เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 515 อริยเทวะยมพิภพ อัครเทวารณยุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 515 อริยเทวะยมพิภพ อัครเทวารณยุทธ์
“แม้มีเคล็ดวิชาผสานมรรคาแต่ก็ต้องใช้เวลา โชคดีที่
อย่างน้อยก็มีแนวทางแล้ว”
เจียงฉางเซิงคิดอย่างพึงพอใจ วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่
สิบสามมอบเคล็ดวิชาที่ทำให้เขาฝึกบำเพ็ญมหามรรคาต่าง
ชนิดได้พร้อมกัน ส่วนเคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคาทำให้เขา
ผสานมหามรรคาที่แตกต่างกันเข้ากันได้ เมื่อรวมสองวิชา
เข้าด้วยกัน สิ่งที่ได้ก็คือเส้นทางที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด
เขาไม่เริ่มฝึกบำเพ็ญทันที แต่พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่ง
ที่สุดในขอบเขตที่ตรวจสอบได้ก่อน
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 344 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว เหตุใดจู่ๆ จึงมีตัวตนที่แข็งแกร่ง
ระดับนี้โผล่ออกมา
ก่อนหน้านี้มูลค่าไม่เคยเกินสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์มาตลอด แต่ตอนนี้กลับมีตัวตนที่มูลค่ากระโดดไปเกิน
สามร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
เขาคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าต้องมีสถานการณ์เช่นนี้โผล่
มาในสักวัน แต่คิดไม่ถึงว่าจะรวดเร็วขนาดนี้
เขาพยากรณ์ต่อ รอบโลกคุนหลุนไม่มีตัวตนที่มูลค่า
มากกว่าห้าสิบแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ นี่เป็นข่าวดี
แม้วิถียุทธ์ล่มสลายไปแล้ว แต่ขุมอำนาจแต่ละแห่งใน
สามพันโลกยังคงต่อสู้แย่งชิงส่วนแบ่งกันอยู่ ตรงกันข้าม
เห็นชัดว่าวิถีเซียนเล็กกระจ้อยจนไม่มีค่าพอให้คนพูดถึง
“ต้องเลื่อนขั้นให้ได้ในเร็ววันแล้ว ตอนนี้มีตัวตนที่มูลค่า
สามร้อยสี่สิบสี่แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์โผล่มา หลังจากนี้
จะต้องมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้โผล่มาแน่”
เจียงฉางเซิงเตือนให้ตัวเองระวังอยู่เงียบๆ เขาสงสัย
ใคร่รู้ยิ่งนักว่าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สามร้อยสี่สิบสี่แต้ม
นับว่าเป็นระดับขั้นใด
สิบถึงหนึ่งร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์คือขั้นเทวะหก
ตัณหา หนึ่งร้อยถึงสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์คือขั้น
เทวะเหนือดับสูญ ถ้าเช่นนั้นสองร้อยถึงสามร้อยแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ก็น่าจะเป็นอีกระดับขั้นหนึ่ง
เมื่อมีเคล็ดวิชาเทวะยอดมรรคา เจียงฉางเซิงก็มั่นใจว่า
เขาจะเลื่อนขั้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ
เขาหลับตาลงแล้วฝึกวิชาต่อ การหลับตาหนนี้ทำให้
กาลเวลาผันผ่านไปสองร้อยกว่าปี จนกระทั่งวันหนึ่งเขาลืมตา
ขึ้นมา ภายในตำหนักไม่เห็นร่างของมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉี นั่น
ก็เพราะว่ามู่หลิงลั่วกำลังผ่านด่านเคราะห์อยู่
ขั้นเอกเทวะ!
ในที่สุดมู่หลิงลั่วก็บรรลุระดับขั้นนี้แล้ว
นางก้าวเข้าไปแตะพลังแห่งมหามรรคาแล้ว ทั้งยังมี
โอสถกับสมบัติอาคมอยู่เต็มตัว การผ่านด่านเคราะห์จึงไม่มี
ปัญหา จักรพรรดิสวรรค์เดินทางกลับมาคุ้มกันมารดาของเขา
ด้วยตนเอง หากไม่มีศัตรูจากภายนอกบุกมา การผ่านด่าน
เคราะห์หนนี้ก็น่าจะราบรื่นปลอดภัย
เจียงฉางเซิงเฝ้ามองมู่หลิงลั่วผ่านด่านเคราะห์อย่าง
เงียบๆ
การผ่านด่านเคราะห์หนนี้ไม่มีเหตุการณ์พลิกผันอะไร
มู่หลิงลั่วเหยียบเข้าขั้นเอกเทวะได้สำเร็จ จักรพรรดิสวรรค์ดีใจ
นัก เขาประกาศว่าจะจัดงานชุมนุมท้อสวรรค์ก่อนกำหนด
ช่วงเวลานั้นแดนสวรรค์ที่โลกคุนหลุนจึงครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้บำเพ็ญเซียนที่เก่งกาจมากมายจากโลกสวรรค์ก็เดินทาง
มาร่วมงานชุมนุมท้อสวรรค์ด้วย
ทุกสิ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเหมือนไม่ได้รับผลกระทบจาก
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์สักนิด
แต่เจียงฉางเซิงกลับมองเห็นแดนมนุษย์กำลังจับหอก
ดาบสู้รบกันอยู่ เทียนจิ่งที่เคยรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง สุดท้ายก็
เกิดความวุ่นวายภายใน หนึ่งวันบนฟ้าเท่ากับหนึ่งพันปีบนผืน
พิภพ เซียนกับมนุษย์เดินดินแตกต่างกัน นามของมรรคาจารย์
ในใจของชาวเทียนจิ่งกลายเป็นเพียงตำนานไปนานแล้ว ใน
เมื่อเป็นเพียงตำนาน ย่อมมิอาจข่มใจทะเยอทะยานของ
พวกเขาได้อีก
เจียงฉางเซิงไม่คิดจะสอดมือเข้าไปยุ่ง ไหนเลยแดน
มนุษย์จะสงบสุขชั่วนิรันดร์ได้
เขาหลับตาลงอย่างช้าๆ แล้วปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่อ มิยุ่ง
เกี่ยวกับเรื่องทางโลก
…
ในสวนท้อสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์กับมู่หลิงลั่วนั่งจิบชาอยู่ตรงข้ามกัน
ดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่แม่ลูกได้อยู่พร้อมหน้า
“ท่านแม่ หายากที่ท่านจะมีเวลาว่างมาอยู่กับลูก ตอนนี้
ท่านเหมือนท่านพ่อเข้าไปทุกทีแล้ว เดี๋ยวๆ ก็ปิดด่านฝึก
บำเพ็ญหลายร้อยปี” จักรพรรดิสวรรค์หัวเราะ
มีแต่ยามอยู่กันเป็นส่วนตัวเท่านั้นที่เขาจะเรียกขานเจียง
ฉางเซิงว่าท่านพ่อ เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อเคารพตัวตนและฐานะ
ของมรรคาจารย์
มู่หลิงลั่วหัวเราะเบาๆ “หากมองการฝึกบำเพ็ญเป็นเรื่อง
สนุกเรื่องหนึ่ง ยามลุ่มหลงอยู่กับมันก็ทำให้ลืมเลือนเวลาได้
ง่ายดายอยู่จริงๆ”
สองแม่ลูกสนทนากันครู่หนึ่ง จักรพรรดิสวรรค์ก็เริ่มเอ่ย
เรื่องจริงจัง เขาวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ ยามนี้
มหันตภัยมาเยือนแล้ว วิถีเซียนดูเหมือนสงบสุขก็จริง แต่
ความสงบสุขท่ามกลางมหันตภัยไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดี ขุม
อำนาจที่อยู่ใจกลางวังวนแห่งมหันตภัยเหล่านั้นดูเหมือนตก
อยู่ท่ามกลางอันตราย แต่พวกเขากลับยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
เป็นเช่นนี้ช้าเร็วย่อมส่งผลถึงวิถีเซียนแน่”
มู่หลิงลั่วจ้องเขาแล้วกะพริบตาปริบๆ “เรื่องเหล่านี้เกี่ยว
อันใดกับข้าเล่า เจ้าคงไม่หวังให้ข้าไปช่วยเจ้าสู้รบกระมัง”
จักรพรรดิสวรรค์ขัดเขิน เขาส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ท่าน
แม่อย่าล้อข้าสิ ข้าย่อมมิกล้ารบกวนท่าน ข้าเพียงหวังว่าท่าน
จะเรียบเรียงเคล็ดลับของการก้าวไปถึงขั้นเอกเทวะออกมาให้
เท่านั้น ข้าเองก็กำลังทำสิ่งนี้อยู่ พวกเราแม่ลูกมาร่วมกันทำ
เคล็ดวิชาบำเพ็ญฉบับหนึ่ง ช่วยผลักดันวิถีเซียนให้ก้าวหน้าดี
หรือไม่”
มู่หลิงลั่วฟังจบก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “นี่เป็นเรื่อง
ดี ข้าตกลง ได้ยินมาว่าราชันมรรคานิพานก่อตั้งลัทธิมรรคา
ขึ้นมาจนได้รับพลังแห่งบุญบารมีมหาศาล เจ้าเองก็เล็ง
บุญบารมีไว้สินะ บุญบารมีนี่มีประโยชน์อย่างใดกันแน่”
“อะแฮ่ม ท่านแม่ไยต้องแฉกันเช่นนี้ด้วยเล่า ข้าขบคิด
เพื่อวิถีเซียนอยู่จริงๆ นะ ส่วนบุญบารมีนั่น แม้แต่ราชันมรรคา
ก็ยังคลำทางศึกษามันอยู่ หากท่านอยากรู้กระจ่างคงได้แต่ไป
ถามท่านพ่อแล้ว” จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มอย่างจนปัญญา
มู่หลิงลั่วหัวเราะ แล้วไม่เอ่ยคำใดต่อ
เวลานี้เองเฉินหลี่ก็เหาะเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาเหาะ
ลงมาหยุดยืนหน้าโต๊ะ ก่อนจะคารวะจักรพรรดิสวรรค์ ต่อด้วย
คารวะมู่หลิงลั่ว
“ฝ่าบาท สามพันโลกเกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินหลี่กราบทูลเสียงเคร่งเครียด สีหน้าเขาหนักใจ
อย่างยิ่ง
จักรพรรดิสวรรค์หันไปหาเขาแล้วสั่งว่า “เล่ามาซิ”
“ไท่ซั่งคุนหลุนยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบหมื่นปีของ
โลกเทพยุทธ์จู่ๆ ก็โผล่มาก่อตั้งวิถีเหนือสรรพสิ่ง มีเผ่าตระกูล
มากมายไปเข้าร่วมกับเขา รวมถึงเผ่าตระกูลจำนวนหนึ่งที่อยู่
ในโลกสวรรค์ด้วย นี่มิใช่เรื่องดีเลย ได้ยินมาว่าวิถีเหนือ
สรรพสิ่งไม่ใช่การบำเพ็ญวิถียุทธ์แขนงเดียว ไท่ซั่งคุนหลุนผู้นี้
แตกฉานการบำเพ็ญวิถีต่างๆ อีกมากมาย เขาคิดจะก่อตั้งวิถี
บำเพ็ญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”
คำพูดของเฉินหลี่ทำให้จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว
เขามองว่าเผ่าตระกูลของวิถียุทธ์ในโลกสวรรค์เป็นผู้
มีผลประโยชน์ร่วมกัน นับว่าเป็นพันธมิตร เขาจึงยอมถอยให้
ในหลายๆ เรื่องเพราะเหตุนี้ กระทั่งออกประกาศจับเจียงอี้ก็ยัง
ยอม แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้ก็ยังมาถึงอยู่ดี
เผ่าตระกูลที่หันไปเข้าร่วมกับวิถีเหนือสรรพสิ่งพวกนั้น
เป็นไปได้มากว่าจะกลายเป็นเครื่องมือที่วิถีเหนือสรรพสิ่ง
ใช้เล่นงานโลกสวรรค์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือแดนสวรรค์ยัง
แข็งแกร่งไม่พอที่จะคุมโลกสวรรค์
แม้โลกสวรรค์จะเป็นของวิถีเซียน แต่นั่นเป็นเพราะคน
ทั้งหลายเห็นแก่หน้ามรรคาจารย์ ดินแดนที่แดนสวรรค์
ปกครองอยู่จริงมีเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
จักรพรรดิสวรรค์จมลงในห้วงความคิด เฉินหลี่ก็
ไม่รบกวนเขา
มู่หลิงลั่วจากไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้นายเหนือหัวกับ
ขุนนางทั้งสองหารือกันได้โดยไม่ต้องพะวงกับนาง
…
ใต้ผืนดาราที่เป็นประกาย ตำหนักหลังใหญ่หลังหนึ่ง
ตั้งอยู่เดียวดาย เงาร่างแล้วร่างเล่านั่งสมาธิอยู่ด้านใน หนึ่งใน
ร่างเหล่านั้นก็คือเทวะปฐมนภาผู้ทลายพลังโชคชะตาแห่งวิถี
ยุทธ์กับเทวะหมอกครามผู้เคยมาพบเจียงฉางเซิง
จู่ๆ เทวะปฐมนภาก็พลันลืมตาขึ้น สีหน้าตก
ประหวั่นพรั่นพรึงเอ่ยเสียงสั่น “เป็นไปได้อย่างไรกัน…พวกเขา
มาได้อย่างไร!”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา ร่างหลายสิบร่างในตำหนักก็ลืมตา
พร้อมกัน สายตาหันมารวมอยู่บนร่างของเขา
เทวะหมอกครามขมวดคิ้วถามว่า “ผู้ใดมาหรือ”
“มรรคาอริยะ!”
ถ้อยคำที่เทวะปฐมนภาโพล่งออกมาคำนี้ทำให้เงาร่าง
จำนวนมากหน้าถอดสี พวกเขาล้วนกลับมาจากห้วงมิติชั้นใน
ดังนั้นย่อมรู้ดีว่า ‘มรรคาอริยะ’ คำนี้หมายความว่าอะไร
เทวะหมอกครามลุกพรวดแล้วถามว่า “อัครเทวาแห่งวิถี
ยุทธ์ขัดขวางพวกเขาไว้มิได้อย่างนั้นรึ ต่อให้ขวางไม่ได้ แต่
เหตุใดพวกเขาจึงมาที่ห้วงอนันต์สุญญตากันเล่า พวกเขาคือผู้
หลุดพ้นจากวิถีบำเพ็ญของมหามรรคาแล้ว ไยต้องมาห้วงมิติ
ที่อยู่ใต้อาณัติของมรรคาอีก”
เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งวิถียุทธ์ในโถงตำหนักต่างเริ่ม
ถกเถียงกัน
“ในอดีตสมัยศาสตร์โบราณถูกทำลาย มิเห็นว่ามรรคา
อริยะจะมาเยือน เหตุใดจึงมายามนี้กัน”
“ในห้วงมิติชั้นใน มรรคาอริยะทรงอำนาจไม่กลัวเกรง
ผู้ใด หากพวกเขามาเยือนห้วงอนันต์สุญญตา พวกเราจะฟื้น
วิถียุทธ์ให้กลับมารุ่งเรืองได้เช่นไร”
“จะทำอย่างไรกันดีเล่า พวกเราลงทุนไปตั้งมากมาย
ถึงเพียงนั้น อุตส่าห์เสียสละสรรพชีวิตไปนับไม่ถ้วน จะต้อง
ยอมแพ้อย่างนั้นหรือ”
“เผชิญหน้ากับมรรคาอริยะ เจ้าจะต่อต้านหรืออย่างไร”
“บัดซบ เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้…”
เทวะปฐมนภาฟังเสียงถกเถียงในโถงตำหนักแล้ว
ขมวดคิ้วเป็นปม
“ไม่ถูกต้องสิ!”
จู่ๆ เทวะปฐมนภาก็คำรามออกมา ทุกคนตกใจจน
หุบปาก หันกลับมามองเขาอีกครั้ง
ดวงตาของเขาทอประกายวาววับแล้วเอ่ยว่า “กลิ่นอาย
ของมรรคาอริยะยังทรงพลังเช่นเคยก็จริง แต่มันดูเหมือน
ไม่ใช่ขุมกำลังทั้งหมดของมรรคาอริยะ หากมรรคาอริยะสาย
หลักมาเยือนจริงๆ พลังแห่งกฎทั้งปวงในห้วงอนันต์สุญญตา
คงพังทลายลงแล้ว หรือว่า…ข้ารู้แล้ว!
ต้องเป็นอริยเทวะยมพิภพผู้ล่าทวยเทพแห่งมหามรรคา
ผู้นั้นแน่ เขาคือยอดอัจฉริยะที่โผล่ออกมาโลดแล่นบ่อยที่สุด
ของมรรคาอริยะในช่วงสิบล้านปีมานี้ คิดไม่ถึงว่าเขา
จะหมายตามหันตภัยของห้วงอนันต์สุญญตา หากเป็นเช่นนี้
ล่ะก็…”
เทวะหมอกครามได้ยินคำว่าอริยเทวะยมพิภพ สีหน้าก็
เปลี่ยนไปในบัดดล
ผู้เฒ่าคนหนึ่งขมวดคิ้วเอ่ยว่า “แม้มิใช่สายหลักของ
มรรคาอริยะ แต่อริยเทวะของมรรคาอริยะก็มิใช่ผู้ที่พวกเรา
จะต่อกรด้วยได้อยู่ดี แค่อริยะเทวะสักคน กองทัพอริยะที่เขา
ควบคุมอยู่ก็มากพอจะสยบห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว”
อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อล้านปีก่อน เทวะมหา
เหมันต์รุ่นก่อนพ่ายแพ้อริยเทวะยมพิภพ ทำให้มรดกวิชามหา
เหมันต์ของเขาต้องคำสาปชั่วนิรันดร์ ตัวตนระดับนั้น เทวะ
ระดับขั้นบำเพ็ญต่ำอย่างพวกเราไม่อาจต่อกรได้อย่างแน่นอน
”
คนอื่นๆ พากันเห็นคล้อยตาม เมื่อได้ยินว่ามรรคาอริยะ
ที่มาเยือนมิใช่สายหลัก พวกเขากลับยิ่งตื่นตระหนก เพราะ
กลัวว่าเทวะปฐมนภาจะประมาท
“ข้าย่อมรู้ดี ข้าไม่ไปต่อกรกับเขาหรอก พวกเรายัง
รอคอยต่อไหว”
เทวะปฐมนภาเอ่ยเสียงเคร่งขรึม ในใจเขารู้ดีว่าตนเองไร้
กำลัง เขาไม่กล้าไปต่อกรกับอริยเทวะยมพิภพคนนี้หรอก
แต่เขากำลังนึกถึงมรรคาจารย์
บางทีคนที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานพลังโชคชะตา
ทั้งหมดของวิถียุทธ์คนนั้นอาจสร้างความลำบากให้อริยเทวะ
ยมพิภพได้สักหน่อยก็เป็นได้
เช่นนี้ก็ดี ให้อริยเทวะยมพิภพเป็นคนไปจัดการกับ
มรรคาจารย์ รอจนมหันตภัยจบลง อริยเทวะยมพิภพเก็บ
ทวยเทพแห่งมหามรรคาเสร็จจากไปแล้ว พวกเขาก็ยังมีหวัง
อยู่
เมื่อได้ยินคำพูดของเทวะปฐมนภา ผู้แข็งแกร่งทั้งหลาย
ของวิถียุทธ์ก็ล้วนพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ เทวะหมอกครามก็เงยหน้าพรวด
ดวงตาทั้งสองข้างฉายแสงสีครามอันน่าพรั่นพรึง มัน
ส่องสว่างท้องนภาที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับจนสว่าง
ไสว เงาร่างขนาดมหึมาร่างหนึ่งปรากฏตัวออกมาจาก
ความว่างเปล่า กลายเป็นร่างของคนผู้หนึ่ง
เทวะปฐมนภากับผู้แข็งแกร่งแห่งวิถียุทธ์ทั้งหลาย
หน้าถอดสี พากันคุกเข่าคารวะในบัดดล
“คารวะอัครเทวารณยุทธ์!”
ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีม่วงประดับลวดลายเปลวเพลิง
ตรงเอวคาดเข็มขัดเกล็ดมังกรน้ำสีแดง เรือนผมยาวเกล้าอยู่
ใต้กวานทองคำ รูปสลักสัตว์เทพทองคำชิ้นหนึ่งประดับอยู่บน
กวาน ใบหน้าของเขาน่าเกรงขาม ดวงตาทั้งสองที่ฉาย
ประกายเย็นชาจนชวนให้คนพรั่นพรึงกำลังก้มลงมามองคน
ทั้งหลายที่อยู่เบื้องล่าง
เทวะปฐมนภาเหล่มองเทวะหมอกครามแล้วก่นด่าในใจ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเทวะหมอกครามจะเป็นคนของอัคร
เทวารณยุทธ์
ที่แท้อัครเทวาทั้งหลายไม่เชื่อใจเขาแม้แต่นิดเดียว!
“แค่อริยเทวะยมพิภพคนเดียว พวกเจ้าก็หวาดกลัว
เสียแล้ว หากสายหลักมาเยือน พวกเจ้าจะเผชิญหน้าอย่างไร
พวกเจ้าใจปลาซิวเช่นนี้ วิถียุทธ์จะหลุดพ้นจากมหามรรคา
เหมือนเช่นมรรคาอริยะได้เช่นไร”
อัครเทวารณยุทธ์แค่นเสียงหยัน พวกเทวะปฐมนภา
หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา มิกล้าเงยหน้าแม้แต่น้อย
“เทวะปฐมนภาจงรับคำสั่ง อริยเทวะยมพิภพบุกรุกห้วง
มิติของวิถียุทธ์ พวกเจ้าจงทำให้เขามิได้ก้าวออกมาจาก
มหันตภัยหนนี้ หากทำมิได้พวกเจ้าก็ไม่ต้องกลับมาที่ห้วงมิติ
ชั้นในอีกชั่วนิรันดร์!”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เทวะปฐมนภาก็เงยหน้าอย่าง
ร้อนรนในทันใด คนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน
“ยังไม่ต้องพูดเรื่องพวกข้ามีพลังมากพอจะทำสำเร็จ
หรือไม่ ต่อให้ทำสำเร็จ ท่านอัครเทวาทั้งหลายมิกลัวมรรคา
อริยะมาแก้แค้นหรือขอรับ” เทวะของวิถียุทธ์คนหนึ่ง
ถามออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
อัครเทวารณยุทธ์ตอบอย่างเย็นชา “เรื่องนี้มิใช่สิ่งที่พวก
เจ้าควรใส่ใจ นี่เป็นบททดสอบของพวกเจ้า แล้วก็เป็นบท
ทดสอบของอริยเทวะยมพิภพด้วย มหันตภัยยังอีกยาวนานนัก
พวกเจ้ามีโอกาสและเวลาให้วางแผนการ!
นับแต่โบราณ มหามรรคาล้วนมีการผลัดเปลี่ยนวัฏจักร
จะมีมหามรรคาสักกี่สายที่สามารถหลุดพ้น หากก้าวผ่านด่าน
นี้ไปไม่ได้ วิถียุทธ์ก็จะดับสูญอย่างสมบูรณ์ พวกเราจัก
แตกฉานซ่านเซ็น พวกเจ้าตรองดูให้ดี หากไร้วิถียุทธ์ปกป้อง
พวกเจ้าจะยังอยู่รอดอยู่ในห้วงมิติชั้นในได้อีกหรือ”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ แม้แต่เทวะปฐมนภาก็ตัวสั่นเทิ้ม
อย่างห้ามตนเองมิได้ สีหน้าเผยความหวาดกลัวออกมา
…………………………………………………….