เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 532 บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสี่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 532 บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสี่
ด่านเคราะห์สวรรค์ยังดำเนินต่อไป เมื่อมีโล่แต้มเซ่นไหว้
ปกป้อง เจียงฉางเซิงจึงนึกทบทวนสิ่งที่เขาบรรลุเกี่ยวกับกรรม
แห่งมหามรรคามาก่อนหน้านี้ต่อได้
ความสามารถในการอวตารไปยังอดีต ปัจจุบันและ
อนาคต เพียงแค่คิด เจียงฉางเซิงก็คาดหวังกับขั้นพรหมอย่าง
เต็มเปี่ยม
เขากำลังจะเลื่อนขั้นสำเร็จแล้วก็จริง แต่เขากลับรู้สึกว่า
ตนเองยังอยู่ห่างจากขั้นพรหมอีกไกลโพ้น ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจ
แก่นแท้ของพลังแห่งกรรมในขั้นพรหมเท่านั้น ยังห่างจากการ
แตกฉานและใช้มันได้ชำนาญอีกไกล
ช่างมันเถิด เลื่อนขั้นก่อนค่อยว่ากัน!
แววตาของเจียงฉางเซิงเปลี่ยนมาเป็นแววตาแน่วแน่
เขาฝึกบำเพ็ญตามเคล็ดวิชาใหม่ในสมอง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
อสนีบาตสวรรค์ฟาดลงมาไม่หยุดหย่อน แม้ถูกโล่ของ
แต้มเซ่นไหว้ต้านอยู่ แต่พลังของมันก็มหาศาลจนทำให้ห้วง
มิติของขอบห้วงสุญญตาบิดเบี้ยว
เจียงฉางเซิงโคจรพลังพลางจับจ้องแต้มเซ่นไหว้ หนนี้
เห็นชัดว่าแต้มเซ่นไหว้มากพอ ดังนั้นจิตใจของเขาจึงสงบ
ด่านเคราะห์สวรรค์ผ่านช่วงที่พลังอ่อนเสร็จ ก็มาถึงช่วง
ที่พลังแข็งแกร่งขึ้น เวลานี้เองผลมรรคาของเจียงฉางเซิงก็เริ่ม
เปลี่ยนสภาพ
อสนีบาตสวรรค์สีขาวนับไม่ถ้วนฟาดลงมา ห้วงมิติของ
ขอบห้วงสุญญตาบริเวณนี้เริ่มพังทลาย อำนาจสวรรค์ไต่
ระดับถึงจุดสูงสุด เจียงฉางเซิงเดาได้ว่าหลังจากอดทนผ่าน
สายฟ้าระลอกนี้ไปได้ ช่วงที่ยากลำบากที่สุดก็คงจบลงแล้ว
ในที่สุดก็จะเลื่อนขั้นสำเร็จแล้ว!
เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยอย่างยิ่งว่าหลังจากเลื่อนขั้นแล้ว
ตนเองจะแข็งแกร่งมากเพียงใด
ครึ่งชั่วยามให้หลัง แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็เหลือเพียงยี่สิบ
ล้านล้านแต้มกับอีกนิดหน่อย ด่านเคราะห์สวรรค์เริ่มอ่อนแรง
ลง เขาจึงปิดโล่แต้มเซ่นไหว้แล้วใช้กายเนื้อคอยรับการ
ชำระล้างจากอสนีบาตสวรรค์
เขาจะฉวยโอกาสนี้ ยกระดับวิชากายทองคงกระพัน
กำเนิดจักรวาล!
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างเร็วรี่
ด่านเคราะห์สวรรค์อ่อนแรงลงทุกที พลังอาคมของเจียง
ฉางเซิงมหาศาลมากขึ้นเรื่อยๆ กายเนื้อก็แข็งแกร่งขึ้นทุกที
ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดมารบกวนเขาอีก หนนี้การเลื่อนขั้นของ
เขาราบรื่นอย่างยิ่ง แต้มเซ่นไหว้ก็ยังไม่ทันใช้หมด
คิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดมุ่นทีละนิด
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ!
เขายังไปไม่ถึงขั้นพรหม ผลมรรคาเอกเทวะกำลัง
เปลี่ยนสภาพไปสู่ผลมรรคาพรหม แต่ดูจากแนวโน้มในตอนนี้
หวังให้มันเปลี่ยนสภาพเป็นผลมรรคาพรหมอย่างสมบูรณ์
ทันทีคงยากมาก
หรือว่าระหว่างขั้นเซียนทองเอกเทวะกับขั้นพรหมยัง
มีระดับขั้นใดแทรกกลางอยู่อีก
เท่าที่เจียงฉางเซิงได้ยินและได้เห็นมาจากฟังก์ชั่นจิต
หวนสดับหลักคำสอนหลายครั้ง ระหว่างขั้นพรหมกับขั้นเอกเท
วะห่างชั้นกันอย่างยิ่ง ขั้นพรหมหมายถึงการเป็นอมตะ
ไม่ดับสูญอย่างแท้จริง แน่นอนว่าบางทีตัวตนที่เหนือกว่าขั้น
พรหมก็สังหารขั้นพรหมได้ แต่ในวิถีเซียนสมัยโบราณ ขั้น
พรหมเป็นระดับขั้นบนสุดยอดแล้ว อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยัง
ไม่เคยพบระดับขั้นที่สูงกว่า
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงขบคิดถึงขั้นพรหมอยู่นั่นเอง
เบื้องหน้าเขาก็มีตัวอักษรลอยขึ้นมาหนึ่งบรรทัด
[อายุเซียน 13,594 ปี ตบะของเจ้าเพิ่มพูนอย่างมากจน
บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสี่ ข้ามผ่านมหาด่านเคราะห์
สวรรค์ทลายมายาได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นอภินิหาร
มหามรรคานามว่า ‘มหาร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์’]
[ตรวจพบว่าเจ้าผ่านด่านเคราะห์สำเร็จเป็นครั้งที่สิบ
เพราะวิชาที่เจ้าฝึกบำเพ็ญไม่อยู่ในมรรคาสวรรค์ปัจจุบัน เจ้า
มีตัวเลือกสองประการ เลือกได้เพียงหนึ่งเท่านั้น]
[หนึ่ง ละทิ้งการบำเพ็ญเซียน ตบะของเจ้าจะเปลี่ยนเป็น
ระดับขั้นบำเพ็ญของพันมหาโลกา นั่นคือขั้นเทวะหลุดพ้น]
[สอง บำเพ็ญเซียนต่อ เซียนคือผู้อยู่เหนือสรรพชีวิต
สรรพสิ่งเลื่อมใสศรัทธา หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนก็คือการ
แสวงหาหนทางแห่งมรรคาสวรรค์]
ขั้นเทวะหลุดพ้นหรือ
ในใจเจียงฉางเซิงเสียดายอยู่นิดหน่อย แต่เขารับรู้ได้
อย่างชัดเจนว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แม้ยังไปไม่ถึงขั้น
พรหม แต่เท่านี้ก็ต่างจากในวันวานอย่างที่เทียบกันมิได้แล้ว
เขาเริ่มทุ่มสมาธิโคจรพลังเพื่อทำให้พลังมั่นคง
วิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสี่กล่าวถึงกรรมแห่งมหา
มรรคา แล้วยังถ่ายทอดวิธีจัดการร่างอวตารแห่งกรรม
ทั้งหลายอีกด้วย จากสิ่งที่บันทึกอยู่ในเคล็ดวิชา เมื่อก้าวมา
ถึงขั้นนี้ การก้าวไปถึงขั้นพรหมก็เป็นเรื่องแน่นอนแล้ว ตอนนี้
เท่ากับเขาอยู่ในช่วงที่กำลังจะพุ่งเข้าเส้นชัย
การบรรลุขั้นพรหมจะเป็นไปตามครรลองธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงจากขั้นเอกเทวะสู่ขั้นพรหมไม่ใช่จะสำเร็จ
ภายในวันเดียวคืนเดียว เพราะมันต้องใช้เวลายาวนานเช่นนี้
ช่องว่างระหว่างขั้นเอกเทวะกับขั้นพรหมจึงได้กว้างมาก
เจียงฉางเซิงยังยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอัน
เงียบสงัดในห้วงมิติ หลังจากด่านเคราะห์สวรรค์จบลง มิติ
บริเวณนี้ก็พังทลาย เจียงฉางเซิงกับบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาจมลงในเงามืด
เจียงฉางเซิงยังคงพยายามทำให้พลังเสถียรต่อไป
กระบวนการนี้กินเวลาไปถึงหนึ่งร้อยปี
จนกระทั่งวันนี้เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาพาบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาหายวับไป เจียงฉางเซิงย้อนกลับมาใน
ตำหนักเมฆาม่วง ไป๋ฉีกับมู่หลิงลั่วกำลังฝึกวิชาจึงไม่ทันสังเกต
กลิ่นอายของเขา
เจียงฉางเซิงลงไปนั่งบนบัลลังก์เทพแล้วเริ่มใช้ฟังก์ชั่น
แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์
“ตอนนี้ข้าแข็งแกร่งเท่าใดแล้ว”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 4,800 แต้ม ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
สบายแล้ว!
เจียงฉางเซิงอารมณ์ดี เขายังไม่แข็งแกร่งถึงขั้นพรหม
เลยด้วยซ้ำ หากไปถึงขั้นพรหม มูลค่าของเขาจะสักเท่าไรกัน
ดูจากสภาพตอนนี้ ขั้นพรหมกับเซียนทองเอกเทวะน่าจะ
ห่างกันอย่างน้อยก็ร้อยเท่า ซ้ำร้ายตั้งแต่หน่วยวัดมูลค่า
เปลี่ยนเป็นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ความแตกต่างแค่เท่า
เดียวก็เหมือนหุบเหวลึกที่ไม่อาจก้าวข้ามแล้ว
ถึงพลังจะเสถียรเรียบร้อยแล้ว แต่ผลมรรคาของเจียง
ฉางเซิงก็ยังเปลี่ยนแปลงต่อ ตัวเขาในตอนนี้ต่อให้ไม่ฝึก
บำเพ็ญก็ยังจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เจียงฉางเซิงพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่
ตรวจสอบได้ต่อ มันยังเป็นเหมือนก่อนที่เขาจะเลื่อนขั้น
ไม่มีตัวตนที่มูลค่ามากกว่าหนึ่งพันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
เขาวางใจแล้ว
อย่างน้อยสมาชิกของมรรคาอริยะในตอนนี้ก็ทำอันใด
เขาไม่ได้
หลังจากพยากรณ์ตามขอบเขตแต่ละแห่งเสร็จ เจียงฉาง
เซิงก็เริ่มรับถ่ายทอดร่างอาคมหมื่นพิภพเบิกสวรรค์
พลังอภินิหารจำพวกร่างอาคมส่วนใหญ่จะคล้ายกัน แต่
พลังของร่างอาคมที่สำแดงออกมาจะแตกต่างกันไป ทว่ามหา
ร่างอาคมหมื่นพิภพเบิกสวรรค์กลับพิเศษอย่างยิ่ง มันมีกรรม
แห่งมหามรรคาแฝงอยู่ ทำให้รวบรวมพลังจากห้วงเวลาที่แตก
ต่างกันได้ นับว่าสอดรับกับระดับขั้นปัจจุบันของเจียงฉาง
เซิงอย่างพอดิบพอดี
เนื่องจากหยิบยืมพลังมาจากอดีต ปัจจุบันและอนาคต
มาสร้างเป็นมหาร่างอาคมหมื่นพิภพเบิกสวรรค์ อภินิหารชนิด
นี้จึงทรงพลังอย่างยิ่ง แต่พลังที่หยิบยืมมาจากอนาคตน่าจะ
มีขีดจำกัด ต้องลองฝึกดูก่อนถึงจะรู้
หลังจากรับถ่ายทอดวิชามหาร่างอาคมหมื่นพิภพเบิก
สวรรค์เสร็จ เจียงฉางเซิงกลับยังไม่ฝึกฝนพลังอภินิหารนี้ทันที
จิตของเขาจำแลงร่างเข้าไปในโลกแห่งมรรคาเพื่อหลอมผลผา
นกู่ให้เป็นร่างแยกผานกู่ก่อน เพราะยิ่งหลอมสำเร็จเร็ว เขาก็
จะปล่อยร่างแยกผานกู่ให้เริ่มพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่งได้เร็ว
ก่อนหน้านี้เขาเพียงเด็ดมันลงมา แต่ยังไม่ทันเริ่มหลอมอย่าง
เป็นทางการ
หลายปีหลังจากนั้น ไป๋ฉีตื่นขึ้นมาพบว่าเจียงฉาง
เซิงกลับมาแล้ว นางพรูลมหายใจอย่างโล่งอกกับตนเอง แต่
ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน แค่กลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ
ตำหนักเมฆาม่วงเงียบสงัด การเลื่อนขั้นของเจียงฉาง
เซิงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทุกสิ่งในโลกภายนอกไม่ได้รับผลกระทบ
จากเจียงฉางเซิง
เพียงพริบตาเดียว
เวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปี ร่างแยกผานกู่ถูกหลอม
สำเร็จแล้ว มันกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในโลกแห่งมรรคา เจียงฉาง
เซิงเริ่มเข้าใจวิชามหาร่างอาคมหมื่นพิภพเบิกสวรรค์ขั้นต้น
แต่ยังไม่ถึงขั้นแตกฉาน
วันนี้ดวงจิตของเจียงฉางเซิงกระโดดออกมานอก
สามภพ มาเยือนความมืดมิดอันจริงแท้ที่อยู่แถวห้วงมิตินอก
โลก
ดวงเนตรมหามรรคาปรากฏบนหน้าผากของเขา แสง
สีทองเส้นแล้วเส้นเล่ายืดออกมาจากดวงเนตรมหามรรคา
คล้ายกิ่งหลิวนับพันหมื่น แยกย้ายกันไปคนละทิศทาง
สิ่งนี้ก็คือพลังอภินิหารของวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสี่
อวตารมหามรรคา!
เขาจะส่งจิตของตนเองกระจัดกระจายไปยังอดีต ปัจ
จุบัน และอนาคต
อดีตและอนาคตมีช่วงเวลาอยู่นับไม่ถ้วน ย่อมสร้างชีวิต
ชาติภพหนึ่งได้นับไม่ถ้วน ส่วนปัจจุบันก็มีมหาพิภพอยู่
มากมายในห้วงมิติ สามารถแบ่งจิตแยกตัวตนได้นับไม่ถ้วน
เช่นเดียวกัน ยามใดเขาเก็บพันหมื่นตัวตนของอวตารมหา
มรรคากลับมา เขาก็จะได้รับประสบการณ์และสิ่งที่ร่างแยก
ดวงจิตเหล่านั้นบรรลุมาด้วย
นี่ก็คือวิธีฝึกบำเพ็ญของขั้นพรหม พวกเขาไม่อาศัยการ
ฝึกวิชาอย่างทื่อๆ อีกต่อไป
กระบวนการส่งดวงจิตไปอวตารไม่ง่ายดายอย่างที่เห็น
ภายนอก เจียงฉางเซิงควบคุมอย่างระมัดระวัง ไม่ให้พวกมัน
ดับสูญระหว่างที่แยกย้ายกัน
ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ส่งดวงจิตเสี้ยวหนึ่งไปจุติ
สำเร็จ เมื่อมีหนึ่งก็ย่อมมีสอง ดวงจิตทยอยลงไปจุติยังเส้น
เวลาที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เขาสัมผัสได้ว่ากรรมแห่ง
มหามรรคากำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
นอกจากส่งดวงจิตของตนไปอวตารแล้ว เขายังมองเห็น
อดีตและอนาคตของตนเองได้ด้วย อดีตมองเห็นได้ชัดเจน
ที่สุด แต่มันมีพลังแห่งกรรมอันแข็งแกร่งปกป้องไว้จึงแตะต้อง
ไม่ได้ง่ายๆ ส่วนอนาคตพร่ามัวอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่
ห่างไกลเท่าไร มันก็ยิ่งพร่าเลือนเท่านั้น เขามองไม่เห็น
จุดสิ้นสุดในอนาคตของตนเอง
แค่การส่งดวงจิตไปอวตารนี่ เจียงฉางเซิงก็ใช้เวลา
ไปแล้วนับร้อยปี
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงจมจ่ออยู่กับความลี้ลับของขั้น
พรหม แดนสวรรค์ก็กำลังพบกับเรื่องปวดหัว มหันตภัยแห่ง
การคืนชีพบุกจู่โจมอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ผู้คืนชีพจำนวนมาก
กำลังล้อมโลกสวรรค์อยู่ ในหมู่พวกเขามีผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาล
ที่คืนชีพมาด้วย
ณ โลกสวรรค์
เทพเซียนมารวมตัวกันในตำหนักเหนือเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วถามว่า “เผ่าอื่นๆ คิด
อย่างไรบ้าง”
เฉินหลี่ก้าวออกมา ทูลอย่างจนปัญญา “ฝ่าบาท มีเผ่าที่
เตรียมตัวอพยพไปจากโลกสวรรค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ มหันตภัยแห่ง
การคืนชีพเริ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เบื้องหลังของมันดูเหมือน
มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เห็นชัดอย่างยิ่งว่าแผนการ
ดังกล่าวเล็งเป้ามาที่โลกสวรรค์ ฝั่งโลกสวรรค์ก่อตั้ง
มาเนิ่นนานแล้ว แต่เผ่าทั้งหลายยังขึ้นมากุมอำนาจในโลก
สวรรค์ไม่สำเร็จเสียที ความทะเยอทะยานของพวกเขาจืดจาง
ลงแล้ว ต่อจากนี้เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าแดนสวรรค์ต้องเป็นผู้
ปกป้องโลกสวรรค์เอง”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา สีหน้าของเทพเซียนทั้งหลายก็
เคร่งเครียด พวกเขาเคยประจักษ์ความแข็งแกร่งของผู้คืนชีพ
มาแล้ว หากทำลายกายเนื้อของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ ผู้
คืนชีพก็จะไม่ได้รับผลกระทบอะไรทั้งนั้น
จุดสำคัญก็คือมิตรสหายส่วนหนึ่งของพวกเขาดันกลาย
ไปเป็นผู้คืนชีพด้วย
ผู้ตายที่ฟื้นกลับมาจะถือกำเนิดจิตดวงใหม่ เหมือนกับ
เผ่าเกิดใหม่ของไท่ฮวงก่อนหน้านี้
“เหอะ! บังเอิญพอดี เราไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะจากไป
ถึงอย่างไรโลกสวรรค์ก็สร้างขึ้นสำเร็จแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็
แจ้งให้แดนสวรรค์เตรียมตัวรับมือมหันตภัยแห่งการคืนชีพ
เถิด เราก็อยากดูเหมือนกันว่าอยู่ต่อหน้าเกาทัณฑ์เทพยิง
ตะวันของเรา พลังแห่งการคืนชีพจะทนได้นานสักเพียงใด!”
จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงหยัน เอ่ยวาจาอหังการ เทพ
เซียนทั้งหลายได้ยินกำลังใจก็เพิ่มพูนมากขึ้น
นั่นสิ จักรพรรดิสวรรค์ของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
ใช่ว่าจะต้านมหันตภัยแห่งการคืนชีพไม่ได้เสียหน่อย!
มรรคาจารย์ไม่ปรากฏตัวมานานแล้ว ขณะเดียวกัน
จักรพรรดิสวรรค์ก็เติบใหญ่ขึ้น นั่นทำให้ภาพลักษณ์ของ
จักรพรรดิสวรรค์ในหัวใจของเหล่าเทพเซียนตอนนี้สูงส่งขึ้น
ทุกที เทพเซียนทั้งหลายไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วเขาแข็งแกร่ง
เพียงใดกันแน่ ก็เพราะไม่รู้อย่างชัดเจนนี่เอง ความเชื่อมั่นใน
ตัวจักรพรรดิสวรรค์ของเทพเซียนทั้งหลายจึงเพิ่มพูนมาก
ขึ้นไปอีก
จักรพรรดิสวรรค์กำลังก้าวเท้าตามรอยมรรคาจารย์
อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
วิถีเซียนไม่ได้พึ่งพามรรคาจารย์ผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์ ราชันมรรคานิพพาน ฟ้าดินสรวล มหาเซียน
วั่งเฉิน มีผู้แข็งแกร่งที่คอยช่วยกันค้ำจุนวิถีเซียนเพิ่มมากขึ้น
เรื่อยๆ
เมื่อจักรพรรดิสวรรค์ประกาศให้เตรียมตัวรับมือ
มหันตภัยแห่งการคืนชีพ ทั่วทั้งแดนสวรรค์ก็เริ่มเคลื่อนไหว
เทพเซียนที่ออกไปฝึกวิชาข้างนอกจำนวนมากถูกเรียกตัว
กลับมา สำนักใหญ่ต่างๆ ของโลกบำเพ็ญเซียนก็ได้รับแจ้งให้
เริ่มเตรียมตัวทำศึก
พลบค่ำวันหนึ่ง
ฟ้าดินสรวลกับราชันมรรคานิพพานนั่งประจันหน้ากันอยู่
เหนือหน้าผา พวกเขาร่ำสุราพลางชมอาทิตย์อัสดง
“ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังมหันตภัยแห่งการคืนชีพ เจ้าพอ
จะนึกอะไรออกหรือไม่” ราชันมรรคานิพพานเอ่ยถาม
ฟ้าดินสรวลครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ก็นึกออกอยู่ ระหว่าง
หลายล้านปีที่ข้าท่องเที่ยวอยู่ในห้วงมิติ ข้าก็สังเกตเห็นความ
พิสดารของพลังแห่งการคืนชีพตั้งนานแล้ว ข้าสงสัยว่าดวงจิต
ใหม่ของผู้คืนชีพไม่ใช่ดวงวิญญาณที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ แต่
เป็นดวงวิญญาณจากวิถีบำเพ็ญของมหามรรคาที่ล่มสลายมา
สิงร่าง”
ราชันมรรคานิพพานขมวดคิ้วเอ่ยว่า “หากเป็นเช่นนั้น
หรือว่าอีกฝ่ายเพ่งเล็งวิถีเซียน เพราะคิดจะอาศัยวิถีเซียน
ผงาดขึ้นมามีอำนาจใหม่ แล้วเข้ามาแทนที่วิถียุทธ์”
ฟ้าดินสรวลพยักหน้าตอบว่า “เป็นไปได้อย่างยิ่ง
แม้มหันตภัยแห่งการคืนชีพจะเกิดขึ้นทั่วสามพันโลก แต่
การเคลื่อนไหวที่วิถีเซียนหนนี้แตกต่างจากที่อื่นอย่าง
เห็นได้ชัด ผู้คืนชีพในสามพันโลกไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น แต่ผู้
คืนชีพที่อยู่นอกโลกสวรรค์พวกนั้นเห็นชัดว่ากำลังรอคำสั่งอยู่
แล้วถือโอกาสให้เวลาเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจทั้งหลายอพยพหนี
ไป นี่ไม่ปกติ”
………………………………………………………