เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 516 ไล่ล่าเทพแห่งมหามรรคา
การมาเยือนของมรรคาอริยะไม่ส่งผลกระทบกับห้วง
อนันต์สุญญตาในทันที มีเพียงผู้แข็งแกร่งจำ นวนน้อยเท่านั้นที่
รับรู้เรื่องนี้ สามพันโลกที่อยู่ในช่วงมหันตภัยยังคงเข่นฆ่ากัน
ไม่เลิกรา ไอแค้นท่วมสูงเทียมฟ้า
เนื่องจากวิถีเซียนตั้งอยู่ห่างจากมหาพิภพนิลเหลือง มัน
จึงยังไม่ถูกพัดเข้าไปในมรสุมแห่งมหันตภัยอย่างสมบูรณ์
ถึงอย่างนั้นตำหนักยมโลกก็มีดวงวิญญาณทะลักเข้ามาอย่าง
ไม่ขาดสายเพราะความบ้าคลั่งที่เพิ่มขึ้นระหว่างช่วงมหันตภัย
สิ่งนี้ทำให้สะบั้นเศียรจำ เป็นต้องเร่งเร้าให้จักรพรรดิสวรรค์
ขยายอาณาเขตของวิถีเซียนอย่างไร้ทางเลือก
เมื่อสังสารวัฏของวิถีเซียนขยายใหญ่ขึ้น พรสวรรค์ของ
สรรพชีวิตในวิถีเซียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ยกระดับสูงขึ้น ทำให้ทั้ง
วิถีเซียนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากมู่หลิงลั่วเหยียบถึงขั้นเอกเทวะ มหาเซียนวั่งเฉิน
ก็ตามหลังนางมาติดๆ การเลื่อนขั้นของเขาไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนประหลาดใจนัก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพ ในมือ
ครอบครองยอดของวิเศษของมรรคาจารย์
ระหว่างที่แดนสวรรค์กับโลกบำเพ็ญเซียนกำลัง
ตั้ง
ตาคอยขั้นเอกเทวะคนถัดไปนั่นเอง จักรพรรดิสวรรค์กับ
พระมารดาแห่งสวรรค์ก็ร่วมมือกันเขียนคัมภีร์แก่นแท้เอกเท
วะ แล้วสลักเผยแพร่ไว้บนแผ่นศิลาในมหาพิภพจิตจร สิ่งนี้
ทำให้โลกบำเพ็ญเซียนสะท้านสะเทือน
สิ่งที่คัมภีร์แก่นแท้เอกเทวะกล่าวถึงก็คือจะก้าวไปถึงขั้น
เอกเทวะได้อย่างไร
ต่อมา จักรพรรรดิสวรรค์ก็เสด็จลงมา ณ ภูเขาวิญญาณ
ของเทียนจิ่ง สร้างศิลาจารึกเทพเอกเทวะเหนือยอดเขาวิญ
ญาณจนได้รับบุญบารมีจากมรรคาสวรรค์ บุญบารมีจาก
มรรคาสวรรค์ปริมาณมหาศาลร่วงจากฟ้าลงมาบนร่างของ
จักรพรรดิสวรรค์ สร้างความตื่นตะลึงให้ประชาชนและผู้
บำเพ็ญเซียนทั้งหลายของเทียนจิ่ง
ถัดจากสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง ราชันมรรคา
นิพพาน ก็เป็นจักรพรรดิสวรรค์ที่ได้รับบุญบารมีจากมรรคาสวรรค์ แม้โลกบำเพ็ญเซียนจะมิทราบว่าบุญบารมีจากมรรคา
สวรรค์มีประโยชน์ประการใด แต่พวกเขาคิดว่าในเมื่อ
ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นยังแย่งชิงกัน มันก็ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้ผู้บำเพ็ญเซียนจึงเริ่มก่อตั้งสำ นัก ถ่ายทอดวิชากัน
มากขึ้นเรื่อยๆ น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดได้รับบุญบารมีจาก
มรรคาสวรรค์อีก
เพียงพริบตาเดียว กาลเวลาก็ผ่านไปอีกพันปี
ในหนึ่งพันปีนี้ เรื่องใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือจักรพรรดิ
สวรรค์ประกาศว่าจะเว้นระยะห่างพิธีสถาปนาเทพให้ยาวนาน
ขึ้นเป็นสามพันปีต่อหนึ่งครั้ง เรื่องนี้ทำให้ในแดนมนุษย์เกิด
ความวุ่นวายมิใช่น้อย ผู้ฝึกตนในแดนมนุษย์รู้สึกว่าแดน
สวรรค์ดูแคลนพวกเขา แต่จักรพรรดิสวรรค์เองก็อับจน
หนทาง เพราะจำ นวนตำแหน่งของเทพในบัญชีสถาปนาเทพ
เริ่มน้อยลงแล้ว สาเหตุสำ คัญก็เนื่องมาจากมีผู้ฝึกยุทธ์ที่
แข็งแกร่งจากมหาพิภพนิลเหลืองเข้ามาด้วย ตอนนี้ผู้ที่อยาก
ได้รับสถาปนาเป็นเทพมิได้มีเพียงแดนมนุษย์ของวิถีเซียน
อีกต่อไปยามผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งย้ายมาบำเพ็ญเซียน พวกเขา
มีข้อได้เปรียบอยู่บางประการ นั่นก็คือเมื่ออยู่ในโลกคุนหลุน
กับโลกสวรรค์ ลมปราณกับพลังบรรพยุทธ์ของพวกเขา
จะเปลี่ยนมาเป็นพลังวิญญาณได้โดยตรง ทำให้พวกเขา
ประหยัดเวลาซึมซับสั่งสมปราณอันน่าเบื่อหน่าย พวกเขา
เพียงต้องบรรลุแก่นแท้ของระดับขั้นนั้นก็จะสามารถบรรลุ
ระดับขั้นที่เทียมเท่ากันได้ในทันที แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ย้าย
มาบำเพ็ญเซียนก็มีข้อเสียเปรียบอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือ
พวกเขามักมีความคิดติดอยู่ในกรอบ และสิ่งนี้ก็เปลี่ยนแปลง
ได้ยากยิ่ง
ณ ตำหนักเมฆาม่วง บนสวรรค์ชั้นที่สามสิบสามของโลก
คุนหลุน
เจียงฉางเซิงลืมตา ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผาก
ผลุบๆ โผล่ๆ เขานับนิ้วคำนวณ หนนี้เขาปิดด่านยาวนาน
ถึงหนึ่งพันหนึ่งร้อยกว่าปี ในช่วงเวลานี้ ไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่ง
คนไหนมารุกรานวิถีเซียนสาเหตุที่เขาตื่นขึ้นมาเพราะมีคนรอคอยเขาอยู่นอกโลก
คุนหลุน
เขาไม่รีบร้อน เขาพยากรณ์มูลค่าของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
ในขอบเขตที่ตรวจสอบได้เป็นอย่างแรก
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสรรค์ 627 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
เวรตะไล!
เทียบกับเมื่อหนึ่งพันปีก่อน มูลค่าสูงสุดเพิ่มขึ้นมาเกือบ
สองเท่าเชียวนะ
เจียงฉางเซิงรู้สึกท่าไม่ดีขึ้นมาแล้ว เขาพยากรณ์หาผู้
แข็งแกร่งอันดับที่สองกับอันดับที่สามต่อ
มูลค่าของผู้แข็งแกร่งอันดับสองมากกว่าสี่ร้อยแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว ผู้แข็งแกร่งอันดับที่สามก็
เช่นเดียวกัน พวกเขาห่างกันไม่มาก ไล่ลงมาถึงผู้แข็งแกร่ง
ลำดับที่สี่จึงเป็นเจ้าของมูลค่าสามร้อยสี่สิบสี่แต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ผู้นั้นเมื่อพันปีก่อนเมื่อพยากรณ์ไล่ลงไปเรื่อยๆ ก็พบว่าจำ นวนผู้แข็งแกร่งที่
มีมูลค่าเกินสองร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์พลิกจากสิ่งที่
เขาเคยรู้ไปอย่างสิ้นเชิง มีจำ นวนมากกว่าร้อยคนแล้ว ไม่ต่าง
อะไรจากโลกพลิกกลับตาลปัตรเลย
มิน่าเล่าฟ้าดินสรวลถึงมาหาเขาอย่างกะทันหัน
หรือว่าพวกวิถียุทธ์ในห้วงมิติชั้นในบุกมาแล้ว
แต่ถ้าวิถียุทธ์ในห้วงมิติชั้นในแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไยต้อง
ให้เทวะปฐมนภาสลายพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์ด้วยเล่า
ออกมาสยบมหามรรคาสายต่างๆ โดยตรงก็พอแล้ว
เจียงฉางเซิงพยากรณ์พลางส่งจิตออกไปนอกโลกคุน
หลุน มุ่งไปหาฟ้าดินสรวลที่รอคอยอยู่บนอุกกาบาตก้อนหนึ่ง
ไม่พบกันหลายพันปี พลังของฟ้าดินสรวลไม่ก้าวหน้า
สักนิด แต่นี่ก็เป็นปกติของผู้ที่ระดับขั้นบำเพ็ญสูงส่วนมาก
หากพรสวรรค์ไม่มากพอ โชควาสนาไม่ดีพอ พลังก็อาจ
ค้างเติ่งอยู่นับหมื่นปี หรืออาจนับล้านปีก็เป็นไปได้
“มีเรื่องใด”ในที่สุดฟ้าดินสรวลที่ร้อนรนกระวนกระวายก็ได้ยินเสียง
ของมรรคาจารย์ เพียงพริบตาเดียวความกระวนกระวายใน
ใจเขาก็สลายหายไปไม่น้อย
เขารีบเอ่ยว่า “มีขุมอำนาจระดับสุดยอดจากห้วงมิติ
ชั้นในเดินทางมาที่นี่ขอรับ ก่อนหน้านี้เทพแห่งหยินหยางถูก
ตัวตนปริศนาที่แข็งแกร่งมากลอบโจมตี แม้โชคดีรอดพ้น
มาได้ แต่ข้าก็ต้องเร่ร่อนอยู่กับเขาหลายพันปี จนเมื่อสองร้อย
ปีก่อน เทพแห่งหยินหยางก็ถูกตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าคน
ก่อนหน้าสะกดไว้ ก่อนเขาถูกสะกด เขาช่วยให้ข้าหนีรอด
มาได้ แล้วให้ข้านำคำพูดมาบอกท่าน เขาบอกว่ามีตัวตนที่
น่าหวาดกลัวกำลังไล่ล่าเทพแห่งมหามรรคาอยู่ เขาหนีไม่พ้น
ท่านเองก็หนีไม่พ้น”
ไล่ล่าเทพแห่งมหามรรคารึ
เจียงฉางเซิงแปลกใจ แล้วแอบคิดในใจว่า แต่ข้ามิใช่เทพ
แห่งมหามรรคาเสียหน่อย
เท่าที่เขาทราบมา ยามภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเยือน มหา
มรรคาทั้งสามพันจะส่งพลังเทพออกมาจำ แลงร่างกลายเป็นทวยเทพทั้งหลาย ก่อนมหันตภัยสิ้นสุด พวกเขาถูกเรียกขาน
ว่าเทพแห่งมหันตภัย ส่วนผู้ใดในหมู่พวกเขาที่รอดชีวิตมาจาก
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ได้จึงจะนับเป็นเทพแห่งมหามรรคา เทพแห่ง
หยินหยางยังไม่นับว่าเป็นเทพแห่งมหามรรคาที่แท้จริง บางที
อีกฝ่ายอาจเชื่อมั่นว่าจะทำให้เทพแห่งหยินหยางรอดชีวิตจน
มหันตภัยจบสิ้นได้
“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เจ้า มิใช่ว่าไร้ที่ไปหรอกหรือ”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ฟ้าดินสรวลได้ยินประโยคนี้
ก็กระดากอาย
เจียงฉางเซิงลังเลค่อนข้างมาก ว่าจะรับฟ้าดินสรวล
มาไว้ใต้อาณัติดีหรือไม่
พูดกันตามตรง การที่ฟ้าดินสรวลหนีรอดมาจาก
เงื้อมมือของตัวตนอันน่ากลัวที่จับตัวเทพแห่งหยินหยางไป
เขาว่าเรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำ บางอย่าง แต่เมื่อครุ่นคิดอีกหน ในเมื่อ
ฟ้าดินสรวลเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ถ้าอีกฝ่ายมีแผนการ
จะเล่นงานเขาจริง ต่อให้เขาอยากหลบก็สายไปแล้วเขาหายตัวจากในตำหนักไปปรากฏตัวข้างกายฟ้าดิน
สรวล ฟ้าดินสรวลเหมือนจับสัมผัสบางสิ่งได้ เขาหันหลังกลับ
ไปตามสัญชาตญาณแล้วสบตากับดวงเนตรมหามรรคาอย่าง
พอดิบพอดี เขานิ่งงันไปทั้งตัว แววตาสูญเสียประกายไปทันใด
เจียงฉางเซิงอ่านความทรงจำ ของเขาพลางใช้จิตสำ รวจ
กายเนื้อของเขาเพื่อตรวจสอบร่างกายกับดวงวิญญาณ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด
เมื่อฟ้าดินสรวลตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองอยู่
บนทะเลเมฆแห่งหนึ่ง
“ที่นี่คือ…”
ฟ้าดินสรวลขมวดคิ้ว เอ่ยพึมพำกับตนเอง เขาพยายาม
นึกทบทวนความทรงจำ ก่อนหน้านี้ ตัวเขากำลังสนทนากับ
มรรคาจารย์อยู่ แต่ทันใดนั้นเองเขาก็มองเห็นดวงเนตรสีทอง
แนวตั้งดวงหนึ่ง
“ที่แห่งนี้คือแดนสวรรค์ เจ้าจงไปหาจักรพรรดิสวรรค์
แล้วรับตำแหน่งเทพเซียนเสีย จากนั้นจงเดินทางไปโลกสวรรค์จงจำ ไว้ อย่าซ่อนพลังของตนเองเพราะสิ่งนี้จะตัดสินตำแหน่ง
ฐานะในวิถีเซียนของเจ้านับจากนี้”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นในหูของฟ้าดินสรวล ฟ้าดิน
สรวลแย้มรอยยิ้มทันที ดูท่าดวงเนตรก่อนหน้านี้คงเป็นของ
มรรคาจารย์สินะ มรรคาจารย์อาจไม่ไว้ใจเขา แต่ไม่ว่าอย่างไร
เขาก็นับว่ามีพื้นที่ให้เหยียบยืนแล้ว
ก่อนหน้านี้ตอนทำงานให้เทพแห่งหยินหยาง เขาล่วงเกิน
ขุมอำนาจในห้วงอนันต์สุญญตาไปมากมาย ยามนี้เทพแห่ง
หยินหยางถูกสะกดไปแล้ว เขาจึงได้แต่หันมาพึ่งวิถีเซียน
เขาสนใจวิถีเซียนมากมาตั้งนานแล้ว
ฟ้าดินสรวลมองประตูสวรรค์ทิศใต้ที่อยู่ไกลๆ แล้วเหาะ
เข้าไปทันที
อีกฝั่งหนึ่ง เจียงฉางเซิงที่อยู่ในตำหนักเมฆาม่วงกำลัง
นึกทบทวนความทรงจำ ของฟ้าดินสรวล
ที่แท้สาเหตุที่ฟ้าดินสรวลหลบหนีมาได้ก็เป็นเพราะเทพ
แห่งหยินหยางจับสัมผัสศัตรูได้ล่วงหน้า จึงส่งเขาเข้าไปในมิติ
เวลาอันปั่นป่วน อีกฝ่ายจึงหลบพ้นภัยหนนี้มาได้เทพแห่งหยินหยางไม่ได้มีจิตใจดีงามอะไร เขาน่าจะ
อยากส่งข่าวบอกเจียงฉางเซิงเพื่อให้เตรียมตัวล่วงหน้า ทำ
เช่นนี้บางทีเทพแห่งหยินหยางอาจมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นมาสัก
เสี้ยวหนึ่ง
จากบทสนทนาระหว่างฟ้าดินสรวลกับเทพแห่งหยิน
หยาง เจียงฉางเซิงเพิ่งรู้ว่าเทพแห่งหยินหยางคิดว่าเขาเป็น
เทพแห่งมหันตภัยเหมือนตน จึงให้ฟ้าดินสรวลมาส่งข่าว
ส่วนฟ้าดินสรวลก็มิได้เห็นฉากที่เทพแห่งหยินหยางถูก
สะกดกับตาตนเอง เขาเพียงจับสัมผัสได้ว่าพันธนาการแห่ง
หยินหยางบนร่างตนเองหายไป จึงเชื่อว่าเทพแห่งหยินหยาง
ถูกสะกดไปแล้ว
“ผู้ที่จับตัวเทพแห่งหยินหยางไปแข็งแกร่งมากเพียงใด”
เจียงฉางเซิงสอบถามในใจ
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 344 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
ดูท่าจะเป็นเจ้าคนที่แกร่งสุดเมื่อพันปีก่อนคนนั้นเจียงฉางเซิงสังหรณ์ว่าเจ้าคนที่มูลค่าสามร้อยสี่สิบ
สี่แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์คนนี้น่าจะทำงานให้เจ้าคนที่
มูลค่าหกร้อยยี่สิบเจ็ดแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์คนนั้น นี่ช่าง
เป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งมาก
เขาเริ่มเพ่งจิตฟังเสียงในใจของผู้ศรัทธาทั้งหลายในมหา
พิภพนิลเหลือง แต่กลับไม่พบการมีอยู่ของขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่
ระดับนี้ ตอนนี้บุคคลที่ถูกเล่าขานในสามพันโลกยังคงเป็น
ไท่ซั่งคุนหลุนแห่งวิถีเหนือสรรพสิ่งกับท่านประมุขตี้หรงแห่ง
เผ่าตี้ สองคนนี้เปิดศึกใหญ่กันมาแล้วหลายหนแต่ยังตัดสิน
แพ้ชนะไม่ได้ พวกเขาเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัยแห่ง
มหันตภัย
ดูท่าขุมอำนาจลึกลับกลุ่มนั้นไม่คิดจะเข้ามายุ่งกับ
สถานการณ์ในยุคมหันตภัย อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ไม่คิด
เป้าหมายของพวกเขาคือการจับตัวเทพแห่งมหามรรคา
เจียงฉางเซิงหยิบน้ำเต้าทองม่วงขึ้นมาแล้วส่งดวงจิต
เข้าไปข้างในเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารยังคงฝืนทนอยู่
แต่พวกเขาเงียบไปนานแล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงก่นด่าผรุสวาท
อีกต่อไป
“พวกเจ้ารู้จักขุมอำนาจกลุ่มใดที่ไล่ล่าพวกเจ้าหรือไม่”
เสียงของเจียงฉางเซิงสะท้อนก้องห้วงมิติภายในน้ำเต้า
ทองม่วง เทพทั้งสองที่นั่งสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นทันที
“ไล่ล่าพวกข้ารึ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!”
เทพแห่งจิตมารแย้งทันทีโดยไม่ทันขบคิดอะไรทั้งสิ้น แต่
หลังจากนั้นดูเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าจึงถอดสี
ในพริบตา
เทพแห่งเคราะห์ร้ายก็คิดอะไรขึ้นมาได้เช่นกัน ร่างกาย
เขาสั่นสะท้าน
นี่เป็นสิ่งที่เจียงฉางเซิงคิดไม่ถึง ทั้งที่ถูกเขาทรมาน
มานานขนาดนี้ เทพทั้งสองยังไม่เคยหวาดกลัวจนมีสภาพ
เช่นนี้มาก่อน แต่มาวันนี้เพียงนึกถึงใครบางคน พวกเขาก็
หวาดกลัวจนวิญญาณแทบหลุดจากร่างเชียวหรือเจียงฉางเซิงเอ่ยต่อว่า “เทพแห่งหยินหยางถูกจับตัว
ไปแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาส่งข่าวนี้มาบอกข้า สถานการณ์ของ
เทพแห่งมหามรรคาอันตรายอย่างยิ่ง เป็นเช่นนี้แล้ว พวก
เจ้ายังมิยินดีเล่าอีกหรือ”
เทพแห่งจิตมารถอนหายใจเอ่ยว่า “เทพแห่งมหามรรคา
เช่นพวกข้าอยู่เหนือสรรพชีวิตทั้งปวงในมหามรรคา ผู้ที่ไล่ล่า
พวกข้าได้ย่อมเป็นบรรดาผู้ที่อยู่เหนือมหามรรคา”
ผู้ที่อยู่เหนือมหามรรคาอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงตกตะลึง เขายังอยู่ห่างไกลจากมหามรรคา
ตั้ง
ขนาดนั้น แล้วจะให้เขามาเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่เหนือกว่า
มหามรรคาอย่างนั้นหรือ ชั่วพริบตานั้นสถานที่ลี้ภัยมากมาย
ผุดขึ้นมาในความคิดของเจียงฉางเซิงทันที
เทพแห่งจิตมารเล่าต่อ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อนานมาแล้วมีคน
กลุ่มหนึ่งเดินทางมาจับตัวพวกเขา คนพวกนั้นกล่าวว่าพวก
ตนมาจากวิถีบำเพ็ญที่อยู่เหนือกว่ามหามรรคา วิถีบำเพ็ญนั้น
มีนามว่ามรรคาอริยะยามนั้นเป็นยุคสมัยที่ศาสตร์โบราณครองใต้หล้าและ
เป็นจังหวะที่ภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเยือนพอดี พวกผู้แข็งแกร่งใน
ศาสตร์โบราณมองว่ามรรคาอริยะเป็นผู้รุกรานจึงเปิดศึกครั้ง
ใหญ่ สุดท้ายศาสตร์โบราณก็เสียหายแสนสาหัสแลกกับ
การขับไล่มรรคาอริยะจากไปได้ แต่อำนาจของศาสตร์โบราณ
ก็เสียหายอย่างหนักเพราะเหตุนี้เช่นกัน ผู้แข็งแกร่งระดับ
บนสุดของพวกเขาล้มตายไปแปดเก้าในสิบส่วน ทำให้ขุม
อำนาจอื่นที่ใจทะเยอทะยานสบโอกาส สุดท้ายศาสตร์โบราณ
ก็ล่มสลาย วิถียุทธ์ผงาดขึ้นมา
ตามที่เทพแห่งจิตมารเล่า มรรคาอริยะเป็นวิถีบำเพ็ญ
สายหนึ่ง ผู้มาเยือนใช่ว่าจะอยู่เหนือกว่ามหามรรคา พวกเขา
เพียงมีพลังมากพอจะสยบทั่วทั้งห้วงอนันต์สุญญตาเท่านั้น
พอได้ยินเช่นนี้ เจียงฉางเซิงก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก
แค่ไม่ใช่ตัวตนที่อยู่เหนือกว่ามหามรรคาก็พอแล้ว
แต่เบื้องหลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น คง
ไปหาเรื่องไม่ได้เจียงฉางเซิงตัดสินใจเลียนแบบวิถียุทธ์ เขาจะรอให้
มรรคาอริยะจากไปแล้วค่อยโผล่หัวออกมาใหม่
ผู้แข็งแกร่งที่มาจากมรรคาอริยะพวกนั้นมุ่งเป้าไปที่เทพ
แห่งมหามรรคาเท่านั้น พวกเขาไม่สนใจยึดครองห้วงอนันต์
สุญญตาแม้แต่น้อย พวกเขาคงเห็นว่าห้วงอนันต์สุญญตา
ไม่มีค่าให้แล
ตอนนี้คำถามมีอยู่ว่า
เทพแห่งหยินหยางคิดว่าเขาเป็นเทพแห่งมหามรรคา ถ้า
เช่นนั้นมรรคาอริยะนั่นจะคิดแบบเดียวกันด้วยหรือไม่
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม “เทพแห่งหยินหยางคิดว่าข้าเป็น
เทพแห่งมหันตภัยเช่นเดียวกับเขา พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”
เทพแห่งเคราะห์ร้ายแค่นหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร!
เจ้าคู่ควรเทียบตัวเองกับพวกข้าหรือ เทพแห่งหยินหยางก็แค่
เพิ่งถือกำเนิด เขาถึงแยกแยะไม่ออกว่าพลังแห่งมหามรรคา
กับเทพแห่งมหามรรคาแตกต่างกันคนละเรื่อง เจ้าก็แค่สิ่งมี
ชีวิตธรรมดาที่หยิบยืมพลังแห่งมหามรรคามาก็เท่านั้น!”