เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 541 เผ่าแห่งบุญบารมี สร้างโลกสวรรค์อีกครั้ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 541 เผ่าแห่งบุญบารมี สร้างโลกสวรรค์อีกครั้ง
ในหุบเขาอันมืดมิด เฟิงอวี้แนบชิดกับหินผา หอบหายใจ
แรง เขามองไปบนฟ้า มองขึ้นไปจากเบื้องล่าง
เขาเหมือนอยู่ที่ก้นบ่อน้ำ มองท้องฟ้าอันคับแคบ สายลม
กลิ่นคาวเลือดพัดอยู่ด้านบนไปตามเสียงภูตผีคร่ำครวญ
นัยน์ตาของเฟิงอวี้ฉายประกายสิ้นหวัง
เดิมทีเขาก็ไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรมาก มาถึงก้าวนี้ได้ก็
เพราะอาศัยพลังลึกลับภายในร่างกายทั้งหมด ทว่าพลังลึกลับ
นี้ก็ไม่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน อย่างน้อยใน
โลกแห่งนี้ เขาก็ดูธรรมดามาก กระทั่งเกือบตายอยู่หลายครั้ง
“หรือว่าข้าจะต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ”
เฟิงอวี้รู้สึกสิ้นหวัง ตอนนี้เขาได้แต่ใช้พลังลึกลับอำพราง
กลิ่นอายของตนเอง แต่ถึงอย่างนั้น เขาจะซ่อนไปได้ถึงเมื่อไร
กัน
อาการบาดเจ็บในตัวเขายังคงกำเริบอยู่ เขาไม่มีหนทาง
รักษาได้เลย
เมื่อสายลมกลิ่นคาวเลือดพัดผ่านบนฟ้า แรงกดดันน่า
พรั่นพรึงที่ครอบคลุมฟ้าดินก็หายไป เฟิงอวี้ล้มลงนั่งกับพื้น
เขาอยู่ในเงามืดเหมือนกับแมลงที่ซ่อนในความมืด มองไม่เห็น
แสงสว่างแม้แต่น้อย
ความเหนื่อยล้ารุนแรงขึ้น หนังตาหนักอึ้ง ขณะที่ใจลอย
อยู่นั้นเขาเหมือนจมลงสู่แดนความฝัน เห็นคนในครอบครัว
ของตนเอง เป็นใบหน้าของคนที่เขาเกือบจะลืมไปแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เขาพลันรู้สึกว่ามีใครบางคนตบ
ที่ไหล่เขาจนเขาสะดุ้งตื่น
เขาเงยหน้ามองก็พบเงาร่างสีน้ำเงินยืนอยู่ มองเห็น
ใบหน้าไม่ชัด
เฟิงอวี้จะลุกขึ้นแต่กลับถูกอีกฝ่ายกดเอาไว้ ขยับตัวไม่ได้
เลย
“ผ่านอุปสรรคมาตั้งมากขนาดนี้แล้ว เจ้าจะยอมหยุดอยู่
แค่ตรงนี้หรือ”
เงาร่างสีน้ำเงินพูดขึ้นเนิบนาบ เสียงลอยล่อง
เฟิงอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าอมทุกข์ “ข้ายอมหรือไม่
ยอม จะเปลี่ยนความจริงได้หรือ”
“ถ้ามีหวังได้หลุดพ้นจากความยากลำบาก เจ้ามีอะไร
จะให้ได้บ้าง”
“ถ้ามีหวังจริงๆ ข้ายอมให้ได้ทุกอย่าง ขอแค่ข้ามี!”
เฟิงอวี้กัดฟันพูด เวลานี้ เขาลืมคาดเดาตัวตนของอีก
ฝ่ายไปแล้ว ยังคิดว่าตัวเองอยู่ในความฝัน หรือบางทีอาจจะ
เห็นภาพหลอน นี่ก็คงจะเป็นสัญญาณใกล้ตาย
“สละกายมนุษย์เพื่อเป็นเทพแห่งกรรม เจ้ามีคุณสมบัติ
ต่อกรกับเทพแห่งมหันตภัยเหล่านั้น”
คำพูดของเงาร่างสีน้ำเงินเต็มไปด้วยความเย้ายวน
ทำให้แววตาของเฟิงอี้เป็นประกายแปลกๆ
เฟิงอวี้ทำหน้าเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาเต็มไปด้วยความ
คลุ้มคลั่ง เขาคำรามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้ายอม!”
เงาร่างสีน้ำเงินแปลงกายเป็นแสงสีน้ำเงินพุ่งเข้าไปใน
กายของเฟิงอวี้ เฟิงอวี้สั่นไปทั้งตัว ดวงตาเบิกโต จุดแสง
สีน้ำเงินกระจายออกมาจากในตัวเขา วนเวียนรอบตัวเขา นั่ง
สมาธิไปกับเขา
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงเก็บเนตรฟ้าดินไร้
ขอบเขตกลับมา
การให้เฟิงอวี้เป็นเทพแห่งกรรม นี่เป็นความคิดที่เขาได้
มาจากเจียงอี้
ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลเป็นสมบัติอาคมกรรม ผนวกกับ
เจียงฉางเซิงเข้าใจมรรคากรรมไปถึงระดับที่ลึกที่สุดแล้ว จึง
มีโอกาสที่จะทำสำเร็จได้
เขาสำแดงร่างจิตจำแลงเทพเข้าไปในตัวของเฟิงอวี้ ให้
ร่างจิตจำแลงเทพสอนมรรคากรรมให้เฟิงอวี้ในระยะยาว
มีร่างจิตจำแลงเทพอยู่ เฟิงอวี้จะไม่มีทางตายในช่วงเวลานี้
อย่างแน่นอน ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่ก็ต้องดูที่โชควาสนาของ
ตัวเฟิงอวี้เอง
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนก่อนจะหายไปในตำหนัก ไม่ได้
รบกวนการฝึกบำเพ็ญของมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉี
โลกคุนหลุน บนเกาะในมหาสมุทรแห่งหนึ่ง
ไท่วายืนอยู่ริมหน้าผามองคลื่นกระทบหาดทราย นาง
ใจลอยเหมือนกับรูปปั้น
ไท่วากับไท่ซีในฐานะลูกหลานเผ่าราชาไท่ฮวงในอดีต
บวกกับมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมรรคาจารย์ ดังนั้นจึง
มีฐานะในโลกบำเพ็ญเซียนสูงมาก ทว่าในกาลเวลาอัน
ยาวนาน พวกนางเริ่มที่จะเจือจางออกจากโลกบำเพ็ญเซียน
แม้แต่แดนสวรรค์ก็ยังรู้ข่าวคราวของพวกนางน้อยมาก
ไท่วาบำเพ็ญเซียนมาเกือบหมื่นปี วรยุทธ์นับได้ว่า
เป็นยอดฝีมือในโลกบำเพ็ญเซียน ทว่านางก็มีความยึดมั่น
อย่างหนึ่งมาโดยตลอด
นั่นคือการสร้างเผ่าพันธุ์
เจียงฉางเซิงพลันปรากฏตัวขึ้นข้างหลังนาง นั่งลงข้าง
นาง นางได้สติกลับมา ปรายตามองก่อนที่ดวงตางามจะเบิก
โต รีบลุกขึ้นจะคุกเข่าให้เจียงฉางเซิง
ผ่านมานานหลายปีเพียงนี้ ไท่วาแปลงกายเป็นร่าง
มนุษย์อย่างสมบูรณ์แล้ว หางงูเปลี่ยนเป็นขาสองข้าง
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าตั้งใจว่าจะสร้างโลกสวรรค์อีกครั้ง
แต่จะมอบให้ใครนั้น ข้าลังเลมากอยู่”
เจียงฉางเซิงยิ้มพลางพูดเบาๆ ไท่วาได้ยินเช่นนั้นก็นั่งลง
ตาม
“ให้แดนสวรรค์ดูแลต่อไปไม่ดีหรือเจ้าคะ”
“แดนสวรรค์ดูแลไม่ไหว อีกทั้งการทำเช่นนี้ยังไม่ส่งผลดี
กับการพัฒนาวิถีเซียน โปรยร้อยบุปผาพร้อมกันจะพัฒนาวิถี
เซียนได้มีประสิทธิภาพมากกว่า”
เจียงฉางเซิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่ได้โกหก สำหรับโลก
คุนหลุนแล้ว ช่วงที่วิถีเซียนพัฒนาได้เร็วมากที่สุดก็คือยุคมหา
สงครามแดนมนุษย์ผนึกเทพ ใช้วิถีแห่งเซียนยุทธ์ที่ราชันปฐพี
หงหลินสร้างขึ้นเป็นตัวแทน ให้กำเนิดเป็นวิถีเซียนแตกแขนง
ออกไปมากมาย
การมีเพียงระบบเดียวและยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้
ศัตรูภายนอกอีก จึงง่ายที่จะทำให้เกิดความทะเยอทะยานต่อ
อำนาจ และส่งผลให้ละเลยการพัฒนาในภาพรวม
“ลัทธิมรรคาของราชันมรรคานิพพานเป็นอย่างไรบ้าง”
“ลัทธิมรรคาคือลัทธิบุญบารมีสายแรก ไม่เหมาะจะเป็น
เจ้าพิภพ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่ได้”
“เช่นนั้นก็ให้เผ่าเจียงแห่งเทียนจิ่งส่งคนไปสักชุดดี
หรือไม่”
“น่าสนใจ แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะสม รอโลกสวรรค์
พิจารณาเผ่าเจียงให้มากกว่านี้อีกหน่อยก่อน จะให้เผ่าเจียง
โอหังอวดดีไม่ได้”
“เช่นนั้นท่านมีใครในใจหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงมองผิวน้ำทะเล “ช่วงนี้ข้าได้รู้มาว่ามีตัวตน
ของอีกมหามรรคา พวกเขาอยู่นอกห้วงอนันต์สุญญตา
พวกเขาแข็งแกร่งกว่าโลกเทพยุทธ์ในอดีต พวกเขามีชื่อเรียก
ว่ามรรคาอริยะ…”
เขาเล่าเรื่องพรสวรรค์ของมรรคาอริยะ ไท่วาก็ฟังด้วย
ความตกใจ
เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือ
นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเผ่าพันธุ์เช่นนี้อยู่
นางอยากจะสร้างเผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตอนนี้
ได้ยินเรื่องมรรคาอริยะ ทำให้นางคึกคักขึ้นมา
ผ่านไปพักใหญ่
เจียงฉางเซิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ตัวตนของมรรคาอริยะ
ทำให้ข้ารู้สึกว่าหากวิถีเซียนอยากจะก้าวข้ามวิถียุทธ์อย่าง
แท้จริงก็ต้องมีเผ่าพันธุ์อย่างมรรคาอริยะ กระทั่งข้ารู้สึกว่าแค่
เผ่าพันธุ์เดียวก็ยังไม่พอ หากวิถีเซียนมีหมื่นเผ่าพันธุ์ ทุกเผ่า
พันธ์ล้วนแข็งแกร่งเท่ามรรคาอริยะ เช่นนั้นวิถีเซียนถึง
จะตั้งหลักได้อย่างแท้จริง คงอยู่ไปตลอดกาลได้”
นัยน์ตาของไท่วาเต็มไปด้วยความเฝ้าใฝ่ฝัน
วิถีเซียนจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นได้จริงๆ หรือ
ไท่วาพอจะเข้าใจแล้ว มรรคาจารย์อยากให้นางเป็นเจ้า
แห่งโลกสวรรค์เบื้องล่าง นางถามด้วยความลังเล “ข้าจะทำได้
หรือ”
เจียงฉางเซิงยิ้ม “ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะสร้างวิถี
เซียนเช่นนั้นได้หรือไม่ แต่มีแค่กล้าคิดถึงจะมีหวังทำสำเร็จ
วันนี้ข้าจะถ่ายทอดวิชาหนึ่งให้เจ้า ในเมื่อเจ้าไม่อาจ
สร้างเผ่าพันธุ์ที่เจ้าต้องการได้ เช่นนั้นก็ใช้บุญบารมีสร้าง
มรรคาสวรรค์จะช่วยเจ้า เผ่าพันธุ์ที่เจ้าสร้างก็จะได้รับการ
ดูแลจากมรรคาสวรรค์”
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมี เป็นวิชาที่จะสร้างสิ่งที่
ต่างกันไปตามความคิดของผู้บำเพ็ญเซียน เจียงฉางเซิงใช้
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีสร้างวิชาที่ก่อตั้งลัทธิบุญบารมี
ขึ้นมาแล้วถ่ายทอดให้ราชันมรรคานิพพาน ตอนนี้ เขาก็จะใช้
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีสร้างวิชาที่ใช้บุญบารมีสร้าง
เผ่าพันธุ์ขึ้นมาแล้วถ่ายทอดให้ไท่วา
วิชานี้เรียกได้ว่าสร้างขึ้นมาเพื่อไท่วา
การยืนหยัดตลอดหลายปีมานี้ เจียงฉางเซิงเชื่อว่าไท่วา
จะรับหน้าที่นี้ได้ดี
ไท่วาตกใจระคนดีใจ รีบขอบคุณเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงไม่พูดอะไรมากอีก เริ่มการถ่ายทอด
หนึ่งเดือนต่อมา ในตอนที่ไท่วาตื่นขึ้นก็พบว่ามรรคา
จารย์ไม่อยู่แล้ว ทว่านางก็ควบคุมวิชาบุญบารมีสร้างชีวิต
ในขั้นต้นได้แล้ว
นางคุกเข่าคารวะไปทางฟากฟ้า ขอบคุณในการชี้แนะ
ของมรรคาจารย์
“ร้อยปีจากนี้ ข้าจะพาเจ้าไปโลกสวรรค์ที่สอง”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังกึกก้องอยู่ในหู ไท่วาลุกพรวด
ขึ้น ทำการตระหนักรู้วิชาบุญบารมีสร้างชีวิตต่อ
…
“โลกสวรรค์ที่สองหรือ เหตุใดไท่วาถึงได้เป็นเจ้าพิภพกัน
”
ไป๋ฉีได้ยินว่านายท่านจะสร้างโลกสวรรค์ที่สองก็ตื่นเต้น
มาก แต่เมื่อได้ยินว่าเจ้าพิภพไม่ใช่แดนสวรรค์ นางก็เกิด
ความประหลาดใจขึ้นมา
เจียงฉางเซิงพูดขึ้น “หลังจากนี้จะยังมีโลกสวรรค์ที่สาม
โลกสวรรค์ที่สี่ จะให้แดนสวรรค์ดูแลทั้งหมดเลยได้อย่างไรกัน
”
ไป๋ฉีครุ่นคิดก็รู้สึกว่ามีเหตุผล การให้แดนสวรรค์ดูแลอยู่
ฝ่ายเดียวจะกลายเป็นโลกเทพยุทธ์ที่สองได้ง่ายมาก เทียบ
ไม่ได้กับการถ่วงดุลอำนาจเลย นี่ก็เป็นการคิดเผื่อทุกคน
“โลกสวรรค์ที่สองจะมีเผ่าแห่งบุญบารมีถือกำเนิดขึ้น
แต่โลกนั้นกว้างใหญ่ สามารถให้เผ่าปีศาจส่วนหนึ่งขยาย
เผ่าพันธุ์ไปได้” เจียงฉางเซิงพูดต่อ
ไป๋ฉีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เอามือตบหน้าอก
พลางพูดขึ้น “นายท่าน วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้ามีอำนาจชี้ขาดใน
เผ่าปีศาจ เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า ไป๋ฉีก็ออกไปทันที
มู่หลิงลั่วเดินเข้ามาก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ
“สร้างโลกสวรรค์เยอะขนาดนี้ เพราะต้นกำเนิดวิถียุทธ์
ต่อต้านวิถีเซียนหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “ใช่ แม้โชคชะตาแห่งวิถียุทธ์
จะกระจัดกระจาย แต่มหันตภัยเพิ่งจะเริ่มขึ้น ต้นกำเนิดวิถี
ยุทธ์ยังไม่ดับสลาย”
“จากนี้ให้ข้าปกครองโลกสวรรค์ใบหนึ่งได้หรือไม่เจ้าคะ
ข้าก็อยากลองดูเหมือนกัน” มู่หลิงลั่วกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะ
ถามด้วยเสียงเบา
นางก็สร้างโลกใบเล็กได้เหมือนกัน แต่ไม่อาจสร้างโลก
ใบเล็กที่รับวิถีเซียนได้ ตอนนี้มีเพียงโลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์
ที่บำเพ็ญเซียนได้ อยู่ข้างนอกก็ได้แค่ตระหนักรู้พลังแห่งกฎ
เกณณ์ หรือฝึกวิถียุทธ์รวมถึงมหามรรคาที่เคยมีอยู่ในอดีต
เจียงฉางเซิงยิ้ม “ได้สิ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะสร้างระเบียบ
แบบใดขึ้นมา”
มู่หลิงลั่วพูดอย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
นางดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เจียงฉางเซิงไม่ได้พยากรณ์
ว่านางจะสร้างระเบียบแบบใด ทั้งสองคนเริ่มพูดคุยเรื่องอื่นๆ
กันต่อ
หนึ่งร้อยปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงมาที่ห้วงสุญญตา เรียกแต้มโชคชะตา
ออกมา แต้มโชคชะตาในตอนนี้เกินกว่าแต้มโชคชะตาใน
ตอนที่สร้างโลกสวรรค์แล้ว เขาจำแต้มโชคชะตาที่ใช้ใน
ครานั้นได้ จึงสร้างโลกที่มีขนาดพอๆ กับโลกสวรรค์ออกมา
ทันที
เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก็ตัดสินใจสร้างโลกสวรรค์ที่สามขึ้น
มา โลกต้องใช้เวลาในการพัฒนา การสร้างขึ้นมาเร็วหน่อยก็
เป็นเรื่องดี
เป็นเช่นนี้ โลกสองใบที่มีขนาดไม่เล็กไปกว่าโลกสวรรค์
ลอยขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่า โลกสวรรค์ที่สองเป็น
เหมือนกับเกาะขนาดใหญ่ ส่วนโลกสวรรค์ที่สามเป็นลักษณะ
จันทร์เสี้ยว นี่ก็เพื่อแยกแยะโลกทั้งสองใบ
จนเมื่อโลกสองใบประกอบขึ้นมาเป็นรูปร่าง เจียงฉาง
เซิงก็ทิ้งร่างแยกไว้แล้วกลับมาที่ตำหนักเมฆาม่วง
ครึ่งชั่วยามต่อมา เจียงฉางเซิงพามู่หลิงลั่วและไท่วา
มาที่หน้าโลกสองใบ เขาแนะนำโลกและมอบสมบัติอาคมให้
กับพวกนางคนละชิ้น
มู่หลิงลั่วได้รับเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ นี่คือสมบัติ
วิเศษมรรคาสวรรค์ ทรงพลังอย่างมาก
ไท่วาได้รับต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
นับได้ว่าเป็นสมบัติอาคมที่ขึ้นชื่อที่สุดของเจียงฉางเซิง ช่วย
ยืนยันได้ง่ายว่านางคือคนของเขา
……………………..
“ที่นี่ไม่ไกลจากโลกคุนหลุน ข้าสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย
เอาไว้ที่สองโลก จะพัฒนาโลกสวรรค์อย่างไรก็ตามใจพวกเจ้า
จำไว้ว่าอย่าทำให้ชาวโลกสวรรค์เป็นทุกข์ หมื่นปีต่อจากนี้ โลก
สวรรค์ทั้งสองจะไปเยือนสามพันโลก” เจียงฉางเซิงทิ้งท้าย
เอาไว้เช่นนี้แล้วก็หายตัวไป
มู่หลิงลั่วยิ้ม “เรามาศึกษาสมบัติอาคมกันก่อนเถอะ ข้า
ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะสร้างเผ่าแห่งบุญบารมีแบบใด
ออกมา”
ไท่วาพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ภายในสมบัติอาคมสองชิ้นมีดวงจิตของเจียงฉางเซิงอยู่
ช่วยให้พวกนางได้รับสิทธิ์ควบคุมสมบัติอาคม สมบัติอาคมที่
เจียงฉางเซิงให้ไปก็เป็นเช่นนี้หมด นี่ก็ถือว่าเป็นมาตร
การปกป้องของผู้ถือครองสมบัติ หากพวกนางมีอันตราย เจียง
ฉางเซิงก็จะช่วยพวกนางผ่านสมบัติอาคมได้