เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 530 บรรพบุรุษของบรรพบุรุษ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 530 บรรพบุรุษของบรรพบุรุษ
เจียงสวินเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีต ตั้งแต่ตอนที่มาร
สวรรค์ตนนั้นเพิ่งปรากฏตัว จะว่าไปแล้วเจียงสวินกับมาร
สวรรค์ตนนั้นก็มีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง จุดเริ่มต้นเริ่ม
ขึ้นเมื่อเขาออกไปท่องห้วงมิตินอกโลกแล้วบังเอิญพบกับมาร
สวรรค์เข้า เจียงสวินลงมือช่วยเขาไว้ ทั้งสองจึงได้รู้จักกัน
เจียงสวินคิดว่าพวกเขากลายเป็นสหายรักกันแล้วจึงระบาย
ความทุกข์ใจ เล่าเรื่องความเผด็จการของสายเลือดจักรพรรดิ
เผ่าเจียงให้อีกฝ่ายฟัง
หลังจากเจียงสวินเผยพรสวรรค์อันแข็งแกร่งออกมา
สายเลือดจักรพรรดิก็สนใจเขา อัจฉริยะของสายเลือด
จักรพรรดิที่กระทำตามอำเภอใจคนนั้นถูกสายเลือดจักรพรรดิ
ลงโทษขังไว้ในอาณาเขตของเผ่าให้ทบทวนความผิดเป็นเวลา
หนึ่งแสนปี บทลงโทษเช่นนี้นับว่าไม่เจ็บไม่คันแม้แต่น้อย แต่
มันก็ทำให้เจียงสวินไม่สะดวกเอาเรื่องต่อเช่นกัน
ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่เป็นตัว
จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างเจียงสวินกับสายเลือด
จักรพรรดิอย่างแท้จริง
หนึ่งแสนปีหลังจากนั้น อัจฉริยะของสายเลือดจักรพรรดิ
ผู้นั้นถูกปล่อยตัวออกมา เขาวางแผนดักล้อมฆ่าล้างบาง
ทายาทของเจียงสวิน เจียงสวินโกรธจัด ตัวเขาในตอนนั้นอยู่
ห่างจากจักรพรรดิเซียนอีกเพียงก้าวเดียว พลังของเขา
แข็งแกร่งมากเพียงใดคิดดูก็รู้ เขาเข้าไปอาละวาดเอาเรื่อง
สายเลือดจักรพรรดิ ไม่สนใจว่าผู้อาวุโสทั้งหลายในสายเลือด
จักรพรรดิจะขัดขวางอย่างไร ดึงดันจะสังหารอัจฉริยะของ
สายเลือดจักรพรรดิคนนั้นให้ได้ ศึกนั้นมีคนตายไปมากมาย
นัก เจียงสวินนับได้ว่าหนึ่งศึกสร้างชื่อ สายเลือดจักรพรรดิทำ
อันใดเขาไม่ได้จึงได้แต่ปล่อยเขาเชิดหน้าจากไป
ทว่าหลังจากนั้น ขุมอำนาจที่เคยถูกสายเลือดจักรพรรดิ
กดขี่ทั้งหลายก็พากันลงมือบ้าง สายเลือดจักรพรรดิพบพาน
ความยากลำบากอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน มารสวรรค์
ฉวยโอกาสนี้แทรกซึมเข้าไปในสายเลือดจักรพรรดิแล้วสูบกิน
เลือดเนื้อของยอดฝีมือในสายเลือดจักรพรรดิอย่างเหิมเกริม
กว่าจะมีคนค้นพบเรื่องนี้ มารสวรรค์ก็บรรลุขั้นครึ่งก้าว
จักรพรรดิเซียนไปเสียแล้ว
ใต้อาณัติของมรรคาสวรรค์ บรรลุขั้นจักรพรรดิเซียนก็
เท่ากับเหินสู่เบื้องบนได้แล้ว ดังนั้นครึ่งก้าวจักรพรรดิเซียน
จึงนับว่าแข็งแกร่งมาก อาจเรียกได้ว่าไร้เทียมทานในใต้หล้า
แล้วด้วยซ้ำ
เจียงสวินเดินทางมาชำระแค้นให้เผ่าเจียง แต่เมื่อเห็น
มารสวรรค์ เขาก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง หลังจากประมือกันศึกหนึ่ง
เขากลับพ่ายแพ้มารสวรรค์ แต่มารสวรรค์รำลึกบุญคุณที่เจียง
สวินเคยช่วยชีวิตตนในอดีตจึงปล่อยเขาไป นับจากนั้น
การต่อสู้อันยาวนานของพวกเขาทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้น
ตลอดกาลเวลาอันยาวนาน มารสวรรค์คอยโจมตีเผ่า
เจียงไม่หยุดหย่อน คนของเผ่าเจียงล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ โลก
ที่อยู่ใต้อาณัติถูกทำลายมากขึ้นทุกวัน ต่อมาเขาก็สร้างเผ่า
มารสวรรค์ขึ้นมาครองตำแหน่งผู้ปกครองแทนเผ่าเจียง จน
วันนี้เผ่าเจียงเหลือสายเลือดของเจียงสวินเพียงสายเดียว
เท่านั้น
“ทุกสิ่งต้องโทษข้า หากตอนนั้นข้าไม่ช่วยเขาไว้ หากข้า
ไม่ไปอาละวาดใส่เผ่าเจียงจนปล่อยให้เขาได้โอกาส…”
ใบหน้าของเจียงสวินเต็มไปด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน
อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านจนไอออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ในเมื่อเจ้ากลายเป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว เหตุใด
ไม่ขึ้นไปยังโลกเบื้องบนเล่า” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม
เจียงสวินขบกรามเอ่ยว่า “หากข้าไปแล้ว เผ่าเจียงจะทำ
อย่างไร ไม่ว่าผู้ใดที่เหินสู่เบื้องบนล้วนมิอาจกลับมาได้อีก โลก
เบื้องล่างก็ไม่อาจติดต่อโลกเบื้องบนได้”
“ถ้าอย่างนั้นเหตุใดเผ่าเจียงจึงไม่มีจักรพรรดิเซียน
คนอื่นเหลืออยู่เลยเล่า”
“ผู้บรรลุเป็นจักรพรรดิเซียน ผู้ใดไม่เคยผ่านวันเวลาอัน
ยาวนานมาแล้วบ้าง แดนมนุษย์ไม่มีสิ่งใดให้พวกเขาอาวรณ์
อีกต่อไป พวกเขาคิดแต่จะไขว่คว้ามหามรรคาต่อเท่านั้น แล้ว
อีกอย่างเมื่อก่อนเผ่าเจียงมีเซียนวิสุทธิ์เอกเทวะมากที่สุด ครึ่ง
ก้าวจักรพรรดิเซียนมีมากกว่าสิบคน พวกเขามีขุมกำลังเหนือ
ว่าโลกนับหมื่นอย่างสิ้นเชิง ต่อให้จักรพรรดิเซียนรั้งอยู่ในโลกก็
ไม่มีความหมายอะไรนัก ผู้ใดจะไปคิดว่ามารสวรรค์
จะถือกำเนิดมา อีกทั้งเขายังเติบโตรวดเร็วเหลือเกิน…”
เจียงสวินถอนหายใจ ยามพูดถึงมารสวรรค์ นอกจาก
ความแค้นก็ยังมีความกลัวแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขาอีกด้วย
เจียงฉางเซิงถามอย่างนิ่งสงบ “เขากลืนกินเลือดเนื้อของ
เผ่าเจียงได้อย่างไรกัน หลังจากกลืนกินเข้าไปแล้ว กายเนื้อ
ของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง”
เจียงสวินครุ่นคิด “เทียบกับอัจฉริยะของสายเลือด
จักรพรรดิคนนั้น การกลืนกินของเขาโหดร้ายกว่า ส่วนผลที่ได้
คือมันเพิ่มความแข็งแกร่งให้กายเนื้อของเขาเท่านั้น เขา
ไม่ได้รับดวงเนตรมหามรรคา แต่ได้รับคุณสมบัติร่างกายอีก
อย่างหนึ่งมา เขาเรียกมันว่ากายเทพเที่ยงแท้ พลังอาคม
ไม่อาจทำร้ายกายเทพเที่ยงแท้ได้ มีเพียงพลังของกายเนื้อลุ่นๆ
เท่านั้นจึงจะทำร้ายเขาได้ เพราะความพิเศษจุดนี้เอง เผ่าเจียง
จึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาสักนิด”
พลังอาคมทำร้ายไม่ได้ ต้องอาศัยพลังของกายเนื้อ
เท่านั้นรึ
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว นี่เหตุไฉนฟังดูเหมือนดาวข่มของวิถี
เซียนเลย
“อ้อ แล้วก็ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาของข้าทำร้ายเขาได้
แต่เขารวดเร็วเกินไปจึงหลบหลีกได้ง่ายดายยิ่งนัก มีหนหนึ่ง
ข้าทำลายร่างของเขาได้สำเร็จ แต่เขากลับอาศัยกายเนื้อของ
มารสวรรค์ตนอื่นฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง นับแต่นั้นดัชนี
มรรคพิฆาตโลกาของข้าก็ไม่เคยแตะถูกเขาได้อีกเลย”
เจียงสวินเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกแย่อย่างยิ่ง
ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาเป็นพลังอภินิหารที่แข็งแกร่งที่สุด
ของเขา เขาอาศัยพลังอภินิหารนี้ท่องทั่วหล้าไร้คู่ต่อกร สยบ
สายเลือดจักรพรรดิจนราบคาบ แต่มันดันทำอันใดมารสวรรค์
ไม่ได้เสียอย่างนั้น
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลงแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้
เหตุใดไม่ฝึกเคล็ดวิชากายทองเล่า”
เจียงสวินถอนหายใจ “ข้าเองก็เคยฝึกแล้ว แต่เคล็ดวิชา
กายทองดูเหมือนจะขาดเนื้อหาส่วนที่ลึกซึ้งไปบางส่วน กาย
ทองที่ข้าฝึกสำเร็จจึงไม่อาจต่อกรกับมารสวรรค์ได้แม้แต่น้อย
”
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าอยากฝึกเคล็ดวิชากายทองที่แท้จริง
หรือไม่”
“ผู้อาวุโสใช้วิชากายทองคงกระพันในตำนานเป็นหรือ
ขอรับ”
“มิใช่ แต่เป็นวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล!”
“กำเนิดจักรวาลหรือ”
เจียงสวินตกตะลึง เขาไม่เคยได้ยินสองคำนี้มาก่อน
คิดไม่ถึงว่านามของวิชากายทองคงกระพันจะมีคำว่ากำเนิด
จักรวาลคำนี้พ่วงติดมาด้วย
แต่แล้วเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้า
จึงหม่นหมองแล้วถอนหายใจเอ่ยว่า “ข้าคงเรียนไม่ไหวแล้ว
สภาพร่างกายในตอนนี้ของข้าคงไม่ไหว ความจริงหนนี้ข้า
มาหาท่านก็เพราะอยากฝากฝังเผ่าเจียงไว้กับท่าน เผ่าเจียงใน
ตอนนี้หาอัจฉริยะที่เหมาะสมไม่ได้เลย มีเพียงท่านเท่านั้น ข้ารู้
ว่าข้าล่วงเกินอย่างมาก แต่ผู้อาวุโส ผู้เป็นลูกหลานไร้หนทาง
ช่วยเหลือเผ่าเจียงแล้วจริงๆ วันเวลาของข้าเหลืออีกไม่มาก
แล้ว…”
พูดมาถึงตรงนี้ คนก็ห่อเหี่ยวเหมือนสูญเสียวิญญาณ
ในใจเขาถึงขั้นคิดว่า หากผู้อาวุโสปรากฏตัวมาเร็วกว่านี้
จะดีมากเพียงใด
ทว่าเมื่อนึกทบทวนอีกครั้ง หากมิใช่ว่าเผ่าเจียงเผชิญ
วิกฤตล่มสลาย เหตุใดผู้อาวุโสต้องมาเยือนด้วยเล่า
“ใครบอกว่าเจ้าเหลือวันเวลาอีกไม่มากแล้ว ในเมื่อข้า
มาแล้ว ข้าอยากให้เจ้าอยู่ต่อ เจ้าก็จะได้อยู่ต่อ!”
เจียงฉางเซิงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว ท่าทีแน่วแน่ของเขา
ทำให้ร่างของเจียงสวินสั่นเทิ้ม สีหน้าเหม่อลอย
เจียงสวินหวนนึกถึงอดีตอันไกลโพ้น ห้วงเวลาที่เขากับ
ผู้อาวุโสพานพบกัน เวลานั้นเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์
จนตรอกไม่ต่างจากตอนนี้
“ข้า…”
“อย่าปลอยให้ความรู้สึกผิดทำลายหัวใจของเจ้า มนุษย์
เกิดมาบนโลกล้วนมีเรื่องที่มิเป็นดั่งใจ เผ่าเจียงมิได้เสื่อมถอย
เพราะเจ้า สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะตัวของเผ่าเจียงเอง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเจียงฉางเซิง อารมณ์ที่ถูกสะกดไว้
ในใจของเจียงสวินมาตลอดก็กดไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
เขาลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาคุกเข่าคำนับเจียงฉางเซิง
ศีรษะโขกลงจรดพื้นพร้อมกับน้ำตาไหลพราก
ตลอดห้วงเวลาอันยาวนานเขาคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใน
ยามนี้เป็นเพราะเขา ความรู้สึกผิดบาปทำให้เขายืนหยัด
มาจนถึงตอนนี้ ยามนี้เมื่อได้ยินท่านบรรพบุรุษกล่าวว่า
ไม่ใช่ความผิดของเขา สิ่งที่เขาเสแสร้งแกล้งฝืนอยู่ก็พังทลาย
ลงมาในพริบตา
ชั่วขณะนั้น จักรพรรดิเซียนแห่งเผ่าเจียงผู้นี้ร่ำไห้
ประหนึ่งเด็กน้อย
เจียงฉางเซิงไม่ห้ามปราม ปล่อยให้เขาร้องไห้สุดที่
ใจต้องการ
‘กรรมมีอยู่ทุกหนแห่ง แม้แต่ในอนาคตที่มิอาจหยั่งรู้ ขอ
เพียงมรรคาของข้ายังอยู่ กรรมก็ยังอยู่’
เจียงฉางเซิงคิดในใจเงียบๆ เขาเข้าใจประโยคนั้นมากขึ้น
แล้ว อวตารไปอยู่ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต บางทีอาจ
หมายถึงกรรม
เขานึกถึงวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสี่ที่ตนเองได้มา
ระหว่างผ่านด่านเคราะห์
กรรมแห่งมหามรรคา!
เขายังฉุกคิดอีกเรื่องหนึ่งด้วย บางทีการที่จิตของเขาข้าม
เวลาไปยังอดีตและอนาคตระหว่างผ่านด่านเคราะห์ อาจ
ไม่ใช่ขั้นตอนที่ต้องผ่านของด่านเคราะห์สวรรค์ แต่เป็นขั้น
ตอนที่ต้องผ่านของการฝึกบำเพ็ญ
สาเหตุที่เขาเดินทางข้ามไปยังอดีตและอนาคต ไม่ใช่
เพราะมีภารกิจอะไรทั้งนั้น แต่เพราะระหว่างอยู่ในอดีตและ
อนาคต ทุกครั้งที่เขาจะเข้าไปรบกวนกรรม การข้ามเวลาของ
เขาจะจบลง มันจึงทำให้เขาเข้าใจผิดว่าตนเองมีภารกิจ
บางอย่าง
ส่วนเหตุใดเขาจึงชี้แนะเจียงสวินได้ สาเหตุนั้นง่ายดาย
อย่างยิ่ง นั่นก็เพราะว่าตัวเจียงสวินกับเขามีกรรมที่เกี่ยวพันกัน
อย่างแน่นแฟ้น กรรมจากความเกี่ยวพันทางสายเลือดคือสิ่งที่
ไม่อาจทำลาย
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าตนกำลังเข้าใกล้การบรรลุอะไร
บางอย่างทีละน้อย จนกระทั่งเจียงสวินเรียกเขาให้ตื่นจาก
ภวังค์
“ผู้อาวุโส ข้าเริ่มฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิด
จักรวาลได้เมื่อใดขอรับ”
เจียงสวินปรับอารมณ์เรียบร้อยแล้ว สองตาของเขา
เต็มไปด้วยประกาย เขาอดใจรอฝึกวิชากายทองคงกระพัน
กำเนิดจักรวาลแล้วไปคว่ำเจ้ามารสวรรค์ไม่ไหวแล้ว
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ตอนนี้เลยปะไร”
จากนั้นเขาก็เริ่มสอนเคล็ดวิชาของวิชากายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาลให้ เพราะระดับขั้นบำเพ็ญไม่เท่าร่าง
ต้น เขาจึงทำเหมือนตอนเทศนาสั่งสอนวิชา ดึงเจียงสวินให้
เขาสู่ห้วงวิปัสสนาบรรลุวิชาโดยตรงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เอง เจียงสวินจึงมาพักที่เรือนของเจียงฉางเซิง
แล้วเริ่มฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลทุกวัน
เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนเดินทางมาเยี่ยมเยียน หลังจาก
เข้ามาในเรือนแล้วเห็นแผ่นหลังของเจียงสวิน เขาก็พรู
ลมหายใจอย่างโล่งอก
เขามองเจียงฉางเซิงกับเจียงสวินที่นั่งสมาธิอยู่ข้างกัน
จากนั้นใบหน้าก็เผยรอยยิ้ม ก้าวเข้าไปเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่าน
เห็นความสามารถของเขาจริงๆ ด้วย ข้าไปหาท่านแต่หาไม่พบ
คิดว่าท่านออกไปข้างนอกแล้วเสียอีก”
“ห้ามเสียมารยาท คุกเข่าลง!”
เจียงสวินตวาด สองตาลืมขึ้น แรงกดดันอันแข็งแกร่ง
ห้อมล้อมรอบตัวท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุน ท่านผู้บรรลุแห่งคุน
หลุนตกใจรีบคุกเข่าลงทันที เขานึกทบทวนการกระทำเมื่อครู่
ของตนเองอย่างละเอียด ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยนี่นา!
หรือว่าท่านพ่อยังติดใจเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านี้อยู่
ในใจของท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนห่อเหี่ยว
เจียงสวินเอ่ยต่อว่า “ยังไม่คารวะท่านบรรพบุรุษอีก!”
บรรพบุรุษรึ?
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนเงยหน้าขึ้น แต่ไม่เห็นมีคนอื่น
อยู่ตรงนั้น สายตาเขาเลื่อนไปจับบนร่างเจียงฉางเซิง จากนั้น
ความตกตะลึงก็แล่นปราดเข้ามาในหัวใจ เขาถามอย่าง
ระมัดระวัง “ท่านพ่อ ท่านหมายถึง…”
“ถูกต้องแล้ว เขานั่นแหละ เขาก็คือบรรพบุรุษของ
พวกเรา เจียงเสวียนเหนียน!”
“อะไรนะขอรับ!”
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนตกใจจนหน้าถอดสี เจียงฉาง
เซิงก็ลืมตาหันไปมองเจียงสวินอย่างอึ้งงันเช่นกัน
เจียงสวินรีบเอ่ยว่า “ท่านบรรพบุรุษ ข้ารู้ว่าท่านไม่อยาก
บอกกล่าวความเป็นมาของท่าน แต่ยามนี้เผ่าเจียงตกอยู่ใน
วิกฤต ข้าหวังจะฟูมฟักเขาเป็นประมุขเผ่าเจียงรุ่นต่อไป”
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนรีบโขกศีรษะเอ่ยเสียงสั่นเทาว่า
“ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ มองมิออกว่าท่านบรรพบุรุษจุติลงมา
ขอท่านบรรพบุรุษอย่าได้ถือโทษ”
เจียงฉางเซิงอ้าปากหวอ แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจ “ช่าง
เถิด ถึงอย่างไรอีกไม่นานข้าก็ต้องไปแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้
เจ้าก็มาอยู่ฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลด้วยกัน
เถิด หลังจากนี้ก็จงแบ่งเบาภาระให้พ่อของเจ้า ช่วยกันต่อสู้กับ
มารสวรรค์”
วิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลหรือ
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนตื่นตะลึง นี่มันยอดเคล็ดวิชาใด
กัน เพียงได้ยินนามก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ภายในเรือนจึงมีคนมาฝึกวิชากายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาลเพิ่มอีกหนึ่งคน
เวลาเดือนแล้วเดือนเล่าผ่านไป
เจียงฉางเซิงไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา สาม
ปีให้หลัง เมื่อสองพ่อลูกจดจำแก่นสำคัญของวิชากายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาลได้สมบูรณ์แล้ว เขาก็บอกลา
เตรียมตัวจากไป
“ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ ไม่รอให้ข้า…” เจียงสวิน
อดไม่ไหวถามออกมา
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ร่างนี้ยังมีกรรมที่ติดค้างอยู่ หลัง
จบบ่วงกรรมแล้ว ข้าก็จะกลับไป”
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนลุกขึ้นมายืนบ้าง เขามองเจียง
ฉางเซิงอย่างกังวล
ตราบจนบัดนี้ยามเขานึกย้อนไปก็ยังรู้สึกราวกับฝันหนึ่ง
ตื่น เด็กน้อยที่เขาเฝ้ามองจนเติบใหญ่กลับกลายเป็น
บรรพบุรุษของตนเอง
เจียงสวินได้ยินดังนั้นก็มิกล้าเอ่ยรั้งอีก แต่หัวใจเขายัง
อาลัยอาวรณ์ จู่ๆ เขาก็นึกเสียใจนิดหน่อย หากเขามาหาท่าน
บรรพบุรุษเร็วกว่านี้ อาจมีเวลาอยู่ด้วยกันนานขึ้นก็เป็นได้
“ยังไม่ส่งข้าออกไปจากโลกแห่งนี้อีก”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างฉุนๆ เจียงสวินเรียกสติกลับมา
ทันที เขาสะบัดแขนเสื้อข้างขวา ทันใดนั้นทั้งสามคนก็หายวับ
ไปจากภายในเรือนหลังนั้น
ชั่วอึดใจต่อมาพวกเขาก็มาปรากฏตัวในป่าผืนหนึ่ง
เจียงฉางเซิงลืมตา เขาหันไปมองท่านผู้บรรลุแห่งคุน
หลุนแล้วเอ่ยว่า “อ้อ เด็กน้อยสี่คนที่มาด้วยกันกับข้า ดูแล
พวกเขาให้มากหน่อย ไม่ต้องบอกความเป็นมาของข้า ทางที่ดี
ทำให้พวกเขาลืมข้าไปเสีย”
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนพยักหน้า
เจียงฉางเซิงหมุนตัวจากไป เจียงสวินมองแผ่นหลังของ
เขา ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นมาอีกรอบ ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุน
เพิ่งจะเคยเห็นบิดาของตนทำท่าทางเหมือนเด็กน้อยเช่นนี้
เป็นครั้งแรก ในใจรู้สึกแปลกแปร่งอย่างบรรยายไม่ถูก
มีแค่ตอนอยู่ต่อหน้าท่านบรรพบุรุษสินะ บิดาผู้แข็งกร้าว
ถึงเผยอารมณ์ของตนเองได้อย่างไม่เก็บกลั้นเหมือนเขา
“ยังมีอีกเรื่อง”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็หันกลับมา เขาจ้องเจียงสวินเหมือน
มีอะไรอยากพูดแต่ไม่รู้จะพูดดีหรือไม่ สุดท้ายก็ยิ้มละไมบอ
กว่า “ความจริงข้าไม่ใช่บรรพบุรุษของเจ้าหรอก”
สองพ่อลูกตะลึง
“ข้าเป็นบรรพบุรุษของบรรพบุรุษของพวกเจ้าต่างหาก”
…………………………………………………….