เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 536 จงมาเป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏแห่งวิถีเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 536 จงมาเป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏแห่งวิถีเซียน
เมื่อเทพเซียนจำนวนมากวิงวอน จักรพรรดิสวรรค์จึงจำ
ใจต้องไปเยี่ยมเยียนมรรคาจารย์ ผลปรากฏว่าระหว่างทาง
กลับพบไป๋ฉีเข้า ไป๋ฉีถามว่าเขาจะไปที่ใด เขาก็ตอบตาม
ความจริง
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น จักรพรรดิสวรรค์คงไม่มีทางยอม
บอก แต่ไป๋ฉีอาศัยอยู่ในตำหนักเมฆาม่วงมาเนิ่นนานแล้ว
นอกจากมู่หลิงลั่วผู้เป็นมารดาของเขา นางก็คือผู้ที่ใกล้ชิดกับ
มรรคาจารย์ที่สุด
“นายท่านทราบเรื่องนี้แล้ว แต่นี่คือมหันตภัย หลบเลี่ยง
มิได้ ลองเผชิญหน้าดูก่อนสักตั้งเถิด”
ไป๋ฉีแสร้งเอ่ยอย่างลุ่มลึก จักรพรรดิสวรรค์ได้ฟังดังนั้นก็
ประหนึ่งปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่าทันที
ใช่แล้ว ตบะระดับท่านพ่อจะไม่ทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร
กัน
“แต่ขุมกำลังของมหันตภัยแห่งการคืนชีพกำลัง
แข็งแกร่งขึ้น ผู้คืนชีพพวกนั้นตรึงทัพนิ่งเหมือนกำลังรอคอย
บางสิ่ง เรากลัวว่าหากรอต่อไป เรื่องราวจะหนักหนาสาหัสขึ้น
”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม หลังจากได้ยิน
คำพูดของพวกราชันมรรคานิพพาน เขาก็คาดเดาไม่ออกแล้ว
ว่ามหันตภัยแห่งการคืนชีพหนนี้จะรุนแรงถึงเพียงใด
ไป๋ฉีถลึงตาเอ่ยว่า “สิ่งที่นายท่านมองเห็นจะน้อยกว่าเจ้า
ได้หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วย แม้แต่ตัวเขาเอง
ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดาของตนแข็งแกร่งมากเพียงใด
นับตั้งแต่บรรลุขั้นเอกเทวะ เขาก็ชอบปิดบัง
ความก้าวหน้าในการฝึกบำเพ็ญของตน ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นล่วงรู้
ระดับขั้นของตน นี่มิใช่เอาอย่างบิดาของเขาหรอกหรือ
จักรพรรดิสวรรค์ไม่ดันทุรังอีก เขาพาไป๋ฉีกลับไปด้วยกัน
วันเวลาต่อจากนั้น แดนสวรรค์ยังเตรียมการป้องกัน
อย่างเข้มงวดเช่นเดิม จำนวนผู้คืนชีพรอบโลกสวรรค์เพิ่ม
มากขึ้นทุกวัน จนกระทั่งตอนหลัง ต่อให้สิ่งมีชีวิตในโลกสวรรค์
อยากออกไปจากโลกสวรรค์ก็ทำไม่ได้แล้ว ค่ายกลเคลื่อนย้าย
พลังอาคมเหล่านั้นล้วนถูกแดนสวรรค์ปิดผนึก
ขณะที่สรรพชีวิตทั้งหลายกระวนกระวาย ข่าวหนึ่งก็
แพร่กระจายออกมา
มรรคาจารย์จะลงมือ!
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกมา มันก็กระจายไปทั่วมหาพิภพจิตจร
อย่างรวดเร็วในทันใด
ผู้ศรัทธาเริ่มรีบเร่งเดินทางจากโลกคุนหลุนมายังโลก
สวรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขาอยากเห็นความองอาจ
ยามต่อสู้ของมรรคาจารย์ด้วยตาตนเอง
ข่าวนี้ทำให้ขวัญกำลังใจของโลกบำเพ็ญเซียนในโลก
สวรรค์เพิ่มมากขึ้น เมฆอึมครึมที่ปกคลุมโลกสวรรค์สลายหาย
ไปในพริบตา สรรพชีวิตทั้งหลายไม่หวั่นผวาอีกต่อไปแล้ว
กลับกันพวกเขาตั้งตาคอยศึกใหญ่สะท้านโลกาที่กำลังจะเกิด
ข่าวมรรคาจารย์จะลงมือสยบมหันตภัยแห่งการคืนชีพ
แพร่กระจายไปทั่วสามพันโลกผ่านมหาพิภพจิตจร ทำให้ขุม
อำนาจแต่ละแห่งสั่นไหวไปตามๆ กัน
ในตำหนักหลังหนึ่งของวิถีเหนือสรรพสิ่ง
“มรรคาจารย์กล้าปล่อยให้ผู้คืนชีพมารวมตัวกัน เขาคง
มั่นใจจริงๆ สินะ” ไท่ซั่งคุนหลุนถอนหายใจ
อริยะเทวะโลกาขมวดคิ้ว ดวงตาเต็มไปด้วยแววตา
เหลือเชื่อ
ไท่ซั่งคุนหลุนเห็นปฏิกิริยาของเขา ในใจก็บังเกิด
ความรู้สึกซับซ้อน
การปรากฏตัวของอริยะเทวะโลกาทำให้เขาได้
เปิดหูเปิดตารู้จักโลกที่สูงกว่าเดิม แต่ตัวตนที่สูงส่งเช่นนี้กลับ
ตกตะลึงเพราะมรรคาจารย์
มรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่
หนึ่งหมื่นปีผ่านไป ไท่ซั่งคุนหลุนลืมเลือนความแค้นของ
เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะไปนานแล้ว ความรู้สึกที่เขามีต่อมรรคา
จารย์เป็นความรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ศัตรูตัวฉกาจมากกว่า พูด
กันจริงๆ แล้วเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะก็เป็นฝ่ายบุกไปเล่นงาน
มรรคาจารย์ก่อน ชีพมลายวายชีวาเพราะพลังไม่แข็งแกร่งพอ
ย่อมไม่อาจกล่าวโทษผู้อื่น แต่พลังที่มรรคาจารย์แสดงให้เห็น
ครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาตกตะลึง จากไม่อยากยอมรับ
กลายเป็นไม่อยากยอมแพ้ จากตกตะลึงเปลี่ยนเป็นฉงนงงงวย
ณ ห้วงเวลานี้ อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่ง
มาดปรารถนา
เขาหมายมาดปรารถนาจะครอบครองพลังของมรรคา
จารย์ เขากระหายอยากครอบครองความมั่นใจของมรรคา
จารย์!
ตัวเขาอุตส่าห์ครอบครองพลังเทพมากมายแต่ก็ยัง
ไล่ตามมรรคาจารย์ไม่ทัน มิหนำซ้ำยังถูกทิ้งห่างไกลขึ้นทุกที
อีกเรื่องหนึ่ง พอเห็นผู้มาเยือนจากห้วงมิติชั้นในอย่าง
อริยะเทวะโลกาตกตะลึงถึงเพียงนี้ ไท่ซั่งคุนหลุนกลับ
ภาคภูมิใจแปลกๆ อย่างน้อยมรรคาจารย์ก็ถือกำเนิดในห้วง
อนันต์สุญญตา นับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝั่งเขา
มากกว่า
ก่อนหน้านี้ยามอริยเทวะโลกาคุยโวถึงความแข็งแกร่ง
ของมรรคาอริยะ ในใจเขารสชาติแปร่งปร่าอย่างยิ่ง
“หากมรรคาจารย์เอาชนะมหันตภัยแห่งการคืนชีพได้
หนึ่งแสนปีหลังจากนี้ เจ้ายังจะกล้าไปช่วยมรรคาจารย์อีก
หรือไม่” ไท่ซั่งคุนหลุนถามหยอกเขา
อริยะเทวะโลกาเงียบงัน ไม่ตอบในทันที
ไท่ซั่งคุนหลุนกลับพอใจความเงียบงันของเขาอย่างยิ่ง
ผ่านไปพักใหญ่ ขณะที่ไท่ซั่งคุนหลุนกำลังจะผละจากไป
อริยเทวะโลกาก็เอ่ยปากว่า “หากมรรคาจารย์ทำได้จริง
สถานการณ์ของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์หนนี้ก็จะเปลี่ยนไปแล้ว”
“โอ้? เปลี่ยนไปอย่างไรเล่า”
อริยเทวะโลกาถูกไท่ซั่งคุนหลุนจี้ถาม ก็ตอบด้วยแววตา
ซับซ้อน “มหามรรคาอันรุ่งโรจน์สายหนึ่งจักถือกำเนิด ไม่
เช่นนั้นมหามรรคาก็จักดับสูญ มรรคาอริยะก็เคยประสบ
คราวเคราะห์เช่นนี้เหมือนกัน”
ไท่ซั่งคุนหลุนหรี่ตาลง
…
กาลเวลาผ่านไปอีกสิบกว่าปี โลกสวรรค์ถูกเหล่าผู้
คืนชีพปกคลุมจนมิด ขุมอำนาจมากมายตรงชายแดนมหา
พิภพนิลเหลืองที่เห็นภาพนี้ต่างขวัญผวาตัวสั่น
ผู้คืนชีพมีมากมายถึงเพียงนี้เชียว มหันตภัยระดับนี้หาก
เปลี่ยนเป้าหมายมาเล่นงานพวกเขา ผู้ใดจะไปขัดขวางได้กัน
ณ ห้วงเวลานี้ เผ่าต่างๆ และวิถีบำเพ็ญของมหามรรคา
สายอื่นในมหาพิภพนิลเหลืองต่างหวังว่าแดนสวรรค์
จะยืนหยัดรอดพ้น เพราะเทียบกับการเผชิญหน้ากับมหันตภัย
แห่งการคืนชีพผู้โหดร้ายไร้ปรานี พวกเขายินดีจะเผชิญหน้า
กับวิถีเซียนมากกว่า
แต่ไหนแต่ไร มรรคาจารย์ก็เปิดกว้างยอมรับมหามรรคา
สายอื่น ยามแข่งขันกับวิถีเซียน สู้ไม่ได้ก็ยังยอมแพ้ได้ แต่
ขัดขืนมหันตภัยแห่งการคืนชีพย่อมมีแต่ตายเท่านั้น
ผู้คืนชีพทั้งหลายแข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตมากเท่าใด เหล่าผู้
คืนชีพก็ขยายจำนวนได้มากเท่านั้น จุดนี้ทำให้พวกเขามิอาจ
ยืนร่วมฟ้ากับผู้คืนชีพทั้งหลายได้
ในวันนี้ แรงกดดันอันน่ากลัวสายหนึ่งเดินทางมาเยือน
มันปกคลุมโลกสวรรค์จนทำให้ท้องฟ้าของโลกสวรรค์เกิด
ปรากฏการณ์ประหลาด ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนนับไม่ถ้วนเหาะ
ออกมาจากอารามที่พำนักและตำหนักเซียนของตนเอง ปุถุชน
เดินดินทั้งหลายก็เช่นกัน พวกเขาต่างเงยหน้ามองบนท้องฟ้า
โลกสวรรค์ไม่ใช่โลกคุนหลุน ปุถุชนในโลกใบนี้แข็งแกร่ง
กว่าปุถุชนในมหาพิภพปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้นข่าวสารย่อม
กระจายได้กว้างขวางมากกว่า
สรรพชีวิตต่างรู้ว่าโลกสวรรค์กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด
ในขณะเดียวกันนั้นเอง บนห้วงมิติ ผู้คืนชีพนับอนันต์
ต่างลืมตาขึ้นพร้อมกัน รวมถึงร่างที่ถือเตาหลอมอยู่ด้าน
บนสุดผู้นั้นด้วย
ผู้คืนชีพไม่ได้มีเพียงศพของเผ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ยังมี
ศพของเผ่าอื่นด้วย ผู้คืนชีพหลายตนร่างกายใหญ่โตมโหฬาร
ยิ่งกว่าโลกสวรรค์
“ในที่สุดก็จะลงมือแล้วสินะ”
“ข้ารอแทบไม่ไหวตั้งนานแล้ว”
“แม้มหามรรคาสายนี้จะมีเนื้อหาลุ่มลึก แต่ภาพรวมยัง
อ่อนแออยู่ เหตุใดต้องรั้งรอนานถึงเพียงนี้กัน”
“เหอะ เจ้าจะไปเข้าใจอะไร พวกเรามิได้หวาดกลัว
พวกเขา แต่เพราะมีแผนการใหญ่อยู่ต่างหาก”
“แม้แต่เขาก็ลงมาจุติด้วยอย่างนั้นหรือ”
ผู้คืนชีพเริ่มเปิดปากสนทนากันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสียง
ผสานรวมกันก็กลายเป็นเสียงดังอื้ออึง
โลงศพไม้โบราณยักษ์ที่ลอยอยู่ค่อนไปทางรอบนอกเริ่ม
เคลื่อนมาข้างหน้า ผู้คืนชีพทั้งหลายหลีกทางให้ตามสัญ
ชาตญาณ ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง
แรงกดดันสุดแกร่งสายนั้นแข็งแกร่งขึ้นทุกชั่วอึดใจ ผู้
คืนชีพนับไม่ถ้วนเหมือนจะสัมผัสบางสิ่งได้ พวกเขาจึงเงยหน้า
มองแล้วพบว่าด้านข้างของร่างที่ถือเตาหลอมอยู่มีร่างที่
ใหญ่โตมหึมากว่าปรากฏตัวขึ้น
ร่างอันอหังการนั่นมีครึ่งท่อนล่างคล้ายมังกร ครึ่งท่อน
บนคล้ายมนุษย์ รอบกายเขามีกระแสปราณก่อตัวเป็น
รูปลักษณ์ของมังกรตนแล้วตนเล่าวนเวียนอยู่รอบกาย ใบหน้า
สวมหน้ากากสีดำสลักลวดลายประหลาด เส้นผมสีดำปลิว
สะบัดยุ่งเหยิงไร้สิ่งใดพันธนาการ
“ถึงเวลาลงมือแล้ว”
เสียงแหบพร่าเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อได้ยินคำนี้ ดวงตาของ
ร่างที่ถือเตาหลอมก็เบิกโพลง ดวงตาสีขาวโพลนทอประกาย
น่าสะพรึง
เขาตวาดเกรี้ยวกราดแล้วถลาลงไปเบื้องล่างพร้อมกับ
ยกเตาหลอมยักษ์ด้วยมือเดียว ร่างของเขากรีดห้วงมิติเป็น
รอยแยกสีดำเส้นหนึ่ง ราวกับจะฉีกห้วงมิติออกเป็นสองซีก
สรรพชีวิตบนโลกสวรรค์สัมผัสได้ถึงแรงปะทะที่บดขยี้
ลงมาแทบจะในพริบตา ทว่าเพียงชั่วอึดใจมันก็มลายหายไป
พวกเขาเห็นแสงสีทองชั้นหนึ่งเปล่งออกมาจากโลกสวรรค์ มัน
ต้านทานการโจมตีของเตาหลอมยักษ์เอาไว้
เปรี้ยง!
โล่แสงสีทองสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดระลอกคลื่นวง
แล้ววงเล่า สรรพชีวิตแหงนหน้ามอง หมู่เมฆบนท้องนภา
ปั่นป่วนดุจเกลียวคลื่นคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่ระดับขั้นบำเพ็ญสูง
จำนวนหนึ่งมองร่างอันน่าเกรงขามร่างนั้น
หนึ่งเตาหลอม พลังสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน!
เทพเซียนนับไม่ถ้วนเหาะขึ้นฟ้าประหนึ่งห่าธนู พวกเขา
เหาะมาถึงห้วงมิติที่อยู่บนผิวรอบนอกของโลกสวรรค์ แล้ว
แหงนหน้ามองโล่แสงสีทองที่อยู่จากพวกเขาไม่ถึงห้าหมื่นจั้ง
ก่อนจะหันไปมองมหาสมุทรผู้คืนชีพที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ขนหัวของพวกเขาลุกซู่
สายตาของจักรพรรดิสวรรค์จ้องเขม็งบนร่างที่ถือเตา
หลอม ระดับขั้นบำเพ็ญของเขาสูงส่ง เขาจึงจับสัมผัสได้
มากกว่า แม้มีโล่แสงสีทองปกป้องอยู่ ทว่าชั่วพริบตาเมื่อครู่
เขารู้สึกหวาดผวาคล้ายตนเองกำลังจะสลายเป็นเถ้าธุลี
นั่นแสดงว่าระดับขั้นของเจ้าคนที่ถือเตาหลอมนั่นสูงกว่า
เขามาก!
ร่างที่ถือเตาหลอมเหยียบยืนบนโล่แสงสีทองอย่างเนิบ
ช้า เขาชูเตาหลอมยักษ์ขึ้นอีกหนพร้อมกับสีหน้าเย็นชา
อสนีบาตนับล้านพุ่งออกมาจากในเตาหลอม พวกมันแผ่
กระจายไปทั่วห้วงมิติ ก่อตัวเป็นภาพเตาหลอมขนาดมหึมา
ยิ่งกว่าเดิมแล้วทุบลงมาอย่างเกรี้ยวกราด อสนีบาตโหมคลั่ง
แล่นปราดปกคลุมทั่วโลกสวรรค์ น่าเสียดายโล่แสงสีทอง
ยังคงไม่ถูกทำลาย
“เทพเทวาจากแห่งหนใด ยังมิปรากฏกายอีก!”
เสียงแหบพร่าดังขึ้น เจ้าของเสียงนั่นก็คือร่างเรือนผม
สีดำที่ลอยอยู่เบื้องบน เขาดูเหมือนเทพมารจากโบราณกาลที่
กำลังก้มลงมองโลกสวรรค์อันเล็กกระจ้อยร่อย
สิ้นเสียง สรรพชีวิตในโลกสวรรค์ก็เห็นร่างอันยิ่งใหญ่
ทรงรัศมีศักดิ์สิทธิ์ร่างหนึ่งปรากฏตัวเหนือท้องนภา ร่างนั้น
ขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนบดบังท้องนภาปิดบังดวงตะวัน
พวกเขามองเห็นเพียงพนักพิงด้านหลังของบัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคา ดวงตะวันเจิดจ้าเก้าดวงทอแสงเจิดจ้าเจ็ดสีทำให้
ฟ้าดินกลับมาสงบ
เทพเซียนทั้งหลายที่อยู่นอกท้องนภาก้มลงไปมอง
พวกเขาเห็นร่างของมรรคาจารย์
ทาบฟ้าเทียมพสุธา!
ไม่ใช่ร่างกายขนาดหมื่นจั้งอีกแล้ว!
เจียงฉางเซิงร่างกายมหึมาเทียบเท่าโลกสวรรค์ทั้งใบ
เขาหันหลังให้สรรพชีวิตบนโลกสวรรค์ เทพเซียนทั้งหลายอยู่
ตรงกลางระหว่างเขากับผู้คืนชีพ
แสงเทพสุดขอบตะวันบดบังใบหน้าของเจียงฉางเซิง
ทว่าเพียงมองเห็นร่างของเขา เทพเซียนแห่งแดนสวรรค์ก็
ตื่นเต้นยินดี แต่ละคนๆ เผยสีหน้าฮึกเหิมออกมา
“เขาเหมือนจะแข็งแกรงขึ้นอีกแล้ว…ไม่ใช่สิ เขาอาจแค่
แสดงความแข็งแกร่งออกมามากกว่าแต่ก่อนก็ได้…”
ราชันมรรคานิพพานมองเจียงฉางเซิงแล้วครุ่นคิดอยู่
เงียบๆ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ทน
รับสายตาของผู้คืนชีพนับไม่ถ้วน เขาเอ่ยปากถามอย่างเนิบช้า
“ข้าสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าพวกเจ้าคือเจตจำนงแห่งมหามรรคา
สายใด เจ้าเลือกวิถีเซียน บ่งบอกว่าสายตาของเจ้ายอดเยี่ยม
อย่างยิ่ง แต่สิ่งนั้นก็นำเจ้ามาสู่จุดจบที่น่าเศร้าเช่นกัน สิ่งที่เจ้า
เลือกจะนำพวกเจ้าไปสู่ความสิ้นหวังที่ไร้ทางให้หวนกลับ”
พวกเจ้าที่พูดหมายถึงผู้คืนชีพทั้งหลาย ส่วนเจ้าที่
ว่าหมายถึงตัวตนที่บงการทุกสิ่งอยู่เบื้องหลัง
น้ำเสียงของเจียงฉางเซิงเรียบเฉย ท่าทีของเขา
ไม่อหังการเช่นเจ้าของเรือนผมสีดำผู้นั้น แต่กลับทำให้ผู้
คืนชีพทั้งหลายรู้สึกกดดันเป็นเท่าทวี มิอาจตะโกนโหวกเหวก
ออกมาได้อีก
เทพเซียนทั้งหลายได้ยินคำพูดของเจียงฉางเซิงก็ทำหน้า
ภาคภูมิใจ
คำพูดนี้ของมรรคาจารย์กู้หน้าให้พวกเขาแล้ว
ตอนนี้วิถีเซียนอาจยังอ่อนแอมาก แต่วิถีเซียนยังเยาว์วัย
นัก สักวันหนึ่งพวกเขาจะเป็นผู้ปกครองทุกสิ่ง!
“โอหัง!”
ร่างที่ถือเตาหลอมตวาดเกรี้ยวกราดออกมาหนึ่งคำ
สีหน้าแววตาโหดเหี้ยม ร่างกายของเขาขยายใหญ่อย่าง
รวดเร็ว กายเนื้อลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีขาว เขาชูเตาหลอม
แล้วหวดลงมาอีกครั้ง
ครืน!
โล่แสงสีทองสั่นไหวอย่างรุนแรงประหนึ่งจวนเจียน
แตกสลาย สิ่งนี้ทำให้ผู้คืนชีพทั้งหลายมีสีหน้ายินดีปรีดา
ทว่าในเวลานั้นเอง
ต้นไม้วิเศษสีทองต้นหนึ่งก็โผล่ออกมาจากฝ่ามือของ
มรรคาจารย์ มันขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คืนชีพ
ทั้งหลายตกใจถอยร่นไปด้านหลัง ไม่ถึงสามชั่วอึดใจ ต้นไม้
วิเศษเกล็ดทองก็มีขนาดใหญ่กว่าโลกสวรรค์นับพันเท่า ใบของ
มันบดบังผู้คืนชีพส่วนใหญ่จนมิด
ภาพนี้ทำให้ยอดฝีมือของเผ่าใหญ่และวิถีบำเพ็ญสาย
อื่นที่คอยสังเกตการณ์อยู่ไกลๆ ตกตะลึง
ร่างนี้แข็งแกร่งระดับใดกัน
“ดวงวิญญาณวายชนม์ผู้มิยอมหลับใหลเอ๋ย จงมาเป็น
ส่วนหนึ่งของสังสารวัฏแห่งวิถีเซียนเสียทั้งหมดนั่นเถิด!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นอีกครั้ง หนนี้น้ำเสียงของเขา
เฉียบขาดคล้ายผู้ปกครองสูงสุดที่กำหนดโชคชะตาของสรรพ
ชีวิต
เพียงชั่วพริบตาต้นไม้วิเศษเกล็ดทองก็แผ่แสงเจิดจ้า
ใบไม้สีทองนับไม่ถ้วนดีดตัวพุ่งออกไปคนละทิศคนละทาง
ผู้คืนชีพทั้งหลายต่างพากันปัดป้องแต่มิอาจป้องกันได้
แม้แต่น้อย ผู้คืนชีพทยอยถูกมันทะลวงผ่านกายเนื้อ ร่างกาย
สลายเป็นเถ้าธุลีมากขึ้นเรื่อยๆ ประกายแสงสีทองสว่างขึ้น
ตรงนั้นตรงนี้รอบโลกสวรรค์ราวกับดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่
ตระการตาบนห้วงอวกาศ
…………………………………………………..