เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 535 เทพแห่งยุทธ์ต้งเทียน ขอร้องให้มรรคาจารย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 535 เทพแห่งยุทธ์ต้งเทียน ขอร้องให้มรรคาจารย์
ลงมือ
ผู้คืนชีพจากสามพันโลกต่างรีบเร่งมุ่งไปทิศเดียวกัน
ราวกับได้รับคำสั่งบางอย่าง ข่าวนี้แพร่ะกระจายไปทั่วสามพัน
โลกอย่างรวดเร็ว ผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ที่กระจายอยู่ทั่วสามพันโลก
นำข่าวนี้มาส่งต่อในมหาพิภพจิตจรด้วย
เรื่องนี้แพร่กระจายในเวลาอันรวดเร็วยิ่งนัก หลังจากผู้
บำเพ็ญเซียนทั้งหลายรู้ว่าผู้คืนชีพจำนวนนับไม่ถ้วนกำลัง
เดินทางมาที่โลกสวรรค์ ทุกคนต่างก็รู้สึกกดดัน
สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือจำนวนคนที่เดินทางผ่านประตู
หมื่นโลกเพิ่มมากขึ้น
แม้แต่เจียงฉางเซิง มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีที่ท่องเที่ยวอยู่ใน
แดนมนุษย์ของเทียนจิ่งก็ยังได้ยินคำว่ามหันตภัยแห่งการ
คืนชีพ
เขตที่พวกเขาอยู่คือทวีปชีพจรมังกรในอดีต กระแสนิยม
การบำเพ็ญเซียนของที่แห่งนี้เฟื่องฟู แม้แต่ในหมู่ชาวบ้านก็
พบเห็นผู้บำเพ็ญเซียนได้
เจียงฉางเซิงกับมู่หลิงลั่วแปลงกายเป็นสามีภรรยาอายุ
น้อยคู่หนึ่ง ส่วนไป๋ฉีเป็นสาวใช้ของพวกเขา ทั้งสามเดินทาง
ท่องโลกชมดูทิวทัศน์วัฒนธรรมในแดนมนุษย์อย่างสุขสำราญ
ภายในโรงเตี๊ยม
ไป๋ฉีรินน้ำชาให้เจียงฉางเซิงกับมู่หลิงลั่วพลางถามอย่าง
สงสัยใคร่รู้ “นายท่าน เรื่องมหันตภัยแห่งการคืนชีพ ท่าน
คิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ”
ทั้งสามหน้าตาโดดเด่นจึงดึงดูดสายตาไม่น้อย แต่
พวกเขาไม่ใส่ใจแม้แต่นิดเดียว อยากสนทนาสิ่งใดก็สนทนา
สิ่งนั้น ไม่กลัวเปิดเผยความลับอะไรทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างไม่อินังขังขอบ “ภัยหนนี้สมควร
เผชิญ หลบไม่ได้ หนีไม่พ้น”
ไป๋ฉีเอ่ยอย่างเป็นกังวล “แม้วิถีเซียนจะแข็งแกร่งรุ่งเรือง
แล้ว แต่มหันตภัยแห่งการคืนชีพก็ใช่ว่าจะดูถูกได้ ตั้งแต่
โบราณจรดปัจจุบันมีผู้แข็งแกร่งตายไปตั้งไม่รู้เท่าไร มีกาย
เนื้อของผู้เก่งกาจไร้เทียมทานตั้งเท่าไรที่ยังคงถูกรักษาไว้ หาก
พวกเขายกพวกมารุมโจมตีวิถีเซียนจริง ก็ไม่รู้ว่าวิถีเซียนในปัจ
จุบันจะต้านทานเอาไว้ได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงหัวเราะแต่ไม่เอ่ยตอบต่อ
มู่หลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “มหันตภัยแห่งการคืนชีพ
เพ่งเป้ามาที่โลกสวรรค์ เห็นชัดว่าเบื้องหลังมีพลังบางอย่าง
ควบคุมอยู่ ตัวตนเช่นไรกันที่ควบคุมผู้คืนชีพจำนวนนับไม่ถ้วน
ให้บุกมา เขาทำได้อย่างไรกัน”
ผู้คืนชีพกระจัดกระจายอยู่ทั่วสามพันโลก สามพันโลก
กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนั้น แต่ผู้คืนชีพจากทุกถิ่นที่กลับ
เดินทางมายังโลกสวรรค์กันหมด คำสั่งนี้ส่งไปถึงได้อย่างไร
กัน
นางนึกถึงมหาพิภพจิตจรขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล หรือว่าผู้
ที่อยู่เบื้องหลังมหันตภัยแห่งการคืนชีพครอบครองสิ่งที่คล้าย
กับมหาพิภพจิตจร
เจียงฉางเซิงยกถ้วยชาขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “มหันตภัย
เริ่มต้นขึ้นแล้ว ตัวตนที่เหนือจินตนาการทั้งหลายย่อมเผยตัว
ออกมา”
บทสนทนาของพวกเขาสามคนลอยไปเข้าหูลูกค้าโต๊ะ
ใกล้ๆ ที่มาทานอาหาร บางคนคิดว่าพวกเขาคงมีที่มา
ไม่ธรรมดา ส่วนบางคนคิดว่าพวกเขาคงสติไม่สมประกอบ
การท่องเที่ยวแดนมนุษย์เป็นการชมดูทิวทัศน์ในโลกและ
การใช้ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นไม่ว่าพวกเจียงฉาง
เซิงพบเรื่องราวอะไรเข้า พวกมันก็ไม่ส่งผลต่อพวกเขาทั้งนั้น
ระหว่างท่องเที่ยว เจียงฉางเซิงก็สั่งสอนวิชาให้สตรี
ทั้งสองไปด้วย ทิวทัศน์ที่เดินทางผ่าน มิว่าจะเป็นต้นหญ้าหนึ่ง
ต้น ต้นไม้หนึ่งต้นล้วนมีนัยยะแห่งมหามรรคาซ่อนเร้นอยู่ทั้ง
สิ้น สตรีทั้งสองนางค้นพบอย่างน่าประหลาดใจว่าระหว่าง
หลายปีนี้พวกนางไม่ได้ฝึกบำเพ็ญแท้ๆ แต่ตบะกลับเพิ่มพูนได้
เร็วกว่าเดิม
กาลเวลาปีแล้วปีเล่าผ่านไป ผู้คืนชีพที่มาล้อมโลก
สวรรค์เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมองจากห้วงมิติ
เข้ามา ดูเหมือนโลกสวรรค์มีวงแหวนล้อมรอบวงหนึ่ง นั่นคือ
ทิวทัศน์ที่เกิดจาการรวมตัวของผู้คืนชีพจำนวนนับไม่ถ้วน
ไกลออกไป ณ ชายขอบของมหาพิภพนิลเหลือง ขุม
อำนาจมากมายกำลังสังเกตสถานการณ์อยู่ จากมุมของ
พวกเขา พวกเขาเห็นผู้คืนชีพเหาะมาจากสามพันโลกอย่าง
ไม่ขาดสาย ผู้คืนชีพพวกนั้นต่างเหาะไปทางโลกสวรรค์
พวกเขาไม่ได้มาจากสามพันโลกเท่านั้น แต่ยังมีบางพวกออก
มาจากเบื้องลึกของห้วงอนันต์สุญญตาอีกด้วย
ผู้คืนชีพที่มาจากเบื้องลึกของห้วงอนันต์สุญญตาล้วน
มีคลื่นพลังอันน่ากลัวแผ่ออกมาจากร่าง
ในความมืดมิด โลงศพไม้โบราณขนาดยักษ์โลงหนึ่ง
กำลังเคลื่อนที่มาข้างหน้า สี่ด้านแปดทิศรอบตัวมันมีซากศพ
นับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่
ด้านบนของโลกสวรรค์ ท่ามกลางความมืดมิดอันลึกล้ำ
มีเงาร่างหนึ่งยืนลอยอยู่บนนั้น เขาถือเตาหลอมขนาดยักษ์
ด้วยมือข้างเดียว ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นร่าง
กำยำที่เต็มไปด้วยรอยแผล ดวงตาสองข้างของเขาเป็น
สีขาวโพลนไร้ลูกตา เขายืนนิ่ง ก้มลงมองโลกสวรรค์อย่าง
เย็นชาอยู่เช่นนั้น
ในอาณาเขตของสามพันโลก มังกรกระดูกขนาดมหึมา
ตนหนึ่งกำลังเดินทางผ่านหมู่มวลดารา บนหัวมังกรมีร่างที่ถูก
ห้อมล้อมด้วยหมอกพร่ามัวร่างหนึ่งยืนอยู่ มองเห็นชุดเกราะ
ทรุดโทรมได้วับๆ แวมๆ
ภาพทำนองนี้ปรากฏให้เห็นมากมายนับไม่ถ้วน
เจตจำนงบางอย่างควบคุมผู้คืนชีพทั้งปวงให้มารวมตัวกันที่
โลกสวรรค์
หลังจากผู้คืนชีพเดินทางมาถึงโลกสวรรค์ พวกเขากลับ
ไม่โจมตีทันทีแต่รอคอยอยู่บนห้วงมิติ เผ่าใหญ่ทั้งหลายและ
วิถีบำเพ็ญสายอื่นในโลกสวรรค์ต่างทอดทิ้งโลกสวรรค์ไป
พวกเขาพาไปแค่หัวกะทิของพวกตนเท่านั้น ไม่สนใจไยดีสรรพ
ชีวิตทั้งหลายที่เคยอยู่ใต้อาณัติ
แต่แดนสวรรค์ไม่หนีไปไหน ตรงกันข้ามพวกเขาดึงขุม
กำลังจากโลกคุนหลุนมาเตรียมพร้อมทำศึก
โลกคุนหลุนมีมรรคาจารย์อยู่ แดนสวรรค์จึงไม่จำ
เป็นต้องห่วง แต่โลกสวรรค์อยู่ห่างจากโลกคุนหลุนไกลโพ้น
พวกเขาจึงต้องปกป้อง
วันนี้เจียงฉางเซิงยืนอยู่ริมหน้าผา เขากำลังชื่นชม
ทิวทัศน์อันงดงามในแดนมนุษย์ พลางจิ๊ปากชื่นชม
ความมหัศจรรย์อยู่ในใจ
“พวกที่มูลค่าหนึ่งร้อยถึงสี่ร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์มีมากกว่ายี่สิบเชียว มหันตภัยแห่งการคืนชีพไม่ทำให้
ข้าผิดหวัง”
เจียงฉางเซิงพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดบริเวณโลก
สวรรค์ ตั้งแต่อันดับหนึ่งจนถึงอันดับหนึ่งร้อย ผู้ที่อยู่อันดับ
หนึ่งร้อยมีมูลค่าสี่สิบเก้าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
ช่างเอิกเกริกนัก
ขั้นเทวะเหนือดับสูญก็มีตั้งยี่สิบคนแล้ว
ถ้าอย่างนั้นขั้นเทวะหกตัณหากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์
จะมีมากมายสักเท่าไร
เจียงฉางเซิงฉงนนัก ในห้วงอนันต์สุญญตามีขั้นเทวะถูก
ฝังไว้กี่คนกันแน่
มหันตภัยแห่งการคืนชีพถึงมีขุมกำลังพอฟัดพอเหวี่ยง
กับมรรคาอริยะแล้ว!
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมหันตภัยแห่งการคืนชีพยังไม่
เปิดฉากโจมตี พวกเขากำลังรอคอย นี่หมายความว่ายังมี
ตัวตนที่แข็งแกร่งกว่ายังเดินทางมาไม่ถึง
ศึกหนนี้ปะทุขึ้นเมื่อใด เขาคงดึงความสนใจของมรรคา
อริยะมาที่ตัวเองแน่ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จำ
เป็นต้องปกป้องวิถีเซียน
ในเมื่ออีกฝ่ายกำลังรวบรวมขุมกำลังอยู่ ถ้าเช่นนั้นเจียง
ฉางเซิงก็จะรอ
ต่อให้ขนศพของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมดในห้วงอนันต์สุญญตา
นับแต่โบราณจรดปัจจุบันมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกว่าจะมีตัวตนที่
เหนือกว่าขั้นเทวะหลุดพ้น
ตัวตนระดับนั้นจะมาตายที่ห้วงอนันต์สุญญตา
ไปเพราะเหตุใด หวนคืนบ้านเกิดรึ?
ต่อให้มีจริง เจ้าตัวที่มูลค่าเจ็ดร้อยหกสิบแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์นั่นจะควบคุมศพของขั้นเทวะหลุดพ้นได้อย่างไร
กันเล่า
“นายท่าน ท่านกำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ” ไป๋ฉีเดินเข้ามา
ถาม
มู่หลิงลั่วกำลังอยู่ในห้วงวิปัสสนา แต่เดิมนางไม่อยาก
ยอมแพ้ ตั้งใจจะวิปัสสนาต่อไป แต่หลังจากนั่งเหี่ยวเฉาอยู่
หลายชั่วยาม ในที่สุดนางก็นั่งต่อไปไม่ไหว
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “มองจากบนฟ้ากับมองจากที่นี่
เจ้าคิดว่ามีสิ่งใดแตกต่างกัน”
ไป๋ฉีโคลงหัว ตอบว่า “มองจากบนฟ้า ผืนดินก็ดูเล็ก
กระมัง”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะ ไม่ตอบอะไรอีก
ไป๋ฉีกลอกตาไปมาแล้วถามอย่างระมัดระวังว่า “นาย
ท่าน ผู้คืนชีพที่อยู่รอบโลกสวรรค์จำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกทีแล้ว
มีแม้แต่พวกที่ฟ้าดินสรวลก็ยังทำอันใดไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้
ต่อไป โลกสวรรค์คงโกลาหล”
เจียงฉางเซิงมองดวงตะวันเจิดจ้าที่ปลายขอบฟ้า แล้ว
เอ่ยเสียงเบาว่า “ปล่อยให้พวกเขาทนรับแรงกดดันนี้ไปก่อน
เถิด”
ได้ยินคำนี้ ไป๋ฉีก็แย้มรอยยิ้มทันที นางเข้าใจความนัยที่
เขามิได้เอ่ย
กาลเวลาผ่านไปอีกสิบปี เมื่อพวกเจียงฉางเซิงกลับมา
ถึงตำหนักเมฆาม่วง มหันตภัยแห่งการคืนชีพก็ยังไม่เข้ามา
กลุ้มรุมโจมตีโลกสวรรค์ บัดนี้ผู้คืนชีพมารวมตัวกันประหนึ่ง
มหาสมุทร กลุ่มก้อนของพวกเขาใหญ่โตเสียยิ่งกว่าโลกสวรรค์
ทุกครั้งที่ทหารสวรรค์ออกลาดตระเวนแล้วมองขึ้นไป พวกเขา
ล้วนหวาดผวาตัวสั่นเพราะเจ้าพวกนั้น
เพิ่งกลับมา ไป๋ฉีก็นั่งไม่ติด นางออกจากตำหนักเมฆา
ม่วงเดินทางไปโลกสวรรค์
มู่หลิงลั่วก็สงบใจฝึกบำเพ็ญไม่ได้เช่นกัน นางมานั่งข้าง
เจียงฉางเซิงแล้วถามไถ่เกี่ยวกับมหันตภัยแห่งการคืนชีพ
“พลังสายนี้น่าจะเป็นพลังแห่งกฎที่ถูกสร้างมาภายหลัง
จึงใช้หลักเกณฑ์ธรรมดาไปวัดมันไม่ได้”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างครุ่นคิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบ
พลังแห่งกฎที่ถูกสร้างขึ้น
เทียบกับกฎที่มีมาแต่ดั้งเดิม กฎที่ถูกสร้างมาทีหลังคาด
คำนวณยากกว่า
ในใจเขาสงสัยใคร่รู้เรื่องหนึ่งอย่างยิ่ง เรื่องที่ว่าก็คือ
กองทัพของอีกฝ่ายใหญ่โตเกินไปหน่อย
ตอนนี้ขุมกำลังของมหันตภัยแห่งการคืนชีพ
มารวมตัวกันจนมากพอจะสยบทั้งสามพันโลกแล้ว แต่
มหันตภัยแห่งการคืนชีพกลับไม่เปิดฉากโจมตี นี่พวกเขาคิด
จะทำสิ่งใดกัน
ปล่อยสามพันโลกไว้ไม่รุกราน แต่มาบุกตีโลกสวรรค์ใบ
เล็กๆ
หรือเพราะว่าเจียงฉางเซิงสังหารบุรุษเท้าเปล่าผู้นั้นไป
ก็ไม่น่าใช่!
ก่อนเจียงฉางเซิงเดินทางไปคุกต้องห้าม ผู้คืนชีพก็
มารวมตัวกันที่โลกสวรรค์แล้ว
จะว่าไปแล้วก็แปลก เจียงฉางเซิงพยากรณ์กรรมของผู้
คืนชีพไม่ได้ เห็นชัดว่ามีพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งปกป้อง
กรรมของผู้คืนชีพเอาไว้
“คืนชีพ…ดวงจิตดวงใหม่…ประเดี๋ยวก่อนนะ จะว่า
ไปแล้วดวงจิตของเผ่าเกิดใหม่ก็เหมือนจะไม่ใช่ดวงจิตที่
ถือกำเนิดใหม่ แต่เหมือนดวงจิตที่ฟื้นกลับมายึดครองร่าง…”
เจียงฉางเซิงดวงตาทอประกายวูบหนึ่ง ในใจเหมือน
กำลังใคร่ครวญบางสิ่ง
อีกด้านหนึ่ง
ณ โลกสวรรค์ เทพเซียนมารวมตัวกันในตำหนักเหนือ
เมฆา แม้แต่ราชันมรรคานิพพาน ฟ้าดินสรวลกับเฒ่าลี้ลับลิขิ
สวรรค์ก็มาด้วย ภายในตำหนักบรรยากาศกดดันยิ่งนัก
มหาเซียนวั่งเฉินทำลายความเงียบเอ่ยว่า “ฝ่าบาทจะรอ
ต่อไปมิได้แล้ว เบื้องหลังของผู้คืนชีพจะต้องมีแผนการ
บางอย่างแน่นอน”
คำพูดของเขามีเทพเซียนจำนวนไม่น้อยเห็นด้วย แต่เทพ
เซียนจำนวนมากกว่านั้นยังคงลังเล
แดนสวรรค์ไม่ได้อยากรอ หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาเคย
หยั่งเชิงอยู่หลายหน แต่ก็กลับมาพร้อมความล้มเหลวเสมอ
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ไม่ทันแล้ว แค่เจ้าตัวที่
ลอยอยู่เหนือโลกสวรรค์ตนนั้นก็มีพลังมากพอจะถล่มทั้งแดน
สวรรค์แล้ว”
เจียงเทียนมิ่งหันไปมองเขาแล้วถามว่า “เจ้าหมอนั่นมัน
เป็นใครกัน แม้แต่เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันของฝ่าบาทก็ยังทำอัน
ใดเขาไม่ได้!”
ก่อนหน้านี้จักรพรรดิสวรรค์เคยใช้เกาทัณฑ์ยิงร่างที่ถือ
เตาหลอมอยู่เหนือโลกสวรรค์ร่างนั้นแล้ว ผลปรากฏว่าเขายิง
ต่อเนื่องไปสามดอกแต่กลับทำอันตรายอีกฝ่ายไม่ได้สักนิด
เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงอย่างยิ่ง
ร่างที่ถือเตาหลอมร่างนั้นกลับไม่โกรธและไม่โจมตีกลับ
เขายังคงก้มมองโลกสวรรค์อยู่เช่นเดิม เรื่องนี้ทำให้แดน
สวรรค์ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมืออีก
ราชันมรรคานิพพานเอ่ยด้วยสีหน้าปั้นยาก “เขาเคยเป็น
ประมุขแห่งโลกเทพยุทธ์ สิ้นอายุขัยไปในยุคเริ่มแรกที่ก่อตั้งวิถี
ยุทธ์ นามของเขาคือเทพแห่งยุทธ์ต้งเทียน วิถียุทธ์ของเขา
มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อแนวทางฝึกบำเพ็ญวิถียุทธ์ในยุคหลัง”
“เขาแข็งแกร่งมากเท่าใด”
จีอู่จวินขมวดคิ้วถาม นางถามเรื่องที่เทพเซียนทั้งหลาย
อยากรู้ที่สุด
ราชันมรรคานิพพานถอนหายใจตอบว่า “ไม่ทราบแน่ชัด
เขาเป็นเทวะรุ่นแรกของโลกเทพยุทธ์ แล้วก็เป็นผู้ที่เดินทาง
ไปยังมหาสมุทรเชื่อมอนธการรุ่นแรก คิดไม่ถึงว่าศพของเขา
จะอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตา อาตมาฉงนยิ่ง”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยว่า “นี่หมายความว่าเจ้าคน
ที่อยู่เบื้องหลังมหันตภัยแห่งการคืนชีพคงมาจากห้วงมิติชั้นใน
มหันตภัยแห่งการคืนชีพหนนี้อาจมีศพของผู้แข็งแกร่งจาก
ห้วงมิติชั้นในคนอื่นอีก”
ตำหนักเหนือเมฆาเงียบกริบ เทพเซียนทั้งหลายถูก
กดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง
การมาเยือนของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ ฟ้าดินสรวลและ
ราชันมรรคานิพพานทำให้การมีอยู่ของมหาสมุทรเชื่อม
อนธการกับห้วงมิติชั้นในเป็นที่รับรู้ในแดนสวรรค์ตั้งแต่
ก่อนหน้านี้แล้ว
แค่ผู้คืนชีพจากห้วงอนันต์สุญญตาก็ทำให้พวกเขา
หวาดผวาแล้ว ตอนนี้ยังเกี่ยวข้องไปถึงห้วงมิติชั้นในอันเป็น
ปริศนาอีก
“นอกจากเทพแห่งยุทธ์ต้งเทียน ยังมีผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ
ที่พลังสูงกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์อีก โดยเฉพาะโลงศพไม้ใบ
นั้น ข้ารู้สึกว่ามันชั่วร้ายอย่างยิ่ง” ฟ้าดินสรวลถอนหายใจ
จักรพรรดิสวรรค์ยิ่งฟังยิ่งกลุ้ม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขา
ไม่แน่ใจว่าเหตุใดมหันตภัยแห่งการคืนชีพจึงพุ่งเป้ามาที่โลก
สวรรค์
เยี่ยสวินตี๋แค่นเสียงหยันเอ่ยว่า “จะกลัวอะไร วิถีเซียน
มีมรรคาจารย์ปกป้องอยู่ทั้งคน!”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เทพเซียนทั้งหลายก็เหมือน
พบความหวัง พวกเขาพากันคล้อยตามแล้วใช้มรรคาจารย์
มาสร้างกำลังใจให้ตนเอง
เฉินหลี่ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ยังมีผู้คืนชีพเดินทางมาอีก หาก
ผู้คืนชีพที่แข็งแกร่งที่สุดมาถึง พวกเขาคงไม่จำเป็นต้อง
รอคอยอีกต่อไป ข้ากังวลว่า…”
คำพูดของเขาทำให้ตำหนักหลังใหญ่เงียบ
แค่ผู้คืนชีพที่มีตอนนี้ก็มากพอจะทำให้พวกเขา
หวาดกลัวจนลนลานแล้ว หากยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้กำลัง
เดินทางมาอีก...
“ขอร้องมรรคาจารย์ให้ลงมือเถิด ฝ่าบาท!”
เทพเซียนคนหนึ่งก้าวออกมาประสานมือกราบทูล
คำพูดของเขาชักนำให้เทพเซียนตนอื่นคล้อยตาม พวกเขาพา
กันทวนซ้ำประโยคนี้
ขอร้องให้มรรคาจารย์ลงมือ!
………………………………………………………….