เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 514 เคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคา การมาเยือนของ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 514 เคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคา การมาเยือนของ
มรรคาอริยะ
ปฐมบรรพจารย์ผู้แสวงมรรคา!
เจียงฉางเซิงได้ยินคำพูดของเทวะไท่ซั่งก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้
เขาเออออตอบกลับคล้อยตามคำพูดของเทวะไท่ซั่งไปหนึ่ง
ประโยค หลังจากนั้นเทวะไท่ซั่งก็มิพูดพร่ำ เขาสะบัดแขนเสื้อ
มาทางเจียงฉางเซิงหนึ่งหน แสงเจิดจ้าพุ่งออกมาจากในแขน
เสื้อบดบังสายตาของเจียงฉางเซิงจนมิด
ความทรงจำมากมายมหาศาลแทรกเข้ามาในสมองของ
เจียงฉางเซิง แล้วรวมตัวกันเป็นตัวอักษรตัวใหญ่คำว่า
เคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคา!
เคล็ดวิชาเทวะวิชานี้ไม่เหมือนกับเคล็ดวิชาเทวะมหา
บุญบารมี เคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคาไม่เพียงผสานพลังแห่ง
มหามรรคารวมกันได้ แต่มันยังผสานพลังงานนับพันหมื่นเอา
ออกมาใช้ในระยะเวลาสั้นๆ ได้อีกด้วย ยิ่งผสานพลังมาก
เท่าใด พลังก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
เมื่อเจียงฉางเซิงได้รับถ่ายทอดความทรงจำชุดนี้เสร็จ
แล้วลืมตาขึ้นมา เบื้องหน้าก็ไม่มีร่างของเทวะไท่ซั่งอยู่แล้ว
เขาหันหลังกลับไปมองอาคารอันร้างไร้ผู้คนบนผืนนภา
อันงามตระการ ลานเทศนาแห่งนี้ช่างเงียบสงัดอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงทะยานร่างเหาะขึ้นไปหาสะพานศิลามังกร
ดำที่โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าไกลๆ แล้วยกเท้าเดิน
เข้าไปในประตูแสง
“ในเมื่อมีวาสนาต่อกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจักเตือนเจ้าไว้
สักประโยค เจ้ากำลังอยู่ในกรงขัง ทว่ากรงขังนี้แม้แต่ตัวข้าก็
มองมิออก”
เสียงของเทวะไท่ซั่งลอยมา น้ำเสียงเฉยชานัก
เจียงฉางเซิงหันไปมอง แม้มองไม่เห็นร่างของเทวะไท่ซั่ง
แต่ใบหน้าของเขาก็ยังเผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณ
ความหวังดีของสหายนักพรต!”
กล่าวจบ เขาก็ก้าวเข้าไปในประตูแสงโดยไม่หันกลับ
ไปอีก ไม่ทันไรเขาก็รู้สึกว่าฟ้าดินกำลังหมุนเคว้ง
ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนจบลงแล้ว!
ประสาทสัมผัสของเจียงฉางเซิงฟื้นกลับมา จิตหวนกลับ
เข้ามาในร่างต้น
เขาปรือตาเปิดอย่างเชื่องช้า หัวคิ้วขมวดมุ่น
สิ่งที่ได้รับมาจากฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนหนนี้
มากมายมหาศาล การเดินทางหนนี้มิเสียเที่ยวจริงๆ แต่
ขณะเดียวกันเขาก็ได้ข้อสงสัยชวนฉงนอีกมากมายกลับมา
ด้วย
เขาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าที่แห่งนั้นที่เขาไปเยือนคืออดีต
หรือว่าอนาคตกันแน่ ท่านเทพไป๋อีที่ได้พบในหนนี้ดูเหมือนจะ
เป็นทายาทของเขา สิ่งนี้ทำให้เขาเกิดคำถาม
ก่อนฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนเปิดใช้งาน จิตของ
เขาเคยหวนไปสดับฟังคำสอนที่โลกแห่งหนึ่งระหว่างที่เขาผ่าน
ด่านเคราะห์ ณ ที่แห่งนั้นเขาได้รู้จักกับเจ้าแม่เซียวเหอ
ก่อนหน้านี้เขาจึงเชื่อมาตลอดว่าโลกที่ดวงจิตไปเยือนระหว่าง
ผ่านด่านเคราะห์คือโลกใบเดียวกับในฟังก์ชั่นจิตหวนสดับ
หลักคำสอน แต่ระหว่างผ่านด่านเคราะห์ครั้งต่อมา เขากลับ
ได้ไปเยือนอนาคตแล้วพบกับเจียงสวิน
หากโลกที่ไปเยือนระหว่างผ่านด่านเคราะห์กับโลกใน
ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนคือโลกใบเดียวกัน ถ้าเช่นนั้น
ที่ที่เขาไปก็คืออนาคต แต่เป็นคนละสถานที่กัน
เจียงฉางเซิงเรียกคำอธิบายเกี่ยวกับฟังก์ชั่นจิตหวนสดับ
หลักคำสอนออกมาดูอีกครั้ง
[จิตหวนสดับหลักคำสอน: สามารถใช้แต้มเผยแผ่
หลักคำสอนย้อนกลับไปยังยุคของการบำเพ็ญเซียนในอดีต
เพื่อฟังการเทศนาในสถานฝึกบำเพ็ญต่างๆ เพื่อให้บรรลุใน
สายมรรคาที่ทรงฤทธานุภาพในยุคโบราณ ยิ่งใช้แต้มเผยแผ่
หลักคำสอนมากเท่าใด ก็จะได้ไปยังสถานฝึกบำเพ็ญที่
มีความรู้สั่งสมลึกซึ้งมากเท่านั้น]
ยุคของการบำเพ็ญเซียนในอดีต!
นี่หมายถึงอดีตไม่ใช่หรือไร
เจียงฉางเซิงหวนนึกถึงคำพูดของเทวะไท่ซั่ง หรือว่า
ระหว่างที่เขาไม่รู้ตัวมีพลังงานบางอย่างกำลังควบคุมเขาอยู่
ระบบน่าจะไม่มีข้อผิดพลาด ถ้าเช่นนั้นปัญหาคงอยู่ที่
การผ่านด่านเคราะห์หนก่อน หรือว่าระหว่างด่านเคราะห์
สวรรค์หนนั้นมีพลังงานบางอย่างเข้ามาพันธนาการตัวเขา?
ผลสะท้อนกลับของห้วงเวลาอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วเป็นปมแล้วจมลงในภวังค์แห่ง
การขบคิด
หากเป็นผลสะท้อนกลับของห้วงเวลา ฟังก์ชั่นจิตหวน
สดับหลักคำสอนจะไม่เป็นการทำร้ายเขาหรอกหรือ
“เอาเถิด ฝืนคิดไปก็คิดไม่ออก มิสู้ฝึกบำเพ็ญก่อนดีกว่า
หรือ ช้าเร็วย่อมรู้เอง”
เจียงฉางเซิงโยนความคิดไร้สาระทิ้งไป แล้วเริ่มฝึกปรือ
เคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคา
การฟังเทวะไท่ซั่งเทศนาจบแล้วค่อยมาฝึกเคล็ดวิชาเท
วะยอดมรรคา ทำให้ฝึกฝนได้ง่ายดายอย่างยิ่ง การสร้าง
มรรคาที่เทวะไท่ซั่งสอนในการเทศนามีสาระสำคัญคล้ายคลึง
กับเคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคา แต่เทวะไท่ซั่งย่อมไม่ถ่าย
ทอดยอดเคล็ดวิชาของตนให้ผู้แสวงพรตคนอื่นที่มาฟังเทศนา
ดังนั้นเนื้อหาที่กล่าวในการเทศนาจึงเป็นประสบการณ์ของเขา
ส่วนเคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคาคือมรดกวิชาที่แท้จริง
เวลานี้ไป๋ฉีเพิ่งเริ่มเตรียมตัวหลอมโอสถ นางไม่รู้สักนิด
ว่านายท่านของตนเพิ่งจะผ่านช่วงเวลาอันยาวนานช่วงหนึ่งมา
…
เมฆดำทะมึนโถมลงมากดทับฟ้าดิน ลมหนาวสอดแทรก
ปราณโลหิตโหมพัดอย่างเหิมเกริม บนแผ่นดินอันรกร้าง มีหมู่
เขาแห่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ในม่านหมอกของฝุ่นธุลี
เจียงอี้นั่งสมาธิอยู่ริมหน้าผา เส้นผมสีดำเริงระบำตาม
สายลม ชุดเกราะสีดำบนร่างเขาเปื้อนคราบโลหิตเป็นด่างดวง
แม้หลับตาอยู่ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังดูดุดันเปี่ยมไอสังหาร
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้านหลัง
เขากำลังใช้ดวงตาอันขุ่นคลั่กมองแผ่นหลังของเจียงอี้
หลังจากท่องมหาสมุทรเชื่อมอนธการเคียงข้างเจียงอี้
มานับพันปี จากที่ตกตะลึงกับพรสวรรค์ของเจียงอี้ก็เปลี่ยนมา
เป็นชื่นชมและคาดหวัง จนตอนนี้กลายเป็นความหวั่นเกรง
เจ้าเด็กคนนี้จะพัฒนาเร็วเกินไปแล้ว!
ยิ่งเขากลืนกินพลังงานไปมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเงียบงัน เขา
กลายเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อยที่ลงมือโหดเหี้ยมขึ้นทุกที
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ทำนายกรรมของเจียงอี้ไม่ได้แล้ว
แต่เขากลัวว่าตัวเองจะต้องตายด้วยมือของเจียงอี้ใน
สักวันหนึ่ง
ศิษย์สังหารอาจารย์มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น
พวกเขาก็เป็นศิษย์อาจารย์กันแค่ผิวเผิน ไม่ได้นับถือกันเป็น
ศิษย์อาจารย์จริงๆ
คิดมาคิดไป เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็ชักอยากกลับห้วง
อนันต์สุญญตาแล้ว
“เฒ่าลี้ลับ มีบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา”
เสียงของเจียงอี้ดึงความคิดของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
กลับมาที่ความเป็นจริง
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เหตุไฉนข้าจึง
จับสัมผัสมิได้เล่า”
เจียงอี้ลุกขึ้นยืนแล้วตอบว่า “ประสาทสัมผัสตรวจจับ
ไม่พบ แต่ข้ารู้สึกได้”
เขาจับจ้องไปยังจุดที่อยู่ไกลๆ มีอีกประโยคหนึ่งที่เขา
ไม่ได้พูดออกไป ประโยคที่ว่าก็คือเขารู้สึกเหมือนถูกศัตรูตาม
ธรรมชาติจับจ้องอยู่
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ได้ยินดังนั้นก็เริ่มทำนายชะตาทันที
เขาไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาสมุทรเชื่อมอนธการ ย่อม
มีตัวตนที่หลบพ้นประสาทสัมผัสของเขาได้อยู่แล้ว
แต่ไม่ว่าเขาจะทำนายเช่นไรก็ทำนายไม่ได้ผล
“หนีกันก่อน…”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยปาก แต่ยังมิทันเอ่ยจบประโยค
ดี เขาก็หน้าถอดสีแล้วหันขวับไปมองตรงขอบฟ้า
เจียงอี้หันไปมองตาม จากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดจนเป็นปม
ฝุ่นธุลีตรงขอบฟ้าค่อยๆ จางหาย รูสีดำขนาดมหึมารู
หนึ่งปรากฏบนท้องฟ้า มันขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นมังกรเขียวขนาดมหึมาตนแล้วตนเล่าก็เหาะออก
มาจากด้านใน พวกมันแยกเขี้ยวสะบัดกรงเล็บประหนึ่งหมา
ป่าดุร้ายที่เพิ่งหลุดจากกรง ร่างกายของพวกมันมีโซ่มหึมา
พันธนาการเอาไว้ บนสายโซ่มีตราประทับกับอักขระสารพัด
แบบอยู่เต็มไปหมด
มังกรเขียวมีทั้งหมดเจ็ดตัว พวกมันลากเกาะลอยฟ้า
ขนาดมหึมาเกาะหนึ่งตามออกมา บนเกาะแห่งนั้น
มีพระราชวังอยู่หลังหนึ่ง มันกินพื้นที่ทั้งหมดของเกาะลอยฟ้า
รอบเกาะลอยฟ้ามีร่างที่แผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งร่างแล้ว
ร่างเล่าติดตามมา ส่วนด้านหลังของเกาะคือสัตว์ยักษ์จำนวน
นับไม่ถ้วน มีทั้งมังกร หงส์ กิเลน พยัคฆ์ขาว เต่าเทพและอื่นๆ
พวกมันบางตัวก็แบกตำหนักอยู่บนหลัง ส่วนบางตัวก็ใช้
โซ่ลาก
ไม่ถึงสามลมหายใจ รูสีดำนั่นก็มีขนาดมหึมาเท่าท้องฟ้า
คล้ายกับฟ้าดินถูกกลืนกินไปครึ่งหนึ่ง กองทัพขนาดมหึมา
เหาะออกมา คลื่นพลังยามพวกเขาอยู่ด้วยกันแผ่ปกคลุมทั่ว
ทั้งฟ้าดิน แม้แต่เจียงอี้ยังรู้สึกเหมือนพลังอาคมถูกแช่แข็ง
เขามาอยู่ในมหาสมุทรเชื่อมอนธการเนิ่นนานเพียงนี้ แต่
เพิ่งเคยพบขุมกำลังที่น่ากลัวขนาดนี้เป็นหนแรก
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เห็นตำหนักบนเกาะลอยฟ้าขนาด
ยักษ์นั่นก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็พรั่นพรึงใน
พริบตา
“เป็นไปได้อย่างไร…หรือว่าจะเป็น…”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตัวสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง เขารีบเอื้อมมือ
ไปกระชากเจียงอี้เข้ามาหาตัว พอจับหัวไหล่ของเจียงอี้ได้ก็ตั้ง
ท่าจะพาเขาหนีไปจากตรงนี้ทันที
“พบมรรคาอริยะมิทำความเคารพ รู้หรือไม่ว่ามีโทษ
สถานใด!”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งแค่นเสียงหยัน เฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์กลัวจนตัวแข็งทื่อ เขากระโดดลงมาจากแท่นดอกบัว
ศิลา แล้วกดหัวเจียงอี้ให้โขกศีรษะคำนับเกาะลอยฟ้าที่อยู่
ไกลๆ นั่นพร้อมกัน หน้าผากแนบชิดจรดพื้น
เจียงอี้ถูกกดไว้จนกระดิกตัวไม่ได้ เขาสัมผัสได้อย่าง
ชัดเจนว่าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์กำลังตัวสั่นเทา ในใจเขา
ตกตะลึงอย่างยิ่ง
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์แข็งแกร่งขนาดไหนน่ะหรือ ก็ขนาด
ที่ว่าตั้งแต่มาถึงมหาสมุทรเชื่อมอนธการ พบพานผู้แข็งแกร่ง
มามากมายเหลือคณา แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งสักเพียงใด
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็พาเขาหนีได้เสมอ
นี่เป็นครั้งแรกที่ยังมิทันสู้ก็คุกเข่า!
เจียงอี้รู้สึกอัปยศอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่มีมากกว่าคือความ
สงสัย พวกเขาพบสิ่งใดเข้ากันแน่
สายลมแรงกล้าพัดดังหวีดหวิว เสียงมังกรคำราม หงส์กู่
ร้อง พยัคฆ์คำรน กับเสียงคำรามแปลกประหลาดน่าพรั่นพรึง
อีกสารพัดชนิดดังสอดรับกันตรงนั้นตรงนี้ ทำให้ฟ้าดินบริเวณ
นี้บรรยากาศน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
เจียงอี้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีสายตานับไม่ถ้วนกวาด
มองผ่านร่างของตน มีแม้แต่จิตสังหารที่ทำให้ดวงวิญญาณ
ของเขาหนาวสะท้าน
สัญชาตญาณปลุกความกลัวในตัวเขา เขารับรู้ได้ว่าขอ
เพียงเขาเงยหน้าขึ้น เขาต้องตายเป็นแน่
เขาเพิ่งเคยพบกองกำลังที่น่ากลัวขนาดนี้เป็นหนแรก
ห่างชั้นกันมากเหลือเกิน ห่างชั้นจนคนหยิ่งผยองเช่นเขายัง
ไม่กล้าคิดต่อต้านแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนรู้สึกว่าชั่ววินาทียาวนานดุจหนึ่งปี กองทัพอัน
ใหญ่โตเหาะผ่านไปเนิ่นนาน สุดท้ายก็หายลับตาไปจนหมด
เจียงอี้เงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็
เช่นเดียวกัน อีกฝ่ายไม่กดหัวเขาไว้แล้ว
ทั้งสองคนลุกขึ้นมายืนมองหน้ากันอย่างไร้คำพูด
ผ่านไปครู่ใหญ่
เจียงอี้ก็ถามทำลายความเงียบ “เฒ่าลี้ลับ พวกเขาเป็น
เทพเทวาจากที่ใดหรือ”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ยังเหม่อลอยอยู่ พอได้ยินคำถาม
ของเจียงอี้ถึงเพิ่งรู้สึกตัว เขากัดฟันตอบด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“พวกมรรคาอริยะ มาจากห้วงมิติชั้นใน พูดให้ชัดเจนอีกหน่อย
ก็คือ กองกำลังของพวกเขากระจายอยู่ในห้วงมิติชั้นใน แต่
มีรายละเอียดความเป็นมาอย่างไร ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก
มรรคาอริยะมาเยือนห้วงอนันต์สุญญตา นี่ต่างหาก
มหันตภัยมาเยือน…”
ก่อนหน้านี้เจียงอี้เคยได้ยินเขากล่าวถึงการมีอยู่ของห้วง
มิติชั้นในอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าสิ่งใดในห้วงมิติชั้นใน เขาล้วนไม่ยอม
เล่าให้ฟัง
มรรคาอริยะ…
เจียงอี้จดจำนามนี้เอาไว้เงียบๆ จากนั้นเขาก็ถามต่อว่า
“เฒ่าลี้ลับ แล้วเท่าที่ท่านรู้มา มรรคาอริยะแข็งแกร่งมาก
เพียงใดกัน”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เงียบงันครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเอ่ยว่า
“ข้าไม่รู้หรอก แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ นั่นก็คือมรรคาอริยะ
ดำรงอยู่มายาวนานกว่าวิถียุทธ์เสียอีก มันเก่าแก่ยิ่งกว่า
ศาสตร์โบราณเสียด้วยซ้ำ”
เจียงอี้ทำหน้าแปลกใจ เขาไม่รู้หรอกว่าวิถียุทธ์คงอยู่
มานานเท่าใดแล้วกันแน่ แต่มรรคาอริยะนี่ถึงกับเก่าแก่กว่าวิถี
ยุทธ์กับศาสตร์โบราณรวมกันอีกอย่างนั้นรึ…
“อย่างกองกำลังกลุ่มเมื่อครู่ ในกลุ่มพวกเขามีคน
มากมายที่สังหารข้าได้ คนที่เอ่ยคำพูดผู้นั้นเล็งเป้ามาที่ข้า
เรียบร้อยแล้ว หากข้ามิก้มหัว เจ้ากับข้าคงตายในชั่วพริบตา
มรรคาอริยะออกเดินทางเช่นนี้ หากพวกเขามีเป้าหมาย
เป็นห้วงอนันต์สุญญตา ห้วงอนันต์สุญญตาคงถูกถล่มจน
ราบคาบแน่”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถอนหายใจ ก่อนหน้านี้เขาอยาก
กลับห้วงอนันต์สุญญตา ตอนนี้ไม่อยากแล้ว
เจียงอี้นึกถึงวิถีเซียน เขาเริ่มกังวลว่าวิถีเซียนจะถูก
ลูกหลงไปด้วยหรือไม่
“เฒ่าลี้ลับ ท่านปู่ของข้าจะ…” เจียงอี้ขมวดคิ้วถาม
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยขัด “เขาแข็งแกร่งมากจริงๆ
กระทั่งข้าเองก็มองพลังของเขาไม่ออก แต่หากต้องเผชิญหน้า
กับมรรคาอริยะ เขายังไม่มีค่าพอให้ชายตาแล ในมรรคาอริยะ
มีผู้แข็งแกร่งมากมายนับไม่ถ้วน แม้แต่สมัยที่วิถียุทธ์รุ่งเรือง
ที่สุดก็ยังต้านทานมรรคาอริยะมิได้ ตอนนี้ข้าก็สงสัยเช่นกันว่า
เหตุไฉนมรรคาอริยะผู้น่ากลัวจึงหวนกลับมา”
เจียงอี้ถามต่อ “มรรคาอริยะเป็นเผ่าตระกูล หรือว่า
สำนักลัทธิ หรือว่ามหามรรคาสายหนึ่งเล่า”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ยิ้มขมขื่นตอบว่า “ข้าก็มิทราบ อย่า
ถามอีกเลย เดี๋ยวจะล่วงเกินพวกเขาเอาเปล่าๆ จงจำไว้ อย่า
ได้ถามถึงสิ่งต่างๆ ในห้วงมิติชั้นใน ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นล้วนเป็น
ตัวตนที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง บางครั้งคำพูดประโยคเดียวของ
เจ้าก็ทำให้เจ้าตกอยู่ท่ามกลางเภทภัย เอาตัวไม่รอดแล้ว”
เจียงอี้เงียบไป เขาหันกลับไปมองทิศทางที่มรรคาอริยะ
หายลับตาไป ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
…
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาลืมตาขึ้น
เขาใช้เวลาไปเกือบร้อยปี ในที่สุดก็ฝึกเคล็ดวิชาเทวะ
ยอดมรรคาสำเร็จ เคล็ดวิชานี้ล้ำลึกจริงๆ หลังจากแตกฉาน
แล้ว เขาสามารถผสานได้แม้กระทั่งพลังอภินิหาร
เขาเริ่มทดลองผสานพลังมหามรรคาที่ตนเอง
ครอบครองอยู่ หนแรกที่ทดลอง พลังแห่งมหามรรคาต่าง
ต่อต้านกันเองจนเกือบระเบิดแล้ว โชคยังดีที่เขา
มีประสบการณ์จึงไม่พลาดปล่อยให้พลังแห่งมหามรรคาของ
ตนรั่วไหลไปข้างนอก
ระดับขั้นบำเพ็ญของเขาในวันนี้ ขอเพียงพลังแห่งมหา
มรรคาไหลรั่วออกไปเพียงเสี้ยวเดียวก็ซัดมู่หลิงลั่ว ไป๋ฉีกับ
ไป๋หลงวายชีวาได้แล้ว
………………………………………………….