงฉางเซิงซึ้งใจจริงๆ เพราะนี่มิใช่ความพยายามแค่
ครั้งสองครั้ง และมิใช่เวลาแค่ปีสองปี แต่นี่คือความแน่วแน่
ตลอดสิบล้านปี
จะว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าแม่เซียวเห
อก็ไม่นับว่าสนิทสนมใกล้ชิดกันนัก พวกเขาเหมือนวิญญูชนที่
ผูกมิตรเป็นสหาย สายสัมพันธ์บางเบาดุจสายน้ำ แต่ลึกล้ำ
อย่างที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด
ตัวเจียงฉางเซิงก็จำแนกไม่ออกว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับ
เจ้าแม่เซียวเหอกันแน่ มันมิใช่ความรู้สึกชวนให้ใจเต้นระหว่าง
ชายหนุ่มหญิงสาว แต่มันคล้ายความสบายใจระหว่างสหาย
รู้ใจมากกว่า ระหว่างฝึกบำเพ็ญ เขาก็มักจะนึกถึงนางบ่อยครั้ง
เช่นเดียวกัน
ความรู้สึกนี้ยอดเยี่ยมนัก อย่างน้อยเขาก็มีความสุข
น่าเสียดาย เทียบกับเจ้าแม่เซียวเหอแล้ว ตัวเขาใน
ตอนนี้อ่อนแอเหลือเกิน เขาตอบแทนนางไม่ได้เลย
พระแม่ชิงชิวกล่าวสิ่งที่ต้องการเล่าออกมายาวเป็นพรวน
จบก็รู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง ความคิดไหลลื่น
สีหน้าเศร้าใจของเจียงฉางเซิงทำให้นางพอใจมาก นาง
ต้องการปฏิกิริยาเช่นนี้แหละ
“ขอบังอาจถามพระแม่ ท่านเคยได้ยินนามมรรคาจารย์
หรือไม่” จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ถามขึ้นมา
พระแม่ชิงชิวกำลังจมอยู่ในโลกแห่งจิตใจของตนเอง เมื่อ
ได้ยินคำถามของเจียงฉางเซิง นางจึงเผลอตอบออกไปอย่าง
ไม่ทันคิดว่า “มรรคาจารย์หรือ มรรคาจารย์ท่านไหนกัน”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วถามว่า “มรรคาจารย์มีหลายท่าน
อย่างนั้นรึ”
พระแม่ชิงชิวเรียกสติกลับมาได้ก็เอ่ยแก้ “ย่อมมิใช่
ความจริงคือไม่มีมรรคาจารย์อยู่เลยต่างหาก อย่างน้อยเท่าที่
ข้าเคยทราบมาก็เป็นเช่นนั้น จะว่าไปแล้วก็แปลก ท่ามกลาง
สรวงสวรรค์และโลกมากมายเหลือคณากลับไม่มีผู้ยิ่งใหญ่
คนใดถูกเรียกขานว่ามรรคาจารย์สักคน มหามรรคาไม่มี
จุดสิ้นสุด ผู้ใดจะกล้าเรียกขานตนเองว่ามรรคาจารย์กันเล่า”
เจียงฉางเซิงได้ยินคำตอบนี้ก็วางใจ หากมีมรรคาจารย์
โผล่มาหลายคนจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแล้ว
น่ะสิ
เขากำลังจะถามต่อ แต่ทันใดนั้นเองเสียงของเทวะไท่ซั่ง
ก็ดังขึ้น
“ทุกท่าน การเทศนากำลังจะเริ่มแล้ว”
น้ำเสียงของเทวะไท่ซั่งแข็งกร้าวยิ่งนัก ทำให้เสียงเอะอะ
เจี๊ยวจ๊าวข้างนอกอาคารเงียบหายในบัดดล เจียงฉางเซิงมิ
สะดวกจะถามอีก เขาหันมาเตรียมตัวตั้งสมาธิฟังเทศนา
เขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนไปมากมายขนาดนั้นย่อม
ปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้
พระแม่ชิงชิวก็เริ่มตั้งสมาธิเช่นกัน ถึงนางจะเดินทาง
มาที่นี่เพราะได้รับมอบหมายภารกิจจากอาจารย์ แต่ในเมื่อ
มีโอกาสฟังเทศนาแล้ว นางย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสเช่นกัน
“มหามรรคามีสามพัน แต่ข้าจะไม่เทศนาเกี่ยวกับมหา
มรรคาดั้งเดิมทั้งสามพันมรรคานั้น แต่จะกล่าวถึงการ
สร้างสรรค์มรรคา”
คำพูดนี้ของเทวะไท่ซั่งทำให้เจียงฉางเซิงดวงตา
เป็นประกาย
สิ่งที่เขากำลังสับสนอยู่ตอนนี้ก็คือพลังมหามรรคาที่เขา
ครอบครองอยู่ดูเหมือนจะฝึกบำเพ็ญต่อไปได้อย่างไร้
จุดสิ้นสุด เพราะมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดนี่เอง เขาจึงหาจุดเปลี่ยน
ที่จะเลื่อนขั้นมิพบ
หากสร้างมรรคาได้ เช่นนั้นการสร้างมหามรรคาก็ย่อม
แบ่งออกเป็นช่วงๆ ได้
แม้แต่กฎยังสร้างได้ เหตุใดมหามรรคาจะทำมิได้เล่า
เจียงฉางเซิงยังจำกฎแห่งอนันต์ที่ผิงอันครอบครองอยู่ได้
สิ่งนั้นก็คือกฎที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลังเช่นกัน
การเทศนาของเทวะไท่ซั่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว
เสียงเทศนาของเขาชักนำผู้มาฟังเทศนาทุกคนเข้าสู่ห้วง
วิปัสสนา
เทียบกับการเทศนาก่อนหน้านี้ หนนี้เจียงฉางเซิงได้
เข้าไปในสภาวะอันน่ามหัศจรรย์ จิตของเขาเหมือนล่องลอย
อยู่ท่ามกลางธารแสงหลากสีอันงามตระการ
“ฟ้าดินถือกำเนิดจากมรรคา ดับสูญด้วยมรรคา มรรคา
ให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม
สามให้กำเนิดหมื่นสรรพสิ่ง หมื่นสรรพสิ่งกลับกลายเป็นหนึ่ง
ได้เฉกเช่นเดียวกัน จากสามพันบรรจบเป็นหนึ่ง กฎคือมรรคา
ดวงวิญญาณคือเกณฑ์ ผู้แสวงพรตคือมรรคาสวรรค์…”
เจียงฉางเซิงพินิจดูพลังแห่งมหามรรคาที่ตนเอง
ครอบครองอยู่พร้อมกับทำความเข้าใจเนื้อหาที่เทวะไท่ซั่ง
อธิบายไปด้วย
หลังจากกล่าวแนะนำโดยรวมตอนแรกจบแล้ว เทวะ
ไท่ซั่งก็เริ่มอธิบายว่าตนเองผสานมรรคาอย่างไร ตั้งแต่เริ่ม
เกิดความคิด ไปจนถึงลงมือปฏิบัติจริง เขาถ่ายทอดความรู้
ระหว่างกระบวนการนี้ของตนให้ผู้ฟังเทศนาทั้งหมด
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงจมอยู่กับการฟังเทศนาจนลืมสิ้นทุกสิ่ง
แม้ระดับขั้นบำเพ็ญของเขาจะก้าวมาถึงระดับปัจจุบัน
แล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้พานพบสิ่งที่แปลกใหม่
อย่างสิ้นเชิง ต้องยอมรับว่าเทวะไท่ซั่งแข็งแกร่งมาก
พิจารณาจากการเทศนาเพียงอย่างเดียว เจียงฉางเซิงก็
สัมผัสได้แล้วว่าเทวะไท่ซั่งแข็งแกร่งกว่าผู้เทศนาก่อนหน้านี้
ทุกคน
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่ในหอหลังหนึ่ง เส้นแสงเรียวเล็กเส้น
แล้วเส้นเล่ากระจายอยู่รอบร่าง บนเส้นแสงแต่ละเส้นมีปมอยู่
มากมายคล้ายดาวดวงแล้วดวงเล่าร้อยอยู่ เส้นแสงเหล่านี้วน
ล้อมรอบกายเขาแล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
ร่างอาคมของพระแม่ชิงชิวที่อยู่ด้านข้างก็กำลังเบ่งบาน
อยู่เช่นกัน ดอกบัวหลากหลายสีผุดขึ้นมาในห้องโถงใหญ่ ทว่า
ดอกบัวเหล่านี้ไม่สัมผัสถูกเส้นแสงรอบกายเจียงฉางเซิงแม้
แต่น้อย ทั้งสองสิ่งต่างรักษาระยะห่างระหว่างกันอยู่ประมาณ
หนึ่ง
ด้านนอกหอ
เทวะไท่ซั่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ดอกบัว สีหน้าของเขาเรียบ
เฉย แต่สายตากลับจับจ้องหอที่เจียงฉางเซิงอยู่ ดวงตาของ
เขาทอประกายแปลกประหลาด
ท้องนภาของลานเทศนาแห่งนี้เป็นยามกลางวัน
ตลอดเวลา ระหว่างกระบวนการวิปัสสนา ผู้แสวงพรตจำนวน
นับไม่ถ้วนสำแดงปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ จนท้องนภา
บริเวณนี้งามตระการตา
ท่ามกลางสภาวะหลงลืมตัวตน จิตของเจียงฉางเซิง
จมลงในห้วงแห่งจิตใจอันน่าอัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขารู้สึกเหมือนพลังแห่งมหามรรคาของตนมีชีวิตจิตใจ พวก
มันเข้ามาโอบล้อมวนเวียนอยู่รอบตัวเขาประหนึ่งเด็กน้อยกลุ่ม
หนึ่งที่วิ่งวนรอบตัวบิดาของพวกเขา แล้วร้องขออะไรบางสิ่ง
อย่างร่าเริง
เจียงฉางเซิงเองก็กำลังค้นหาว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด
กาลเวลาอันยาวนานเป็นดั่งฝันชั่วข้ามคืนของผู้แสวง
พรตระดับสูงเท่านั้น
เมื่อจิตของเจียงฉางเซิงค่อยๆ ฟื้นตื่น ในหูก็ไม่มีเสียง
เทศนาของเทวะไท่ซั่งอีกแล้ว เสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวค่อยๆ เลื่อน
จากไกลเข้ามาใกล้ มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนไม่นานก็กลายเป็น
เสียงอึกทึก
เขาลืมตา ประสาทสัมผัสฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันทำให้เขาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
“ผู้อาวุโส การเทศนาหนนี้จบลงแล้ว ข้าควรจากไปแล้ว”
เจียงฉางเซิงได้ยินคำพูดของพระแม่ชิงชิวก็หันไปมอง
นางลุกขึ้นยืนแล้วใช้ดวงเนตรที่อ่อนโยนดุจสายน้ำมองเขา
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นทันที แล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณพระแม่ที่
ดูแล น้ำใจในหนนี้ ข้าจดจำไว้แล้ว”
พระแม่ชิงชิวเอ่ยว่า “แม้มิทราบความเป็นมาของท่าน
ชัดเจนนัก แต่ดูเหมือนท่านจะปรากฏตัวแค่ในลานเทศนา
เท่านั้น มีคำพูดใดอยากฝากถึงอาจารย์ของข้าหรือไม่”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ไม่ว่าอดีตหรือ
อนาคต จริงลวงยากตัดสิน แต่สัญญาร่วมทางสู่จุดสิ้นสุดของ
มหามรรคาคือความจริง หวังว่านางจะมิลืม”
คำพูดนี้ทำให้พระแม่ชิงชิวเลิกคิ้ว นางจ้องเจียงฉางเซิง
เนิ่นนาน หลังจากนั้นก็ก้าวออกไปจากหอ กลายร่างเป็น
ลำแสงสายหนึ่งหายลับตาไป
เจียงฉางเซิงบิดขี้เกียจแล้วเตรียมตัวจะจากไปบ้าง
“สหายนักพรตช้าก่อน ข้ามีคำพูดต้องการพูดกับเจ้า”
เสียงหนึ่งดังขึ้น น่าตกใจที่เสียงนั้นมาจากเทวะไท่ซั่ง
เจ้าของลานเทศนาในหนนี้
เจียงฉางเซิงได้ยินก็เลือกรั้งอยู่ต่อ ที่แห่งนี้คือฟังก์ชั่นจิต
หวนสดับหลักคำสอน เขามิได้ข้ามเวลามาจริงๆ ดังนั้นเขา
ย่อมไม่กลัวตาย
ระหว่างที่รอคอย เขาก็เริ่มยืดเส้นยืดสาย
‘กายเนื้อร่างนี้รู้สึกสมจริงมากทีเดียว ข้าเดินทางมาด้วย
ดวงจิตเพียงอย่างเดียว หรือว่าดวงจิตมาประทับในร่างของ
ใครบางคนกันนะ’
เจียงฉางเซิงนึกสงสัยกับตัวเองในใจ เขาคิดว่าเป็นอย่าง
หลัง แต่ในเมื่อเจ้าแม่เซียวเหอกับเส้าเฮ่าจดจำเขาได้ ก็
หมายความว่ายามดวงจิตของเขามาสิงร่างของสิ่งมีชีวิตอื่น
มันจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกกับกลิ่นอายพลังของเจ้าของ
ร่างให้เป็นของเจียงฉางเซิง
อีกข้อสนับสนุนหนึ่งก็คือ สิ่งมีชีวิตร่างนี้ระดับขั้นบำเพ็ญ
ใกล้เคียงกับเขาก็จริง แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าระดับขั้น
บำเพ็ญของตนแตกต่างจากเดิมอยู่เล็กน้อย ก่อนหน้านี้
แข็งแกร่งกว่าหน่อย ตอนนี้อ่อนแอกว่าหน่อย
หากมันแข็งแกร่งขึ้น เขาคงไม่สงสัย เพราะการ
ฟังเทศนาแต่ละครั้งย่อมทำให้พลังแข็งแกร่งขึ้นอยู่แล้ว แต่พอ
มันอ่อนแอลงเช่นนี้ย่อมผิดวิสัย
เขาจะอ่อนแอลงได้อย่างไรกัน
เสียงภายนอกหอเบาลงเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงนึกถึงเส้าเฮ่า
จึงก้าวขาออกไปด้านนอก แล้วยืนมองจากข้างหอ แต่ไม่พบ
เงาของเส้าเฮ่ากับท่านเทพไป๋อีแล้ว
พวกเขาจากไปแล้ว
“พบกันหนหน้า หวังว่าเจ้าจะยังอยู่”
เจียงฉางเซิงอมยิ้มน้อยๆ แม้เคยใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับ
หลักคำสอนมาหลายครั้งแล้ว แต่สหายผู้แสวงพรตที่ได้
ผูกมิตรไมตรีกลับมีเพียงไม่กี่คน ผู้ที่เขาคบหามาตลอดก็
มีเพียงเจ้าแม่เซียวเหอกับเส้าเฮ่าเท่านั้น
เขาหวังว่าสองคนนี้จะอยู่รอดปลอดภัยดีต่อไปเรื่อยๆ
รอจนกระทั่งผู้มาฟังเทศนาทั้งหมดในที่แห่งนี้จากไปแล้ว
ลานเทศนาก็จมลงในความเงียบ
ตั้งแต่ที่การเทศนาจบลง เทวะไท่ซั่งก็หายตัวไปแล้ว
ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขาย่อมไม่อยู่ส่งคนทั้งหลายจากไป
เจียงฉางเซิงก็ไม่รีบร้อน มิว่าต้องรอที่นี่นานเท่าใด ใน
โลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจเท่านั้น
“ในตัวเจ้ามีพลังแห่งมหามรรคามากมาย ขอบังอาจ
ถามสหายนักพรตว่าเป็นเทพเทวามาจากแห่งหนใดหรือ”
เสียงของเทวะไท่ซั่งดังขึ้น เจียงฉางเซิงหันไปมอง เทวะ
ไท่ซั่งยืนอยู่ห่างออกไปเจ็ดก้าว ทั้งสองคนต่างยืนอยู่ด้านข้าง
ของหอ ประจันหน้ากับสายลมที่พัดมา
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มตอบว่า “ข้ามิใช่เทพเทวาแต่อย่างใด
เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งที่ต้องการคำชี้แนะจากท่าน
เท่านั้น”
เทวะไท่ซั่งหรี่ตาลง “ข้าเคยพบเจ้า เมื่อสิบล้านปีก่อน ณ
โพธิพุทธสมุทร เจ้าอยู่ข้างกายเจ้าแม่เซียวเหอ”
จำได้แม่นยำถึงเพียงนั้นเชียว
ตอนนั้นทั้งสองคนมิได้สนทนากันสักประโยคด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงอดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้าหมอนี่สนใจเจ้าแม่
เซียวเหอเป็นพิเศษหรือเปล่า
แม้ว่าผู้บำเพ็ญเซียนจะมีความทรงจำอันยอดเยี่ยม แต่
คนผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายคนอื่นตั้งแต่เมื่อสิบล้านปีก่อน จะไปจด
จำได้ชัดเจนถึงขั้นนี้ได้อย่างไรกัน
ต่อให้จดจำได้ ก็ต้องทบทวนความทรงจำเสียหน่อย
หรือว่าระหว่างเทศนา เจ้าหมอนี่ดันนึกออกขึ้นมา
เจียงฉางเซิงไม่ตื่นตระหนก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ได้
มีตัวตนอยู่ในยุคสมัยนี้อยู่แล้ว
เทวะไท่ซั่งเอ่ยต่อว่า “แม้ข้าจะสงสัยใคร่รู้ความเป็นมา
ของเจ้า แต่ในเมื่อตัวเจ้ามีพลังแห่งมหามรรคาหลายสาย ย่อม
หมายความว่าข้ากับเจ้าเป็นผู้เดินบนเส้นทางเดียวกัน ในการ
เทศนาหนนี้ ผู้ที่เดินบนเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์มรรคาได้
จริง มีเพียงเจ้าเท่านั้น ในเมื่อมีวาสนาต่อกัน มิหนำซ้ำยังเป็นผู้
ร่วมทางเส้นเดียวกันอีก เช่นนั้นข้าจะมอบโชควาสนา
ประการหนึ่งให้เจ้า”
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็ยินดีปรีดา เขารีบเอ่ยว่า
“ขอบคุณสหายนักพรต!”
เทวะไท่ซั่งโบกมือเอ่ยว่า “สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาเทวะวิชา
หนึ่ง มันเป็นสิ่งที่ข้าได้มาระหว่างท่องเที่ยวอยู่นอกพิภพ บน
แผ่นศิลาแผ่นนั้นจารึกนามปฐมบรรพจารย์ผู้แสวงมรรคา
เอาไว้ ต้องขอบคุณเคล็ดวิชาเทวะวิชานี้ ข้าจึงมีวันนี้ได้”
………………………………………….