เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 526 กรรมแห่งมหามรรคา เกิดใหม่อีกแล้วหรือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 526 กรรมแห่งมหามรรคา เกิดใหม่อีกแล้วหรือ
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
อสนีบาตสวรรค์สีแดงเข้มพร่างพรมราวห่าฝน มันผ่า
ลงมาทำให้แต้มเซ่นไหว้ลดลงอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเซิงมอง
แล้วอกสั่นขวัญแขวน
‘พลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์พังทลายลงไปแล้วแท้ๆ เหตุ
ไฉนพลังของด่านเคราะห์สวรรค์ยังน่ากลัวถึงเพียงนี้อีก
หรือว่าเพราะต้นกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ยังอยู่ หรือไม่อย่างนั้น
สิ่งที่ขัดขวางการผ่านด่านเคราะห์ของข้าก็ไม่ได้มีเพียงวิถียุทธ์
เท่านั้น’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ โชคยังดีที่แต้มเซ่นไหว้
ของเขามีมากพอ ทำให้เขาไม่ถึงกับตื่นตระหนกทำอันใดไม่ถูก
นัก
เขาอาศัยแต้มเซ่นไหว้ขัดขวางด่านเคราะห์สวรรค์แล้ว
หยิบโอสถขวดแล้วขวดเล่าออกมากรอกเข้าปากอย่างรวดเร็วบางอันเป็นโอสถฟื้นฟูพลังอาคม บางอันเป็นโอสถรักษา
อาการบาดเจ็บ แล้วบางอันก็เป็นโอสถต้านอสนีบาต โอสถ
สำ หรับผ่านด่านเคราะห์หลากหลายชนิดถูกเขาเตรียมไว้อย่าง
พรักพร้อมตั้งนานแล้ว เขาพยายามเต็มที่เพื่อให้ตนเองอยู่ใน
สภาวะที่พร้อมที่สุดตลอดเวลา ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ
วังน้ำวนใจกลางด่านเคราะห์อสนีบาตขยายใหญ่ขึ้น
เรื่อยๆ อำนาจสวรรค์ด้านในนั้นก่อตัวกลายเป็นลูกกลม
แสงขนาดมหึมาลูกหนึ่งที่ดูคล้ายดวงอาทิตย์ดวงแรกยาม
จักรวาลถือกำเนิด มันแผ่พลังงานอันร้อนระอุและแสงอัน
เจิดจ้าออกมา
ระหว่างที่อสนีบาตสวรรค์และดวงตะวันขยายขนาดขึ้น
เรื่อยๆ เบื้องหน้าของเจียงฉางเซิงก็เกิดภาพหลอนอีกครั้ง
เขาเห็นเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถูกฝ่ามือยักษ์ข้างหนึ่งบีบ
จนร่างสลายกลายเป็นหมอกโลหิต ต่อมาดวงตาก็พร่าเลือน
ไปวูบหนึ่ง แล้วเห็นเจียงอี้ถูกมือยักษ์ข้างหนึ่งจับตัวไป
ภาพมากมายโผล่วูบวาบขึ้นมาตรงหน้าเขา เขาเห็นเจียง
เจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนกำลังต่อสู้อย่างรากเลือด ด้านหลังมีร่างกายอันใหญ่โตของจอมเทพปี้หลิ่วผู้นั้น พวกเขาสู้รบ
เคียงบ่าเคียงไหล่กัน แต่สถานการณ์ในสนามรบโหดร้าย
อย่างยิ่ง
จากนั้นเขาก็เห็นภาพของสหายเก่ามากมาย แต่ละภาพ
ล้วนเป็นภาพพวกเขาเผชิญสถานการณ์ลำบากทั้งสิ้น
‘นี่ก็เป็นกระบวนการหนึ่งของด่านเคราะห์สวรรค์
อย่างนั้นรึ มันอยากเล่นงานจิตใจข้าหรืออย่างไร’
เจียงฉางเซิงคิดกับตนเองในใจ ก่อนเปิดโล่ป้องกันของ
แต้มเซ่นไหว้ เขาก็ถูกภาพหลอนเล่นงานไปแล้วหนหนึ่ง
มาตอนนี้มันก็ยังโผล่ขึ้นมาอีก หากไร้การปกป้องจากแต้ม
เซ่นไหว้ ตอนนี้จิตใจของเขาจะเป็นอย่างไร
เขาเงยหน้ามองด้านบนอีกครั้ง สายตาจับจ้องอยู่ที่
ดวงตะวันขนาดยักษ์ใจกลางเมฆอสนีบาตของด่านเคราะห์
สวรรค์
‘เบื้องหลังของด่านเคราะห์สวรรค์คือสิ่งใดกันแน่ ผู้ใด
กันที่กำลังขัดขวางความก้าวหน้าของวิถีเซียน’เจียงฉางเซิงขบคิดปัญหาประการนี้ ด่านเคราะห์สวรรค์
ของเขาน่ากลัวกว่าของผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นมาก สาเหตุ
สำ คัญเป็นเพราะว่ายามผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นผ่านด่าน
เคราะห์ พวกเขามีพลังโชคชะตาแห่งวิถีเซียนคอยปกป้องอยู่
สิ่งที่พวกเขาเผชิญหน้าคือมรรคาสวรรค์ แต่สิ่งที่เจียงฉาง
เซิงต้องเผชิญหน้าคือต้นกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ หรืออาจจะเป็น
มหามรรคา
แต่ไม่ว่าอย่างไร ใครหน้าไหนก็มาทำให้เขาล้มไม่ได้
ทั้ง
นั้น
! แ
ววตาของเจียงฉางเซิงแน่วแน่ เขาหลับตาลงแล้วเริ่ม
โคจรพลัง พลังไหลวนไปตามเคล็ดวิชาของวิชามรรคา
ธรรมชาติขั้นสิบสามอย่างเร็วไว ช่วยให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับขั้น
ที่สูงกว่าเดิม
กาลเวลาไหลหายไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเซิงพึ่งเกราะ
ป้องกันของแต้มเซ่นไหว้ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บอีก ทว่า
ภาพหลอนที่เขาต้องเผชิญทวีจำ นวนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มมองเห็นมิตรสหายมากมายล้มตาย รวมไปถึงมู่หลิงลั่วด้วย
เขาแยกแยะไม่ออกอีกต่อไปว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดลวง
แต่เขาแน่ใจอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะผ่านด่าน
เคราะห์สวรรค์หนนี้ให้จบก่อนสิ่งใดทั้งสิ้น หากเขาจิตใจว้าวุ่น
คิดยอมแพ้ขึ้นมา สิ่งที่รอคอยเขาอยู่มีเพียงจุดจบสลายเป็น
เถ้าธุลีเท่านั้น
จิตใจที่มุ่งแสวงมรรคาของเจียงฉางเซิงไม่มีทางถูก
สั่นคลอน!
อีกอย่างเขาก็ยังรับรู้เสียงในใจของพวกมู่หลิงลั่วได้ พวก
นางไม่ได้พบอันตราย มีแต่เจียงอี้ เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียน
ที่กำลังเผชิญหน้ากับการต่อสู้อันยากลำบากอยู่จริงๆ
“จะมาแล้ว”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง เขามองเห็นจุดสีดำ
แผ่ขยายบนดวงตะวันของด่านเคราะห์สวรรค์ มันดูน่าสะพรึง
ยิ่งนัก แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกกดดัน เสมือนหนึ่งมนุษย์เดินดิน
ที่ต้องเผชิญหน้ากับมรรคาสวรรค์
ชั่วพริบตานั้นเอง!เจียงฉางเซิงก็เห็นดวงตาข้างหนึ่งโผล่มากลางดวงตะวัน
ของด่านเคราะห์สวรรค์ มันจับจ้องเขาอย่างเย็นชา คล้าย
มีตัวตนอันเหนือจินตนาการบางตนกำลังสอดส่องด้านในของ
จักรวาลขอบห้วงสุญญตาจากด้านนอก
เจียงฉางเซิงย่อมไม่กลัว ตอนนี้ไม่ว่าผู้ใดมาเยือน เขาก็
จะสู้ เขาจะไม่ยอมให้การผ่านด่านเคราะห์ขาดช่วงเด็ดขาด
หลังจากการผ่านด่านเคราะห์เริ่มขึ้น หากคิดหยุดจะถูก
ผลสะท้อนกลับเล่นงานได้ง่ายดายยิ่ง บางทีอาจธาตุไฟเข้า
แทรก นั่นเป็นสถานการณ์อย่างเบาแล้ว โดยทั่วไปหาก
ยอมแพ้ก็มีแต่จะถูกอสนีบาตสวรรค์ผ่าจนกลายเป็นเถ้าธุลี
แต้มเซ่นไหว้เปลี่ยนแปลงอย่างเร็วไว ทว่าเจียงฉาง
เซิงยังนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาดุจขุนเขา
อีกฟากฝั่งหนึ่งของขอบห้วงสุญญตาอันไกลโพ้น ร่าง
หนึ่งปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า เจ้าของร่างนี้สวม
อาภรณ์สีแดง เกราะบนไหล่คล้ายมังกร สายคาดเอวคล้าย
งูยักษ์ บนศีรษะสวมกวานจักรพรรดิอันประณีตงดงามและน่าเกรงขาม คิ้วกระบี่ของเขากำลังขมวดมุ่น เหลือบมองมายัง
ทิศทางที่เจียงฉางเซิงอยู่
“ผู้ใดกันมาผ่านด่านเคราะห์ที่นี่ ในห้วงสุญญตามีคน
ผ่านด่านเคราะห์ได้เสียด้วย หรือว่าจะมิใช่คนของวิถียุทธ์”
บุรุษอาภรณ์สีแดงพึมพำกับตนเอง แต่ไม่ทันไรหน้าของ
เขาก็ถอดสี
“นั่นมันดวงตาอะไรกัน…ผู้หลุดพ้นอย่างนั้นรึ”
บุรุษอาภรณ์สีแดงตกใจกลัวรีบหายตัว หนีห่างจากที่
แห่งนี้ทันที
เจียงฉางเซิงจับสัมผัสกลิ่นอายของเขาได้เช่นกัน
เพียงแต่อีกฝ่ายแวบเดียวก็หายไปแล้ว คาดว่าคงถูกด่าน
เคราะห์สวรรค์ทำให้ขวัญกระเจิงไปเรียบร้อย
ขอเพียงไม่มีใครเข้ามารบกวน ต่อให้มีคนผ่านทางมา
เจียงฉางเซิงก็ไม่คิดสืบสาวเอาความ ตัวเขาเองก็ไม่มีเวลา
ไปคิดเรื่องพวกนั้นด้วย
“แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 627 แต้ม ที่แท้ก็ผู้แข็งแกร่ง
อันดับหนึ่งที่เคยพยากรณ์พบก่อนหน้านี้ เขาคือคนที่จับตัวเทพแห่งหยินหยางไปอย่างนั้นรึ”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า
ตัวตนมูลค่าหกร้อยยี่สิบเจ็ดแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์คือ
ผู้นำทัพของมรรคาอริยะในหนนี้ แต่ตอนนี้ดูท่าจะไม่ใช่ เพราะ
มูลค่าแต้มเซ่นไหว้สูงสุดทำสถิติใหม่อยู่ตลอด
ขุมกำลังของมรรคาอริยะน่ากลัวอย่างแท้จริง พวกเขา
พลิกห้วงอนันต์สุญญตาทั้งหมดได้แท้ๆ แต่พวกเขากลับ
เก็บตัวเงียบ ไม่เผยตัวออกมาต่อหน้าสรรพชีวิตทั้งหลาย
สักนิด บางทีพวกเขาอาจกำลังออกตามหาเทพแห่งมหันตภัย
ไปทั่วทุกสารทิศ
อริยเทวะผู้นั้นที่อริยเทวะโลกาเคยพูดถึงแข็งแกร่งมาก
เพียงใดกันนะ
ในสมองของเจียงฉางเซิงเกิดความสงสัยขึ้นมาชั่ววูบ แต่
จากนั้นเขาก็หันกลับมาจดจ่อกับการผ่านด่านเคราะห์ต่อ
เจียงฉางเซิงถูกดวงตาดวงยักษ์ใจกลางดวงตะวันของ
ด่านเคราะห์สวรรค์จับจ้องจนขนลุกขนพอง หากดวงตาดวงนี้เป็นร่างจำ แลงของด่านเคราะห์สวรรค์ก็แล้วไป แต่หากมันเป็น
ดวงตาของสิ่งมีชีวิตสักอย่างล่ะก็…
เจียงฉางเซิงไม่กล้าคิดไกลกว่านั้น เขาทำได้เพียงเร่ง
ตนเองให้ฝึกบำเพ็ญ
กาลเวลายังเคลื่อนคล้อยต่อไป
หลังจากเจียงฉางเซิงโคจรพลังต่อเนื่องไม่หยุด ในที่สุด
วิชามรรคาธรรมชาติก็ก้าวพ้นจากโซ่ตรวน ความทรงจำ
จำ นวนมหาศาลทะลักเข้ามาในสมองของเขา ในเวลาเดียวกัน
นี้เอง ด่านเคราะห์สวรรค์ก็มาถึงช่วงที่รุนแรงที่สุด
เปรี้ยง!
อสนีบาตสีดำขนาดมหึมาสายหนึ่งผ่าลงมากลบเจียง
ฉางเซิงกับบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาจนมิด
การโจมตีครั้งนี้ทำให้แต้มเซ่นไหว้ของเขาลดฮวบ
ไปหนึ่งร้อยล้านล้านแต้มในคราวเดียว เขาตกใจจนจิตใจ
ตึงเครียด
ในเวลาเดียวกันนี้ เคล็ดวิชาใหม่ก็เริ่มกระจ่างชัดใน
สมองของเจียงฉางเซิง ในจิตใจของเขามีคำหนึ่งปรากฏขึ้นกรรมแห่งมหามรรคา!
สัญชาตญาณของเจียงฉางเซิงสั่งให้เขาเงยหน้ามอง
ทันใดนั้นเขาก็เบิกสองตาโตเมื่อเห็นว่าดวงตายักษ์ใน
ดวงตะวันของด่านเคราะห์สวรรค์นั่นกำลังร่วงลงมา มันอยู่
ห่างจากตัวเขาไม่ถึงหมื่นจั้งแล้ว เขาถึงขั้นมองเห็นเงาของ
ตนเองสะท้อนอยู่ในลูกตาของดวงตายักษ์ข้างนั้น
รูม่านตาของดวงตายักษ์แผ่ประกายแสงเจ็ดสีออกมา
ท่วมทับเจียงฉางเซิง ทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ในพริบตา
จากนั้นจิตของเขาก็ถูกกระชากเข้าไปในความมืดมิดอย่าง
รวดเร็ว
ท่ามกลางสติอันสะลึมสะลือ จิตของเจียงฉาง
เซิงลืมเลือนเวลา ลืมเลือนทุกสิ่ง เขารู้สึกว่าตนเองกำลัง
ล่องลอย ไม่รู้ว่ามาจากแห่งหนใด และไม่รู้ว่ากำลังจะไปยัง
แห่งหนใด
ไม่รู้ว่ากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดแล้ว จู่ๆ เขาก็รู้สึก
ว่ามีแรงดูดอันรุนแรงสายหนึ่งกระชากตัวเขาออกไปประสาทสัมผัสค่อยๆ กลับมาหาเขาอีกครั้ง เขารู้สึก
เหมือนตนเองถูกมือยักษ์คู่หนึ่งโอบอุ้มอยู่
เขาอยากลืมตาแต่กลับทำได้ยากเย็นยิ่งนัก ณ ห้วง
เวลานี้เขาเหมือนคนใกล้จมน้ำที่คว้าจับเส้นฟางเพื่อยื้อชีวิต
ตัวเอง เขาพยายามลืมตาอย่างบ้าคลั่ง จังหวะที่เขาเผยอปลือ
กตาได้เสี้ยวเล็กๆ เขาก็เริ่มได้ยินเสียง
“นายท่าน เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ!”
“คุณชายน้อยหน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก ไม่เหมือน
เด็กแรกเกิดคนอื่นสักนิด”
“นายท่าน ท่านอยากอุ้มหรือไม่เจ้าคะ”
“วางใจเถิดเจ้าค่ะนายท่าน ฮูหยินไม่เป็นอะไร”
เจียงฉางเซิงได้ยินเสียงรอบตัวชัดเจนแล้ว ดวงตาสอง
ข้างของเขาเปิดตามมา ภาพที่เห็นอยู่ในดวงตากระจ่างชัด
ใบหน้าขนาดใหญ่สะท้อนเข้ามาในม่านสายตาของเขา
คนตรงหน้าเป็นบุรุษวัยกลางคนที่เหงื่อท่วมศีรษะคน
หนึ่ง ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววตาปีติยินดีที่แฝงด้วย
ความเหนื่อยล้า เส้นเลือดฝอยที่แตกระแหงอยู่ในดวงตาคู่นั้นบ่งบอกว่าเขาร้อนใจมาเป็นเวลานาน แต่สิ่งที่ดึงความสนใจ
ของเจียงฉางเซิงไปคือลวดลายเส้นเรียวเล็กเส้นหนึ่งบน
หน้าผากของเขา
“ดีๆ เจ้าตัวน้อย เจ้าทำมารดาของเจ้าลำบากมากรู้
หรือไม่”
บุรุษวัยกลางคนอุ้มเจียงฉางเซิงที่อยู่ในผ้าอ้อมขึ้นมา
แล้วบอกอย่างปลาบปลื้ม
เจียงฉางเซิงอึ้งงัน
นี่มันเรื่องบ้าอะไร
เขาเกิดใหม่อีกแล้วรึ
ไม่ถูกสิ น่าจะเป็นภาพหลอนที่ประสบระหว่างการผ่าน
ด่านเคราะห์กระมัง
เหมือนการผ่านด่านเคราะห์สองหนก่อนหน้านี้ แต่หนนี้
เขามาอยู่ในร่างของเด็กทารก?
เจียงฉางเซิงจ้องมองหน้าผากของบุรุษวัยกลางคน นั่นดู
คล้ายลวดลายมรรคาของดวงเนตรมหามรรคาอย่างยิ่ง แต่มันไม่ชัดเจนนัก มองผ่านๆ ก็ดูเหมือนรอยย่นที่เกิดจากการ
ขมวดคิ้วมาเป็นเวลานานเหมือนกัน
“ท่านพี่ รีบพาเขามาให้ข้าดูหน่อยสิเจ้าคะ”
เสียงอ่อนแรงของสตรีดังขึ้น บุรุษวัยกลางคนอุ้มเจียง
ฉางเซิงไปข้างเตียงแล้วหันเจียงฉางเซิงไปหาสตรีที่อยู่บนเตียง
สตรีนางนี้รูปโฉมงดงาม แต่ยามนี้นางเหงื่อออกท่วมตัว
แม้กระทั่งเส้นผมก็เปียกชื้นจนจับตัวเป็นกระจุกๆ ทว่าบน
ใบหน้าเหนื่อยล้าของนางคือรอยยิ้มปีติยินดี ทันทีที่เห็นเจียง
ฉางเซิง นางก็มีเรี่ยวแรงกลับขึ้นมาในบัดดล
“ท่านพี่ รีบตั้งชื่อให้เขาสิเจ้าคะ”
“ได้ๆ ข้าคิดเอาไว้นานแล้ว ในเมื่อเป็นบุตรชายก็เรียก
เขาว่าเจียงเฉียนเถิด เฉียนจากคำว่าสวรรค์พิภพ”
“เจียงเฉียน? ไม่เลว น่าฟังกว่าฟู่เอ๋อร์ เฉวียนเอ๋อร์มาก
นัก คิดไม่ถึงว่าท่านพี่จะตั้งชื่อเก่งเช่นนี้”
“ฮ่าๆ ช่วงนี้ยามราตรีนอนไม่หลับ ขบคิดอยู่นาน จู่ๆ ก็
เกิดปฏิภาณคิดนามนี้ออกมาได้ ไม่เลวใช่หรือไม่ เด็กคนนี้เกิด
เวลากลางวันพอดีเสียด้วย”เจียงเฉียนหรือ
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงฟังบทสนทนาของพวกเขา ในใจก็
รู้สึกซับซ้อน
นามนี้เป็นนามของเขาในราชวงศ์ต้าจิ่ง แต่ต่อมาเขา
มาอยู่ที่อารามมังกรผงาด จึงเปลี่ยนนามเป็นฉางเซิง
เขาไม่เชื่อว่าเรื่องราวจะบังเอิญเช่นนั้น ดูท่าที่เขามาสิง
ในร่างทารกคนนี้ได้คงเป็นเพราะนามเจียงเฉียนนี่เอง
หรือว่าสิ่งนี้ก็คือกรรมแห่งมหามรรคาของวิชามรรคา
ธรรมชาติขั้นที่สิบสี่
วันเวลาหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงเติบโตขึ้นมาเหมือน
ทารกปกติทั่วไป เขาไม่ปริปากเล่าสิ่งใด เพียงแสดงบทบาท
ของตนไปอย่างดี
การเดินทางไปเยือนห้วงเวลาของเจียงสวินระหว่างผ่าน
ด่านเคราะห์หนก่อน เขาต้องอยู่ที่นั่นนานถึงสิบกว่าปี หนนี้เขา
จึงเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าอาจต้องผ่านกาลเวลาสิบกว่า
ปีอีกครั้ง
เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาก็ค่อยๆ ทำความรู้จักสกุลเจียงบิดาของเขามีนามว่าเจียงวั่นจินเป็นพ่อค้าคนหนึ่งใน
แดนมนุษย์ ในครอบครัวของเขาไม่มีมรดกวิชาบำเพ็ญเซียน
ตกทอดมา พวกเขาไม่โอกาสข้องเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเซียนเลย
ด้วยซ้ำ ในจวนสกุลเจียงเขามักจะได้ยินแต่เรื่องเล่าในยุทธภพ
อยู่เสมอ
นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งหมื่นสามพัน
กว่าปีก่อน
เมื่อเขาอายุสองขวบ เจียงฉางเซิงก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ
แม้เขาคิดว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ห้วงเวลาของเขา แต่ไม่ว่าอย่างไร
เขาก็ว่าง มิสู้เอาเวลามาฝึกวิชา ทำความเข้าใจเคล็ดวิชา
บำเพ็ญของตนเองเพิ่มขึ้นเสียดีกว่าหรือ
วิชาที่เขาเอามาฝึกคือกายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
หายากที่เขาจะมีเวลาเหลือเฟือเช่นนี้ เป็นโอกาสให้เขาได้
ศึกษาวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลเพิ่มพอดี
เจียงฉางเซิงมีพี่ชายสองคน พี่ใหญ่เจียงฟู่มักออก
ไปทำการค้าข้างนอก ส่วนพี่รองเจียงเฉวียนไปเข้ากองทัพจึง
ไม่อยู่ที่บ้านเพราะเจียงฉางเซิงมักหลบไปฝึกบำเพ็ญอยู่ในห้อง
เงียบๆ ความสงบนิ่งของเขาจึงทำให้บิดามารดาวางใจมาก
บ่าวรับใช้ในจวนต่างก็รู้นิสัยของคุณชายน้อยจึงไม่ไปรบกวน
เขา ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เป็นใบ้ สนทนากับผู้อื่นได้ตามปกติ
แล้วยังมีมารยาทมากเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึก
ดีต่อเขาได้อย่างง่ายดาย
และแล้วในปีที่เขาอายุเจ็ดขวบนั่นเอง
ขณะที่ม่านราตรีทอดตัวลงมา เจียงฉางเซิงก็ถูกสาวใช้
คนหนึ่งพาไปห้องโถงใหญ่ เมื่อมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่แล้ว
บ่าวรับใช้ก็ถอยออกไป ปล่อยให้เขาเดินเข้าไปคนเดียว
ยังมิทันเหยียบเข้าไปด้านในห้องโถง เจียงฉางเซิงก็ได้ยิน
เสียงหนึ่งดังขึ้น
“เจียงวั่นจิน ข้าบอกกล่าวเหตุผลกับเจ้าชัดเจนแล้ว พวก
เจ้าเองก็นับเป็นสายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของเผ่าเจียง ฉวย
จังหวะที่บุตรชายคนเล็กของพวกเจ้ายังมิเติบใหญ่ ให้เขา
ติดตามข้าไปบำเพ็ญเซียนที่คุนหลุนเถิด”
………………………………………………