เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 537 วิถีเซียนไม่อาจก้าวล่วง
“ฆ่า!”
เมื่อสิ้นเสียงคำราม ผู้คืนชีพเหลือคณานับต่างก็กระโจน
ไปโลกสวรรค์ ถึงจะมีสหายร่วมรบสลายเป็นเถ้าธุลีนับไม่ถ้วน
พวกเขาก็ยังไม่มีความเกรงกลัวเลย ในแววตามีเพียงโลก
สวรรค์เท่านั้น
เงาร่างยกเตาหลอมชูเตาหลอมยักษ์ขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้
เขาพลิกสองมือมาจับฐานเตาหลอม หันปากเตาหลอมไปทาง
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองอันโอ่อ่ายิ่งใหญ่นั้น
เปลวเพลิงสีขาวทะลักออกมาจากปากเตาหลอม
กลายเป็นทะเลเพลิงที่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ เคลื่อนผ่านฟ้าโลก
สวรรค์ไปยังต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
เมื่อถูกเปลวเพลิงสีขาวเผาไหม้ ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองก็
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นทันควัน นิ้วชี้
มือขวาสำแดงดัชนีมรรคพิฆาตโลกา ก่อนจะจมเงาร่างยกเตา
หลอมหายไปในพริบตา
ตัวตนที่แข็งแกร่งถึงระดับสามร้อยแปดสิบเก้าแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ถูกสังหารลงในพริบตาเดียว!
“ดัชนีปราณตระกูลเฉิน!”
เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นของแม่ทัพสวรรค์ท่านหนึ่ง
ดังขึ้น เฉินหลี่ถึงกับยืดอกขึ้น
จักรพรรดิสวรรค์เบิกตาโต เขารู้ว่าท่านพ่อแข็งแกร่งมาก
แต่ไม่นึกเลยว่าตัวตนอันแข็งแกร่งที่เขาสู้เต็มที่ด้วยแล้วก็ยัง
ทำอันตรายอะไรไม่ได้นั้น เมื่อเผชิญกับการโจมตีของท่านพ่อ
กลับต้านทานไม่ได้แม้แต่น้อย
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์แอบตกใจ ถึงเขาจะใช้โลหิต
เซ่นไหว้ต้องฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง แต่สายตาก็ยังดีอยู่
เงาร่างถือเตาหลอมคือตัวตนที่เหนือกว่าเทวะหกตัณหา
!
กระทั่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าเทวะเหนือดับสูญที่เขาเคยพบ
มาทั้งหมด!
ตัวตนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ยังตายเร็วถึงขนาดนี้
ราชันมรรคานิพพานก็ตกตะลึงเช่นกัน ตัวเขาเป็นบรรพ
จารย์ยุทธ์แห่งโลกเทพยุทธ์ เขาเข้าใจความแข็งแกร่งของ
เงาร่างถือเตาหลอมดีกว่าใคร
นี่คือเทพยุทธ์ถ้ำสวรรค์!
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคที่เพิ่งสร้างวิถียุทธ์ขึ้นมา!
เขาพลันรู้สึกเหมือนได้เป็นสักขีพยานในหน้า
ประวัติศาสตร์ ในยุคที่เพิ่งสร้างวิถียุทธ์ พรรคพวกเทพยุทธ์
ถ้ำสวรรค์ก็เผชิญกับมหันตภัยที่คล้ายกับในตอนนี้ กระทั่งพูด
ได้ว่าในยุคนั้นก็อาจจะยังไม่แข็งแกร่งเท่าตอนนี้ ถึงอย่างไรวิถี
ยุทธ์ก็พัฒนาขึ้นมาอย่างยาวนาน
มหันตภัยวิถียุทธ์เพิ่งเริ่มขึ้น มรรคาจารย์ก็สำแดงพลังได้
เช่นนี้แล้ว หากวิถีเซียนมาแทนที่ตำแหน่งของวิถียุทธ์ วิถีเซียน
ในอนาคตจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน?
ขณะที่เหล่าเทพเซียนกำลังตื่นเต้นกับพลังของมรรคา
จารย์นั้น เจียงฉางเซิงก็ยังไม่หยุดมือ ปราณกำเนิดเทพ
อนธการแปลงเป็นแส้กวาดเข้าไป ทะลุม่านแสงสีทอง สังหาร
ผู้คืนชีพที่รายล้อมโจมตีม่านแสงสีทองอย่างบ้าคลั่งพวกนั้น
ทั้งหมด
ไม่ว่าผู้คืนชีพจะแข็งแกร่งเพียงใด เมื่อถูกปราณกำเนิด
เทพอนธการกวาดผ่านก็จะสลายเป็นเถ้าธุลี ไม่มีผู้คืนชีพต้าน
เอาไว้ได้เลย แต่ก็มีผู้คืนชีพบางส่วนหลบได้ด้วยไหวพริบดี
ผู้คืนชีพที่รายล้อมโลกสวรรค์มีมากมายมหาศาล ต่อให้
ใช้ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับปราณกำเนิดเทพอนธการโจมตี
ออกไปพร้อมกันก็กวาดล้างพวกเขาทั้งหมดในเวลาอันสั้น
ไม่ได้
“ข้าจะเปิดเส้นทางน้ำพุเหลืองไปสู่ตำหนักยมโลกให้พวก
เจ้าเอง!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น แทบในขณะเดียวกันนั้น
สะบั้นเศียรแห่งตำหนักยมโลกไกลๆ พลันเงยหน้าขึ้น ทหาร
ภูตผีนับไม่ถ้วนต่างตื่นกลัว วิญญาณคนตายที่กำลังเดินหน้า
มาเหล่านั้นพากันเงยหน้ามอง เหล่าผีร้ายที่อยู่นรกขุมที่สิบ
แปดต่างก็สัมผัสอะไรได้บางอย่าง พากันเงยหน้าขึ้น
พลังแห่งสังสารวัฏของตำหนักยมโลกปรากฏขึ้นมาเป็น
รูปร่าง ประกอบขึ้นเป็นปราณสีเหลืองหลั่งไหลไปสู่เงามืด
เหนือตำหนักยมโลก
อีกด้านหนึ่ง ตรงหน้าเจียงฉางเซิงก็ปรากฏปราณ
สีเหลืองขึ้นมาเช่นกัน มันวนเวียนอย่างรวดเร็ว รวมกันขึ้นเป็น
ถาดวงกลมขนาดยักษ์หมุนด้วยตัวมันเอง ด้านบนแบ่งออก
เป็นหกส่วน สีสันต่างกัน รวมกันขึ้นมาเป็นร่างอาคมผีร้ายที่
ต่างกัน
นี่คืออภินิหารที่เจียงฉางเซิงตระหนักรู้ในระหว่างการฝึก
บำเพ็ญ อาศัยพลังแห่งสังสารวัฏของตำหนักยมโลกสร้างขึ้น
เขาเรียกมันว่าสังสารวัฏหกภพภูมิ สามารถดูดวิญญาณ
คนตาย ส่งไปตำหนักยมโลกได้
แม้กายเนื้อของผู้คืนชีพจะสลายไปแล้ว แต่ดวงวิญ
ญาณไร้รูปก็ยังวนเวียนอยู่
ดวงวิญญาณเหล่านี้เหมือนโดนคำสาปบางอย่าง ต่อให้
โดนพลังของต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับปราณกำเนิดเทพ
อนธการ ดวงวิญญาณก็ยังไม่สลายหายไป
ถ้าเช่นนั้นก็ส่งไปนรกขุมที่สิบแปดก็แล้วกัน!
“โอหัง!”
เสียงตะคอกด้วยความโกรธดังขึ้น ในที่สุดเงาร่างผมดำ
ผู้อยู่สูงส่งนั้นก็นั่งไม่ติดพื้นอีก เขายกมือขึ้นกดลงข้างล่าง
ปราณรอบตัวที่แปรเปลี่ยนรูปร่างเป็นพญามังกรไม่รู้เท่าไรแย่ง
กันพุ่งลงไปข้างล่าง เสียงคำรามของมังกรดังสนั่นถึงเยื่อแก้วหู
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองขนาดมหึมายังถูกกระเทือน เอน
ไปทิศทางหนึ่ง มองไกลๆ จะเหมือนกับฝูงมังกรนับล้านๆ ตัว
กำลังยกต้นไม้แห่งการสร้างโลกขึ้น เหล่าเทพเซียนถึงกับ
มองตาค้าง
เหล่าผู้แข็งแกร่งที่อยู่ตรงชายขอบของมหาพิภพนิล
เหลืองเห็นดังนั้นยังตกใจยิ่งกว่าเทพเซียน ถึงอย่างไรตัวเหล่า
เทพเซียนก็คิดว่ามรรคาจารย์ไร้พ่าย แต่พวกเขานั้น นอกจาก
ความตกตะลึงที่เห็นด้วยตาแล้ว ก็ยังมีความสะท้านในด้าน
ความรู้ความเข้าใจอีก
พลังกฎเกณฑ์แห่งห้วงสุญญตานี้ปั่นป่วนขึ้นมาแล้ว ห้วง
สุญญตาเกิดคลื่นกระเพื่อมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าขึ้นมา
พลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ในระดับขั้นใดกัน
วิถียุทธ์มาถึงระดับนี้ได้เชียวหรือ
ศาสตร์โบราณมาถึงระดับนี้ได้เลยหรือ
ความงุนงงและหวาดกลัวผุดขึ้นมาในความคิดพวกเขา
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองที่ถูกเปลวไฟสีขาวแผดเผากับ
เงาร่างมังกรพุ่งชน สุดท้ายแล้วก็ยังทรงตัวต้นไม้เอาไว้ได้
กริ๊งๆๆ
เสียงระฆังแปลกประหลาดดังขึ้น ผู้ได้ยินล้วนชะงักงัน
รวมถึงผู้ชมสงครามไกลๆ ทว่าผู้ที่อยู่ในโลกสวรรค์กลับ
ไม่ได้รับผลกระทบ
ผู้คืนชีพจำนวนมากพลันหยุดนิ่ง ก่อนจะถูกใบไม้ของ
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองโจมตีใส่ ปราณกำเนิดเทพอนธ
การกวาดล้างผู้คืนชีพทั้งหมดในม่านแสงสีทองไปทันที
เงาร่างผมดำสั่นไปทั้งตัว ไม่ทันไรหน้ากากสีดำของเขาก็
เปล่งแสงสีโลหิตน่าสะพรึงออกมา
เจียงฉางเซิงผู้ถือระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรีวิสุทธิ์ตกใจกับท่าที
ของเงาร่างผมดำ เจ้าหมอนี่ไม่ธรรมดาเลย มิน่าถึงมีหกร้อย
เจ็ดสิบสามแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์!
แต่ก็น่าเสียดายที่มาเจอกับเจียงฉางเซิง สุดท้ายก็ต้อง
ตายอยู่ดี!
“ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ ให้ข้าชำระธรรมแทนสวรรค์
เอง!”
เมื่อสิ้นคำพูดของเจียงฉางเซิง น้ำเต้าก็ลอยขึ้น เปิดจุก
ออก แสงสีขาวพุ่งออกไป คล้ายกับดาวตกสว่างไสวพุ่งผ่าน
สมรภูมิรบในห้วงสุญญตาอันวุ่นวาย โจมตีเข้าใส่เงาร่างผมดำ
เงาร่างผมดำยกสองมือขึ้น มือขวากดที่หลังมือของ
มือซ้าย ทันทีที่เสียงร้องมังกรที่กลบทุกเสียงดังขึ้น มังกรทอง
ห้ากรงเล็บตัวหนึ่งก็ทะยานออกมาจากฝ่ามือของเขา
ส่องสว่างไปทั้งห้วงสุญญตา ทั้งโลกสวรรค์พลันถูกอาบอยู่
ท่ามกลางแสงสีทอง
ทว่ามังกรทองห้ากรงเล็บเพิ่งปรากฏตัวก็ถูกแสงสีขาว
สังหาร
หน้ากากแสงสีโลหิตของเงาร่างผมดำถูกส่องสว่าง เขา
หันหน้าไปมองตามจิตใต้สำนึกก่อนจะพบว่ามีดาบบินเล่ม
หนึ่งจ่ออยู่ที่หลังศีรษะ
เจียงฉางเซิงในตอนนี้มีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เกือบ
ห้าพันแต้ม ตบะเช่นนี้หากใช้ดาบบินสะบั้นเซียนอีกครั้ง ต่อให้
เป็นเทวะไตรภพก็ไม่อาจปัดป้องได้
ดาบบินสะบั้นเซียนฟันลงที่คอของเงาร่างผมดำอย่าง
ฉับไว คมดาบพาศีรษะและดวงวิญญาณของเขาลอยมาหา
เจียงฉางเซิง
เหล่าเทพเซียนที่ชมสงครามอยู่ข้างล่างมองเห็นไม่ชัด
แม้แต่น้อย มีเพียงราชันมรรคานิพพานที่พอจะมองเห็นดาบ
บินหนึ่งเล่ม
“นั่นมันสมบัติอาคมใดกัน ดาบบินสะบั้นเซียนในตำนาน
รึ”
ราชันมรรคานิพพานแอบตกใจ นี่เป็นสมบัติอาคมที่
ทรงอานุภาพมาก แค่ดาบเดียวก็สังหารอีกฝ่ายลงได้
เจียงฉางเซิงนำสมบัติอาคมออกมาเยอะมาก เจ็ด
สิบสองมุกทลายสวรรค์ คทาปราบมาร ตราหยินหยางเบิก
มรรคาและคัมภีร์ภูผาสมุทรเป็นต้น และยังมีสมบัติอาคมที่
เขาหลอมสร้างด้วยตนเองอีกหลายชิ้น
ตัวเขาคนเดียว ใช้สมบัติอาคมเหล่านี้ขวางผู้คืนชีพ
จำนวนมากไว้!
ความจริงเขาก็ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้ก็ได้ แต่ข่าว
แพร่งพรายไปแล้ว ชาววิถีเซียนรวมถึงเหล่าผู้แข็งแกร่งจาก
สามพันโลกกำลังดูอยู่ นี่เป็นโอกาสอันดีในการแสดงวิถีเซียน
เช่นนั้นเขาก็ต้องแสดงให้ดี!
ผู้บำเพ็ญเซียนเหาะเหินออกมาจากโลกสวรรค์กัน
มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็แหงนหน้ามองมหาสงครามข้างนอกพิภพ
“นี่คือสมบัติอาคมของมรรคาจารย์หรือ ไม่ธรรมดาเลย
จริงๆ!”
“ต่างชั้นกันมากเกินไป ข้าคิดมาตลอดว่าผู้บำเพ็ญเซียน
จะต้องอาศัยพลังอาคมของตนเอง แต่พอได้เห็นศึกนี้แล้ว
ถึงได้รู้ว่าข้าประเมินวิถีแห่งสมบัติอาคมต่ำเกินไป”
“นั่นคือต้นไม้วิเศษเกล็ดทองหรือ แข็งแกร่งมาก หาก
มีพฤกษาเทพที่ค้ำยันมหามรรคาได้จริงๆ ก็ต้องเป็นมันนี่แหละ
”
“มหันตภัยคืนชีพก็ไม่เห็นจะเท่าไรเลย วิถียุทธ์ต้อง
ล่มสลาย วิถีเซียนต้องผงาด!”
“นี่ก็คือบรรพจารย์ของเซียนทั้งปวง พลังอาคมไร้ที่
สิ้นสุดที่สั่งสมมาจากสังสารวัฏหมื่นภพชาติ กับแค่มหันตภัย
คืนชีพเล็กน้อย จะไปลำบากได้อย่างไร”
ขณะที่เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น อีกห้วง
มิติหนึ่งไกลๆ เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสามพันโลกต่างก็อุทาน
ด้วยความตกใจเช่นกัน เวลานี้ พวกเขาจุดไฟความกระหายใน
วิถีเซียนขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยลองหยั่งเชิงวิถีเซียน เพียงแต่ว่า
เพราะการบำเพ็ญเซียนถูกจำกัดด้วยสถานที่ พวกเขาจึงต้อง
ล้มเลิกกันไป แต่ตอนนี้…
ถูกจำกัดก็จำกัดเถอะ!
ถึงจะฝึกได้แค่โลกสวรรค์ พวกเขาก็อยากได้รับพลัง
เช่นนี้เหมือนกัน!
เวลานี้ ยังมีอีกคนที่กำลังชมสงคราม นั่นคือไท่ซั่งคุน
หลุน
ตั้งแต่ที่พูดคุยกับอริยะเทวะโลกา เขาก็อดใจเข้ามาใกล้
โลกสวรรค์มิได้ อยากดูว่ามรรคาจารย์จะแข็งแกร่งเพียงใด
จากนั้นเขาก็ต้องตะลึงค้าง
ในหมู่ผู้คืนชีพมีตัวตนที่ทำให้เขาหวาดผวาอยู่ กระทั่ง
มีผู้คืนชีพเกินกว่าสิบคนที่ทำให้เขาขนหัวลุกได้ ไม่กล้ามอง
เลย
ผนวกกับจำนวนของผู้คืนชีพอีกนับไม่ถ้วน กองทัพใหญ่
เช่นนี้ ไม่อยากเชื่อว่าจะสั่นคลอนวิถีเซียนไม่ได้แม้แต่นิด ถูก
มรรคาจารย์กำราบได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งเห็นสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งพวกนั้น เขาก็ยิ่งเกิด
อารมณ์ความรู้สึกที่พูดยากบางอย่าง
ไท่ซั่งคุนหลุนผู้ดูถูกของนอกกายมาโดยตลอดเกิด
ความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ยังมีคนอีกกลุ่มที่มีฐานะพิเศษ พวกเขาก็คือ
เหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาที่บุกโลกเทพยุทธ์ด้วยกันกับเจียง
ฉางเซิง ตอนนี้ต่างก็ตกตะลึงกับพลังของมรรคาจารย์ แต่ที่
มากกว่านั้นก็คือความผวา
ดีที่ตอนนั้นญาติดีกับมรรคาจารย์ ไม่ได้ล่วงเกินมรรคา
จารย์ ไม่อย่างนั้นละก็…
แม้แต่โม่วั่งที่ใกล้ชิดกับเจียงฉางเซิงที่สุดก็ยังรู้สึก
โชคช่วย
นอกจากพวกเขา คนอื่นๆ ต่างก็เริ่มกังวลใจขึ้นมาแล้ว
วิถีเซียนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไม่มีทางที่จะยืนเด่นแค่ใน
สามพันโลก แล้วพวกเขาจะต่อกรกับวิถีเซียนอย่างไรกัน?
เจียงฉางเซิงนั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาพลาง
คิดอยู่ในใจ ‘ยี่สิบ สามสิบสี่ หนึ่งร้อยเก้า สี่ แปด สองร้อยหนึ่ง
เจ็ด…’
ว่างๆ เขาเลยถือโอกาสพยากรณ์มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของ
ศัตรู
ถึงจะไม่มีผู้คืนชีพที่มีแต้มเซ่นไหว้สูงกว่าเขา แต่
จำนวนมากขนาดนี้จะต้องได้รางวัลรอดชีวิตที่สุดยอดมาก
แน่ๆ
เขารู้สึกได้ว่ามีตัวตนที่แข็งแกร่งกำลังแอบมองอยู่ ใน
จำนวนนั้นมีหลายร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์อยู่หลายคน
น่าจะมาจากมรรคาอริยะ
ศึกนี้ เขาไม่ได้เอาจริงเลยแม้แต่น้อย
แค่ศึกนี้ มรรคาอริยะก็น่าจะประเมินเขาไม่ได้ว่ากำลังจะ
ก้าวข้ามเทวะหลุดพ้นแล้ว
หลังจากบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสี่ ตบะของ
เจียงฉางเซิงก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่ยังอยู่ในสภาพที่เขาไม่ได้
ฝึกบำเพ็ญต่อ ตอนนี้เขากำลังก้าวไปสู่ผลมรรคาพรหมอย่าง
มั่นคงแล้ว
ขอแค่ให้เวลาเขา เขาจะต้องสำเร็จขั้นพรหมอย่าง
แน่นอน ถึงตอนนั้นภัยพิบัติสิ้นกัลป์จากห้วงอนันต์สุญญตามา
ถึงเขาก็จะจัดการให้เอง เขาจะทำให้ห้วงสุญญตานี้กลายเป็น
อาณาเขตของวิถีเซียน เขาจะทำให้วิถีเซียนเป็นแดนต้องห้าม
ของห้วงมิติชั้นใน
ตู้ม!
เสียงดังสนั่นขัดความคิดของเจียงฉางเซิง เขาเหล่ตา
มอง โลงไม้โบราณยักษ์พุ่งชนเข้าที่ม่านแสงสีทองจนเป็นรู
แทบจะลอยเข้ามาด้วยซ้ำ
ในโลงศพยักษ์นี้ซ่อนตัวตนที่มีเจ็ดร้อยหกสิบแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ไว้อยู่
ตัวเลขเช่นนี้ก็คือผู้บงการเบื้องหลังมหันตภัยคืนชีพ!
เจียงฉางเซิงแสร้งเผยช่องโหว่ เมื่อเห็นพลังทำลายล้าง
ของโลงไม้โบราณยักษ์ ผู้คืนชีพคนอื่นก็บ้าคลั่งขึ้นมา พากัน
กระโจนเข้าใส่รูที่แตกนี้
ไม่รู้เพราะเหตุใด เจียงฉางเซิงกลับเกิดความรู้สึกสงสาร
ขึ้นมา
เขามองเห็นกรรมของวิญญาณผู้คืนชีพแล้ว ล้วนมาจาก
มหามรรคาแห่งหนึ่ง ทุกชีวิตไปเกิดใหม่ไม่ได้ ดวงวิญญาณถูก
กักขังตลอดกาล พวกเขาเหมือนจะมาจากห้วงเหวเก้าอเวจี ซึ่ง
โลกสวรรค์คือแสงสว่างเดียวในโลกของพวกเขา เป็น
เหมือนกับฟากฝั่ง ขอแค่บุกเข้ามาที่โลกสวรรค์ได้ พวกเขาก็
จะมีความหวังได้หลุดพ้นจากชะตากรรมของตนเอง
………………………………………………..
“ถึงพวกเจ้าจะน่าสงสาร แต่วิถีเซียนก็ไม่อาจก้าวล่วงได้
!”