เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 542 เหตุการณ์โลกสวรรค์ สยบจงคู
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 542 เหตุการณ์โลกสวรรค์ สยบจงคู
เรื่องที่มรรคาจารย์สร้างโลกสวรรค์ที่สองแพร่สะพัด
ไปทั่วจนสั่นสะเทือนที่แดนสวรรค์ ไป๋ฉีไปหาเผ่า
ปีศาจทั่วทุกสารทิศ คิดจะพากันไปที่โลกสวรรค์ที่สอง
การเคลื่อนไหวย่อมไม่เงียบ อีกทั้งแดนสวรรค์ยังมีหูตาอยู่
ทั่วโลกคุนหลุน ไม่มีทางที่จะปิดบังแดนสวรรค์ได้เลย
วันนี้เอง
จักรพรรดิสวรรค์เชิญไป๋ฉีมาพบที่สวนท้อสวรรค์ ทั้งยัง
พาเฉินหลี่มาด้วย
ไป๋ฉีนั่งลงแล้วก็แสดงท่าทางให้เฉินหลี่รินสุราให้ตน
เฉินหลี่ได้แต่จำใจรินสุราให้นางอย่างว่าง่าย
“ฝ่าบาทจะถามเรื่องโลกสวรรค์ที่สองรึ ถูกแล้ว โลก
สวรรค์ที่สองมีอยู่จริง เจ้าปกครองโลกสวรรค์ก็กำหนดไว้แล้ว
ให้ไท่วาเป็นผู้ดูแล”
ไป๋ฉีก็ไม่อ้อมค้อม พูดออกมาตรงๆ นายท่านไม่ได้กำชับ
ให้นางปิดบังเรื่องนี้ นางก็ย่อมไม่ปิดบัง ตรงกันข้าม นางเข้าใจ
ว่าตนต้องช่วยกระจายข่าว ทั้งยังปลอบประโลมอารมณ์
ความรู้สึกของแดนสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์เลิกคิ้วขึ้นถาม “ไท่วาหรือ”
ไท่วากับไท่ซียังมีตำแหน่งเทพเซียนประจำแดนสวรรค์
ทั้งสองคนไม่ได้กลับมารับตำแหน่งที่แดนสวรรค์เนิ่นนานมาก
เพราะทั้งคู่ก็เป็นเหมือนบุตรชายบุตรสาวบุญธรรมของมรรคา
จารย์ ดังนั้นจักรพรรดิสวรรค์จึงไม่ได้ก้าวก่ายเรื่องพวกนาง
ไม่นึกเลยว่าไท่วาจะได้กลายเป็นเจ้าแห่งโลกสวรรค์ที่สอง
เขากลับไม่โกรธเลย หากคนที่ท่านพ่อเลือกเป็นผู้
แข็งแกร่งในวิถียุทธ์ เขาอาจจะหวาดหวั่น แต่หากเป็นไท่วานั้น
ก็ยังดี ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น
“วิถีเซียนจำต้องพัฒนา มีแค่โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์
ไว้ฝึกบำเพ็ญอย่างเดียวไม่พอ ถึงแดนสวรรค์จะพัฒนาเร็ว แต่
ก็ตามฝีก้าวของนายท่านไม่ทัน พวกเราควรดูแลแดนสวรรค์
ให้มั่นคงก่อน อีกทั้งเมื่อมีโลกสวรรค์เพิ่มขึ้นมาอีกโลกก็จะช่วย
ให้เจ้าควบคุมเหล่าเทพเซียนได้ง่ายยิ่งขึ้น”
ไป๋ฉีกระดกสุราไปหนึ่งจอกก่อนจะพูดเสียงเบาพร้อม
รอยยิ้ม คำพูดของนางทำให้จักรพรรดิสวรรค์กับเฉินหลี่
พยักหน้า รู้สึกว่ามีเหตุผล
เฉินหลี่ลูบเคราพลางพูดขึ้น “ในเมื่อมีโลกสวรรค์ที่สอง
เช่นนั้นอีกเดี๋ยวก็จะมีโลกสวรรค์ที่สาม ฝ่าบาท ข้าขอเสนอว่า
ให้ส่งเทพเซียนไปช่วยโลกสวรรค์ที่สอง จากนี้เมื่อเผชิญหน้า
กับโลกสวรรค์อื่น แดนสวรรค์ก็ต้องแสดงเป็นตัวอย่างที่ดี
ไม่กุมอำนาจ เพียงแค่ผูกมิตรให้มีวาสนาดีต่อกัน”
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้ม “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้มีไป๋
ฉีช่วยอยู่”
“พูดได้ดีๆ โลกใหม่ไม่ขาดแคลนสมบัติฟ้าดิน จะขาดก็
แต่วิชาฝึกบำเพ็ญ ไท่วา เต็มที่ก็ต้องดึงไท่ซีมาช่วย รากฐาน
ของทั้งสองคนรวมกันยังไม่พอใช้ปกครองโลก แดนสวรรค์
ส่งเทพเซียนไปก่อตั้งลัทธิได้ ก็เหมือนกับลัทธิแห่งบุญบารมี
ของราชันมรรคานิพพาน ไม่แก่งแย่งชิงพื้นที่และอำนาจ ส่ง
เสริมเพียงวิชามรรคา สั่งสมบุญบารมี…”
ไป๋ฉีพูดไม่หยุด จักรพรรดิสวรรค์กับเฉินหลี่ฟังอย่างตั้ง
ใจ แม้ว่าปกติแม่นางคนนี้จะพูดอะไรไม่เข้าหู แต่นางก็เดา
ใจมรรคาจารย์ได้เก่งที่สุด ต่อให้กลยุทธ์ที่นางว่าจะมีปัญหา
พวกเขาก็โยนความผิดไปให้นางได้
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ ข่าวที่โลกสวรรค์ที่สองกำลังจะ
สร้างขึ้นได้แพร่ไปทั่วมหาพิภพจิตจร ก่อนจะแพร่ไปถึง
สามพันโลก ทำให้เกิดเสียงคัดค้านกันอย่างหนาหู
หลังสิ้นสุดมหันตภัยคืนชีพ สามพันโลกก็เกิด
ความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ทว่าความสนใจในวิถีเซียนไม่เคย
ขาดตอน เมื่อข่าวแพร่งพรายออกไป ก็มีสิ่งมีชีวิตเริ่มเฝ้ารอ
การมาถึงของโลกสวรรค์ที่สองกันมากขึ้นเรื่อยๆ
…
ห้วงสุญญตาเงียบสงบ ธารดาราเหลือคณานับประดับ
เป็นม้วนภาพวาด ฐานวงกลมขนาดยักษ์ลอยอยู่ท่ามกลาง
ความว่างเปล่า ตรงขอบเป็นเสาหินสูงเกินพันจั้งหลายสิบต้น
ด้านบนเป็นภาพสัตว์ร้ายคล้ายกับมังกรพันรอบ ร่างมังกรมีหก
เท้า เขี้ยวยาวออกมาข้างนอก ดวงตาของพวกมันวูบไหวด้วย
แสงสีแดงราวกับว่ามีชีวิตจริง
เงาร่างหนึ่งเดินอยู่บนฐานวงกลมยักษ์ พื้นมันวาว
สะท้อนออกมาเป็นร่างของเขา
นั่นคืออริยเทวะโลกา
อริยเทวะโลกาสวมอาภรณ์สีครามพลิ้วไหว สีหน้าเฉยชา
เดินไปพลางโบกพัดพับในมือไปพลาง ท่วงท่าสง่างาม
เมื่อตรงไปอีก เบื้องหน้าก็ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ นั่นคือ
บุรุษร่างกำยำเปลือยกายท่อนบน กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
กลางอากาศ ครึ่งตัวบนสูงหมื่นจั้ง ผิวพรรณมีสีแดง ผมขาว
ลอยขึ้นด้านบน ข้างหลังเป็นไม้คทาทองคำลอยอยู่
เหนือศีรษะเป็นลูกกลมแสงสว่างสีสันต่างกันสามสีลอยอยู่ใน
ลักษณะตรีศูล พวกมันหมุนวนเองคล้ายกับดวงดารา แผ่
กลิ่นอายอันมหาศาลออกมา
“เจ้าแห่งเทวะ การตัดสินใจของเจ้าใช้ไม่ได้เลย เจ้ามีแต่
ต้องเชื่อข้าเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องพบเจอกับหายนะที่
ไม่รู้จบสิ้น”
อริยเทวะโลกาหยุดเดิน เขาถอนหายใจก่อนจะพูดอย่าง
จริงจัง
เงาร่างสูงใหญ่นี้ก็คือเจ้าแห่งวิถีเทพ ผู้แข็งแกร่งที่
ควบคุมมหาพิภพวิถีเทพ
เจ้าแห่งเทวะลืมตาขึ้นช้าๆ ในทุกดวงตาจะมีตาดำสี่ดวง
เรียงกัน ดูประหลาดและน่าพรั่นพรึง
“เจ้ากับเขาต่างก็มาจากมรรคาอริยะ เหตุใดข้าจะเชื่อ
เขาไม่ได้เล่า” เจ้าแห่งเทวะถาม เสียงหนักแน่นดังก้องกังวาน
อยู่เหนือฐานเทพอยู่นานมาก
อริยเทวะโลกาพูด “ข้ามาช่วยเจ้า แต่เขาเพียงแค่
ใช้ประโยชน์จากเจ้า อย่าให้ทั้งวิถีเทพต้องตายไปกับเจ้าด้วย
เลย”
เจ้าแห่งเทวะมองเขาลงมาจากด้านบน “เจ้าจะตีตราใน
ตัวข้ารึ”
อริยเทวะโลกาเผยสีหน้าเศร้า ก่อนจะถอนหายใจ “ข้า
มาเพื่อช่วยเจ้า จบมหันตภัยเมื่อไร เจ้าจะต้องขอบคุณข้า”
พูดจบเขาก็เดินไปข้างหน้า พลังอหังการพลันปะทุขึ้น
สั่นสะเทือนไปทั้งฐานเทพ
“อริยเทวะโลกา ไม่ได้พบกันมานานหลายปี เจ้าก็ยัง
มุทะลุเหมือนเดิมเลย”
เสียงเย็นชาดังขึ้น เห็นเพียงข้างหลังเจ้าแห่งเทวะปรากฏ
รอยแยกสีดำขนาดใหญ่ขึ้น ในรอยแยกมีดวงตาข้างหนึ่ง
กำลังจ้องมองอริยเทวะโลกาอย่างเฉยชา
อริยเทวะโลกาเห็นดวงตานี้ก็ไม่แปลกใจ เพียงแค่ทำ
เสียงฮึดฮัด “จงคู เหตุใดอริยเทวะยมพิภพยังไม่มาอีก เขา
ติดธุระใดอยู่อย่างนั้นหรือ”
“ข้าจะบอกเจ้าให้ก็ได้ เขากำลังรับมรดกของอริยราชัน
อยู่”
เสียงของจงคูยังคงเย็นเยียบ แฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าว
อริยเทวะโลกาได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าแปลกไปเล็กน้อย
“อริยเทวะโลกา เจ้าคือยอดโอรสสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง
น่าเสียดายที่เจ้าต่อต้านนายของข้า ใต้พันมหาโลกา มรรคา
อริยะจะไม่ขัดขวางศึกตัดสินความเป็นตายระหว่างโอรส
สวรรค์ นายของข้าชื่นชมเจ้า แต่ความชื่นชมนี้กลับถูกทำลาย”
เมื่อสิ้นคำพูดของจงคู จิตสังหารอันน่าสะพรึงก็ลงมา
แม้แต่เจ้าแห่งเทวะก็ยังหน้าเปลี่ยนสี
อริยเทวะโลกาแค่นเสียงขึ้นจมูก “เช่นนั้นก็ให้นายของ
เจ้ามาฆ่าข้าสิ แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าจะท้าทายอำนาจของอริย
เทวะอย่างนั้นหรือ”
จงคูหรี่ม่านตาแคบลง จิตสังหารแข็งตัวขึ้นมาเป็น
ของจริง
ห้วงอากาศข้างหลังอริยเทวะโลกาฉีกออก มือใหญ่ข้าง
หนึ่งพุ่งออกมาจะคว้าอริยเทวะโลกา แต่อริยเทวะโลกาหลบ
ได้
มหาสงครามได้อุบติขึ้น!
เจียงฉางเซิงที่อยู่ไกลถึงโลกคุนหลุนกำลังชมศึกครั้งนี้อยู่
วิถีเทพนับว่าเป็นเพื่อนบ้านของโลกคุนหลุน การต่อสู้
ของพวกเขาย่อมเป็นที่สนใจของเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงประหลาดใจยิ่งนักว่าอริยเทวะโลกา
จะเอาชนะศัตรูที่มีมูลค่าเกือบเป็นสองเท่าของตนเองได้
อย่างไร
สิ่งที่เขาอยากรู้มากกว่านั้นก็คืออริยเทวะโลกาสู้ไม่ได้
แม้กระทั่งลูกสมุนของอริยเทวะยมพิภพ ไฉนถึงกล้า
มาขวางทางกัน
ศึกนี้เริ่มต้นขึ้น อริยเทวะโลกาก็พ่ายแพ้ จงคูนั่นเหมือน
จะไม่กล้าสังหารอริยเทวะโลกา พลังของเขาไม่สอดคล้องกับ
มูลค่าเลย แต่ก็มากพอที่จะเอาชนะอริยเทวะโลกาได้
ในการต่อสู้ พลังของอริยเทวะโลกาเพิ่มขึ้นไม่หยุด
ดูเหมือนจะเป็นผลจากพรสวรรค์
การต่อสู้ไม่ได้ยืดเยื้อนานนัก หลังจากที่อริยเทวะโลกา
ยกระดับพลังขึ้นหลายครั้งก็ถูกจงคูสยบ จากนั้นจงคูก็พาตัว
เขาไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าจงคูกำลังหวาดกลัวเจียงฉาง
เซิง
จงคูหนีเข้าไปในขอบห้วงสุญญตา ขณะกำลังจะหนี
ไปต่อนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไหนๆ ก็มาแล้ว ไม่มาเป็นแขกที่วิถีเซียนหน่อยรึ”
จงคูหยุดลง เขาเห็นเงาร่างสูงใหญ่นั่งบนบัลลังก์เทพ
กำลังมองเขาลงมาจากเบื้องบน
เจียงฉางเซิงก็กำลังพิจารณามองตัวของจงคูเช่นกัน คน
ผู้นี้สูงหมื่นจั้ง ไม่ใช่ร่างอาคม แต่มีกายเนื้อใหญ่เท่านี้จริงๆ
สวมเกราะเกล็ดทมิฬ ศีรษะสวมกวานสีม่วงเปลวเพลิง ไม่
มีศีรษะ ดูเหมือนกับดวงวิญญาณสวมเกราะนักรบ ห้วงมิติ
รอบตัวเขาบิดเบี้ยว
หลังเงียบไปชั่วครู่ จงคูก็พูดขึ้น “เรื่องของมรรคาอริยะ
ท่านจำเป็นต้องสอดมือด้วยรึ”
สงครามนั้นที่มรรคาจารย์สยบมหันตภัยคืนชีพเขาก็
ชมอยู่ด้วย รู้ดีว่าอีกฝ่ายคือตัวตนขั้นเทวะหลุดพ้น ในเมื่อเป็น
เทวะหลุดพ้น เช่นนั้นก็ต้องมาจากพันมหาโลกา ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
ของห้วงสุญญตามหามรรคาแห่งนี้
เขาเองก็เคยพูดคุยกับเทวะหลุดพ้นเหล่านั้นของวิถียุทธ์
พวกเขาต่างก็ไม่เคยพบมรรคาจารย์ แสดงว่ามรรคาจารย์
แทรกซึมเข้ามา
“ถ้าเป็นแค่เรื่องภายในมรรคาอริยะ ข้าย่อมไม่ก้าวก่าย”
เจียงฉางเซิงพูดพลางโบกมือ กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์
หยินหยางลอยขึ้นมาในมือ
ถึงเขาจะมั่นใจในการเผชิญหน้ากับเทวอริยะยมพิภพ
แต่จงคูจับเทพแห่งมหันตภัยรวมถึงสิ่งมีชีวิตที่มีพลัง
ไม่ธรรมดามาบ่มเพาะ เขาไม่แน่ใจว่าการทำเช่นนี้ของจงคู
จะช่วยเสริมพลังให้อริยเทวะยมพิภพได้มากเพียงไร เพื่อ
ความมั่นใจจึงต้องเก็บไพ่ตายเอาไว้บ้าง
จะให้รางวัลรอดชีวิตลอยหายไปไม่ได้!
จงคูรู้สึกหน่วงในใจ แอบคิดว่า ‘หรือในสิ่งมีชีวิตที่ข้าจับ
มาจะมีคนของเขาอยู่กัน’
“ในเมื่อเป็นเทวะหลุดพ้น ข้าก็จะให้เกียรติผู้อาวุโส ข้า
ไม่ได้มีเจตนาจะจับคนของผู้อาวุโส วอนผู้อาวุโสพูดให้กระ
จ่างด้วย ข้าจะปล่อยตัวเขาทันที”
จงคูประนีประนอม ไม่อยากมีปัญหากับเจียงฉางเซิง
เขาฉลาดรู้ตัวเองดีว่าเขาไม่อาจสยบมหันตภัยคืนชีพ
ด้วยตัวคนเดียวได้ ทั้งยังไม่ได้ยกอริยเทวะยมพิภพมาข่มอีก
ฝ่าย ขอให้รอดไปได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“สู้ให้เต็มที่เถอะ ให้ข้าดูหน่อยว่าเหตุใดมรรคาอริยะ
ถึงกล้ามาโอหังอวดดีถึงมหามรรคาแห่งนี้ของข้า!”
เจียงฉางเซิงไม่ยอมให้โต้แย้งเลย น้ำเสียงแข็งกร้าว
อย่างยิ่ง ทำให้การบิดเบี้ยวของห้วงมิติรอบตัวจงคูแผ่ขยาย
ใหญ่ขึ้น
จงคูไม่ได้ขอร้องอ้อนวอน ไม่พูดอะไร แต่ลงมือในทันที
ทั้งขอบห้วงสุญญตาจมลงสู่ความมืด เงามายาน่า
พรั่นพรึงลอยขึ้นมาไม่ขาดสายราวกับภูตผีปีศาจ พวกมันต่าง
ก็แยกเขี้ยวใส่เจียงฉางเซิง
จงคูกระโดดลอยขึ้น กดฝ่ามือลง เงามายาน่าสะพรึง
นับไม่ถ้วนก็กระโจนเข้าใส่เจียงฉางเซิง
ในเวลานี้ เจียงฉางเซิงรู้สึกได้ถึงพลังแห่งกฎเกณฑ์ทั้ง
หมดกำลังบีบเข้ามาทางเขา จงคูที่อาศัยพลังแห่งกฎเกณฑ์
มีพลังไปถึงขั้นเทวะหลุดพ้นรางๆ แล้ว
ถ้าเมื่อครู่นี้ใช้ต่อสู้กับอริยเทวะโลกา อริยเทวะโลกาก็
คงจะตายไปนานแล้ว
เจียงฉางเซิงยิ้มมุมปาก กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยิน
หยางในมือเปล่งแสงสีเงินสว่างจ้าแสบตา ส่องสว่างทั้ง
อาณาเขตเงามืด แสงสีเงินพลันพุ่งเข้าใส่จงคู
จงคูไม่ทันได้ตั้งตัว นี่ก็หมายความว่าการต่อสู้ได้จบลง
แล้ว!
…
เหนือทุ่งร้าง อริยเทวะโลการ่วงลงพื้น
เขาหน้าขาวซีด ศึกเมื่อครู่นี้ทำให้เขาเลือดลมปราณ
ปั่นป่วน อยู่ในสภาพที่อ่อนแอ แต่เมื่อเห็นโลกเบื้องหน้าเขาก็
ยิ้มออก
“ในที่สุดก็เข้ามาได้แล้ว”
เขาย่อมรู้ว่าตัวเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจงคู แต่อริยเทวะมีแต่
ต้องถูกอริยเทวะด้วยกันสังหารเท่านั้น เขาจึงกล้าเข้ามา
อริยเทวะโลกาเหาะเหินไปทิศหนึ่ง
เพิ่งเหาะไปได้ไม่นาน เขาก็พบว่าท้องฟ้าเปลี่ยนสี
สายรุ้งสีเงินแผ่คลุมทั่วฟ้าราวกับว่าท้องฟ้าถูกฉีกออกเป็น
แผ่นๆ เป็นภาพที่โอ่อ่ายิ่งใหญ่นัก
อริยเทวะโลกาขมวดคิ้วก่อนจะพูดงึมงำด้วยความงุนงง
“นี่มันอะไรกัน”
เมื่อเห็นฟ้าดินไม่ได้ถล่ม เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์
ประหลาด เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากและเดินหน้าต่อไป
อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเซิงกลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง นั่งบนบัลลังก์
เทพสวรรค์มรรคา เล่นกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
ไม่รู้เลยว่าจงคูจะมาพร้อมกับรางวัลรอดชีวิตหรือไม่
ในกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง จงคูถูกโซ่
เปลวเพลิงพันแขนขา ขยับตัวไม่ได้
ไกลออกไป เมื่อนิ้วชี้พันจั้งเห็นเขาปรากฏตัว นิ้วชี้นั้นก็
สั่นไปหมด
………………………