เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 517 ผสานรวมกับมหามรรคา อริยเทวะโลกา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 517 ผสานรวมกับมหามรรคา อริยเทวะโลกา
“ไยต้องปากแข็ง หากข้าเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาที่ต่ำชั้น
กว่าเจ้าขั้นหนึ่ง เช่นนั้นพวกเจ้านับเป็นตัวอะไร จุดด่างพร้อย
ของทวยเทพอย่างนั้นรึ เป็นทวยเทพแท้ๆ แต่กลับถูกสิ่งมีชีวิต
ธรรมดาจับมาขังไว้ พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าน่าขันหรือไร”
สิ้นเสียงของเจียงฉางเซิง เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพ
แห่งจิตมารก็เปิดปากผรุสวาทเสียงดังลั่นอีกครั้ง
เขาฟังจนรำคาญ เจ้าสองคนนี้เป็นพวกที่คุยด้วย
ไม่รู้เรื่องจริงๆ
เขาส่งพลังอำนาจของตนเองออกไปกดทับร่างของเทพ
ทั้ง
สองให้พวกเขาหุบปาก
“ฟังให้ดี ข้าหมดความอดทนแล้ว ยามนี้มรรคาอริยะ
กำลังไล่ล่าพวกเจ้า ข้าสังหารพวกเจ้าไม่ได้ก็จริง แต่เพื่อ
หลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำ เป็น ข้าตัดสินใจว่าจะโยนพวก
เจ้าออกไป ในอดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์โบราณเคยขัดขวางมรรคาอริยะไว้แทนพวกเจ้า แต่วันนี้วิถียุทธ์พังทลายลงแล้ว
พวกเจ้าก็ภาวนาให้ตัวเองโชคดีเสียเถิด!”
เทพทั้งสองฟังเสียงอันเย็นชาของเจียงฉางเซิงจบก็เบิก
ตาโต
“ไม่ได้นะ!”
เทพทั้งสองเอ่ยพร้อมกันเป็นเสียงเดียว พวกเขาไม่อยาก
เผชิญหน้ากับมรรคาอริยะ
เจียงฉางเซิงแค่นเสียงดังเหอะแล้วเอ่ยว่า “สายไปแล้ว
ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมสวามิภักดิ์กับข้า ข้าย่อมไม่จำ เป็นต้อง
ปกป้องพวกเจ้า”
“หากพวกข้าสวามิภักดิ์กับเจ้า เจ้าจะปกป้องพวกข้า
อย่างไรเล่า”
เทพแห่งจิตมารเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยน้ำเสียง
วิตกกังวล
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ข้าสร้างมรรคาสวรรค์ขึ้นมาแล้ว
มรรคาสวรรค์คือครรลองของกฎทั้งปวงที่ปกครองฟ้าดิน หาก
พวกเจ้าผสานตัวเองเข้ากับมรรคาสวรรค์ พวกเจ้าจะยังรักษาดวงจิตเอาไว้ได้ เพียงแต่ต่อไปจะเคลื่อนไหวได้ในอาณาเขต
ของวิถีเซียนเท่านั้น หลังจากผสานตัวเองเข้าไปแล้ว พวก
เจ้าย่อมมิใช่เทพแห่งมหามรรคาของห้วงอนันต์สุญญตา
อีกต่อไป เช่นนี้มรรคาอริยะย่อมตามหาพวกเจ้าไม่พบ”
สิ่งที่เขาพูดในตอนนี้คือคำพูดจากใจจริง ตัวเขาก็กังวล
อยู่เหมือนกันว่ามรรคาอริยะจะตามมาถึงที่นี่ แต่เขาก็อยากได้
เทพทั้งสององค์มาเป็นพรรคพวกจริงๆ
หลังจากผสานรวมกับมรรคาสวรรค์แล้ว กายาแห่งมหา
มรรคาของเทพทั้งสองจะแตกสลาย ดวงจิตแปรเปลี่ยนเป็นกฎ
ท่องอยู่ในวิถีเซียน แต่ถึงอย่างนั้นวันหน้าก็ยังมีโอกาสสร้าง
กายเทพใหม่อีกครั้ง
ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมดีกว่าถูกมรรคาอริยะจับตัวไป
คนจากวิถีบำเพ็ญที่เหนือกว่ามหามรรคามาตามจับตัว
เทพแห่งมหามรรคาในห้วงสุญญตา ไม่ว่ามองอย่างไรเจียง
ฉางเซิงก็คิดว่ามันคล้ายกับการหลอมโอสถ ต่อให้มรรคาอริยะ
หลอมโอสถไม่เป็น แต่วิธีการใช้ก็คงเป็นไปในทางเดียวกัน
จุดจบจะต้องน่ารันทดอย่างยิ่งเป็นแน่แท้เทพทั้งสองกำลังต่อสู้อยู่ในความคิด พวกเขามองหน้า
กันแต่ไร้วาจาเอื้อนเอ่ย
เจียงฉางเซิงรอคอยอย่างอดทน ระหว่างนั้นก็ถือโอกาส
พยากรณ์แต้มเซ่นไหว้ต่อด้วย
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้นในที่สุดเทพทั้งสองก็ก้มหัว
พวกเขาอาจคลางแคลงว่ามรรคาอริยะจะมาจริงหรือไม่
แต่หากมาจริงๆ ขึ้นมาเล่า
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ของยุคนี้มิใช่ของพวกเขา พลังของ
พวกเขาด้อยกว่าสมัยภัยพิบัติสิ้นกัลป์ของตัวเองอย่างมาก
พวกเขาเพียงได้รับชีวิตนิรันดร์มาเท่านั้น
ต้องเผชิญหน้ากับมรรคาอริยะ พวกเขาเดิมพันไม่ไหว
หรอก
“ข้ายินดีสวามิภักดิ์ต่อวิถีเซียน”
หลังจากเอ่ยประโยคนี้ออกไป เทพแห่งจิตมารก็เหมือน
ถูกปล่อยลมออกจากร่าง ห่อเหี่ยวหมดเรี่ยวแรงในบัดดล
เทพแห่งเคราะห์ร้ายกัดฟันแล้วก้มหัวตกลงเช่นเดียวกันเจียงฉางเซิงฉีกยิ้ม นี่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเพียงเรื่อง
เดียวในตอนนี้ เมื่อได้รับพลังงานของเทพทั้งสองมา มรรคา
สวรรค์ย่อมแข็งแกร่งขึ้น ระบบระเบียบของวิถีบำเพ็ญจะมั่นคง
มากกว่าเก่า
รางวัลกับบทลงโทษต้องแบ่งชัด วิถีเซียนจึงจะพัฒนา
อย่างแข็งแรง การพัฒนาอย่างป่าเถื่อนมีแต่จะทำให้ผู้บำเพ็ญ
เซียนหันหลังให้จิตใจแห่งธรรม
มรรคาสวรรค์คือสิ่งที่เจียงฉางเซิงสร้างมาจากเคล็ดวิชา
เทวะมหาบุญบารมี แรกเริ่มตัวมันเป็นเพียงกฎแห่งบุญบารมี
เท่านั้น แต่ระหว่างที่มันโอบอุ้มวิถีเซียนในช่วงหลาย
ปีที่ผ่านมา มันก็เริ่มดูดซับพลังแห่งกฎอย่างอื่นมาเรื่อยๆ
มันเบาบางแทบจะไร้ตัวตน มีเพียงเจียงฉางเซิงเท่านั้นที่
สัมผัสการมีอยู่ของมันได้อย่างชัดเจนเสมือนหนึ่งมันเป็น
ดวงวิญญาณอีกดวงของเขา แม้แต่ราชันมรรคานิพพานผู้
เหยียบย่างเข้ามาในมรรคาแห่งบุญบารมีแล้วก็ยังจับต้อง
ตัวตนที่แท้จริงของมรรคาสวรรค์ไม่ได้เจียงฉางเซิงชักนำมรรคาสวรรค์เข้ามาในน้ำเต้าทองม่วง
เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ว่าพลังแห่งมหามรรคาสายหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้พวกเขา
หลากหลายอารมณ์อัดแน่นอยู่ในสีหน้าของพวกเขา แต่
พวกเขาก็ไม่ขัดขืน
พร้อมกับที่พลังสายนี้แทรกเข้ามาในร่างของพวกเขา
พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของบุญบารมี กายเนื้อของ
พวกเขาค่อยๆ กลายเป็นธุลีปลิวหายไปทีละน้อย
ในขณะเดียวกันมรรคาสวรรค์ก็จางหายไปจากบริเวณนั้นด้วย
พวกเขาดูเหมือนสลายไปแล้ว แต่ความจริงพวกเขา
ยังอยู่ในน้ำเต้าทองม่วง ก่อนที่พวกเขาจะผสานรวมอย่างเสร็จ
สมบูรณ์ เจียงฉางเซิงไม่กล้าปล่อยพวกเขาออกไปข้างนอก
อย่างแน่นอน
เกิดเคราะห์ร้ายกับจิตมารแพร่กระจายไปอย่างไร้
กฎเกณฑ์ วิถีเซียนก็โกลาหลสิ
เจียงฉางเซิงจดจ่ออยู่กับการควบคุมมรรคาสวรรค์ เรื่อง
นี้เกี่ยวข้องกับเทพแห่งมหามรรคาถึงสององค์ เขาจะเลินเล่อไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง
การเข้าร่วมของฟ้าดินสรวลทำให้จักรพรรดิสวรรค์ดี
พระทัยอย่างยิ่ง ฟ้าดินสรวลมิใช่ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ธรรมดา
ทั่วไป แต่เขาคือผู้สืบทอดมหามรรคาสายหนึ่ง แม้เขาจะเคย
เกลือกกลั้วกับพวกอสุรกายมหันตภัย แต่ในเมื่อท่านพ่อเป็นผู้
แนะนำมา เขาก็ยินดีเชื่อใจฟ้าดินสรวล
หลังจากได้รับพลังโชคชะตาจากบัญชีสถาปนาเทพ
สำ เร็จ ฟ้าดินสรวลก็รู้สึกคล้ายปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า
ในที่สุดเขาก็มีพื้นให้เหยียบยืนแล้ว ไม่ต้องร่อนเร่อีกต่อไป
สมัยทำงานให้เทพแห่งหยินหยาง เริ่มแรกเขาเปี่ยม
ไปด้วยความคาดหวัง ต่อมาก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
เรื่องราวมิได้ราบรื่นดังเช่นที่เขาจินตนาการไว้ จุดหักเห
ทั้ง
มวลเกิดขึ้นหลังจากมรรคาจารย์ปรากฏตัวออกมา เขา
ไม่เคียดแค้นมรรคาจารย์ ตรงกันข้าม หัวใจกลับเต็มเปี่ยม
ไปด้วยความคาดหวังอีกประการหนึ่งก่อนหน้านี้เป้าหมายของเขาคือการอยู่ใต้คนเพียงผู้เดียว
ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ใต้คนเพียงผู้เดียว ทว่าจุดสูงสุดที่คนผู้นั้น
สามารถก้าวไปถึง ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาเชื่อว่าอนาคตของมรรคาจารย์จะก้าวไปไกลกว่าที่
เขาคิดไว้ มรรคาจารย์ทั้งขัดขวางเทพแห่งหยินหยางสำ เร็จ ทั้ง
ทำให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยอมสวามิภักดิ์ได้ แม้แต่ตัวเขา
ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด
ในตำหนักเหนือเมฆา จักรพรรดิสวรรค์ก้มหน้ามอง
ฟ้าดินสรวลที่อยู่ในโถงตำหนักแล้วเอ่ยว่า “ฟ้าดินสรวล ใน
เมื่อเจ้าได้รับตำแหน่งในหมู่เซียนแล้ว เราก็จะไม่เกรงใจ
เจ้าอีกต่อไป พาคนของเจ้ามาเข้าร่วมวิถีเซียนด้วยได้หรือไม่”
ฟ้าดินสรวลแสร้งกระแอมหนึ่งหนแล้วตอบว่า “กราบทูล
ฝ่าบาท ข้าเดียวดายตัวคนเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินคำนี้ก็ขมวดคิ้ว
ฟ้าดินสรวลรีบอธิบาย “แม้ข้าจะเป็นผู้สืบทอดมหา
มรรคา แต่ข้ามิเคยสร้างโลก จึงไร้สรรพชีวิตในโลกเช่นกัน
ตอนแรกข้าเพียงบังเอิญได้รับมรดกวิชาของมหามรรคาสายหนึ่งจนไปต้องตาบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเข้า เขาต้องการ
จับตามองพวกผิดแผกจึงส่งข้าเข้าไปแฝงตัวในนั้น ข้าใช้เวลา
หลายแสนปีกว่าจะทำให้โม่วั่งเชื่อใจข้าได้ แต่ว่าหลังจากนั้น
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกลับเดินทางไปมหาสมุทรเชื่อม
อนธการ อัครเทพยุทธ์สิบแปดคนของโลกเทพยุทธ์หันมาไล่ล่า
สังหารข้าอย่างบ้าคลั่ง ข้าอับจนหนทางจึงได้แต่หันไปเข้ากับ
เทพแห่งหยินหยาง”
เขาเล่าอดีตที่ผ่านมาอย่างรวบรัด จักรพรรดิสวรรค์
ฟังจบก็ทำสีหน้าเหยเก
จักรพรรดิสวรรค์ไม่เห็นใจฟ้าดินสรวล สิ่งที่เขากำลัง
ขบคิดคือแผนการของราชันมรรคานิพพานในตอนนั้น จากนั้น
เขาก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์ของ
วิถียุทธ์ ทุกครั้งที่วิถียุทธ์พบปัญหาภายในครั้งใหญ่ พวกเขา
มักใช้การกำจัดศัตรูภายนอกมาเบี่ยงเบนความสนใจเสมอ
หรือว่าวิถีเซียนควรสร้างศัตรูภายนอกขึ้นมาบ้าง
หลังจากเผ่าอวี่ก็ไม่มีขุมอำนาจใดเดินทางมารุกรานอีก
เผ่าตระกูลที่ขังมหาเซียนวั่งเฉินไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่กล้าเป็นฝ่ายบุกมารุกรานวิถีเซียนอีกแล้ว
ขณะนี้แดนมนุษย์มีแนวโน้มว่าจะเข้าสู่กลียุค เป็นเพราะ
การสู้รบภายในเผ่ามนุษย์เช่นเดิม
ฟ้าดินสรวลไม่ทราบว่าจักรพรรดิสวรรค์กำลังคิดสิ่งใด
อยู่ เขาหลงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังเห็นใจเขา ดังนั้นจึงหัวเราะแล้ว
เอ่ยว่า “ฝ่าบาท แม้ข้าไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ข้ายินดีน้อม
ถวายมรดกวิชาของข้าให้”
จักรพรรดิสวรรค์คลี่ยิ้ม ในดวงตาฉายแววชื่นชม
“ฝ่าบาท ข้าอยากไปพบบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก่อน
จะได้หรือไม่”
ฟ้าดินสรวลเอ่ยถามต่อ สำ หรับวิถีเซียนในวันนี้ เขาคือ
คนที่มาจากข้างนอก เขาจำ เป็นต้องสร้างเส้นสายเอาไว้จึงจะ
มีที่หยัดยืน บังเอิญว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานติดค้างเขาอยู่
พอดี
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้าตรัสว่า “ย่อมได้ พอดีเชียว
เจ้าไปขอคำแนะนำจากเขาในการก่อตั้งลัทธิบุญบารมีสิผู้สืบทอดมหามรรคาเช่นเจ้า ไม่ก่อตั้งลัทธิบุญบารมีคงน่า
เสียดายอย่างแท้จริง”
ฟ้าดินสรวลสงสัยใคร่รู้ว่าสิ่งใดคือลัทธิบุญบารมี แต่เขา
ไม่ถามให้มากความ เขาเชื่อว่าหลังจากไปพบบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน เขาจะได้รับคำตอบที่ต้องการเอง
จักรพรรดิสวรรค์เรียกทหารสวรรค์เข้ามานายหนึ่ง แล้ว
ให้เขาพาฟ้าดินสรวลไปที่ประตูหมื่นโลก
จังหวะที่ก้าวออกมาจากตำหนักเหนือเมฆา รอยยิ้มของ
ฟ้าดินสรวลก็หดหาย ในใจรู้สึกว่าตนเองตกอยู่ในอันตราย
ระหว่างเผชิญหน้ากับจักรพรรดิสวรรค์องค์นี้ เขาสัมผัส
ได้ถึงอันตรายอย่างชัดเจน
หรือพูดอีกอย่างก็คือ พลังของจักรพรรดิสวรรค์องค์นี้
ไม่ด้อยกว่าเขาแล้ว
เท่าที่เขาจำ ได้ แม้มรรคาจารย์แข็งแกร่ง แต่วิถีเซียน
อ่อนแอมาก
คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิสวรรค์จะเติบโตรวดเร็วถึงเพียงนี้
หรือว่านี่คือความแข็งแกร่งของวิถีเซียนจู่ๆ เขาก็ตระหนักเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ สาเหตุที่เขารู้สึกว่า
วิถีเซียนอ่อนแอ นั่นก็เพราะวิถีเซียนเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลา
ไม่นาน ทว่าภายในเวลาไม่กี่พันปี พวกเขาก็ให้กำเนิดตัวตนที่
เทียบเท่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์มาได้คนหนึ่งแล้ว…
ยิ่งคิด หัวใจของเขาก็ยิ่งหวาดผวา ในขณะเดียวกัน
ก้นบึ้งหัวใจก็เกิดความยินดีปรีดาอย่างหักห้ามมิได้
ต่อให้มรรคาจารย์แข็งแกร่งอีกเพียงใด นั่นก็เป็นพลัง
ของตัวมรรคาจารย์เองเท่านั้น แต่หากผู้บำเพ็ญเซียนในวิถี
เซียนแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว นั่นย่อมหมายความว่า
ศักยภาพของวิถีเซียนยากเกินกว่าจะจินตนาการ หากเขา
เปลี่ยนมาบำเพ็ญวิถีเซียนแล้ว เขาจะก้าวขึ้นไปถึงจุดที่
ก่อนหน้านี้เขาไม่กล้าคาดหวังหรือไม่
ฟ้าดินสรวลรู้สึกว่าโลกทั้งใบสว่างสดใส แม้แต่ทหาร
สวรรค์หน้าขึงขังไร้รอยยิ้มด้านหน้าก็ดูสบายตาขึ้นมากทีเดียว
…
ในตำหนักหลังใหญ่อันลึกลับแห่งหนึ่ง ผิวน้ำตื้นๆ
ปกคลุมอยู่บนพื้น ยามสะท้อนสีฟ้าคราม มันดูราวกับมหาสมุทร เลื่อนสายตามองด้านบนกลับพบว่าผิวมหาสมุทร
กลับหัวเป็นเพดาน มองเห็นหมู่มัจฉาแหวกว่ายอยู่เลือนราง
ไท่ซั่งคุนหลุนกำลังนั่งสมาธิอยู่บนแท่นสูงในโถงตำหนัก
รอบกายมีดอกบัวทองคำดอกแล้วดอกเล่ารายล้อมเป็น
วงแหวนรอบตัว เบื้องหน้าเขามีกระบี่แสงลอยอยู่สิบกว่าเล่ม
พวกมันแต่ละเล่มสีสันแตกต่างกันไป บนคมกระบี่มีคลื่นพลัง
ที่ดูคล้ายแสงสว่างแต่ก็คลับคล้ายเปลวเพลิงพันล้อมอยู่ เขา
ขมวดคิ้วจนเป็นปม กลางหว่างคิ้วมีไอสีดำลอยวนเวียนอยู่
ไม่ทันไรเขาก็ลืมตาโพลง ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วย
เส้นเลือดแตกระแหง เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง คล้าย
กับเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย
“บัดซบ จิตมารขวางกั้นรุนแรงขึ้นทุกที หากเป็นเช่นนี้
ต่อไป ลงมือสู้เมื่อใด ข้าจะเสียการควบคุมเอาง่ายๆ…”
ไท่ซั่งคุนหลุนพึมพำกับตนเองเบาๆ ในน้ำเสียง
เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและไม่ยินยอม
เขาครอบครองพลังแห่งมหามรรคามากมายจนคิดว่า
ตนเองก้าวข้ามขอบเขตของวิถียุทธ์ อยู่เหนือพลังแห่งกฎได้แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเขากลับได้รับผลกระทบจากมหันตภัยเสีย
นี่
เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วพยายามปรับอารมณ์
ของตนเอง
เขากำลังจะหลับตา ทันใดนั้นเองเขาก็จับสัมผัสบางสิ่ง
ได้ เอ่ยน้ำเสียงเข้มว่า “ผู้ใด! ออกมาซะ!”
สิ้นเสียง สายลมหมุนสีครามก็ลอยจากมหาสมุทรบน
เพดานลงมาจรดพื้นตำหนัก แล้วก่อตัวเป็นร่างของคนผู้หนึ่ง
อย่างรวดเร็ว
คนผู้นี้เป็นบุรุษที่สวมอาภรณ์สีคราม เขามีใบหน้า
หล่อเหลาเจ้าสำ ราญ ในมือถือพัดหนึ่งเล่ม เรือนผมยาวที่
เกล้าอยู่ใต้กวานมีปอยผมสีขาวแทรกอยู่สองสามปอย สีหน้า
ของเขาบ่งบอกความเวทนาสงสาร สายตาที่มองไท่ซั่งคุนหลุน
เต็มไปด้วยความเห็นใจ
ไท่ซั่งคุนหลุนมองอีกฝ่ายไม่ออก ในใจจึงรู้สึก
ไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรง เขาลุกขึ้นมาถามเสียงเย็นยะเยือกว่า“เจ้าบุกรุกตำหนักเทพของข้าตามอำเภอใจ แล้วยังไม่แจ้ง
ชื่อเสียงเรียงนามอีกรึ!”
บุรุษอาภรณ์สีครามถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “บอกเจ้า
เสียหน่อยก็มิเป็นอันใด ข้ามีนามว่าอริยเทวะโลกา มาจาก
มรรคาอริยะ”
มรรคาอริยะหรือ
คิ้วของไท่ซั่งคุนหลุนขมวดเป็นปมยิ่งกว่าเดิม เขาไม่เคย
ได้ยินนามมรรคาอริยะมาก่อน แต่อีกฝ่ายลอบเข้ามาในที่แห่ง
นี้ได้โดยไม่มีผู้ใดรู้ไม่มีผู้ใดเห็น ย่อมหมายความว่ามรรคา
อริยะที่ว่านั่นไม่ธรรมดา
ตั้ง
แต่มหันตภัยเริ่มขึ้น ก็มีขุมอำนาจที่แข็งแกร่งโผล่
ออกมามากมาย มีขุมอำนาจจำ นวนไม่น้อยที่ตัวเขาไม่เคย
ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน เขาจึงไม่ตื่นตระหนก
“อริยเทวะโลกา เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
ไท่ซั่งคุนหลุนเอ่ยเสียงเย็นชา มือขวากำเข้าหากัน กระบี่
แสงสิบกว่าเล่มเบื้องหน้าลอยกลับเข้ามาในร่างจนหมดทันใดนั้นคลื่นพลังอันน่าหวาดกลัวสายหนึ่งก็ระเบิดออกมา
ปกคลุมทั่วตำหนักหลังใหญ่
อริยเทวะโลกายังคงใช้สายตาเห็นใจจับจ้องไท่ซั่งคุน
หลุน แล้วเอ่ยว่า “เจ้ามิต้องกังวล ข้ามาช่วยเหลือเจ้า มิใช่
เพียงเจ้าเท่านั้น แต่เป็นสรรพชีวิตทั้งหลายที่ยังจมอยู่ในทะเล
แห่งทุกข์ เจ้ายังไม่รู้ว่าเจ้ากำลังจะเผชิญหน้ากับสิ่งใด แต่เจ้า
มิต้องเป็นห่วง เพราะว่าข้ามาแล้ว”
“พูดจาเพ้อพกเหลวไหล!”
ไท่ซั่งคุนหลุนตวาดเสียงเย็นชา แล้วตั้งใจจะลงมือ แต่
ทันใดนั้นเองอริยเทวะโลกาก็โผล่พรวดออกมาจาก
ความว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา เพียงชั่วพริบตาอีกฝ่ายก็ซัดคลื่น
พลังของเขาแตกกระจาย สายลมแรงสายหนึ่งเป่าเรือนผมยาว
ของไท่ซั่งคุนหลุนปลิวสยาย ใบหน้าหลุดสีหน้าตกตะลึง
ออกมา
……………………………