เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 518 ยากจะหนีพ้นภัย
ไท่ซั่งคุนหลุนมองอริยเทวะโลกาที่อยู่ตรงหน้า เขา
พรั่นพรึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลังของอีกฝ่ายไม่ใช่พลัง
อันแข็งกร้าวที่กดลงมาบดขยี้ แต่พลังของอีกฝ่ายล้ำลึกยิ่งนัก
“ช่วยข้ารึ น่าขัน เจ้าจะช่วยข้าอย่างไร”
ไท่ซั่งคุนหลุนข่มกลั้นความโกรธแล้วตวาดด่าทอ เขารู้
ตัวดีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย แต่เขาจะไม่ยอมทำตัว
หงอเด็ดขาด
อริยเทวะโลกาถอนหายใจเอ่ยว่า “ผลกระทบจาก
มหันตภัย เจ้าน่าจะสัมผัสได้แล้ว นอกจากจิตใจที่ถูกทำร้าย
เมื่อเจ้าเป็นขุมอำนาจใหญ่อันดับหนึ่งอันดับสองในห้วง
สุญญตา ก็เป็นไปได้มากว่าเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับการ
โจมตีจากมรรคาอริยะด้วย”
ไท่ซั่งคุนหลุนขมวดคิ้วจนเป็นปม แล้วถามว่า
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าจะโจมตีข้าหรือ”
เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกหยอกเล่น
คนผู้นี้บอกเองว่าตนเองมาจากมรรคาอริยะ จากนั้นก็
บอกว่ามรรคาอริยะจะโจมตีเขา
อริยเทวะโลกาส่ายหน้าตอบว่า “มิใช่ข้า มรรคาอริยะ
มิได้มีข้าเพียงคนเดียว มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าคนหนึ่งกำลังจะ
มาเยือน”
“อ้อ เจ้ายอมเป็นศัตรูกับฝ่ายของตัวเองเพื่อข้ากับสรรพ
ชีวิตในห้วงสุญญตาอย่างนั้นสิ” ไทซั่งคุนหลุนแดกดัน
อริยเทวะโลกาตอบว่า “มิใช่เป็นศัตรู เพียงแต่ขัดขวาง
เขามิให้ทำชั่วก็เท่านั้น”
สิ้นเสียง จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นมาแนบฝ่ามือบนหน้าผาก
ของไท่ซั่งคุนหลุน การเคลื่อนไหวนั่นรวดเร็วอย่างยิ่ง ไท่ซั่งคุน
หลุนตอบสนองไม่ทันอย่างสิ้นเชิง
เรือนผมยาวของไท่ซั่งคุนหลุนปลิวสยาย สองตา
เบิกโพลง ภาพมากมายสะท้อนอยู่บนนัยน์ตา ขณะที่ทั้งร่าง
ตกอยู่ในสภาพเหม่อลอย
….
ณ โลกสวรรค์ ขุนเขาเขียวขจีกับธารน้ำใสสะอาดอวด
โฉมใต้ท้องนภาสีคราม ยอดเขาสูงต่ำทอดตัวเป็นเส้นโค้งอัน
งดงามเส้นแล้วเส้นเล่าบนโลกหล้า แม้แต่เมฆหมอกก็มิอาจ
บดบังพวกมันจนมิด
บนยอดเขาลูกหนึ่ง ราชันมรรคานิพพานกับฟ้าดินสรวล
กำลังนั่งประจันหน้ากัน ระหว่างกลางของทั้งสองคนมีสุราหนึ่ง
ไหกับชามสุราสองใบ
“คิดไม่ถึงว่าหลังจากท่านเข้าร่วมกับวิถีเซียนแล้วจะ
มีเวลาว่างจนไปบ่มสุรา ต้องขอบอกเลยว่า สุรานี้รสชาติ
ไม่เลว” ฟ้าดินสรวลถอนหายใจ แล้วหยิบไหสุราขึ้นมารินเติม
ให้ตนเองอีกหนึ่งชาม
ราชันมรรคานิพพานลูบเคราแล้วเอ่ยว่า “วิถีเซียน
แสวงหาใจที่บรรลุธรรม การสัมผัสฟ้าดินและธรรมชาติก็
เป็นการฝึกบำเพ็ญอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกับวิถียุทธ์ที่
ให้ความสำคัญกับกายเนื้อเท่านั้น อีกอย่างอาตมาก็ปล่อยวาง
ความยึดติดในอำนาจแล้ว ยามนี้นอกจากฝึกบำเพ็ญ ก็ปลูก
ดอกไม้ ปลูกผลไม้ สนทนาเรื่องการฝึกบำเพ็ญกับชนรุ่นหลัง
ทั้งหลาย เป็นช่วงชีวิตที่ดีมากทีเดียว อย่างน้อยตอนนี้อาตมา
ก็รู้สึกว่ากาลเวลาไหลช้าลง ผ่อนคลายยิ่งนัก”
อาตมา?
ฟ้าดินสรวลไม่คุ้นชินกับคำเรียกขานตนเองนี่สักเท่าไร
เขารู้สึกเหมือนราชันมรรคานิพพานเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานในอดีตทรงพลังน่าเกรงขาม แต่ราชัน
มรรคานิพพานในวันนี้อ่อนโยนดุจสายน้ำ นิสัยเปลี่ยน
กลับตาลปัตร
“ในเมื่อเข้าร่วมวิถีเซียนแล้ว เช่นนั้นก็รีบฝึกบำเพ็ญเซียน
เข้าเถิด หลังจากเจ้าบำเพ็ญเซียน ความสับสนมากมายในใจ
เจ้าก็จักคลี่คลายไปเอง” ราชันมรรคานิพพานเอ่ยต่อ ดวงตา
เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ตีความไม่ออก
ฟ้าดินสรวลไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ถามกลับว่า
“ได้ยินจักรพรรดิสวรรค์บอกว่าท่านรู้จักลัทธิบุญบารมี สิ่งใด
คือลัทธิบุญบารมีกัน แตกต่างจากลัทธิทั่วไปอย่างไร”
ราชันมรรคานิพพานหัวเราะ “ลัทธิบุญบารมีก็คือลัทธิที่
ก่อตั้งขึ้นมาด้วยบุญบารมี ต้องได้รับการยอมรับจากมรรคา
สวรรค์ หลังจากนั้นยิ่งมีบุญบารมีมากเท่าใดก็จะได้รับ
โชคลาภวาสนาจากมรรคาสวรรค์มากเท่านั้น ยามศิษย์ใน
ลัทธิฝึกบำเพ็ญ สติปัญญาจะเพิ่มพูน แต่เกิดจิตมารน้อยลง”
ฟ้าดินสรวลเลิกคิ้ว ถามต่อว่า “แล้วจะได้รับบุญบารมีได้
อย่างไร”
“สำหรับผู้อื่นบุญบารมีได้มายากยิ่ง แต่สำหรับผู้สืบทอด
มหามรรคาเช่นเจ้ากลับมิใช่เรื่องยาก”
ราชันมรรคานิพพานเอ่ยอย่างเนิบช้า หลังจากนั้นก็เล่า
กระบวนการก่อตั้งลัทธิมรรคาของตนเองให้ฟัง
ฟ้าดินสรวลฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ใช้เวลาไม่นานเขาก็
สนอกสนใจเรื่องนี้อย่างยิ่งยวด
วสันต์จากจร สารทเยี่ยมเยือน สี่ฤดูกาลบนแดนมนุษย์
ผันเปลี่ยน ปีแล้วปีเล่าผ่านพ้น
ฟ้าดินสรวลรั้งอยู่ถึงสิบปีก่อนจะจากไป
ราชันมรรคานิพพานนั่งอยู่ริมผามองเงาแผ่นหลังของ
เขาจากไป ดวงตาฉายแววตั้งตาคอย
ตอนนี้เขาทุ่มเทใจทุ่มเทความคิดเพื่อวิถีเซียนอย่างเต็ม
ที่แล้ว ดังนั้นการเข้าร่วมของฟ้าดินสรวลไม่เพียงทำให้เขาเห็น
มหามรรคาสายที่ฟ้าดินสรวลเป็นตัวแทน แต่เขามองเห็น
ความเป็นไปได้ที่วิถีเซียนจะโอบรับหมื่นวิถี
จากมุมมองของเขา อนาคตของวิถีเซียนไร้ซึ่งขีดจำกัด
เขาแทบจะมั่นใจแล้วว่า วิถีเซียนจะกลายเป็นมหา
มรรคาที่ปกครองยุคสมัยหน้า!
…
การเข้าร่วมของฟ้าดินสรวลไม่จุดคลื่นลมลูกใดในวิถี
เซียน วันเวลาหลังจากนั้นการสู้รบบนแดนมนุษย์รุนแรงขึ้น
เรื่อยๆ แม้แต่การเข่นฆ่าในโลกบำเพ็ญเซียนก็ทวีจำนวน
มากขึ้นทุกวัน ความแค้นเพิ่มมาก สำนักที่ถูกพัดพาเข้าไปใน
บ่วงแค้นก็มากตามไปด้วย กระทั่งต่อมาแม้แต่แดนสวรรค์ก็
หลีกหนีจากบุญคุณความแค้นมิพ้น เทพเซียนทั้งหลายในแดน
สวรรค์เริ่มขัดแย้งกันแล้วเช่นกัน
ทุกสิ่งล้วนเป็นเพราะอิทธิพลจากบาปกรรมของภัยพิบัติ
สิ้นกัลป์ ทำให้สรรพชีวิตโกรธง่าย ริษยาง่าย ชักนำให้เกิด
กรรมแค้นทับถมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันส่งผลไปทั่ว
ทั้งโลกคุนหลุนและโลกสวรรค์
แดนสวรรค์รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ใดแต่อับจนหนทางจัดการ
พลังของมหันตภัยไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสอดแนมได้
ในวันนี้ เหนือตำหนักเมฆาม่วง บนสวรรค์ชั้นที่สามสิบ
สามของโลกคุนหลุน
เสาลมปราณต้นหนึ่งพุ่งทะลุเหนือหลังคาของตำหนัก
เมฆาม่วงแล้วทะลวงเข้าไปในกลุ่มเมฆด้านบน กระแสลม
ประหลาดสองสายวนเวียนล้อมเสาลมปราณต้นนั้น สุดท้าย
พวกมันก็จมหายไปบนยอดเมฆ
ภายในตำหนัก เจียงฉางเซิงกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคา เขาพรูลมหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง
ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว
การช่วยผสานเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมาร
เข้าไปในมรรคาสวรรค์ทำให้เขาเสียเวลาไปทั้งสิ้นสองร้อยกว่า
ปี เรื่องนี้ทำให้เขารู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการผสานพลัง
แห่งมหามรรคา
ทั้งที่เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารต่างยินยอม
ด้วยตนเองแล้ว แต่ก็ยังใช้เวลาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ถ้าเกิดเป็น
พลังแห่งมหามรรคาที่ไร้เจตจำนงเหล่านั้นเล่า จะต้อง
ใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะผสานรวมกันได้
สิ่งที่ควรค่าเอ่ยถึงก็คือ หลังจากมรรคาสวรรค์กลืนพลัง
ของเคราะห์ร้ายกับจิตมารเข้าไป เจียงฉางเซิงก็สัมผัสพลังสอง
อย่างนี้ได้ชัดเจนขึ้นมาก เขาถึงขั้นเริ่มฝึกบำเพ็ญพลังแห่งมหา
มรรคาสองสายนี้ได้แล้ว
‘ต่อแต่นี้ไป เคราะห์ร้ายกับจิตมารจะเป็นบทลงโทษของ
บาปชั่วช้า แต่รางวัลของมรรคาสวรรค์ยังไม่มากพอ ต้อง
ผสานพลังแห่งมหามรรคาที่มีประโยชน์ต่อสรรพชีวิตเข้าไปอีก
’ เจียงฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆ
มู่หลิงลั่วเดินเข้ามาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “พลังสองสาย
เมื่อครู่นี้มัน…”
นางก้าวเข้าสู่มรรคาแห่งโชคชะตาแล้ว จึง
มีประสาทสัมผัสเฉียบคมต่อพลังแห่งมหามรรคา เคราะห์ร้าย
กับจิตมารนำความรู้สึกหนาวยะเยือกกับความพรั่นพรึงมาให้
นาง
เจียงฉางเซิงตอบว่า “พลังแห่งมหามรรคาสองชนิด ข้า
กำลังทำให้มรรคาสวรรค์สมบูรณ์ขึ้นอยู่”
มู่หลิงลั่วถามอย่างแปลกใจ “พลังแห่งมหามรรคาผสาน
รวมกันได้ด้วยหรือเจ้าคะ”
“อย่างน้อยข้าก็กำลังฝึกบำเพ็ญไปในทิศทางนั้น”
มู่หลิงลั่วได้ยินคำตอบนี้ก็รู้สึกเลื่อมใสในระดับขั้นของ
เขา แค่การควบคุมพลังแห่งโชคชะตา นางก็รู้สึกว่ายากเย็น
มากแล้ว หากต้องการผสานรวมพลังแห่งมหามรรคาหลาย
ประเภท มิใช่ว่าก่อนหน้านั้นต้องควบคุมพลังแห่งมหามรรคา
ได้หลายชนิดหรอกหรือไร
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนไม่หดสั้นลงเลย กลับ
กลายเป็นว่ามันขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
แต่นางมิทดท้อใจเพราะเรื่องนี้ มีแต่จะมีแรงผลักดัน
มากขึ้น นางไม่เคยเพ้อฝันอยากก้าวข้ามเจียงฉางเซิงอยู่แล้ว
นางเพียงต้องการก้าวตามเขาไปจนสุดความสามารถ อย่าง
น้อยก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
“ระยะนี้มหาพิภพจิตจรมีมรดกวิชาเพิ่มมาสายหนึ่ง ข้า
แวะไปดูมาแล้ว มันเป็นถึงพลังแห่งมหามรรคาชนิดพิเศษชนิด
หนึ่ง ฟ้าดินสรวลผู้นั้นเป็นเทพเทวาจากที่ใดกัน” มู่หลิงลั่ว
เปลี่ยนประเด็นไปถามอีกเรื่องหนึ่ง
นับตั้งแต่ฟ้าดินสรวลบำเพ็ญเซียน เขาก็เริ่มเลื่อมใส
ศรัทธาเจียงฉางเซิงอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดังนั้นเขาจึงเข้าไปใน
มหาพิภพจิตจรได้อย่างราบรื่น เพียงพริบตาที่เขาเข้าไปในนั้น
เขาก็ติดงอมแงม วันทั้งวันเอาแต่อยู่ในมหาพิภพจิตจร
เจ้าหมอนี่ถึงกับก่อตั้งลัทธิอยู่ในมหาพิภพจิตจร เลือก
เดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างจากราชันมรรคานิพพานอย่าง
สิ้นเชิง
เจียงฉางเซิงไม่ปิดบัง เขาเล่าความเป็นมาของฟ้าดิน
สรวลให้ฟัง
เมื่อได้ยินว่าคนผู้นี้คือผู้สืบทอดมหามรรคาที่มีชีวิตอยู่
มาหลายล้านปีแล้ว ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับวิถี
ยุทธ์และอสุรกายมหันตภัย มู่หลิงลั่วก็ทอดถอนใจอย่างอด
ไม่ได้
มิว่าจะมีความเป็นมาเช่นไรก็ถูกพี่ฉางเซิงของนางกล่อม
ให้สวามิภักดิ์ได้สินะ
ทั้งสองคนเริ่มสนทนาสัพเพเหระ แล้วคุยเกี่ยวกับ
พัฒนาการของวิถีเซียนในระยะนี้
ไม่นานก่อนหน้านี้หลี่ว์เสินโจวเพิ่งเหยียบเข้าขั้นเอกเทวะ
พลังของวิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นทุกที แล้วเจ้าหมอนี่ยังชอบต่อสู้
เป็นพิเศษอีกด้วย เขาท้าสู้กับเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจในโลก
สวรรค์มากมาย ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปไกลอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นสุดยอดอัจฉริยะในวิถียุทธ์ วันนี้เปลี่ยน
มาบำเพ็ญเซียนไม่ถึงหนึ่งหมื่นปีก็ก้าวข้ามระดับขั้นในอดีต
เรื่องราวเช่นนี้ดึงดูดให้ผู้ฝึกยุทธ์หันมาเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น
เรื่อยๆ
แต่มีเรื่องหนึ่งที่มู่หลิงลั่วรู้สึกว่าต้องระแวดระวัง นั่นก็คือ
ผู้ฝึกบำเพ็ญของมหามรรคาสายอื่นเริ่มออกไปจากโลกสวรรค์
กับโลกคุนหลุน แม้แต่ศาสตร์โบราณที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ
วิถีเซียนที่สุดก็ยังพาผู้คนจากไป
เจียงฉางเซิงได้ยินเรื่องนี้กลับไม่มีปฏิกิริยาอันใด จะว่า
ไป โม่วั่งก็ไม่ติดต่อเขามานานมากแล้ว เขาพยากรณ์มูลค่า
ของโม่วั่งดู ก็พบว่าอีกฝ่ายมีมูลค่าเพิ่มมาถึงหกแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ นี่เท่ากับเขาก้าวพ้นขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ระดับ
ห้าแล้ว
ในเมื่อพยากรณ์มูลค่าของโม่วั่งแล้ว เจียงฉางเซิงก็
ถือโอกาสพยากรณ์มูลค่าของผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในแต่ละ
ขอบเขตต่อด้วย
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ตรวจสอบได้ยังคงเป็น
หกร้อยยี่สิบเจ็ดแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ไม่เปลี่ยน
แต่แล้วไม่ทันไร จู่ๆ เขาก็หน้าถอดสี
แถวๆ โลกคุนหลุนดันมีตัวตนมูลค่าสี่ร้อยห้าสิบสอง
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์อยู่หนึ่งคน แต่จิตของเขาตรวจจับ
ไม่พบแม้แต่น้อย
นี่ไม่ใช่ลางดี!
เจียงฉางเซิงเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าจะออกไปข้างนอก
สักหน่อย เจ้าฝึกบำเพ็ญต่อเถิด”
กล่าวจบ เขาก็หายวับไปกับความว่างเปล่า
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้ว นางเคยเห็นเจียงฉางเซิงตื่นตระหนก
ถึงเพียงนี้น้อยครั้งนัก หรือว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
นอกโลกคุนหลุน
ท่ามกลางห้วงมิติ มีอุกกาบาตกลุ่มหนึ่งลอยอยู่อย่างนิ่ง
สงบ เงาร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่บนอุกกาบาตก้อนหนึ่งในกลุ่มนั้น
คนผู้นั้นก็คืออริยเทวะโลกาที่ไปหาไท่ซั่งคุนหลุนมาก่อนหน้านี้
นั่นเอง
อริยเทวะโลกาหลับตาอยู่ แต่กลับเอ่ยปากว่า “ไม่คิดว่า
เจ้าจะหาพบเร็วถึงเพียงนี้ มิเสียทีที่เป็นผู้ที่วิถีบำเพ็ญสายหลัก
ของห้วงมิติกำราบมิได้”
สิ้นเสียง เจียงฉางเซิงก็ปราฏตัวออกมาจาก
ความว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา เจียงฉางเซิงยังคงนั่งอยู่บน
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ปราณกำเนิดเทพอนธการ
วนเวียนอยู่รอบบัลลังเทพ ยอดของวิเศษบนตัวเขาสำแดงเดช
แล้วทุกชิ้น เตรียมป้องกันอีกฝ่ายลงมืออยู่ตลอดเวลา
“ท่านมาเยือนด้วยเหตุใด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม สายตามองสำรวจอริยเทวะโลกา
เขามองพลังของอีกฝ่ายไม่ออก แต่อีกฝ่ายไม่ใช่คนของวิถียุทธ์
และไม่ใช่คนของมหามรรคาสายอื่นที่เขาเคยพบ
มรรคาอริยะ!
ในสมองของเจียงฉางเซิงมีชื่อนี้ผุดขึ้นมา แต่เขา
ไม่กระโตกกระตาก เขาไม่ต้องการเปิดเผยว่าตนเองรู้เรื่อง
เกี่ยวกับมรรคาอริยะ
อริยเทวะโลกาลืมตามองสำรวจเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยว่า
“ของวิเศษแห่งวิถีเซียนช่างยอดเยี่ยมนัก ถึงกับปิดกั้น
การสอดส่องของข้าได้ เจ้าไม่ต้องกังวล ข้ามิใช่ศัตรูของเจ้า
ข้ามาเพื่อช่วยเหลือเจ้าต่างหาก”
ช่วยเหลือข้ารึ
เจียงฉางเซิงฉงน แต่ในใจระแวงยิ่งกว่าเดิม
เขาเห็นสีหน้าเวทนาสงสารของอีกฝ่าย แล้วรู้สึกว่าอีก
ฝ่ายจิตไม่ปกติอย่างบอกไม่ถูก
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบว่า “อ้อ? จะช่วยข้า
อย่างไรเล่า ข้ามีปัญหายุ่งยากอันใดที่ต้องการให้เจ้าช่วยด้วย
หรือ”
อริยเทวะโลกาถอนหายใจเอ่ยว่า “ข้ามาจากมรรคา
อริยะ เจ้าจะเรียกข้าว่าอริยเทวะโลกาก็ได้ ห้วงสุญญตากำลัง
ตกอยู่ในมหันตภัย มรรคาอริยะมาเยือนแล้ว พวกเขา
จะทำลายสมดุลอำนาจและพลังแห่งกฎในห้วงสุญญตา ข้า
มาเพื่อขัดขวางอริยเทวะองค์นั้น เขากำลังไล่ล่าเทพแห่งมหา
มรรคา แต่จนปัญญาที่มหันตภัยเพิ่งเริ่มต้น เทพแห่งมหา
มรรคายังมิทันวิวัฒน์สำเร็จ ตอนนี้จึงมีแต่เทพแห่งมหันตภัย
เท่านั้น เพื่อฟูมฟักเทพแห่งมหันตภัยให้กลายเป็นเทพแห่งมหา
มรรคา เขาจะต้องมาจับตัวสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งในห้วง
สุญญตาไปเลี้ยงดูเทพแห่งมหันตภัยเป็นแน่ เจ้า ยากจะหนี
พ้นภัย”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว แสงเทพสุดขอบตะวันบดบังสีหน้า
ของเขาอยู่ เขาถามต่อว่า “แล้วเจ้าจะช่วยข้าอย่างไร”
………………………………………………..