เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 538 ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ ไท่ซั่งคารวะมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 538 ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ ไท่ซั่งคารวะมรรคา
จารย์
เมื่อสิ้นคำพูดของเจียงฉางเซิงก็เห็นว่าในมือเขามีกระบี่
เทพที่แผ่อานุภาพมหาศาลลอยขึ้นมาเล่มหนึ่ง
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์!
เขาโบกมือขวา กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ก็ทะลุผ่านสัง
สารวัฏหกภพภูมิ แทงทะลุโลงศพไม้ยักษ์ พายุที่อัดแน่น
ไปด้วยพลังทำลายล้างส่งผ่านคมกระบี่ออกไป สังหารผู้คืนชีพ
ที่กระโจนเข้ามาเหล่านั้น
กาฬวาตสะบั้นมรรคา!
พื้นผิวภายนอกของโลงไม้ยักษ์เกิดรอยแตกร้าวคล้ายกับ
ใยแมงมุมขึ้นมา ก่อนจะลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนทั่วตัว
โลงศพ
ตู้ม!
โลงไม้ยักษ์พลันแตกกระจาย หมอกสีดำแผ่ออกมา
จะแทรกซึมเข้าไปในโลกสวรรค์ ทว่ากระบี่อาณัติมรรคา
สวรรค์พลันหันกลับ แรงดูดมหาศาลดูดหมอกสีดำเข้ามา
หมอกสีดำสลายหายไป นิ้วมือขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมาในสายตา
ของเหล่าเทพเซียน
นี่คือนิ้วชี้ยาวพันจั้ง ผิวหนังออกเป็นสีน้ำเงินเข้ม
ปลายนิ้วแหลมคมมีสีดำสนิท ทั้งยังแผ่เส้นสายไอสีดำออกมา
ความเย็นเยียบที่ทำให้ชาวโลกสวรรค์หวาดผวามาถึง
ทางด้านรูปลักษณ์ของนิ้วชี้พันจังนั้นก็ทำให้เหล่าเทพเซียน
ถึงกับหนังตากระตุกอย่างบ้าคลั่ง
นี่มันอะไรกัน
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าในนิ้วชี้นี้ซ่อนดวงวิญญาณที่
แข็งแกร่งเอาไว้
“เจ้ามาจากที่ใดกันแน่ เจ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตของมหามรรคา
แห่งนี้!”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารแว่วมาจากในนิ้วชี้ นั่นก็
คือเสียงลึกลับที่เจียงฉางเซิงได้ยินตอนที่ค้นในความทรงจำ
ของบุรุษเท้าเปล่า
เจียงฉางเซิงไม่สนใจพูดให้มากความแล้ว เขายกมือขึ้น
คว้า
อภินิหาร จักรวาลกลางฝ่ามือ!
นิ้วชี้พันจั้งพลันย่อส่วนลงก่อนจะลอยเข้ามาในมือของ
เจียงฉางเซิง
แต่มันยังไม่ยอมแพ้ ขณะย่อส่วนอยู่นั้นก็เร่งความเร็วขึ้น
พุ่งเข้าใส่เจียงฉางเซิงคล้ายกับลูกศร น่าเสียดายที่ยังไม่โดน
ตัวเจียงฉางเซิง มันก็ถูกกระชากเข้ามาไว้ในมือเขาแล้ว
เจียงฉางเซิงโยนมันเข้าไปในน้ำเต้าทองม่วงอย่างไม่
ใส่ใจ
ขั้นตอนนี้สั้นมาก ซ้ำยังไม่ได้ใส่ใจอะไร เจียงฉางเซิงก็
ปราบวิญญาณที่ดูเหมือนจะน่ากลัวตนนี้ไว้ได้อย่างง่ายดาย
“ควรจบละครเรื่องนี้ได้แล้ว!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น จากนั้นตราหยินหยางเบิก
มรรคาก็ลอยขึ้นมาข้างหลังเขา ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองหายไป
ก่อนที่ตราหยินหยางเบิกมรรคาจะขยายใหญ่ขึ้นมาเท่ากับ
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
ตราหยินหยางมหึมาหมุนวน ส่งเสียงแห่งมหามรรคาที่
สร้างความน่าพรั่นพรึงต่อทุกสรรพสัตว์ออกมา ผู้คืนชีพต่างก็
สลายเป็นเถ้าถ่านไปทีละคน จากใกล้ไล่ออกไปหาไกล
ภาพเหตุการณ์นี้โอ่อ่ายิ่งใหญ่นัก ห้วงสุญญตาอัน
ไกลโพ้นคือภาพของผู้คืนชีพสลายเป็นเถ้าธุลี เสียงเข่นฆ่าดัง
เอะอะเบาลงอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบลมหายใจ ห้วงสุญญตาก็
กลับเข้าสู่ความเงียบงัน
เหล่าเทพเซียนตะลึงค้างกันหมด
มหาสงครามเมื่อครู่นี้ดุเดือดยิ่งนัก เหตุใดถึงจบเร็ว
เช่นนี้กัน
หรือว่าเมื่อครู่นี้มรรคาจารย์ยังไม่เอาจริง
สังสารวัฏหกภพภูมิยังคงหมุนวนดูดดวงวิญญาณที่
เหล่าเทพเซียนมองไม่เห็นอยู่
ม่านแสงสีทองที่ครอบคลุมโลกสวรรค์กระจายเป็น
แสงดาราหายไป ซึ่งนี่หมายความว่าสงครามครั้งนี้ยุติลงแล้ว
มหันตภัยคืนชีพมาอย่างเกรี้ยวกราด แต่กลับจบลงเร็ว
ขนาดนี้
เทพเซียนกับผู้แข็งแกร่งหลายท่านต่างก็นึกไปถึงนิ้วชี้พัน
จั้งนั้น สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่ที่นิ้วชี้พันจั้ง
ถูกกำราบ หรือว่านิ้วชี้นั่นจะเป็นผู้บงการเบื้องหลังมหันตภัย
คืนชีพกัน
มีความเป็นไปได้สูงมาก ในผู้คืนชีพ มันเป็นสิ่งเดียวที่
เจาะทะลุม่านแสงไปได้ เกือบจะฝ่าเข้าไปในโลกสวรรค์ได้แล้ว
ห้วงสุญญตาเงียบสงัด ผู้ชมทุกท่านยังคงตกตะลึงกับ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้
จักรพรรดิสวรรค์รวบรวมความกล้าเหาะมาอยู่ที่
ตรงหน้าเข่าของเจียงฉางเซิง เขาป้องมือค้อมตัวคารวะ
แหงนหน้ามองเจียงฉางเซิงผู้ยิ่งใหญ่ดุจดั่งมหาพิภพ “ท่านพ่อ
มหันตภัยคืนชีพจบแล้วหรือขอรับ”
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “อืม ประมาณนั้น แต่ดวงวิญ
ญาณของพวกเขายังต้องการโปรดสัตว์ แดนสวรรค์อย่าได้
เข้าใกล้อภินิหารของข้าเชียว”
กล่าวจบ เจียงฉางเซิงก็หายไปพร้อมกับสมบัติอาคม
นานัปการ ในห้วงสุญญตาหลงเหลือเพียงสังสารวัฏหกภพภูมิ
ร่างอาคมหกภพภูมิกำลังหมุนวน ร่างอาคมวิญญาณร้ายอัน
วิปลาสทั้งหกบิดกายอยู่กลางแผ่นกลมราวกับมีชีวิตจริง
เหมือนกำลังกลืนกินอะไรบางอย่าง แม้แต่เทพเซียนของแดน
สวรรค์ก็ยังมองด้วยความหวาดกลัว
กลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงก็เริ่มพยากรณ์
หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในทุกขอบเขต แน่นอนว่าทุกการพยากรณ์
ไม่นับรวมตัวเขา
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่รับรู้ก็ยังไม่เกินหนึ่งพันแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ใกล้ๆ โลกสวรรค์ปรากฏตัวตนที่มีเก้า
ร้อยสามสิบเก้าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ขึ้นมาด้วย เดาว่า
คงเป็นผู้แข็งแกร่งมรรคาอริยะ อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะลงมือ เจียง
ฉางเซิงก็ย่อมขี้เกียจล่วงเกินมรรคาอริยะเหมือนกัน
เวลามีค่ากับเขามากที่สุด ต่อให้มรรคาอริยะอาจจะ
ระดมกำลังมาช่วยในศึกนี้ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน มิหนำซ้ำ
มรรคาอริยะไม่อาจประเมินศักยภาพของเขาได้ทั้งหมด เขา
ใช้พลังแค่ส่วนเดียว แม้แต่อภินิหารที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างมหา
ร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ก็ยังไม่ได้ใช้
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือรอวันที่บรรลุขั้นพรหม
ถึงตอนนั้นพลังของเขาก็จะเปลี่ยนไปราวกับพลิกฟ้าดิน
อีกด้านหนึ่ง
ไท่ซั่งคุนหลุนมองไปทางโลกสวรรค์ ใจลอยอยู่นานก็ยัง
ไม่ได้สติกลับมา
จนกระทั่ง…
ตึง!
พลันมีเสียงระฆังที่สะเทือนถึงดวงวิญญาณเขาดังขึ้นใน
ห้วงความคิด
ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ยังมีผู้ชมสงคราม
อีกหลายคนที่ได้ยินเสียงระฆังนั้น วรยุทธ์ต่างกัน ล้วนถูกพลัง
ที่แข็งแกร่งของมรรคาจารย์ดึงดูด พวกเขามุ่งสู่วิถีเซียนแล้ว
…
[อายุเซียน 13,821 ปี อริยเทวะซากศพนำมหันตภัย
คืนชีพมารุกราน หมายมั่นจะชิงวิถีเซียนเพื่อหลุดพ้นจาก
คำสาปนิรันดร์ เจ้ารอดชีวิตมาจากมหันตภัยคืนชีพ
พ้นเคราะห์ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดสมบัติมรรคา
สวรรค์ นามว่า กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง]
เมื่อเห็นหน้าต่างแจ้งเตือนนี้ เจียงฉางเซิงก็เผยรอยยิ้ม
ออกมา
นี่เป็นยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ชิ้นแรกของเขา!
เขาเริ่มรับความทรงจำของกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์
หยินหยางทันที
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง ยอดสมบัติมรรคา
สวรรค์ ทุกอย่างที่กระจกส่องจะเข้ามาในกระจกได้ในพริบตา
ใหญ่ได้ถึงจักรวาล เล็กได้ถึงฝุ่นผง ในกระจกมีเพลิงแห่ง
มรรคาสวรรค์แผดเผาได้ทุกสรรพสิ่ง และยังมีพลังแห่งหยิน
หยางที่สยบได้ทุกพลัง
เป็นยอดสมบัติที่อหังการมาก!
คำว่าดับสูญก็มากพอที่จะยืนยันได้ถึงอานุภาพพลังของ
ยอดสมบัติชิ้นนี้แล้ว
จนเมื่อเขารับความทรงจำทั้งหมดแล้วก็นำกระจก
ดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางออกมา กระจกวงกลมสีเทาอม
เงินโผล่มาในมือเขา ด้ามกระจกคล้ายด้ามกระบี่ ลวดลาย
ละเอียดประณีต ถือมันไว้จะรู้สึกเย็นสบายมือ
หน้ากระจกสวยงาม ไม่ได้ส่องสิ่งใด เห็นเพียงแสงสีเงิน
เท่านั้น
เจียงฉางเซิงเริ่มทลายเขตอาคมภายในยอดสมบัติ ส่วน
อริยเทวะซากศพที่ถูกขังอยู่ในน้ำเต้าทองม่วง จากนี้เขาก็
อยากศึกษาดูเหมือนกัน
ในภายภาคหน้า ข่าวที่มรรคาจารย์ชนะมหันตภัยคืนชีพ
ก็ได้แพร่งพรายไปทั่วห้วงอนันต์สุญญตา ไม่ถึงสิบปี สามพัน
โลกก็จะรู้กันทั้งหมด!
ศึกนี้กลายเป็นตำนานไปแล้ว แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่าง
เกินจริงเพียงไรก็สู้กับความตกตะลึงที่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง
ของผู้ชมเหล่านี้ไม่ได้
คำกล่าวที่ว่าวิถีเซียนต่างหากคือหนทางแห่งชะตา
ฟ้ากำลังแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
…
ภายในมหาพิภพจิตจร
บนหน้าผาแห่งหนึ่ง สองเงาร่างหันเข้าหากันแต่ไม่ได้
เอ่ยปากพูดอะไร
ฟ้าดินสรวลทำลายความเงียบลงก่อน “ไม่ได้พบกันนาน
เลย วิถีเหนือสรรพสิ่งที่เจ้าสร้างยังอยู่ดีหรือไม่”
ไท่ซั่งคุนหลุนยืนอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนหน้านี้ทั้งสอง
คนวางแผนร่วมกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้สนิทสนมกัน ต่าง
ฝ่ายต่างก็มีแผนในใจ ตอนนี้มาเป็นผู้ร่วมมรรคาเดียวกัน
อีกครั้ง อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาต่างก็ซับซ้อนมาก
เมื่อเห็นว่าฟ้าดินสรวลมีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ ไท่ซั่งคุน
หลุนก็หัวเราะอยู่ในใจ เขาพลันนึกอยากพบราชันมรรคา
นิพพานเหลือเกิน
หากพบกัน เขาจะต้องถามอีกฝ่ายแน่ว่า
วิธียุทธ์ยังมีหวังอยู่หรือไม่
“คืออย่างนี้ ตอนนี้ข้าแค่อยากศึกษาวิถีเหนือสรรพสิ่ง
เตรียมนำวิถีเหนือสรรพสิ่งเข้าร่วมกับวิถีเซียน เจ้าคิดว่า
อย่างไร”
ไท่ซั่งคุนหลุนถามด้วยรอยยิ้ม
ฟ้าดินสรวลพยักหน้า “เด็ดขาดมาก แต่ก็ฉลาดมาก วิถี
เซียนจะต้องเป็นวิถียุทธ์ถัดไปแน่ กระทั่งรุ่งเรืองยิ่งกว่าวิถียุทธ์
ถึงตอนนั้นคงเลี่ยงการแก่งแย่งชิงกันในลัทธิไม่ได้ การเร่ง
สร้างลัทธิในเร็ววันก็เป็นผลดีกับเจ้า”
คำพูดนี้ออกมาจากใจจริง ไม่ว่าอย่างไร เขากับไท่ซั่งคุน
หลุนก็นับว่ารู้จักกันมาก่อน ตอนนี้บุกมาวิถีเซียนด้วยกัน หาก
รักษามิตรภาพอันดีงามต่อกันได้ก็จะมีส่วนช่วยกันใน
ภายภาคหน้าได้
“วิถีเซียนมีแค่โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ที่บำเพ็ญเซียน
ได้ แต่ข้าคิดว่ามรรคาจารย์น่าจะคิดถึงในจุดนี้ตั้งนานแล้ว
เพียงแต่ว่าวิถีเซียนยังอ่อนแอ กว่าเขาจะเดินได้แต่ละก้าวไม่
ง่ายเลย ตอนนี้สงครามคืนชีพสิ้นสุดลงแล้ว วิถีเซียนจะอยู่ใน
ช่วงที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้าเดาว่าโลกสวรรค์ที่สอง
น่าจะได้สร้างในเร็วๆ นี้แล้ว”
ไท่ซั่งคุนหลุนพูดอย่างจริงจัง พูดถึงช่วงท้าย นัยน์ตาเขา
ยังฉายประกายเฝ้ารอคอยขึ้นมา
ฟ้าดินสรวลพยักหน้า เห็นด้วยกับความเห็นของไท่ซั่งคุน
หลุน
“ข้ามีเรื่องจะต้องแจ้งกับมรรคาจารย์ ข้าฝากเจ้าไปบอก
เขาจะได้หรือไม่” ไท่ซั่งคุนหลุนพูดด้วยความลังเล
ฟ้าดินสรวลถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดเจ้าถึง
ไม่ไปพบเขาเองล่ะ ถึงเจ้าจะห่างชั้นจากมรรคาจารย์มาก แต่
ด้วยฐานะของเจ้า มรรคาจารย์ก็น่าจะยอมให้เจ้าเข้าพบได้นะ
”
ไท่ซั่งคุนหลุนทำสีหน้าแปลกประหลาด ไม่ได้เอ่ยอะไร
ตอบกลับไป
ฟ้าดินสรวลเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ก็อดหัวเราะมิได้
“ไท่ซั่งคุนหลุนหนอไท่ซั่งคุนหลุน ข้าไม่นึกเลยนะว่าเจ้า
เข้ามาในมหาพิภพจิตจรแล้วแท้ๆ แต่ยังหลงเหลือทิฐิอัน
น่าเศร้าอยู่อีก ละทิ้งศักดิ์ศรีอันน่าขำนั้นของเจ้าเสียเถิด รีบ
ไปพบมรรคาจารย์เสีย ต่อจากนี้จะมีแต่ร้อยคุณไม่มีโทษกับ
การฝึกวิถีเซียนของเจ้า หากเจ้ายังไม่ยอมปล่อยวาง
อีกไม่นานเจ้าก็จะไม่มีสิทธิ์ไปขอพบมรรคาจารย์แล้วนะ
เพราะจะต้องมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าไปขอเข้าวิถีเซียนอย่าง
แน่นอน”
ฟ้าดินสรวลพูดจบก็หันหลังกลับ หายไปในเส้นขอบฟ้า
อย่างรวดเร็ว
ไท่ซั่งคุนหลุนยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าเดี๋ยวอึมครึมเดี๋ยวสดใส
ไม่แน่นอน
…
ใช้เวลาไปสามสิบปีเต็มๆ เจียงฉางเซิงถึงทำให้กระจก
ดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางยอมรับเขาเป็นนายได้ ส่วนสัง
สารวัฏหกภพภูมิด้านนอกพิภพก็ดูดดวงวิญญาณของผู้คืนชีพ
ทั้งหมดแล้ว จับส่งไปนรกขุมที่สิบแปดทั้งหมด
เจียงฉางเซิงเล่นกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
พลางเอ่ยขึ้นว่า “ไปเชิญเขาเข้ามาเถิด”
ไป๋ฉีได้ยินเช่นนั้นก็ลุกพรวดขึ้น
มู่หลิงลั่วลืมตาก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ “พี่
ฉางเซิง ท่านจะจัดการเขาอย่างไรหรือเจ้าคะ”
ไท่ซั่งคุนหลุนมีชื่อเสียงดังกระฉ่อนไปทั่ว ต่อให้เป็นใน
แดนสวรรค์ ทุกคนก็รู้จักกันหมด เรื่องในอดีตที่เจ็ดสิบสอง
ถ้ำเทวะตายด้วยน้ำมือของมรรคาจารย์ได้แพร่สะพัดไปนาน
แล้ว ไท่ซั่งคุนหลุนลั่นวาจาหลายครั้งแล้วว่าไม่ช้าก็เร็ว
จะมาท้าสู้กับมรรคาจารย์
แต่ใครจะไปคิดว่าตอนนี้ไท่ซั่งคุนหลุนกำลังคุกเข่าอยู่
นอกตำหนักเมฆาม่วง
ฟ้าเล่นตลกจริงๆ
“ในเมื่อเขาอยากเข้าวิถีเซียน ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้ทำผิดข้อห้ามร้ายแรงของวิถีเซียน”
เจียงฉางเซิงยิ้ม เขาเองก็เฝ้ารอไท่ซั่งคุนหลุนมาก
เหมือนกัน
ไม่ได้เฝ้ารอพลังของไท่ซั่งคุนหลุน แต่เป็นกรรม
ไท่ซั่งคุนหลุนมีความสัมพันธ์ทางกรรมกับเทวะไท่ซั่งใน
จิตหวนสดับหลักคำสอน
พูดให้ถูกก็คือทั้งสองคนมีโชคชะตาแห่งสายเลือด
ไม่นานนักไป๋ฉีก็พาไท่ซั่งคุนหลุนเข้ามา เขามองไปที่
เจียงฉางเซิงก่อนจะผงะไปเล็กน้อย
เขาก้าวเร็วๆ มาอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิงก่อนจะป้องมือ
คารวะ
“ขอคารวะมรรคาจารย์!”
เขาพูดด้วยความเคารพ ไม่กล้าสบตามรรคาจารย์
แม้แต่น้อย
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเปลี่ยนไปคุกเข่า แต่ถูกเจียง
ฉางเซิงขัดเสียก่อน “ไม่ต้องมากพิธี เจ้ามาที่นี่เพื่อพูดเรื่อง
มรรคาอริยะรึ”
ไท่ซั่งคุนหลุนเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกใจระคนงุนงง
เขาพลันนึกถึงสิ่งที่ได้ยินมาในมหาพิภพจิตจร ลือกันว่า
มรรคาจารย์อ่านใจคนได้ หรือว่าจะเป็นเรื่องจริงกัน
เขาตอบกลับ “ไม่ผิด อริยเทวะโลกาพำนักอยู่ที่วิถีเหนือ
สรรพสิ่ง ข้ารู้ว่ามรรคาอริยะจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร!”
…………………………………………..