เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 534 มหันตภัยแห่งการคืนชีพที่แท้จริง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 534 มหันตภัยแห่งการคืนชีพที่แท้จริง
“ที่แท้ก็มาเพื่อพลังแห่งการคืนชีพ เจ้าช่างโง่เขลายิ่งนัก
ที่มาที่นี่”
เสียงลึกลับนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการ
ดูถูกเหยียดหยาม
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
มือซ้ายค้ำแก้ม มือขวาประคองเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ เอ่ยด้วย
น้ำเสียงเฉยชา “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมออกมา เช่นนั้นข้าก็จะเชิญ
เจ้าออกมาเอง”
เมื่อสิ้นคำพูด ปราณกำเนิดเทพอนธการพลันแปร
เปลี่ยนเป็นแส้พุ่งไปที่ขอบฟ้า กวาดล้างความว่างเปล่ามืดมิด
สลายหมอกหนาทึบ เงาร่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืดถูกกระชาก
ออกมา
เขาเป็นบุรุษผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เท้าเปล่า เสื้อคลุม
ขาด ผิวพรรณเป็นสีเทาหม่น ดูคล้ายกับภูตผี แขนและขา
เหมือนถูกโซ่เหล็กเลือนรางพันธนาการไว้ ตอนนี้เขากำลังมอง
เจียงฉางเซิงด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“เจ้าเป็นใครกันแน่” บุรุษเท้าเปล่าตะคอกด้วยความ
โกรธจัด
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เห็นเขาก็ทำตาโต เขารู้สึกเหมือน
จะรู้จักอีกฝ่าย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
ตราหยินหยางเบิกมรรคาลอยขึ้นมาข้างหลังบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคา ก่อนจะขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนบดบัง
ไปครึ่งความว่างเปล่า แผ่กลิ่นอายพลังอันไร้ขอบเขตออกมา
ยิ่งเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งขึ้น อานุภาพของอภินิหารและ
สมบัติอาคมก็ย่อมแข็งแกร่งขึ้นตาม เขาในตอนนี้ต่างหากที่
นับว่าแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตราหยินหยางเบิก
มรรคาออกมาได้แล้ว
ตราหยินหยางเบิกมรรคาแสดงออกมาเป็นภาพของ
มัจฉาคู่หยินหยาง มันหมุนวนช้าๆ จากนั้นไอดำและขาวก็แผ่
ออกมาจำนวนมาก สร้างขึ้นกลายเป็นโซ่ตรวนนับล้านๆ พุ่ง
ไปทางบุรุษเท้าเปล่า
บุรุษเท้าเปล่าคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจะชก
ไปหนึ่งหมัด เงามายาที่มีพลังที่แข็งแกร่งพุ่งออกมาจาก
ความว่างเปล่ามืดมิดข้างหลังทีละร่าง ราวกับกองทัพเทพ
โบราณผู้ข้ามแม่น้ำแห่งเวลามา บุกโจมตีเข้าใส่ตราหยินหยาง
เบิกมรรคาอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรนั้นด้วยพลังที่ไม่มีสิ่งใด
ขัดขวางได้
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม…
พลังที่แข็งแกร่งสองชนิดปะทะกันราวกับกองทัพชนกับ
น้ำหลาก พลังแห่งกฎของทั้งคุกต้องห้ามถึงกับสั่นสะเทือน
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ยืนอยู่บนฝ่ามือของเจียงฉาง
เซิงด้วยความตกตะลึง
เป็นแรงกดดันที่แข็งแกร่งมาก!
เขารู้สึกว่าตัวเขาก่อนโลหิตเซ่นไหว้ก็ยากที่จะต้านทาน
ต่อแรงกดดันของมรรคาจารย์กับบุรุษเท้าเปล่าได้แล้ว ทั้งสอง
คนนี้อยู่ในระดับขั้นใดกันแน่?
กองทัพเทพของบุรุษเท้าเปล่ายื้อได้แค่สองลมหายใจ ไอ
ขาวดำของตราหยินหยางเบิกมรรคาก็ขยายตัวขึ้น จมทั้ง
กองทัพเทพประหนึ่งมหาสมุทรจักรวาล ก่อนจะถาโถมเข้าใส่
บุรุษเท้าเปล่าจนเขาไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้เลย
“เป็นไปได้อย่างไรกัน…”
บุรุษเท้าเปล่าหน้าเปลี่ยนสี เขาคิดจะหนีไปตามสัญ
ชาตญาณ แต่พลันมีมือข้างหนึ่งกดไหล่เขาไว้
เขาปรายตามองก็เห็นเงามายาสีน้ำเงินร่างหนึ่ง นั่นคือ
ร่างจิตจำแลงเทพของเจียงฉางเซิง
เมื่อถูกร่างจิตจำแลงเทพจับไว้ พลังเทพภายในตัวของ
บุรุษเท้าเปล่าก็ถูกแช่แข็งโดยพลัน ไม่อาจใช้งานได้ กายเนื้อ
เขาก็ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย
ต่างชั้นกันมากเกินไป!
บุรุษเท้าเปล่าตื่นกลัวอยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนจะมองเจียงฉาง
เซิงอีกครั้ง “เทวะไตรภพ?”
ร่างจิตจำแลงเทพพาเขาเคลื่อนย้ายพริบตามาอยู่
ข้างหน้าบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา บุรุษเท้าเปล่าเงยหน้า
ขึ้นมอง ใบหน้าของเจียงฉางเซิงถูกรัศมีเทพกับแสงเทพสุด
ขอบตะวันของบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาบดบัง เขาจึงมอง
ไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่าย และในขณะที่เขากำลัง
งงงันอยู่นั้น เขาก็พลันเหลือบไปเห็นดวงตาแนวตั้งบริเวณ
หน้าผากของอีกฝ่าย
แย่แล้ว!
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมาในหัวบุรุษเท้าเปล่า ตัวเขาก็ตก
อยู่ในสภาวะจิตใจล่องลอย
อภินิหาร เก้าขุมนรกสุขาวดี!
แทบจะเป็นชั่วพริบตาเดียว หัวใจของบุรุษเท้าเปล่าก็
แตกสลาย
มูลค่าของเจ้าหมอนี่มีแค่หนึ่งร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์เท่านั้น จะไปสู้กับอภินิหารของเจียงฉางเซิงได้อย่างไร
เจียงฉางเซิงอยากอ่านความทรงจำของบุรุษเท้าเปล่า
ดวงจิตเพิ่งเข้าสู่ห้วงสมองของบุรุษเท้าเปล่า ยังไม่ทันค้น
ความทรงจำ ภาพความทรงจำของอีกฝ่ายก็แตกกระจายเป็น
เสี่ยงๆ
“มีฝีมือจริงๆ เจ้าคือมรรคาจารย์วิถีเซียนกระมัง ในเมื่อ
เจ้าอยากรู้จักข้านัก ข้าก็จะลงมายังวิถีเซียนด้วยตัวข้าเอง
เตรียมรับไฟโทสะที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตกาลให้ดีเสียเถิด”
เมื่อเสียงลึกลับนี้ดังขึ้น ร่างของบุรุษเท้าเปล่าก็สลายเป็น
เถ้าธุลีลอยไปตามสายลม
จิตของเจียงฉางเซิงไม่อาจตรวจสอบได้ว่าอีกฝ่ายอยู่
ที่ใด อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าไม่อยู่ที่คุกต้องห้าม
“เจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้แข็งแกร่งเพียงใดกัน?”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 760 แต้ม
จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
แข็งแกร่งมาก
เจียงฉางเซิงปลงอยู่ในใจ ผู้แข็งแกร่งของห้วงอนันต์
สุญญตามีมากขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่เขาบรรลุขั้นแล้ว อีกทั้งยัง
ก้าวเข้าสู่การผลัดเปลี่ยนเข้าขั้นพรหม ไม่อย่างนั้นเขาคง
ไม่รู้สึกปลอดภัยจริงๆ
ขณะที่เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ยังคงตกใจอยู่นั้น ภาพ
ตรงหน้าเขาก็หมุนวนอย่างรวดเร็ว เขากะพริบตาตาม
จิตใต้สำนึก เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองมาอยู่ใน
ตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง
“ไป๋ฉี พาเขาไป จัดการอย่างเหมาะสม จากนี้ไปให้ฝึก
บำเพ็ญในแดนสวรรค์”
เจียงฉางเซิงพูดขึ้นก่อนจะวางเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ลง
มู่หลิงลั่วที่กำลังฝึกบำเพ็ญก็อดลืมตาขึ้นและมองไปที่
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่ได้
แม้จะโลหิตเซ่นไหว้ไปแล้ว แต่เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ใน
ภพนี้ก็ยังคงแก่ชราเหมือนเดิม
ไป๋ฉีตาเป็นประกาย ลุกพรวดขึ้น เรียกให้เฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์ออกไปจากตำหนักเมฆาม่วง
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์มองเจียงฉางเซิงเหมือนจะอยาก
พูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กดอารมณ์ความรู้สึกภายในใจ
ไว้ ในเมื่อมรรคาจารย์ช่วยเขา เจียงอี้ก็ต้องไม่เป็นอะไรแน่
ทั้งคู่ออกไปจากตำหนักเมฆาม่วง มู่หลิงลั่วก็อดใจ
ไม่ไหวเอ่ยถามถึงตัวตนของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ ซึ่งเจียงฉาง
เซิงก็ไม่ได้ปิดบังอะไร
ตัวตนที่อยู่มานานที่สุดในห้วงอนันต์สุญญตา!
ผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่ง!
มู่หลิงลั่วตกใจพร้อมทั้งปลงอนิจจังที่แดนสวรรค์มีผู้
แข็งแกร่งที่สุดยอดเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว คนผู้นี้อาจจะ
แข็งแกร่งกว่าราชันมรรคานิพพานเสียอีก
“มหันตภัยแห่งการคืนชีพที่แท้จริงใกล้เข้ามาแล้ว
ก่อนหน้านั้น เราไปที่แดนมนุษย์ก่อนเถิด”
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ถึงจะไม่ได้
ข้อมูลของพลังแห่งการคืนชีพมาจากปากของบุรุษเท้าเปล่า
แต่เขาก็ทำนายกรรมต่อจากนี้ของแดนสวรรค์ได้แล้ว นั่นคือ
การเผชิญกับมหันตภัยแห่งการคืนชีพ
มู่หลิงลั่วถามด้วยความประหลาดใจ “มหันตภัยแห่งการ
คืนชีพที่แท้จริงหรือเจ้าคะ ตอนนี้ยังไม่ใช่อีกหรือ”
เจียงฉางเซิงเหยียดเส้นเหยียดสายพลางตอบกลับ “ก็ใช่
แต่มหันตภัยแห่งการคืนชีพในตอนนี้กำลังเผชิญกับสามพัน
โลก มีสามพันโลกแบ่งเบาแรงกดดันแทนวิถีเซียนไว้อยู่ แต่
จากนี้ มหันตภัยแห่งการคืนชีพจะพุ่งเป้ามาที่วิถีเซียนอย่าง
เดียว ผู้อยู่เบื้องหลังคิดจะช่วงชิงวิถีเซียน ยืมวิถีเซียน
มาปรากฏกายขึ้นในแดนมนุษย์อีกครั้ง”
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้วงาม แม้นางจะก้าวสู่มรรคาโชคชะตา
แต่กลับไม่อาจทำนายโชคชะตาของแดนสวรรค์ได้ และยิ่ง
ไม่อาจทำนายทิศทางของมหันตภัยได้
รออยู่ครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็ยังไม่ได้รางวัลรอดชีวิต
ทำให้เขาแอบเสียดายอยู่เล็กน้อย
แต่มาคิดๆ ดูแล้วก็เป็นเรื่องปกติ ต่อให้เขายืนนิ่งไม่ขยับ
ตัวตนที่มีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์หนึ่งร้อยแต้มสู้สุดใจ
แล้วก็ยังฆ่าเขาไม่ได้ ไม่อาจนำพาแรงกดดันเอาตัวรอดมาให้
เขาได้เลย
เจียงฉางเซิงได้แต่ภาวนาว่าเจ้านายที่อยู่เบื้องหลังบุรุษ
เท้าเปล่านั้นจะสร้างแรงกดดันให้เขาได้
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เจ็ดร้อยหกสิบแต้ม ตัวตนที่
นับว่าแข็งแกร่งในเทวะไตรภพนั่น
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงก็เคยพยากรณ์มาแล้วว่าเทวะ
ไตรภพที่อ่อนแอที่สุดก็มีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สี่ร้อยแต้ม
แล้ว เทวะหลุดพ้นที่อ่อนแอที่สุดก็มีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
หนึ่งพันแต้ม หรือก็คือมูลค่าของเทวะไตรภพอยู่ที่สี่ร้อย
ถึงหนึ่งพันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ส่วนเทวะหลุดพ้นก็อยู่
ที่หนึ่งพันถึงห้าพันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
ขั้นเทวะนี้ ยิ่งพัฒนาขึ้น ความต่างก็จะยิ่งมากขึ้นจริงๆ
เจียงฉางเซิงพูดคุยสัพเพเหระกับมู่หลิงลั่ว นานๆ ทั้งสอง
คนจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสักที มู่หลิงลั่วสงสัยสิ่งใด เจียงฉาง
เซิงก็จะคอยตอบให้ทุกคำถาม
หนึ่งชั่วยามต่อมา ไป๋ฉีกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แจ่มใส หลังจากที่ได้รู้ความเป็นมาของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
นางก็ตื่นเต้นมาก คนคนนี้สุดยอดกว่าราชันมรรคานิพพาน
เสียอีก เส้นสายเช่นนี้จะปล่อยให้พลาดไปไม่ได้เด็ดขาด
“ไปเถิด ไปดูแดนมนุษย์ในยามนี้กัน”
เจียงฉางเซิงไม่รอให้ไป๋ฉีพูดก็ชิงพูดขึ้นก่อน จากนั้น
โบกมือพาสตรีทั้งสองหายลับไปจากในตำหนัก
…
วิถีเหนือสรรพสิ่ง ภายในตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง
ไท่ซั่งคุนหลุนเข้ามาในตำหนัก สายตามองไปที่อริยเทวะ
โลกา อริยะเทวะโลกากำลังแช่อยู่ในบ่อโอสถฟื้นฟูบาดแผล
“ตอนนี้ผู้คืนชีพถอยออกจากสามพันโลกแล้ว กำลัง
ไปรวมกันที่โลกสวรรค์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เบื้องหลังผู้
คืนชีพเป็นใครกัน” ไท่ซั่งคุนหลุนถาม อริยเทวะโลกามาจาก
มรรคาอริยะ บางทีก็อาจจะรู้เบื้องหลังเรื่องนี้
อริยเทวะโลกาลืมตาขึ้นก่อนจะขมวดคิ้วพลางถาม “ผู้
คืนชีพถอนกำลังไปรวมที่โลกสวรรค์ทั้งหมดหรือ เป็นเช่นนั้น
จริงๆ รึ”
ไท่ซั่งคุนหลุนตอบกลับ “เป็นเช่นนั้นจริงๆ เจ้าแพ้ให้กับ
มรรคาจารย์แล้ว อย่าคิดไปช่วยเขาอีกเลย ไม่นึกเลยว่าผู้
คืนชีพจะหมายตาวิถีเซียน ช่างรนหาที่ตายจริงๆ ก่อนหน้านี้
ข้ายังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่เลย ตอนนี้ก็ดี พวกเขาส่งตัวเอง
ไปตายเสียก็ดี”
เขาเผยรอยยิ้มที่ได้เห็นคนอื่นเป็นทุกข์
อริยเทวะโลกาส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ “ไม่
ง่ายขนาดนั้นหรอก ปัญหาของวิถีเซียนมาแล้ว จะบอก
ความจริงกับเจ้าให้นะ คนที่พิชิตมหันตภัยคืนชีพคือมรรคา
อริยะ เมื่อนานมาแล้ว มรรคาอริยะเปิดศึกกับศาสตร์โบราณ
มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อริยะเทวะท่านหนึ่ง
บาดเจ็บสาหัส ไม่ได้ไปกับมรรคาอริยะ แต่อยู่ที่ห้วงสุญญตานี้
และเป็นเขาที่สร้างผู้คืนชีพขึ้นมา
คนผู้นี้คิดจะสร้างวิถีบำเพ็ญของตนเองขึ้นมา ได้รับการ
ยอมรับจากต้นกำเนิดมหามรรคา จากนั้นหลุดพ้น ดูแล้วเขาก็
คงหมายตาวิถีเซียนเพื่อเอามาแทนที่วิถียุทธ์”
ไท่ซั่งคุนหลุนขมวดคิ้วขึ้น “เขาแข็งแกร่งกว่าเจ้าหรือไม่”
“ไม่แน่ใจหรอก ข้าไม่เคยพบเขามาก่อน ได้ยินแค่
ตำนานของเขา”
อริยะเทวะโลกาส่ายหน้าก่อนจะถอนหายใจ “ตอนแรก
อริยะเทวะยมพิภพจะออกล่าเทพแห่งมหันตภัย จากนั้นก็
มีอริยะเทวะท่านนั้นคิดจะฉวยโอกาสสร้างวิถีบำเพ็ญขึ้นมา
ห้วงสุญญตาแห่งนี้ช่างน่าขมขื่นยิ่งนัก”
ไท่ซั่งคุนหลุนถาม “ถ้าอย่างนั้น เจ้าคิดว่ามรรคาจารย์
จะรับมือกับมหันตภัยแห่งการคืนชีพไม่ไหวอย่างนั้นหรือ”
อริยะเทวะโลกาพยักหน้า “ถูกต้อง นอกเสียจากว่าเขา
จะไปถึงระดับขั้นเทวะหลุดพ้น แต่นี่เพิ่งจะกี่ปีเอง ต่อให้มรรคา
จารย์จะเป็นผู้ไร้พ่าย ด้วยความสามารถของเขา ถ้าคิดจะหนีก็
คงไม่น่ายาก เพียงแต่ว่าจะต้องสละวิถีเซียนทิ้งไป”
เทวะหลุดพ้น?
ไท่ซั่งคุนหลุนแววตาเป็นประกาย ไม่รู้เพราะเหตุใดเขา
มักจะรู้สึกว่ามรรคาจารย์อาจจะทำสำเร็จแล้ว
เขาเหมือนจะไม่มีวันคาดเดาได้เลยว่ามรรคาจารย์
แข็งแกร่งเพียงใด
ไม่ใช่แค่เขา คู่ต่อสู้ทั้งหมดของมรรคาจารย์ก็คิดเช่นนี้
เหมือนกันหมด
“เช่นนั้นข้าจะตั้งหน้าตั้งตารอเลย หากมรรคาจารย์ชนะ
มหันตภัยแห่งการคืนชีพได้ นั่นก็แสดงว่าเขาไปถึงเทวะ
หลุดพ้นแล้ว” ไท่ซั่งคุนหลุนแค่นหัวเราะออกมา
อริยะเทวะโลกาได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เขาก็เกิดรู้สึกถึงลางไม่ดีขึ้นมา
หากมรรคาจารย์ไปถึงเทวะหลุดพ้นจริงๆ…
ไม่มีทาง!
นี่มันจะเร็วเกินไปแล้ว!
อีกทั้งอยู่ในห้วงสุญญตา มรรคาจารย์จะตระหนักรู้
กฎเกณฑ์มหามรรคาและก้าวไปสู่ขั้นเทวะที่แสวงหาระดับขั้น
ที่สูงขึ้นได้อย่างไรกัน?
พลังกฎเกณฑ์ของห้วงสุญญตาไม่ใช่มหามรรคาที่
แท้จริง
อริยะเทวะโลกาเกิดความว้าวุ่นใจขึ้นมาอีกครั้ง เขาพบ
ว่าเมื่อใดที่เขานึกถึงเรื่องของมรรคาจารย์ก็มักจะว้าวุ่นใจขึ้น
มา
แม้เขาจะมีหัวใจที่มีเมตตาอยากจะช่วยมรรคาจารย์ แต่
เขาก็ยังติดใจกับความพ่ายแพ้ของตนอยู่ดี
ไท่ซั่งคุนหลุนหันหลังกลับไป
อริยะเทวะโลกามองเงาแผ่นหลังของเขาก่อนจะพูดขึ้น
มาทันที “กลิ่นอายพลังในตัวเจ้าแปลกๆ ไป หรือว่าเจ้าเองก็
กำลังหมายตาเทพแห่งมหันตภัยเหมือนกันหรือ”
……………………………………………………..
ไท่ซั่งคุนหลุนหยุดเดิน เขาไม่หันกลับมา หันแผ่นหลังให้
อริยเทวะโลกา
“หากข้ากลายเป็นเทพแห่งมหันตภัย เจ้าจะช่วยข้า
หรือว่าช่วยอริยะเทวะยมพิภพกัน”