เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 520 กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล กาลเวลาที่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 520 กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล กาลเวลาที่
ผันผ่าน
วิถีเทพตั้งอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาเช่นเดียวกัน หากพูด
ถึงขนาดของอาณาเขต มันไม่ด้อยกว่ามหาพิภพนิลเหลือง
เพียงแต่ขุมกำลังของวิถีเทพสู้มหาพิภพนิลเหลืองไม่ได้อยู่มาก
ความแตกต่างประการสำคัญอยู่ที่ห้วงมิติชั้นใน วิถียุทธ์มีผู้
แข็งแกร่งจำนวนมากอยู่ในห้วงมิติชั้นใน หากมหาพิภพนิล
เหลืองพบอันตราย พวกเขาก็หวนกลับมาช่วยเหลือได้
ตลอดเวลา บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เทวะปฐมนภา เทวะ
หมอกครามล้วนเป็นตัวอย่างของคนที่ทำเช่นนี้
จากความทรงจำของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ จอม
เทพปี้หลิ่วนับได้ว่าเป็นตัวตนระดับสูงสุดของวิถีเทพแล้ว นาง
ถึงกำเริบเสิบสานได้ขนาดนั้นแต่กลับไม่มีผู้ใดลงโทษ
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้ว
ครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
ความเร็วของเขาเร็วมากยิ่งนัก เมื่อเขาพุ่งผ่านห้วงมิติ
ด้วยความเร็วเต็มกำลัง เขาก็เดินทางข้ามระยะทางที่สิ่งมีชีวิต
มากมายยากจะเดินทางได้ในหนึ่งชั่วชีวิต
การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเจียงฉาง
เซิง
[อายุเซียน 9,624 ปี อริยเทวะโลกาหมายตรา
รอยประทับพลังต้นกำเนิดของเขาบนตัวเจ้า แต่เจ้าเอาชีวิต
รอดมาจากการโจมตีของเขา รอดพ้นจากเคราะห์ภัยหนนี้ได้
สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดเคล็ดวิชาสังหารแห่ง
มรรคาสวรรค์นามว่า ‘กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล’]
อายุเซียน?
ตอนนี้เจียงฉางเซิงอายุ 9,624 ปีพอดี ดูท่าเขาจะจาก
แดนมนุษย์มานานเกินไปจนสายสัมพันธ์กับเทียนจิ่งเลือนราง
ลงแล้ว ระบบจึงไม่เอารัชสมัยในแดนมนุษย์มานับอีก
กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล ดูท่าทางจะเป็นยอด
เคล็ดวิชาด้านฝึกกายา แต่พอมีคำว่า ‘วิชาสังหารแห่งมรรคา
สวรรค์’ คำนี้กำกับอยู่ มันก็ทำให้เขาคาดหวังอย่างยิ่ง
วิถีเซียนมิได้พึ่งพาแต่สมบัติอาคม วิชาอาคมกับพลัง
อภินิหารเท่านั้น ผู้บำเพ็ญเซียนบางคนก็มีกายเนื้อแข็งแกร่ง
เสมือนหนึ่งของวิเศษ
เจียงฉางเซิงสนใจวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
อย่างยิ่งยวด รอให้เขาลงหลักปักฐานเรียบร้อยก่อนเถิด เขา
จะเริ่มฝึกฝนทันที
…
ในตำหนักหลังใหญ่แห่งหนึ่ง
ไท่ซั่งคุนหลุนกำลังนั่งทำสมาธิฝึกวิชา ทันใดนั้นเขาก็
ได้ยินเสียงบางอย่างจึงลืมตาขึ้น เขาเห็นอริยเทวะโลกา
ปรากฏตัวในโถงตำหนัก จากนั้นร่างวิญญาณของเขาก็ทรุดลง
นั่งสมาธิทันที ร่างวิญญาณของเขาเดี๋ยวเลือนรางเดี๋ยวชัดเจน
คล้ายกับว่าจะแตกสลายหายไปได้ตลอดเวลา
นี่มัน…
ไท่ซั่งคุนหลุนเลิกคิ้ว ในใจตื่นตระหนก
หรือว่าถูกอริยเทวะยมพิภพผู้นั้นไล่ฆ่ามาหรือ
ก่อนหน้านี้หลังจากถูกอริยเทวะโลกากำราบ เขาก็ได้
ทราบเรื่องราวของมรรคาอริยะจากอีกฝ่าย ภาพความทรงจำ
ที่อริยเทวะโลกาถ่ายทอดให้ทำให้เขารู้ว่าในห้วงอนันต์
สุญญตาไม่มีผู้ใดต่อต้านอริยเทวะยมพิภพได้ทั้งสิ้น
เมื่อคิดว่าอริยเทวะยมพิภพบุกมาแล้ว ไท่ซั่งคุนหลุนก็
ตื่นตระหนก
“เขามาแล้วหรือ”
ไท่ซั่งคุนหลุนเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
อริยเทวะโลกาโคจรพลังไปพลางตอบไปพลาง “ไม่ใช่เขา
ข้าพ่ายแพ้มรรคาจารย์มา”
“อะไรนะ”
ไท่ซั่งคุนหลุนตกตะลึง ก่อนหน้านี้เขาคิดว่ามรรคาจารย์
เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในห้วงสุญญตา แต่หลังจากพบอริยเท
วะโลกา ในใจเขาก็คิดว่ามรรคาอริยะแข็งแกร่งที่สุด แค่อริยเท
วะโลกาก็แข็งแกร่งกว่ามรรคาจารย์แล้ว เขาถึงขนาดวาดหวัง
ว่ามรรคาจารย์จะตกที่นั่งเดียวกับเขาด้วยซ้ำไป
คิดไม่ถึงว่า…
ไท่ซั่งคุนหลุนเชื่อว่าตนเองประเมินมรรคาจารย์สูงมาก
มาตลอด แต่มรรคาจารย์กลับก้าวข้ามสิ่งที่เขาคิดและ
คาดการณ์เอาไว้อยู่เสมอ อีกฝ่ายสร้างความตกตะลึงให้เขา
ครั้งแล้วครั้งเล่า
“มรรคาจารย์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” ไท่ซั่งคุน
หลุนถามอย่างอดไม่ได้
อริยเทวะโลกาลืมตาขึ้นมาตอบด้วยแววตาซับซ้อน “พัน
มหาโลกากับสามพันโลกมีการแบ่งระดับขั้นที่ใช้ร่วมกันอยู่ ขั้น
เทวะของวิถียุทธ์ก็มาจากพันมหาโลกาที่อยู่ในห้วงมิติชั้นใน
จากขั้นต่ำไปสูงแบ่งออกเป็น เทวะหกตัณหา เทวะเหนือ
ดับสูญ เทวะบรรลุธรรม เทวะไตรภพแล้วก็เทวะหลุดพ้น พลัง
ของมรรคาจารย์ไปถึงขั้นเทวะไตรภพแล้ว ระดับขั้นนี้ ต่อให้อยู่
ในห้วงมิติชั้นในก็มีคุณสมบัติมากพอจะมีชีวิตรอด”
ขั้นเทวะไตรภพ!
ไท่ซั่งคุนหลุนสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด เขาทุ่มเท
ความพยายามไปมากมายกว่าจะก้าวมาถึงขั้นเทวะหกตัณหา
แต่มรรคาจารย์กลับอยู่สูงกว่าเขามากถึงเพียงนั้น
“จากขั้นเทวะหกตัณหาบำเพ็ญจนถึงขั้นเทวะเหนือ
ดับสูญ ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานับล้านปี บางทีชั่วชีวิตก็มิอาจ
ก้าวไปถึง ส่วนขั้นเทวะไตรภพ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขาทำได้
เช่นไร หรือไม่เขาก็มาจากห้วงมิติชั้นใน…”
อริยเทวะโลกาพึมพำกับตนเอง แม้กระทั่งตอนนี้ ยาม
เขาหวนนึกถึงความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิง เขาก็ยังรู้สึกว่า
น่าเหลือเขื่อ
แล้วยังมีของวิเศษเหล่านั้นอีก พวกมันมีมากมาย
ไม่หมดสิ้น จู่โจมเขาจนหมดหนทางรับมือ
ไท่ซั่งคุนหลุนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขมวดคิ้วเอ่ย
ว่า “มรรคาจารย์กล่าวว่าตนเองกลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติ
แล้ว บางทีเขาอาจมาจากห้วงมิติชั้นในจริงๆ ก็ได้…”
โลกเทพยุทธ์เป็นผู้ปกครองห้วงอนันต์สุญญตา พวกเขา
มีอำนาจมากมายถึงเพียงนั้น แต่พวกเขาก็ยังสืบหา ทำนายหา
ความเป็นมาของมรรคาจารย์มิได้ ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่า
มรรคาจารย์เป็นยอดอัจฉริยะที่ทลายทุกจินตนาการของสรรพ
ชีวิต เขาเองก็เคยคล้อยตาม แต่ตอนนี้มานึกดูแล้ว อาศัย
อะไรจึงคิดเช่นนั้นกันเล่า
มรรคาจารย์จะเก่งกาจถึงเพียงนั้นจริงหรือ
ไท่ซั่งคุนหลุนเองก็เคยสำรวจวิถีเซียนมาก่อน แต่เมื่อพบ
ว่าวิถีเซียนฝึกบำเพ็ญได้เฉพาะที่โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์
เขาจึงได้แต่ยอมแพ้ เขาส่งผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายเดินทาง
ไปฝึกบำเพ็ญวิถีเซียน แต่ในหมู่พวกเขาล้วนไม่มีผู้ใดแสดง
พรสวรรค์ระดับมรรคาจารย์ออกมาให้เห็น
ยอดอัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดของวิถีเซียนคือจักรพรรดิ
สวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์สุดยอดจริงๆ เขาพิสูจน์ให้เห็นความ
แข็งแกร่งของวิถีเซียน แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังต้านทานวิถี
ยุทธ์ทั้งวิถีไม่ได้ แค่เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจสักแห่ง เขาก็ต่อกร
ด้วยยากแล้ว
“ไม่ว่าความเป็นมาของเขาจะเป็นอย่างไร ความ
แข็งแกร่งของเขาต้องถูกอริยเทวะยมพิภพหมายตาแน่ ข้าต้อง
รีบฟื้นพลังโดยเร็วแล้วกลับไปหาเขาอีกครั้ง”
อริยเทวะโลกาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นปกติ
อีกครั้ง หลังจากนั้นจึงหลับตาลง
ไท่ซั่งคุนหลุนอดไม่ได้ถามว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่ามรรคา
จารย์สู้อริยเทวะยมพิภพมิได้”
อริยเทวะโลกาตอบว่า “ในมรรคาอริยะ ผู้ที่ได้รับนามว่า
อริยเทวะล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือสรรพชีวิต
ทั้งหลาย แล้วในมืออริยเทวะยมพิภพยังมีกองทัพอริยะอยู่ใน
มืออีกกองหนึ่ง สมาชิกส่วนหนึ่งในกองทัพแข็งแกร่งกว่าข้า
เสียอีก ต่อให้มรรคาจารย์แข็งแกร่งอีกเท่าใด เขาก็ลำพังตัว
คนเดียว ไม่มีทางสู้อริยเทวะยมพิภพได้”
ได้ฟังเช่นนี้ ไท่ซั่งคุนหลุนก็อดไม่ไหว เอ่ยเสียดสี “แม้แต่
มรรคาจารย์เจ้ายังสู้มิได้ แล้วยังจะช่วยเขาขัดขวางอริยเทวะ
ยมพิภพได้อย่างไรกัน”
หลังจากได้ยินว่าอริยเทวะโลกาพ่ายแพ้ให้มรรคาจารย์
ภาพลักษณ์อันสูงส่งของอริยเทวะโลกาในใจเขาก็พังทลายลง
ในใจเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่อีกฝ่ายทิ้งรอยประทับ
วิญญาณไว้
“เพราะข้าเป็นอริยเทวะเช่นกัน ข้าเพียงอายุน้อยกว่าอริย
เทวะยมพิภพก็เท่านั้น เมื่อข้ากลับไปหาเขาอีกครั้ง ข้าจัก
แข็งแกร่งกว่ายามนี้มากนัก!”
อริยเทวะโลกาตอบอย่างเชื่อมั่นในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม
ไท่ซั่งคุนหลุนไม่เชื่อถือสักนิด เขาเชื่อว่ามรรคาจารย์
น่าจะมาจากห้วงมิติชั้นใน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยอมรับ
ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์ด้วย ไม่มีทางที่
คู่ต่อสู้ที่เคยพ่ายแพ้เขาแล้วจะพลิกกลับมาเอาชนะเขาได้
ต่อให้มีความเป็นไปได้นี้เกิดขึ้นจริง ไท่ซั่งคุนหลุนก็หวังว่าคน
ผู้นั้นจะเป็นตัวเขาเอง
ทว่าชั่วพริบตาที่คิดถึงความเป็นไปได้นั้น ตัวเขาก็อด
หัวเราะเยาะตนเองในใจมิได้
เขาไม่ตระหนักสักนิดว่าในหัวใจเขามรรคาจารย์
กลายเป็นตัวตนที่พิเศษไปเสียแล้ว
ความพิเศษนี้มาจากความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์
มรรคาจารย์ได้กลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาจะเป็น
อริยเทวะโลกาไม่ลืมตา แต่ตอบว่า “บอกเจ้าสักหน่อยก็
คงไม่เป็นไร มรรคาอริยะแตกต่างจากการฝึกบำเพ็ญที่
เจ้ารู้จัก แม้คนในมรรคาอริยะจะเป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกัน แต่
พวกเรามาจากจักรวาลของมหามรรคาอีกแห่งหนึ่ง เผ่ามนุษย์
ของพวกข้าล้วนเกิดมาพร้อมลักษณะจิตใจเฉพาะตัว
บางประการ สภาพจิตใจประการนั้นจะผลักดันให้พวกข้า
แข็งแกร่งขึ้น อริยเทวะยมพิภพละโมบ ความละโมบนี้เองที่
กระตุ้นให้เขาเติบโตไม่หยุด ยิ่งมีสิ่งที่เขาต้องการมากเท่าใด
เขาก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
ดังนั้นในมรรคาอริยะมักมีคนที่ทำชั่วอย่าง
กำเริบเสิบสาน แต่ก็มีคนที่ทำความดีอย่างไม่ลังเล เพราะ
มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันนี่เองจึงทำให้มรรคาอริยะคงอยู่
มาได้อย่างยาวนาน มิทำลายตนเองจนดับสูญ มรรคาอริยะ
เป็นวิถีฝึกบำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว”
ไท่ซั่งคุนหลุนขมวดคิ้วถามว่า “พวกเจ้ามิต้องฝึกบำเพ็ญ
กันหรือไร”
“ต้องฝึกสิ เพียงแต่นิสัยแต่กำเนิดของผู้บำเพ็ญมรรคา
อริยะจะทำให้กระบวนการฝึกบำเพ็ญรวดเร็วขึ้น ความเร็วที่
เพิ่มขึ้นนี่ เจ้าจะต้องจินตนาการไม่ออกอย่างแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้นนิสัยแต่กำเนิดของเจ้าคือสิ่งใด ช่วยเหลือ
สรรพชีวิตอย่างนั้นรึ”
ไท่ซั่งคุนหลุนถามอย่างฉงนสนเท่ห์ ในใจเขากำลัง
ใคร่ครวญคำพูดของอริยเทวะโลกา
อริยเทวะโลกาตอบว่า “ถูกต้องแล้ว ความดีคือนิสัย
แต่กำเนิดและชะตากรรมของข้า ยิ่งข้าช่วยเหลือสรรพชีวิตได้
มากเท่าใด ความอิ่มเอมใจก็ยิ่งมาก ตัวข้าก็จะยิ่งแข็งแกร่ง
มากเท่านั้น หากสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพเช่น
มรรคาจารย์ผู้นั้นต้องมาตายด้วยความละโมบของอริยเทวะ
ยมพิภพ ข้ารู้สึกว่าช่างน่าเสียดายนัก หากช่วยเขาได้ ข้า
จะพึงพอใจมากอย่างยิ่ง”
ไท่ซั่งคุนหลุนขมวดคิ้วถามว่า “ถึงจะดูเหมือนช่วยเหลือ
ผู้อื่นแต่ทำเพื่อให้ตนเองพอใจ เจ้าทำเช่นนี้จะนับว่าทำความดี
ได้จริงหรือ เจ้าเข้าใจนิสัยของตนเองผิดหรือไม่”
อริยเทวะโลกาเงียบงันมิตอบสิ่งใดอีก
ไท่ซั่งคุนหลุนจมลงในห้วงความคิด หากมรรคาอริยะ
มีพรสวรรค์เช่นนี้อยู่จริง มันก็น่าเหลือเชื่อโดยแท้
…
เจียงฉางเซิงลอยตัวนิ่งอยู่ท่ามกลางห้วงมิติบริเวณหนึ่ง
แล้วปล่อยโลกคุนหลุนออกมา ที่แห่งนี้อยู่ห่างจากมหาพิภพ
ของวิถีเทพไม่ไกล ระยะห่างเท่าๆ กับระยะห่างจากโลกคุน
หลุนถึงมหาพิภพนิลเหลืองก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าการวางโลกคุ
นหลุนไว้ใกล้ๆ กับวิถีเทพไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไร หากวิถีเซียน
ต้องการแทรกซึมเข้าไปในวิถีเทพ สิ่งที่ต้องใช้คือเวลา
ไม่ใช่การบีบบังคับ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาก็ต้องเอาเวลาไปฝึก
บำเพ็ญ เขาไม่ว่างมาจับตาดูวิถีเซียนหรอก
เจียงฉางเซิงกลับไปด้านในตำหนักเมฆาม่วงแล้วส่งกระ
แสจิตไปหามหาจักรพรรดิจื่อเวยที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในโลกคุน
หลุนกับจักรพรรดิสวรรค์ผู้อยู่ในโลกสวรรค์ บอกให้มหา
จักรพรรดิจื่อเวยเจียงซิ่วปกครองแดนสวรรค์ที่โลกคุนหลุน
หลังจากทราบว่าโลกคุนหลุนย้ายที่ตั้ง มหาจักรพรรดิ
จื่อเวยกลับไม่แปลกใจแต่ประการใด ศึกใหญ่ระหว่างเจียงฉาง
เซิงกับอริยเทวะโลกาก่อนหน้านี้ทำให้ทั้งโลกคุนหลุนแตกตื่น
ข่าวคราวจึงแพร่สะพัดไปทั่วมหาพิภพจิตจรตั้งนานแล้ว
ตัวตนที่ต่อสู้กับมรรคาจารย์ได้มาจากแห่งหนใด
นี่เป็นเรื่องที่ผู้ศรัทธาจำนวนมากสงสัยใคร่รู้มากที่สุด
ส่วนมรรคาจารย์จะเอาชนะได้หรือไม่ พวกเขาไม่กังวลใจ
สักนิด ผู้ศรัทธาที่เข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้ล้วนเป็นผู้ที่
เลื่อมใสศรัทธามรรคาจารย์อย่างไม่ลืมหูลืมตา
เมื่อเจียงฉางเซิงเริ่มรับสืบทอดความทรงจำของวิชากาย
ทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล ในมหาพิภพจิตจรก็มีคนผู้หนึ่ง
ปรากฏตัวขึ้น
เขาก็คือเจียงอี้ที่เดินทางไปมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
ก่อนหน้านี้นั่นเอง
เจียงอี้ยืนอยู่บนทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง เขาแหงนหน้ามอง
เงาร่างของผู้ศรัทธาทั้งหลายที่เหาะไปมาบนท้องฟ้าอย่าง
ไม่ขาดสาย ความคิดถึงปรากฏออกมาบนสีหน้า
‘ในที่สุดก็กลับมาแล้ว ข้ายังมิทันออกมาจากมหาสมุทร
เชื่อมอนธการก็เข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้แล้ว ดูท่าท่านปู่
จะแข็งแกร่งขึ้นแล้วสินะ’
เจียงอี้คิดอย่างเงียบๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตา
เลื่อมใสศรัทธา
เขาทะยานร่างเหาะขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งเจียง
เทียนมิ่งมักจะอยู่ก่อนหน้านี้
ไม่ได้กลับมาเนิ่นนานหลายปี เขารู้สึกว่าสิ่งมีชีวิตในมหา
พิภพจิตจรเพิ่มจำนวนมากกว่าแต่ก่อนไม่น้อย เหาะไปที่ใด
ล้วนเห็นภาพสิ่งมีชีวิตอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน บ้างก็สนทนา
สัพเพเหระ บ้างก็ถกเถียงเกี่ยวกับวิชา บางคนเจรจาค้าขายกัน
อยู่ บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก
สองชั่วยามให้หลัง จู่ๆ เขาก็หยุดเหาะ
สายตาของเขาทอดมองไปยังฝูงชนคลาคล่ำที่รวมตัวกัน
อยู่บนทุ่งร้างอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สิ่งมีชีวิตจำนวนมาก
ในนั้นไม่ใช่เผ่ามนุษย์ กวาดสายตาดูคร่าวๆ อย่างน้อยตรงนั้น
ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่นับล้าน
สิ่งมีชีวิตมารวมตัวกันเยอะแยะถึงเพียงนี้เชียว
เจียงอี้นึกสงสัยใคร่รู้ เขาเหาะเข้าไปชมดูเรื่องสนุกด้วย
เขาพบว่าสิ่งมีชีวิตนับล้านกำลังรุมล้อมคนผู้หนึ่งอยู่ คน
ผู้นั้นกำลังเทศนาสั่งสอนวิชา แรกเริ่มเขาเพียงสงสัยใคร่รู้
เท่านั้น แต่เมื่อเขาเหาะลงไปฟังครู่หนึ่ง เขาก็ทำสีหน้า
แปลกใจ
นี่เขากำลังสั่งสอนพลังแห่งกฎอยู่มิใช่รึ
เจ้าหมอนี่มันใครกันเนี่ย!
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปเนิ่นนานจนผู้คนในมหา
พิภพจิตจรฝึกบำเพ็ญมาถึงขั้นเทศนาพลังแห่งกฎแล้ว
อย่างนั้นหรือ
ในใจเจียงอี้รู้สึกเหมือนถูกกดดัน เขาคิดมาตลอดว่า
หลังจากตนเองเดินทางไปมหาสมุทรเชื่อมอนธการ ตัวเขา
จะทิ้งห่างสรรพชีวิตในวิถีเซียนอย่างไม่เห็นฝุ่น ทว่าความจริง
กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ผู้ที่กำลังเทศนาอยู่ก็คือฟ้าดินสรวลนั่นเอง เขากำลังสั่ง
สอนกฎแห่งโชคชะตาอยู่ เทพเซียนในแดนสวรรค์จำนวน
ไม่น้อยล้วนเดินทางมาฟังเทศนา ผู้ที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุดก็คือ
ราชันนภาเซวียนเต้า
เจียงอี้นั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาฟังอย่างนิ่งสงบ
ฟังไปฟังมาเขาก็เกิดความคิดใหม่ๆ มากมาย
ในเมื่อเขาอาศัยการกลืนกินพลังของผู้ฝึกบำเพ็ญเพื่อ
ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น เช่นนั้นหากเขากลืนกินพลังแห่ง
โชคชะตาได้เล่า มิใช่ว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเร็วกว่านี้มากหรือ
ไร
………………………………………………..