เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 531 พันหมื่นตัวตนล้วนคือข้า
บรรพบุรุษของบรรพบุรุษอย่างนั้นหรือ
เจียงสวินกับท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนเฝ้ามองเจียงฉาง
เซิงกลายเป็นประกายแสงสีทองลัดฟ้าหายไปจากผืนป่าอย่าง
รวดเร็ว พวกเขาต่างนิ่งงันประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาด
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนได้สติกลับมาก่อน เขาถามอย่าง
ระมัดระวัง “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่ เขาบอกว่าเป็น
บรรพบุรุษของบรรพบุรุษของพวกเรา แล้วเขาเป็นใครกันแน่
เล่า”
เจียงสวินนึกถึงนามมรรคาจารย์
ก่อนเข้าไปในสายเลือดจักรพรรดิ เขาไม่เคยรู้จักนาม
ของมรรคาจารย์ แต่หลังจากเข้าไปอยู่ในสายเลือดจักรพรรดิ
เขาก็ได้รู้ประวัติศาสตร์ของเผ่าเจียงมากมาย ในนั้นหนีไม่พ้น
นามมรรคาจารย์นามนี้
มรรคาจารย์คือผู้บุกเบิกวิถีเซียน แล้วก็เพราะเผ่าเจียง
เป็นสายเลือดของมรรคาจารย์ พวกเขาจึงขยายอำนาจจน
รุ่งโรจน์
“อดีต ปัจจุบัน อนาคต…”
เจียงสวินเอ่ยกับตนเอง สามคำที่เขาเอ่ยออกมาทำให้
ท่านผู้บรรลุแห่งคุนหลุนเปลี่ยนสีหน้า
หรือว่าจะเป็นท่านผู้สูงส่งที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่หรือไม่คน
นั้นจริงๆ
…
ตอนยังเล็กเจียงฉางเซิงเดินทางมากับเจียงซาน เขา
จดจำเส้นทางที่เดินทางมาได้ เขาจึงเหาะไปตามเส้นทาง
ในความทรงจำเพื่อจบกรรมที่พันผูกไว้กับบิดามารดาของร่าง
นี้แล้วค่อยกลับไป
หลังจากถ่ายทอดวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
ให้เจียงสวินแล้ว ตัวเขาก็จากมาได้ตามลำพัง สิ่งนี้พิสูจน์
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับกรรมของเจียงฉางเซิงแล้ว
นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาของบททดสอบจากด่านเคราะห์
สวรรค์ แต่เป็นกระบวนการที่เขาต้องผ่านเพื่อขึ้นไปสู่ระดับขั้น
ที่สูงกว่านี้
หรือก็คือขั้นพรหมในตำนานนั่นเอง!
หลังจากฝึกฝนวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
มาหลายสิบปี ระดับขั้นของเจียงฉางเซิงก็ก้าวไปถึงระดับที่
มนุษย์เดินดินยากจะเอื้อมถึง เขาเหาะเหินได้เร็วยิ่งนัก ในอดีต
เจียงซานใช้เวลาหนึ่งเดือน แต่เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน
เมื่อหวนกลับมาถึงเมืองที่เคยอาศัยในชาตินี้ เขากลับ
เห็นเพียงทะเลทรายรกร้างผืนหนึ่ง สายลมพัดพาฝุ่นทราย
คละคลุ้ง
เจียงฉางเซิงร่อนลงมาบนพื้น มองภาพตรงหน้าด้วย
สีหน้าเรียบเฉย
กาลเวลาแปดสิบปีบนแดนมนุษย์ก็คือหนึ่งชาติภพของ
คนส่วนใหญ่แล้ว
เขากลับมาสายเกินไป
พ่อแม่ในชาตินี้ของเขามีบุตรชายบุตรสาวคนอื่นอีก
ใช่ว่าจะไร้คนส่งพวกท่านในบั้นปลายชีวิต ถึงอย่างนั้นการ
หายตัวไปของเขาคงกลายเป็นสิ่งติดค้างในใจของบิดามารดา
เป็นแน่
“หากข้าเป็นเพียงดวงจิตที่มาสิงร่าง ดวงวิญญาณของ
ข้าย่อมไม่ควรมีกรรมพันผูกกับพวกเขา แล้วเหตุไฉนอารมณ์
ในอกจึงรุนแรงถึงเพียงนี้ หรือว่าข้าจะไม่ได้แค่เข้ามาสิงร่าง”
เจียงฉางเซิงจับจ้องภาพตรงหน้า เขาค่อยๆ จับสัมผัส
พลังแห่งกรรม แล้วอาศัยสายใยแห่งกรรมนั่นมองดูว่า
ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับสถานที่แห่งนี้
ม่านหมอกแห่งอดีตคลี่ตัวออกเบื้องหน้าเขาประหนึ่ง
ม้วนภาพวาด
เขาเห็นผู้คนเดินไปเดินมา เห็นฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยน
ผัน ต่อมาก็เห็นร่างของมารร้ายตนหนึ่งฟาดหนึ่งฝ่ามือทำลาย
เมืองแห่งนี้จนพินาศ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นดินแดนรกร้าง
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ยามนั้นบิดามารดาของเขา
สิ้นอายุขัยหลับใหลในสุสานอย่างสงบแล้ว แต่ทายาทรุ่นหลัง
ของตระกูลเขาถูกลูกหลงไปด้วย
เจียงฉางเซิงจมจ่ออยู่กับการจับสัมผัสกรรมเหล่านี้ ใน
หัวใจไร้สุขไร้ทุกข์ เขาจมดิ่งสู่ห้วงแห่งการวิปัสสนาจนหลงลืม
ตัวตนไปทั้งอย่างนั้น
เวลาผ่านไปทีละน้อย ภาพของกรรมที่เขามองเห็นไม่ใช่
แค่เมืองตรงหน้าอีกต่อไป เขาเริ่มมองเห็นตัวเองคนอื่นๆ
บนภูเขาสีเขียวขจีแห่งหนึ่ง ตัวเขาที่มีเส้นผมขาวโพลน
กำลังหลอมโอสถอย่างระมัดระวัง ต่อมาเขาก็ถูกผู้บำเพ็ญ
เซียนไล่ล่า ต้องหอบเตาหลอมเผ่นหนี ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังถูก
ผู้บำเพ็ญเซียนจากทุกสารทิศตามล่า ตลอดชีวิต
กระเสือกกระสนแสนลำเค็ญ จนสุดท้ายก็สิ้นใจระหว่างผ่าน
ด่านเคราะห์
เหนือทะเลเมฆ บนเทือกเขาที่ทอดต่อกันเป็นแนว ตัวเขา
ที่เป็นประมุขของตำหนักเซียนแห่งหนึ่งกำลังสั่งสอนลูกศิษย์
ในตอนนั้นเองดอกบัวสีทองก็ปรากฏ ร่างเซียนบังเกิด เขาเหาะ
สู่สวรรค์กลางวันแสกๆ ท่ามกลางเสียงสรรเสริญของผู้คน
ทั้งหลาย ทิ้งตำนานไว้ให้วิถีเซียน
ลึกลงไปก้นบึ้งนรก ตัวเขาที่สวมอาภรณ์สีดำกำลัง
เหยียบยืนบนมังกรดำที่มีเปลวเพลิงลุกโชนตนหนึ่ง พวกเขา
ท่องอยู่เหนือเมืองแห่งภูตผี วิญญาณแค้นนับไม่ถ้วน
ปรารถนาจะติดตามเขาแต่มิอาจเข้าใกล้ เขาพาภูตผีจากนรก
นับไม่ถ้วนมาเยือนแดนมนุษย์ นำพาความมืดมาสู่โลก
ในโลกที่กำลังพบกับวันสิ้นโลก อุกกาบาตนับพันหมื่นพุ่ง
ลงมาโจมตีแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล เมืองนับไม่ถ้วน
ย่อยยับกลางคลื่นเปลวเพลิง ท่ามกลางทะเลเพลิงที่ลุกท่วม
ทุกหนแห่ง ตัวเขาสวมชุดเกราะสีแดงเข้ม ไม่ว่าเขาเหยียบย่าง
ที่ใด เปลวเพลิงล้วนถอยหนี ประหนึ่งเขาคือนายแห่งอัคคี
ทั้งปวงที่เปลวเพลิงร้อนระอุล้วนยอมสยบ อวดความน่า
ครั่นคร้ามของเทพอัคคี
ทั้งหมดนั่นล้วนคือเจียงฉางเซิง แต่เพราะประสบพบเจอ
เรื่องราวมาต่างกัน นิสัยใจคอจึงไม่เหมือนกัน รูปลักษณ์
ท่าทางก็แตกต่างกัน
เจียงฉางเซิงมองเห็นไปจนถึงอดีต เขาเห็นตัวเองคนที่ได้
พบกับเทพธิดาเซียวเหอที่ลานเทศนาคุนหลุน เห็นตัวเองคนที่
ได้รู้จักกับเส้าเฮ่าและสิงเทียน แล้วก็เห็นตัวเองคนที่ได้สนทนา
กับเทวะไท่ซั่ง
คนเหล่านั้นล้วนคือตัวเขา มองดูแล้วล้วนเป็นตัวเขา แต่
ก็แตกต่างกันคนละนิดคนละหน่อย
พันหมื่นตัวตน พันหมื่นประสบการณ์ เจียงฉางเซิงเฝ้า
มองจนจมดิ่งลงไปในนั้น
ตะวันพลบจันทราฉายแสง จันทร์กระจ่างลับฟ้า
ดวงตะวันของวันใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
วันแล้ววันเล่าผันผ่าน เจียงฉางเซิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลาง
ทะเลทรายรกร้างประหนึ่งหลักไม้ เขายืนตระหง่านนิ่งอยู่
ท่ามกลางสายลมเคล้าฝุ่นทรายไม่ขยับเขยื้อน อาภรณ์บนร่าง
สะบัดพลิ้วตามสายลม
ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด วันหนึ่งตรงขอบฟ้าก็
มีหมอกดำโถมมา พวกมันพาแรงกดดันนับอนันต์มาด้วย
ไม่นานพวกมันก็ปกคลุมทั่วฟ้าดินทำให้ที่แห่งนี้ประหนึ่งตกอยู่
ใต้รัตติกาล
สายลมที่พัดพาเม็ดทรายในทะเลทรายหยุดนิ่ง ร่างหนึ่ง
ลอยลงมาอย่างเนิบช้าจากใจกลางเมฆดำที่ชวนให้รู้สึกกดดัน
กลุ่มนั้น
ร่างนั้นเป็นบุรุษที่สวมอาภรณ์สีดำหลวมโพรกร่างหนึ่ง
ใบหน้าของเขาน่าเกรงขาม เรือนผมสีโลหิตบนศีรษะปลิว
สะบัด เขามังกรสองข้างชูตั้งชี้ฟ้า ร่างอาคมรูปลักษณ์เช่น
มังกรดูน่ากลัวปรากฏอยู่ด้านหลังเขา มันบิดลำตัวไปมา
ดวงตามังกรสองข้างทอประกายเย็นเยียบน่าสะพรึง
บุรุษอาภรณ์สีดำก้มลงมามองเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าเป็นคนเผ่าเจียงสินะ ปล่อยให้ข้ารอคอยมานานนักเชียว
จงบอกข้ามาว่าเผ่าเจียงหลบซ่อนอยู่ที่ใด แล้วข้าจะให้เจ้าตาย
อย่างไม่เจ็บปวด”
เปรี้ยง!
คลื่นพลังรุนแรงดุจพายุหมุนพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ทะลวง
ผ่านทะเลเมฆ
ในที่สุดเจียงฉางเซิงที่อยู่ด้านล่างก็ขยับตัว คิ้วของเขา
ขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เงยหน้าอย่างเนิบช้า สายตา
จับจ้องร่างที่อยู่บนท้องนภา
“เป็นใบ้ไปแล้วหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีดำแววตาเย็นยะเยือก ถามด้วยน้ำเสียง
เย็นชา จิตสังหารพุ่งเป้ามาที่เจียงฉางเซิงในพริบตา เพียงชั่ว
อึดใจอาภรณ์ของเจียงฉางเซิงก็ขาดวิ่น ผืนดินใต้เท้าพังถล่ม
ในพริบตา แผ่นดินระเบิดโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางแล้วแผ่ขยาย
ไปดั่งใยแมงมุม ลามไปสุดขอบฟ้าดินแปดทิศ
กายเนื้อของเจียงฉางเซิงเปลี่ยนเป็นสีทอง เส้นผมพลิ้ว
ไสว การเปลี่ยนแปลงนี้ของเขาทำให้บุรุษอาภรณ์สีดำที่มอง
อยู่แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เคล็ดวิชากายทองของเผ่าเจียงรึ ไม่แปลกที่กล้าบังอาจ
เช่นนี้ แต่ว่าเจ้าหนูน้อย ตัวข้าเป็นถึงเซียนวิสุทธิ์เอกเทวะ แค่
วรยุทธ์เพียงเท่านี้ของเจ้าก็คิดจะต่อต้านแล้วหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีดำเอ่ยเสียดสี เขารอคอยต่อไป รอคอยให้
เจียงสวินโผล่หัวออกมา
เจียงฉางเซิงแหงนหน้า สีหน้าเรียบเฉยประหนึ่งมองมด
ปลวกตัวหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “เซียนวิสุทธิ์เอกเทวะ แข็งแกร่งนัก
หรือไร”
ในชั่วพริบตานั้น!
ร่างต้นของเจียงฉางเซิงที่กำลังผ่านด่านเคราะห์อยู่
ในความเป็นจริงอันไกลโพ้นก็ลืมตาขึ้น มือขวายกขึ้น ชี้นิ้วชี้
ไปยังด่านเคราะห์สวรรค์
เจียงฉางเซิงที่อยู่ในอนาคตยกมือขึ้นตาม นิ้วของเขาชี้
ไปยังบุรุษอาภรณ์สีดำที่อยู่ไกลๆ
“อะไรกัน เจ้าคิดจะโจมตีข้าหรือ เจ้าดูแคลนขั้นเซียน
วิสุทธิ์เอกเทวะ แล้วเจ้าเล่านับเป็นตัวอะไร”
บุรุษอาภรณ์สีดำหัวเราะอย่างดูแคลน ราวกับได้ยิน
เรื่องตลกที่น่าขำที่สุดในใต้หล้า
“ข้านับเป็นตัวอะไร ผู้ที่ยังถูกขังอยู่ในโลกีย์เช่นเจ้าไม่มี
สิทธิ์รู้”
เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเย็นชา การสังหารเจ้าหมอนี่นับว่า
เป็นการแก้แค้นให้คนรุ่นหลังของตัวเขาในชาตินี้
สิ้นคำพูด แสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากนิ้วชี้
มือขวาของเจียงฉางเซิง มันส่องสว่างทั่วทั้งโลกหล้า
ดัชนีมรรคพิฆาตโลกา!
หนึ่งดัชนีนี้พาพลังที่พร้อมจะทำให้ฟ้าดินพังพินาศ
มาด้วย!
เจียงสวินผู้อยู่ในโลกภายในที่ห่างจากที่นั่นไกลโพ้น
ลืมตาขึ้นมา ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากโผล่ออกมา
พร้อมกับที่ในดวงเนตรสะท้อนภาพหนึ่งดัชนีนี้ของเจียงฉาง
เซิง
ดวงตาที่สามของเขาเบิกกว้าง ใบหน้าเผยสีหน้าตื่น
ตะลึง ระหว่างที่เขาเฝ้าดู ฟ้าดินบริเวณนั้นก็แตกสลาย ร่าง
ของท่านบรรพบุรุษเลือนหายไปท่ามกลางแสงสีทอง มาร
สวรรค์ตนนั้นก็หายไปด้วย แต่มันมิได้เลือนหายไปกับ
ความว่างเปล่าเหมือนท่านบรรพบุรุษ มารสวรรค์ตนนั้นสลาย
เป็นเถ้าธุลีพร้อมกับสีหน้าตกตะลึงก่อนตาย
…
เจียงฉางเซิงลืมตาโพลงขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ใน
ความมืด เขายังคงมีเพียงดวงจิต ไม่อาจควบคุมกายเนื้อ
เขาไม่ได้อยู่ในอนาคตและไม่ได้อยู่ในอดีต แล้วก็ยัง
ไม่หวนกลับไปในกายเนื้อของร่างต้น
แสงดาวนับไม่ถ้วนส่องสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด พวก
มันดวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างหนึ่งก้าว
ออกมาอย่างเชื่องช้าจากแสงดาวที่อยู่ตรงหน้าเขา ร่างนั้น
กลับเป็นตัวเขาเอง
ตัวเขาที่นั่งสมาธิอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา!
เจียงฉางเซิงไม่ผิดคาดเท่าใดนัก เขาถามอย่างนิ่งสงบ
“ข้าคือเจ้า หรือว่าเจ้าคือข้า”
ตัวเขาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพเก็บแสงเทพสุดขอบตะวัน
แล้วเผยใบหน้าที่แท้จริงออกมา ใบหน้านั้นเหมือนเขาทุก
ประการ แต่มีเส้นผมสีขาวโพลนดุจหิมะกับท่าทางที่ลึกล้ำยาก
หยั่งมากกว่า
“ข้าคือเจ้า เจ้าก็คือข้า พันหมื่นตัวตนล้วนคือตัวข้าทั้ง
สิ้น” เจียงฉางเซิงผมขาวเอ่ยตอบ
เจียงฉางเซิงถามต่อ “เจ้าหมายความว่า ทุกเรื่องราว
เหล่านั้นตัวข้าล้วนจะได้ประสบมันครั้งหนึ่ง”
“ถูกต้องแล้ว”
“ข้าไม่เชื่อ ต้องมีตัวข้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวอยู่สิ”
“หากเจ้ามีชีวิตรอดอย่างราบรื่นต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่พบ
เจอพลังที่แข็งแกร่งกว่าชะตาของเจ้า เจ้าก็จะเป็นตัวข้าที่
แท้จริง พวกเราล้วนเกิดจากเจ้า หากเจ้าดับสูญระหว่าง
หนทางแห่งการแสวงมรรคา ตัวตนทั้งพันหมื่นก็จะไม่มีอยู่
อีกต่อไป”
“นี่ก็คือวิถีแห่งขั้นพรหมอย่างนั้นรึ”
“ถูกต้องแล้ว”
“เทพธิดาเซียวเหอก็เป็นขั้นพรหม เหตุใดนางจึงมาหาข้า
ที่อนาคตมิได้ แต่ข้ากลับไปหานางในอดีตได้”
“มิว่าผู้ใดล้วนข้ามไปยังอนาคตที่ไกลกว่าจุดสิ้นสุด
ชะตาของตนมิได้ ก่อนเจ้าถือกำเนิด ตัวนางและวิถีเซียนที่นาง
อยู่ล้วนดับสูญไปแล้ว”
คำตอบของเจียงฉางเซิงผมขาวทำให้เจียงฉางเซิงที่เป็น
ร่างต้นเงียบงัน
ความโศกเศร้าชั่วครู่สั้นๆ พัดผ่านหัวใจของเขา
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็ถามว่า “หากข้าแข็งแกร่งมากพอ
จะเปลี่ยนอดีตได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงผมขาวตอบว่า “นางหลุดพ้นจากมหา
มรรคาไม่สำเร็จ หากเจ้าหลุดพ้นจากมหามรรคาสำเร็จแล้ว
เปลี่ยนแปลงมหามรรคาที่นางอยู่ เจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงได้
ทุกสิ่ง แต่เจ้าต้องแบกรับผลที่ตามมา”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง เหตุที่อดีต
กับอนาคตทับซ้อนกัน แท้จริงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นกรรมที่ข้าก่อ
ขึ้นมาเอง ข้าเป็นผู้ถักทอกรงขังของตนเอง”
เจียงฉางเซิงผมขาวไม่ตอบอันใดอีก
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง “ดวงจิตอวตารยังอดีต ปัจ
จุบันและอนาคตเพื่อบรรลุมหามรรคา พลังเช่นนี้แข็งแกร่งก็
จริง แต่ในเมื่อข้าทำได้ ขั้นพรหมคนอื่นก็ย่อมทำได้ สิ่งที่ข้า
พานพบอาจเป็นตัวข้า แต่สิ่งที่ข้าพบพานก็อาจเป็นภาพมายา
ได้เช่นกัน เจ้าเองก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าตัวข้าในปัจจุบันจะมีชีวิต
รอดไปจนถึงอนาคตที่เจ้าอยู่ ใช่หรือไม่เล่า”
เจียงฉางเซิงผมขาวเอ่ยว่า “ทุกสิ่งล้วนไหลไปตาม
ครรลอง สรรพสิ่งดุจห้วงฝัน”
เจียงฉางเซิงหันไปมอง มีตัวเขานับไม่ถ้วนค่อยๆ ก้าว
ออกมาจากแสงดาวนับอนันต์เหล่านั้น มีตัวเขาที่เขาเคยเห็น
ก่อนหน้านี้อยู่ด้วย
ในชั่วขณะนั้นเอง ในที่สุดเขาก็บรรลุ
คนที่เขาไปสิงร่างมิใช่ใครอื่น ทุกคนล้วนเป็นตัวเขาเอง
สักวันหนึ่งดวงจิตของเขาจะอวตารไปยังอดีต ปัจจุบันและ
อนาคต จุติลงไปถือกำเนิดบนโลก จวบจนกายาวายปราณ
ดวงจิตก็จะหวนกลับมาหาเขา ยามใดดวงจิตลาจาก กาย
เนื้อที่ลงไปจุติของเขาก็จะถูกพลังแห่งกรรมขับไล่ ทำให้
ไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไป
แน่นอนว่า นี่เป็นสิ่งที่ขั้นพรหมเท่านั้นจึงจะทำได้ สาเหตุ
ที่เขามองเห็นและเข้าใจทุกสิ่งนี้ก็เป็นเพราะว่าเขาก้าวมา
ถึงขอบขั้นที่กำลังมุ่งสู่ขั้นพรหมแล้ว
อดีตและอนาคตที่ไปเยือนระหว่างการผ่านด่านเคราะห์
ทั้งสามหนล้วนเป็นภาพสะท้อนของขั้นพรหม
บางทีฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนก็คงเป็นการ
เลียนแบบขั้นพรหม
“ควรกลับไปแล้วสินะ”
พร้อมกับที่เจียงฉางเซิงเอ่ยประโยคนี้จบ ทุกสิ่งเบื้องหน้า
เขาก็แตกกระจาย สิ่งที่มาแทนที่คือห้วงมิติของขอบห้วง
สุญญตาที่อสนีบาตกำลังฟาดกระหน่ำเสียงดังกัมปนาท
เขาหวนกลับมาในร่างต้นแล้ว เขากำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์
เทพสวรรค์มหามรรคาและกำลังผ่านด่านเคราะห์ ร่างกาย
ของเขายังค้างอยู่ในท่าที่ใช้วิชาดัชนีมรรคพิฆาตโลกา
เขาทำสำเร็จแล้ว
ไม่เพียงบรรลุวิชาสำเร็จ แต่เขายังใช้การโจมตีในอนาคต
ได้สำเร็จหนหนึ่งอีกด้วย
ค่าตอบแทนของการลงมือในอนาคตก็ปรากฏแล้ว
เช่นกัน พลังแห่งกรรมกำลังสะท้อนกลับมาทำร้ายเขา แต่ดู
จากพลังแห่งกรรมที่สะท้อนกลับมา เขาก็ล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มี
ชะตาที่จะบรรลุขั้นพรหม ต่อให้ไม่ตายในเงื้อมมือเขา ก็ต้อง
ตายในเงื้อมมือของเจียงสวินอยู่ดี
ผลสะท้อนกลับหนนี้จึงส่งผลไม่รุนแรงนัก!
………………………………………………………..