เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 527 จักรพรรดิเซียนคนสุดท้ายแห่งเผ่าเจียง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 527 จักรพรรดิเซียนคนสุดท้ายแห่งเผ่าเจียง
เผ่าเจียง…คุนหลุน…
มาที่อนาคตจริงๆ เสียด้วย
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงก็ฉงนอยู่ว่าเหตุไฉนสกุลเจียง
จึงธรรมดาสามัญเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นสายเลือดที่แยกตัวออกมา
ข้างนอกนี่เอง
ระหว่างที่ขบคิด เขาก็ก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ เจียงวั่น
จินกำลังนั่งสนทนาอยู่กับบุรุษวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งคน
หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเจียงวั่นจินประดับรอยยิ้ม
ประจบประแจง สีหน้ายากจะซ่อนความตื่นเต้นยินดี
“เฉียนเอ๋อร์ รีบมาเร็ว เรียกผู้อาวุโสสิ”
เจียงวั่นจินเห็นเจียงฉางเซิงก็รีบกวักมือเรียกพร้อม
รอยยิ้ม
เจียงฉางเซิงเดินเข้าไปคำนับอย่างมีมารยาท
บุรุษร่างผอมแห้งมองสำรวจเจียงฉางเซิงแล้วยิ้มอย่าง
พึงพอใจ “เด็กคนนี้ไม่เลว เลือดลมแข็งแกร่งกว่าเด็กใน
ตระกูลธรรมดา คิดไม่ถึงว่าสายเลือดที่แยกตัวไปอยู่ข้างนอก
แล้วจะมีพรสวรรค์ระดับนี้อยู่ด้วย”
เจียงฉางเซิงฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
มาตั้งแต่เล็ก แม้ซ่อนขั้นบำเพ็ญเอาไว้ได้ แต่เขาซ่อนเลือดลม
ไม่ได้ เจียงวั่นจินกับบ่าวรับใช้สกุลเจียงแค่คิดว่าเขามีผิว
ขาวผ่องเป็นยองใยงามตาเหมือนเด็กผู้หญิง แต่บุรุษผอมแห้ง
ผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญเซียน มองปราดเดียวก็ย่อมมองออกว่าเลือด
ลมของเจียงฉางเซิงไม่ธรรมดา
แน่นอนว่า เขามองออกเพียงจุดนี้เท่านั้น
“โอ๊ะ เช่นนั้นหรือ ผู้อาวุโส บุตรชายของข้าคนนี้
ฉลาดเฉลียวตั้งแต่เล็ก เพราะรู้ความมากเกินไป ปกติข้า
จึงเผลอละเลยที่จะดูแลเขา หากท่านไม่พูด ข้าก็คงไม่ทราบว่า
เขาไม่ธรรมดาถึงเพียงนี้ ท่านพาเขาไปคุนหลุนแล้วโปรด
เลี้ยงดูให้ดีด้วย” เจียงวั่นจินคลี่ยิ้ม ใบหน้าแสดงสีหน้า
ภาคภูมิใจ
บุรุษร่างผอมแห้งได้ยินดังนั้นก็สนใจเจียงฉางเซิง
มากกว่าเดิม ไม่มีคนในตระกูลส่งเสริม แต่เด็กคนนี้กลับ
มีเลือดลมระดับนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นพรสวรรค์คงสูงกว่าที่เขามอง
ทีแรกเสียอีก
หลังจากนั้นเจียงวั่นจินก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง แล้ว
ถามเจียงฉางเซิงว่ายินดีเดินทางไปคุนหลุนหรือไม่
เจียงฉางเซิงไม่ลังเลสักนิด เขาตกลงทันที เขาอยู่ที่นี่ก็หา
โอกาสกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริงไม่พบ บางทีการ
เดินทางไปคุนหลุน ได้พบกับคนเผ่าเจียง อาจทำให้เขาหาวิธี
ออกไปพบก็เป็นได้
บุรุษผอมแห้งมีนามว่าเจียงซาน เขาไม่มีสายเลือดเผ่า
เจียง แต่เขาบอกว่าตนเองเป็นเด็กที่ท่านเซียนเผ่าเจียงรับ
มาอุปการะ
เจียงซานรีบร้อนยิ่งนัก เช้าวันต่อมาเขาก็จะพาเจียงฉาง
เซิงจากไปทันที มารดาของเขาร้องไห้โศกศัลย์เพราะเรื่องนี้จน
พวกเขาต้องชักช้าอยู่หน้าประตูจวนเนิ่นนาน กว่าเจียงฉางเซิง
จะติดตามเจียงซานจากไปได้
“ท่านพี่ ยามใดจึงจะได้พบเฉียนเอ๋อร์อีกครั้ง พวกเรา
แวะไปหาเขาได้หรือไม่”
“ไปไม่ได้หรอก ที่นั่นคือดินแดนของผู้บำเพ็ญเซียน แต่
ผู้อาวุโสบอกแล้วว่าเมื่อใดเฉียนเอ๋อร์ฝึกบำเพ็ญสำเร็จผลก็
จะกลับมาได้”
“แล้วนานเท่าใดจึงจะสำเร็จผลเล่า”
“ผู้อาวุโสบอกว่าเฉียนเอ๋อร์พรสวรรค์ไม่ธรรมดา คาดว่า
คงใช้เวลาไม่กี่ปีเท่านั้น ในยุทธภพก็มีอัจฉริยะวัยเยาว์ที่ฝึก
ฝีมือสิบปีก็บรรลุวิชาจนไร้เทียมทานในใต้หล้านี่”
“ที่ท่านพูดคือการฝึกยุทธ์ แต่เฉียนเอ๋อร์ของพวกเรา
บำเพ็ญเซียนนะ”
“คงคล้ายกันกระมัง ให้เวลาเขาเพิ่มอีกสักห้าปีก็แล้วกัน
สิบห้าปีหลังจากนี้ เขาคงเติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อยหล่อเหลา
ถึงยามนั้นค่อยหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เขา”
“หวังว่าจะเป็นดังที่ท่านพูดนะเจ้าคะ”
…
หลังออกมาพ้นเมือง เจียงซานก็หยิบกระบี่บินเล่มหนึ่ง
ออกมา ก่อนจะอุ้มเจียงฉางเซิงด้วยมือข้างเดียวแล้วขี่กระบี่
หายลับไปท่ามกลางหมู่เขา
เจียงฉางเซิงลอบถอนหายใจกับตนเอง สิ่งที่ดวงจิต
ประสบพบเจอหนนี้ให้ความรู้สึกสมจริงยิ่งกว่าก่อนหน้าเสียอีก
ครั้งก่อนๆ อย่างไรเขาก็ยังไปสิงร่างของผู้ที่ระดับขั้นบำเพ็ญ
ใกล้เคียงกับตนเอง อย่างน้อยเขาก็คาดเดาไว้แบบนั้น
แต่หนนี้ เขาเริ่มต้นจากการเป็นทารกธรรมดาจริงๆ พลัง
อาคมล้วนต้องสั่งสมด้วยตนเอง เขาถึงขั้นสงสัยว่าตนองตาย
ระหว่างผ่านด่านเคราะห์ไปแล้ว และนี่คือการกลับมาเกิดใหม่
จริงๆ
ระหว่างทางที่เหาะ เจียงฉางเซิงปล่อยความคิดให้
ล่องลอย ส่วนเจียงซานเองก็มิใช่คนมากวาจา ทั้งสองคนจึงไม่
ได้สนทนากันมากนัก
เหาะตั้งแต่เที่ยงตรงจนถึงพลบค่ำ เห็นชัดว่าเจียงซาน
พลังวิญญาณไม่พอ เขาจึงต้องแวะพักในหุบเขาแห่งหนึ่ง
การพักผ่อนหนนี้กินเวลาสองวัน เจียงฉางเซิงลอบ
ถอนหายใจกับตัวเอง มาตรฐานการบำเพ็ญเซียนที่นี่ไม่ไหว
เลยจริงๆ
หลังจากระหกระเหินเดินทางเช่นนี้อยู่หนึ่งเดือนเต็ม
พวกเขาก็เหาะเข้ามาในภูเขาแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้ไม่มีร่องรอย
ของผู้คนอาศัย หมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่ว เจียงฉางเซิงจับ
สัมผัสปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินที่เข้มข้นกว่าได้ แน่นอน
‘เข้มข้นกว่า’ ที่ว่าหมายถึงเมื่อเทียบกับเส้นทางที่พวกเขา
เดินทางผ่านมาก่อนหน้านี้ หากเทียบกับโลกคุนหลุน มันเทียบ
ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม
เจียงซานเหาะลงมาบนพื้นแล้วปล่อยเจียงฉางเซิงลงมา
จากนั้นก็พาเขาเดินเข้าไปในป่า
“เจ้าหนูน้อยเจ้าช่างว่าง่ายเสียจริง ตลอดทางไม่ร้องไห้
ไม่โวยวายสักนิด เทียบกับทายาทสกุลเจียงคนอื่นแล้วรู้ความ
กว่ามาก รอเข้าไปในคุนหลุนแล้ว หากมีสิ่งใดต้องการ
ความช่วยเหลือก็มาหาข้าได้”
เจียงซานขยี้เส้นผมของเจียงฉางเซิงแล้วหัวเราะอย่าง
อ่อนโยน
เจียงฉางเซิงยิ้มรับ เขาไม่คาดหวังกับการฝึกบำเพ็ญของ
ตัวเองสักเท่าไร เขามีวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลก็
มากพอแล้ว แต่เขาสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งว่าหนนี้กุญแจสำคัญ
ที่จะพาเขากลับไปยังโลกแห่งความจริงจะเป็นผู้ใด ก่อนหน้านี้
เขาช่วยเหลือเจียงสวิน แล้วหนนี้เล่า
“ผู้อาวุโส ท่านเล่าเรื่องเผ่าเจียงให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่
”
เจียงฉางเซิงฉวยโอกาสนี้เอ่ยถาม ก่อนหน้านี้
ระหว่างทางเจียงซานเงียบไม่พูดไม่จามาตลอด เขาจึงหา
โอกาสสอบถามไม่ได้
เจียงซานได้ยินประโยคนี้ สีหน้าก็เคร่งขรึมทันตา เขา
เอ่ยว่า “จำเอาไว้ หลังจากนี้อย่าเอ่ยถึงเผ่าเจียงให้คนข้างนอก
ได้ยินอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากก้าวเข้าสู่โลกบำเพ็ญ
เซียนแล้ว”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว ถามว่า “เพราะเหตุใดกัน”
“หลังจากเจ้าเติบใหญ่แล้วจะเข้าใจเอง จำเอาไว้ก็พอ”
เจียงซานตอบอย่างรำคาญ ท่าทีแตกต่างจาก
ก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน
ตอนนี้เจียงฉางเซิงเข้าใจแล้ว ที่แท้การมาเยือนอนาคต
หนนี้ สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือก็คือเผ่าเจียงนี่เอง
ไม่รู้ว่าช่วงเวลานี้เป็นก่อนหน้ายุคของเจียงสวินหรือ
หลังจากยุคของเจียงสวิน
หากได้พบเจ้าเด็กน้อยคนนั้นก็คงดี
แม้เจียงฉางเซิงจะมีชีวิตมาหนึ่งหมื่นกว่าปีแล้ว แต่คนที่
เขาผูกสัมพันธ์ด้วยจริงๆ มีไม่มาก เขาเคยสั่งสอนเจียงสวินอยู่
สิบกว่าปี ในใจเขาเจียงสวินจึงติดอยู่ในอันดับคนเหล่านั้นด้วย
อย่างน้อยก็คงอยู่ในยี่สิบคนแรกกระมัง
เส้นทางต่อจากนั้นตกอยู่ในความเงียบ เจียงฉางเซิง
ไม่รบกวนเจียงซานอีก
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น ทั้งสองคนก็มาถึงหน้าประตู
สำนัก ประตูสำนักมีใบไม้ร่วงทับถมเป็นกอง ดูแล้วเงียบเหงา
ยิ่ง
ทางขึ้นเขาที่อยู่ด้านหลังประตูเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ
ทำให้ประตูสำนักแห่งนี้แลดูลึกลับอย่างยิ่ง ท่ามกลางความ
เงียบสงัดมันชวนให้รู้สึกขนหัวลุกอยู่รางๆ
“เข้าไปเถิด ด้านในจะมีคนมารับเจ้า ข้าจะกลับมาทุก
เดือนสอง เดือนหกกับเดือนเก้า หากเจ้ามีสิ่งใดต้องการให้ข้า
ช่วยเหลือก็มาหาข้าได้”
เจียงซานโบกมือแล้วกำชับเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงพยักหน้า หลังจากนั้นจึงก้าวเท้าเดินผ่าน
ประตูสำนักเข้าไป เขาไม่กังวลแม้แต่น้อย เจียงซานที่เฝ้ามอง
อยู่ มองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความชื่นชม
หลังก้าวขึ้นมาบนบันไดหินของทางขึ้นเขา หมอกหนาทึบ
ก็เข้ามาห้อมล้อมรอบกาย เจียงฉางเซิงหันหลังกลับไปอีกครั้ง
ก็ไม่เห็นร่างของเจียงซานแล้ว
เจียงฉางเซิงรู้ดีว่าที่นี่มีค่ายกล แต่เขาไม่กังวลมาก
เท่าใดนัก เขายังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
อย่าเห็นว่าเขาเพิ่งอายุเจ็ดขวบเชียว เขาฝึกวิชากายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาลมาห้าปีแล้ว ร่างของเขาไม่ใช่แค่
เลือดลมแข็งแกร่งธรรมดาๆ หรอกนะ
อย่างน้อยฝีมือระดับเจียงซานคนนั้น เขาก็จัดการได้
ตลอดเวลา
ระหว่างที่เดิน เจียงฉางเซิงก็เริ่มได้ยินเสียงเพลง มีสตรี
กำลังขับขานบทเพลงด้วยเสียงแว่วหวาน อ่อนละมุนแต่แฝง
เสน่ห์เย้ายวนอยู่ในที
ยามเสียงเพลงดังชัดขึ้น เบื้องหน้าก็ปรากฏเรือนร่าง
อรชรร่างหนึ่ง
เจียงฉางเซิงไม่หยุดก้าวเท้า ทันใดนั้นเรือนร่างอรชรร่าง
นั้นก็ก้าวพรวดออกมาจากหมอกหนาแล้วกลายร่างเป็น
จิ้งจอกในร่างมนุษย์ ใบหน้าของมันแสยะเขี้ยวดุร้าย ตัด
กรงเล็บใส่เขาหมายจะทำให้เขาตกใจกลัว
ทว่าเขาไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย
ปีศาจจิ้งจอกกระอักกระอ่วน มันกะพริบตาปริบๆ แล้ว
ถามว่า “เจ้าไม่กลัวหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ “ก่อนหน้านี้ข้าเคยเลี้ยง
ปีศาจมาก่อน มันคล้ายกับเจ้าอยู่นิดหน่อย แต่มันไม่ใช่
สุนัขจิ้งจอก เป็นหมาป่าตัวหนึ่ง”
เห็นเด็กตัวน้อยนิ่งเช่นนี้ ปีศาจจิ้งจอกก็แปลงกายเป็น
หญิงสาววัยผู้ใหญ่ที่สวมเสื้อคลุมนักพรตคนหนึ่ง นางมอง
สำรวจเจียงฉางเซิงแล้วจิ๊ปากชื่นชม “สายเลือดเผ่าเจียง
ไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้าเจียงซานนั่นหาเด็กที่จิตใจยอดเยี่ยม
พรสวรรค์ไม่ธรรมดามาได้อีกคนแล้วสินะ ดูท่าการฟื้นเผ่า
เจียงให้กลับมารุ่งเรืองจะยังมีหวังอยู่”
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม “ฟื้นกลับมารุ่งเรืองอย่างนั้นหรือ
หมายความว่าอย่างไร เผ่าเจียงตกอับอยู่อย่างนั้นหรือ”
ปีศาจจิ้งจอกเท้าสะเอวแล้วโอดครวญ “ใช่แค่ตกอับ
ที่ไหนเล่า มีตัวตนที่แข็งแกร่งกำลังไล่ฆ่าเผ่าเจียงอยู่ต่างหาก
ถ้าไปยุ่งกับเผ่าเจียงนะ ไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นหรอก เจ้าหนู
หลังจากนี้น่ะ เจ้าต้อง…”
“เหอะ!”
ทันใดนั้นเสียงแค่นหัวเราะอันเย็นชาก็ดังขึ้น ปีศาจ
จิ้งจอกตกใจกลัวจนหน้าถอดสี มันรีบปิดปากทันที
เจียงฉางเซิงเห็นท่าทางเสแสร้งเกินจริงของมันก็รู้สึกว่า
มันช่างเหมือนไป๋ฉีเสียจริง
ไม่เสียทีที่เป็นลูกหลานของเขา แม้กระทั่งปีศาจที่เลี้ยงไว้
ก็รสนิยมเดียวกัน
“ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปพบนายท่านของข้า ข้า
จะบอกเจ้าให้ นายท่านของข้าน่ะเป็นบุตรชายของจักรพรรดิ
เซียนคนสุดท้ายของเผ่าเจียงเชียวนะ”
ปีศาจจิ้งจอกวาดไม้วาดมือเล่า เจียงฉางเซิงเดินไปตาม
ทิศทางที่มันบอก พลางถามว่า “จักรพรรดิเซียนคนสุดท้าย
หรือ เขามีนามว่าอะไร เช่นนี้หมายความว่าเขาเป็นจักรพรรดิ
เซียนเพียงคนเดียวของเผ่าเจียงหรือ”
ปีศาจจิ้งจอกหัวเราะ “ถูกต้องแล้ว แต่เจ้าอย่าดูถูกนาม
จักรพรรดิเซียนนี่เชียว นั่นน่ะเป็นตัวตนที่ไม่แก่ไม่ตายเชียวนะ
จักรพรรดิเซียนคนสุดท้ายผู้นั้นมีนามว่าเจียงสวิน เขาผู้นั้น
เป็นถึงตำนานของโลกบำเพ็ญเซียน เขานี่แหละที่เป็นคน
ปกป้องพวกเรา มิเช่นนั้นเผ่าเจียงคงสูญสิ้นไปแล้ว”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว
เขาเคยลองคาดเดาอนาคตของเจียงสวินไว้มากมาย
เขาอาจถูกสายเลือดจักรพรรดิสังหาร เขาอาจแก้แค้นให้
ตระกูล เขาอาจเปลี่ยนแปลงเผ่าเจียง แต่คิดไม่ถึงสักนิดว่า
เผ่าเจียงจะถูกไล่ล่าจนเหลือเจียงสวินเป็นจักรพรรดิเซียน
เพียงคนเดียว
ดูท่าการที่เขากลับมาหนนี้คงเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ
เผ่าเจียง
เรื่องนี้ทำยากแล้วสิ
ระหว่างทางเจียงฉางเซิงครุ่นคิดอย่างกลัดกลุ้ม ส่วนเจ้า
ปีศาจจิ้งจอกกลับจ้อไม่หยุด มันแนะนำสิ่งต่างๆ ในคุนหลุนให้
เขาฟัง
ผืนป่าและภูเขาแห่งนี้ก็คือคุนหลุน คาดว่านามนี้คง
ลอกเลียนมาจากโลกคุนหลุนเสียกระมัง ผู้ที่อาศัยอยู่ในภูเขา
คือนายท่านของปีศาจจิ้งจอกนามว่าเจียงหยวน
นับตั้งแต่ร้อยปีก่อน เจียงหยวนก็ออกตามหาสายเลือด
เผ่าเจียงไปทั่ว ภายในคุนหลุนนับรวมเจียงฉางเซิงแล้ว มีคน
อยู่ทั้งหมดเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น หากหลังจากเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
แล้วยังไม่แสดงพรสวรรค์ออกมาก็จะถูกเจียงหยวนลบ
ความทรงจำแล้วส่งกลับไปแดนมนุษย์
ปีศาจจิ้งจอกนำทางเจียงฉางเซิงจนมาถึงด้านในหุบเขา
แห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้มีกระท่อมไม้ตั้งอยู่หลายสิบหลัง เจ้าปีศาจ
จิ้งจอกถามเจียงฉางเซิงว่าเขาอยากพักคนเดียวหรือว่าพัก
ร่วมกับเผ่าเดียวกันคนอื่น เขาเลือกพักคนเดียว
ด้วยเหตุนี้เองเจียงฉางเซิงจึงเข้ามาพักในกระท่อม
ไม้น้อยหลังหนึ่ง ด้านในนอกจากเตียง ก็มีที่พอให้วางโต๊ะเล็ก
ๆ อีกหนึ่งตัวเท่านั้น บนโต๊ะวางคัมภีร์อยู่สามเล่ม
เคล็ดวิชากายทอง
เคล็ดวิชาแปลงกาย
เคล็ดวิชาปราณทองคำ
“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เจ้าก็เริ่มฝึกวิชาได้ คัมภีร์สามเล่มนี้
ฝึกได้ตามสบาย เดิมทีข้าอยากพาเจ้าไปพบนายท่านของข้า
สักหน่อย แต่ช่วงนี้นายท่านปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ ไม่
มีเวลาว่างมาสอนเจ้า หากเจ้ามีจุดไหนไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้
ตลอดเวลา เรียกข้าว่าท่านหูเซียนก็ได้ ข้าอาศัยอยู่ที่หอหลัง
ใหญ่สุดตรงปากทางเข้าหุบเขา”
ปีศาจจิ้งจอกกล่าวจบก็เดินบิดเอวนวยนาดจากไป
เจียงฉางเซิงพลิกคัมภีร์อ่านคร่าวๆ เคล็ดวิชากายทอง
เป็นบทพื้นฐานของวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
อย่างที่คิด แต่มันถูกคนสรุปมาให้ง่ายกว่าเดิม
เคล็ดวิชาแปลงกายก็คือวิชาดาวฟ้าสามสิบหกจำแลง
กับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงฉบับที่ง่ายลง ส่วนเคล็ดวิชา
ปราณทองคำย่อมเป็นวิชามหามรรคาปราณทองคำฉบับ
เรียบง่าย
เขาแสร้งทำเป็นหยิบเคล็ดวิชากายทองขึ้นมาอ่านอย่าง
ละเอียด จากนั้นครู่หนึ่งก็ไปนั่งบนเตียงแล้วเริ่มฝึกวิชา
หนึ่งค่ำคืนผ่านไป ยามเที่ยงของวันถัดมา ปีศาจจิ้งจอก
ก็เคาะระฆังเรียกเด็กน้อยทั้งหลายไปกินข้าว เจียงฉางเซิง
มีโอกาสเห็นสายเลือดเผ่าเจียงคนอื่นเสียที พวกเขาทุกคน
ล้วนเป็นเด็กน้อยที่อายุยังไม่ถึงสิบหกปี มีคนเพียงส่วนน้อย
เท่านั้นที่บนหน้าผากมีลวดลายแห่งมรรคา
เจียงฉางเซิงเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุด มีแต่เด็กน้อยอายุ
ต่ำกว่าสิบปีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สนใจเขาแล้วเข้ามาทักทาย
พูดคุยด้วย พวกเด็กที่อายุมากกว่าสิบปีแต่ละคนท่าทาง
เหมือนมีเรื่องหนักอกหนักใจ เห็นชัดอย่างยิ่งว่าพวกเขารู้
สถานะของเผ่าเจียงกับโชคชะตาของตนเองแล้วจึงไม่มีกะจิต
กะใจไปสนใจคนอื่น
ปีศาจจิ้งจอกช่างมีกำลังวังชาไม่หมดไม่สิ้น ระหว่างที่มัน
ดูแลเด็กน้อยทั้งหลายให้กินข้าว มันก็พูดจ้อไม่หยุด แล้วยัง
ขานชื่อนับคนทีละคน เป็นเสียงหัวเราะเพียงหนึ่งเดียวใน
หุบเขาคุนหลุน
เจียงฉางเซิงจึงเริ่มต้นวันเวลาแห่งการฝึกฝนอีกช่วงของ
ตนเองเช่นนี้
แม้เขาจะเปลี่ยนกายหยาบ แต่สติปัญญากับ
ประสบการณ์ของเขายังอยู่ ไม่มีทางที่เด็กคนอื่นจะเทียบเขา
ได้ แต่ละวันเขาจดจ่อกับการฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิด
จักรวาล ทำให้พละกำลังของเขาเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
สิบปีหลังจากนั้นเขาก็ฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิด
จักรวาลจนบรรลุขั้นต้น นับว่าทำให้กายเนื้อวิวัฒน์สำเร็จแล้ว
แต่ยังห่างจากการบรรลุวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
ขั้นลึกซึ้งอยู่แสนไกล แม้เป็นเช่นนี้ในหุบเขาคุนหลุนก็ไม่มีผู้ใด
เป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ทั้งสิ้น แม้แต่เจ้าปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นก็
ด้วย
……………………………………………………………….