เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 544 การสั่งสอนจากอัครเทวา พรสวรรค์ที่แข็งแกร่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 544 การสั่งสอนจากอัครเทวา พรสวรรค์ที่แข็งแกร่ง
ที่สุด
หลังจากล่วงรู้พรสวรรค์ของเผ่าราชาแห่งวิถีเซียนแล้ว
เจียงฉางเซิงก็เริ่มตั้งตาคอยว่าเผ่าราชาแห่งวิถีเซียนจะทิ้ง
ตำนานอันเป็นนิรันดร์แบบไหนไว้ในวันหน้า
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น นับจากวันนี้วิถีเซียนจะมีเผ่าพันธุ์ที่
แข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นมามากกว่านี้ พวกเขาล้วน
จะครอบครองพรสวรรค์ที่ไม่เหมือนผู้ใด
เขารั้งสายตากลับมาแล้วยกมือขึ้น กระจกดับสูญเพลิง
สวรรค์หยินหยางลอยขึ้นมาจากฝ่ามือของเขา ดวงจิตของเขา
แทรกเข้าไปด้านใน
จงคูได้รับความทรมานมาเนิ่นนานขนาดนี้ย่อมทำตัว
สงบเสงี่ยมตั้งนานแล้ว เขายังคงถูกเพลิงสวรรค์พันธนาการ
โลกภายในกระจกตกอยู่ในความเงียบงันอันน่ากดดัน
อริยเทวะซากศพก็เงียบงันไม่ต่างกัน ทั้งสองเคยทะเลาะ
กันมาแล้ว แต่เมื่อตระหนักว่าพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ยามนี้
ทั้งสองจึงไม่สนใจกันแทน
เจียงฉางเซิงดึงอริยเทวะซากศพออกมา ให้เขาลอยอยู่
กลางฝ่ามือซ้ายของตนเอง
“คิดตกหรือยังเล่า”
กายเนื้อที่เหลือแค่นิ้วชี้ของอริยเทวะซากศพแลดูเล็ก
จ้อยเมื่ออยู่กลางฝ่ามือของเจียงฉางเซิง มันใหญ่ไม่เท่าเล็บ
ของเจียงฉางเซิงเสียด้วยซ้ำ
นิ้วชี้ที่เป็นดั่งวิญญาณร้ายนิ้วนี้สั่นเทาเบาๆ เสียงของอริ
ยเทวะซากศพดังออกมาจากด้านใน
“ข้ายินดีสวามิภักดิ์ หวังว่ามรรคาจารย์จะยอมมอบ
โอกาสให้สรรพชีวิตจากมรรคาของข้าสักครั้ง”
ไม่มีความคับข้อง ไม่มีความโกรธแค้น ไม่มีอารมณ์
แง่ลบใดๆ มีเพียงความเคารพและความหวัง
อริยเทวะซากศพมองเห็นความหวังที่ผู้คนในมหามรรคา
ของตนจะหลุดพ้นเคราะห์ร้ายจากตัวของเจียงฉางเซิง!
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เริ่มบำเพ็ญวิถี
เซียนก่อนเถิด วันหน้าก็จงสร้างบุญบารมีเพื่อสรรพชีวิตใน
มหามรรคาของเจ้า จะได้ช่วยเหลือพวกเขาในเร็ววัน”
กล่าวจบ เขาก็ถ่ายทอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนที่เขา
สร้างขึ้นเองวิชาหนึ่งให้อริยเทวะซากศพ หลังจากนั้นก็โยนเขา
เข้าไปในโลกแห่งมรรคา
ในเวลาเดียวกันเขาก็สร้างร่างแยกร่างหนึ่งส่งเข้าไปใน
โลกแห่งมรรคาเพื่อรับหน้าที่เฝ้าจับตาดูอริยเทวะซากศพด้วย
ส่วนจงคู เขาไม่โชคดีถึงเพียงนั้น อย่างน้อยก่อนอริยเท
วะยมพิภพปรากฏตัว เขาต้องอยู่ในกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์
หยินหยางต่อไป
เจียงฉางเซิงพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละ
ขอบเขตอย่างเคยชิน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีขั้นเทวะหลุดพ้น
มาเยือน เขาจึงจมจ่ออยู่กับการรับประสบการณ์จากดวงจิต
นับพันหมื่น
เขาเหมือนได้กลับชาติไปเกิด ผ่านชีวิตชาติแล้วชาติเล่า
…
ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง เจียงอี้ยืนอยู่บน
ภูเขาซากศพอย่างทระนง เส้นผมสีขาวปลิวไสว ชุดเกราะสีดำ
เปื้อนเลือด ไออำมหิตนับอนันต์แผ่ซ่านออกมาจากตัว ดวง
เนตรมหามรรคาบนหน้าผากของเขาปรือเปิด ดวงตาทั้ง
สามก้มลงมองคนที่อยู่เบื้องล่างพร้อมกัน
“ข้ามาช่วยเหลือเจ้า อย่าทำต่อไปอีกเลย ต่อให้
เจ้ากลายเป็นตัวตนที่เหนือกว่าเทพแห่งมหันตภัย เจ้าก็หนี
ชะตากรรมไม่พ้น มีเพียงปล่อยวางเท่านั้นจึงจะมีโอกาสรอด”
อริยเทวะโลกาแหงนมองเจียงอี้ เขาเอ่ยด้วยสีหน้า
เวทนา
เจียงอี้ในยามนี้คลื่นพลังรอบตัวน่ากลัวอย่างที่สุด ตั้งแต่
เขาปลดปล่อยสันดานดิบ เริ่มเข่นฆ่าในโลกภายในอันลึกลับ
แห่งนี้ ศัตรูที่เขาสังหารก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาถึงขั้น
ต่อสู้กับเทพแห่งมหันตภัยได้แล้วด้วยซ้ำ พรสวรรค์เช่นนี้ทำให้
เขากลายเป็นตัวตนที่ผู้คนในโลกภายในแห่งนี้ได้ยินก็
ขวัญหาย
“หากข้ากลายเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในที่แห่งนี้ กลืน
กินพลังของผู้แข็งแกร่งทั้งหมดในนี้ได้แล้ว ข้าก็จะได้
เผชิญหน้ากับมรรคาอริยะใช่หรือไม่”
เจียงอี้ก้มหน้ามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไอดำสายแล้ว
สายเล่าเล็ดลอดออกมาจากชุดเกราะของเขา พวกมันก่อตัว
เป็นร่างมายาอันน่ากลัวร่างหนึ่งด้านหลังเขา
อริยเทวะโลกาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้ารู้จักมรรคา
อริยะแล้ว เหตุใดยังทำเช่นนี้อีก”
ใบหน้าของเจียงอี้เหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันควัน เขาฉีกยิ้ม
แต่ดูเหมือนกำลังโกรธมากกว่า “ก็เพราะข้าอยากเผชิญหน้า
กับมรรคาอริยะอย่างไรเล่า!”
เขายกมือขวาขึ้นมากดลงอย่างรุนแรง ร่างมายา
เบื้องหลังขยายใหญ่อย่างฉับพลันจนบดบังท้องนภาและ
ดวงตะวัน เสียงคำรามสะเทือนฟ้าสะเทือนดินดังขึ้นพร้อมกับ
ฝ่ามือข้างหนึ่งของมันที่ตบลงมา ร่างมายานับไม่ถ้วนปรากฏ
ขึ้นรอบทิศ พวกมันราวกับผีร้ายนับล้านล้านตนที่ร่วงลงมา
จากท้องนภาเพื่อสังหารอริยเทวะโลกา
อริยเทวะโลกาก่นด่าในใจ ‘เหมือนบรรพบุรุษของเจ้า
ไม่มีผิด โอหัง! หัวดื้อ!’
เขากำพัดในมือแล้วสะบัดพัดขึ้นไปบนท้องฟ้าส่งๆ หนึ่ง
ที สายลมรุนแรงอันน่ากลัวสายหนึ่งเป่าร่างมายาทั้งหมดทั้ง
บนฟ้าและบนดินจนปลิวกระจาย แม้แต่ท้องนภาก็สั่นสะเทือน
อาภรณ์สีเขียวสะบัดพลิ้ว อริยเทวะโลกาสำแดงความ
องอาจของขั้นเทวะออกมา
“ในเมื่อเจ้างมงายไม่เลิก เช่นนั้นข้าก็ได้แต่บังคับช่วยเจ้า
แล้วเจ้าจะขอบคุณข้า!”
เสียงของอริยเทวะโลกาดังขึ้นพร้อมกับดวงเนตรทั้ง
สามดวงของเจียงอี้ปรากฏเปลวเพลิงร้อนระอุสีแดงฉาน
ด้านใน
อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลกแห่งนี้
เฟิงอวี้กำลังนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ สายฟ้าแล่นพล่าน
อยู่บนกายเนื้อของเขา เส้นผมยาวของเขาปลิวสะบัด ผิวหนัง
เปล่งแสงเรืองๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ดูประหลาดพิสดารยิ่งนัก
สายลมคลั่งพัดดังหวีดหวิวล้อมรอบตัวเขา เกิดเป็น
พายุหมุนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดจากพลังแห่งกรรมที่กำลังไหล
ทะลักมาหาเขา!
เขากำลังหลอมกายาแห่งกรรม เขาตั้งใจจะละทิ้ง
ร่างกายของมนุษย์ ใช้พลังแห่งกรรมหล่อหลอมกายเนื้อและ
ดวงวิญญาณขึ้นมาใหม่ เพื่อกลายเป็นเทพแห่งมหันตภัย
กระบวนการนี้ทรมานอย่างยิ่ง แม้เฟิงอวี้จะมีเจตจำนง
แน่วแน่ แต่คิ้วของเขาก็ขมวดเป็นปมอย่างห้ามไม่ได้ เขาทำได้
เพียงกัดฟันอดทน ในใจคิดถึงน้องชายน้องสาวทั้งหลายของ
ตนเพื่อใช้สิ่งนั้นดึงความสนใจ
เขาจะไม่ยอมตายอยู่ที่นี่เด็ดขาด!
ในเมื่อโลกใบนี้มีไว้เพื่อฟูมฟักเทพแห่งมหันตภัย เขาก็
จะกลายเป็นเทพแห่งมหันตภัย แล้วจะกลายเป็นเทพแห่ง
มหันตภัยที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย!
หลังจากนั้น เขาจะฝ่าออกไปจากโลกใบนี้ ออกไปค้นหา
ร่องรอยของโลกเทพยุทธ์!
จงคูที่ถูกเพลิงสวรรค์ล้อมรอบกำลังทนรับความทรมาน
พลางเฝ้ามองโลกภายในของตนเองไปด้วย
ผลงานของเจียงอี้ทำให้เขากระสับกระส่าย
เขาศึกษามรรคาแห่งกรรมมาเช่นเดียวกัน แม้ไม่ลึกซึ้ง
เท่าเจียงฉางเซิง แต่เขาก็มองเห็นกรรมระหว่างสิ่งมีชีวิต เจียง
อี้คนนั้นเป็นลูกหลานของมรรคาจารย์ หรือพูดอีกอย่างก็คือ
สาเหตุที่มรรคาจารย์จับตัวเขามาก็เพราะลูกหลาน ส่วน
เหตุใดมรรคาจารย์ไม่เข้าไปในโลกภายในของเขา เขาก็พอ
จะเดาได้อยู่
นั่นก็เพราะว่ามรรคาจารย์คิดจะถ่อเรือตามน้ำ ฝึกปรือ
ขัดเกลาลูกหลานของตนเองน่ะสิ
นี่ไม่ใช่เรื่องดี
ลานฝึกแห่งนี้เป็นสิ่งที่เตรียมไว้เพื่อนายท่านของเขา
ต่างหาก
ถึงตอนนี้จงคูจะยังคิดวิธีหนีไม่ออก แต่เขาไม่คิด
จะยอมแพ้
นอกจากเจียงอี้ ผลงานของเฟิงอวี้ก็ทำให้เขาตะลึง
เป็นพิเศษเหมือนกัน
สิ่งมีชีวิตที่ฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นเทพแห่งมหันตภัย
ใช่ว่าจะไม่มี ถึงอย่างนั้นการได้เห็นกับตาตนเองก็ยังทำให้เขา
ตะลึงอยู่ดี เขาไม่เข้าใจเลยว่าพรสวรรค์ระดับเฟิงอวี้ เอาสติ
ปัญญาจากไหนมาศึกษามรรคา แล้วอาศัยอะไรมาหลอมร่าง
แห่งมหันตภัย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขามองกรรมของเฟิงอวี้
ไม่ออก ดังนั้นในสายตาเขาเฟิงอวี้เป็นตัวแปรที่ใหญ่กว่า
ผู้ที่มิใช่เทพแห่งมหันตภัยสองคนนี้ทำให้เขาคาดไม่ถึง
ยิ่งกว่าเทพแห่งมหันตภัยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“มรรคาจารย์กำลังวางแผนสิ่งใดกันแน่”
จงคูกระวนกระวายอย่างยิ่ง อริยเทวะซากศพหายตัว
ไปนานแล้ว เขาไม่แน่ใจว่าอริยเทวะซากศพตายแล้วหรือ
ยังอยู่ แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่า เป็นไปได้มากที่อริยเทวะ
ซากศพจะหันไปเข้ากับมรรคาจารย์แล้ว
เจ้าหมอนี่เป็นอริยเทวะ หากเขาบอกสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับ
มรรคาอริยะกับมรรคาจารย์ เรื่องนี้ย่อมส่งผลเสียต่ออริยเทวะ
ยมพิภพ
จงคูคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ แต่ทำอันใดไม่ได้ เขาไม่กล้า
บุ่มบ่ามสอดมือเข้าไปยุ่งในโลกภายในด้วยซ้ำ เพราะกลัว
จะแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่เขาส่งกระแสจิตไปบอกสิ่งมีชีวิต
จำนวนหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้วว่าให้พวกเขาสังหารเจียงอี้กับ
เฟิงอวี้ก่อนไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร
…
เจียงฉางเซิงมีเวลาปิดด่านฝึกบำเพ็ญอย่างที่ไม่เคย
มีมาก่อน ยามนี้วิถีเซียนกลายเป็นผู้มีอำนาจในทั้งห้วงอนันต์
สุญญตาแล้ว หลังจากจงคูถูกจับตัว มรรคาอริยะก็ไม่โผล่
มาอีก ไม่มีผู้ใดมาขัดจังหวะการฝึกบำเพ็ญของเจียงฉางเซิง
เพียงพริบตาเดียว
กาลเวลาก็ผ่านพ้นไปหมื่นปี
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีมักกลับมาบ่อยๆ แต่พวกนางไม่รบกวน
การฝึกบำเพ็ญของเขา ทุกครั้งที่สตรีทั้งสองกลับมาพบเจียง
ฉางเซิง พวกนางต่างสัมผัสได้ว่าเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะ
ไม่มีคลื่นพลังสักเสี้ยวเล็ดลอดออกมา แต่พวกนางก็รู้สึกได้ว่า
เขาก้าวไปไกลจากตนเองมากขึ้นทุกวัน เรื่องนี้ทำให้มู่หลิงลั่ว
ตั้งใจกับการสร้างโลกสวรรค์ใบที่สามมากขึ้น นางอยาก
ใช้บุญบารมีมหาศาลจากโลกสวรรค์ใบที่สามช่วยให้การฝึก
บำเพ็ญของตนเองเร็วขึ้น
ไป๋ฉีเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง ตอนนี้นางอยู่ในโลกสวรรค์ใบที่
สามกับมู่หลิงลั่วเป็นหลัก ส่วนโลกสวรรค์ใบที่สอง หลังจาก
เผ่าปีศาจทะลักเข้าไป ผนวกกับมีเทพเซียนในแดนสวรรค์
ช่วยเหลือ หมื่นปีผ่านไปโลกสวรรค์ใบนี้ก็มีชีวิตชีวาและ
ครึกครื้นขึ้นมาแล้ว
ระหว่างที่โลกสวรรค์ทั้งสองใบกำลังพัฒนา แดนสวรรค์
ก็ไม่อยู่ว่าง หลังจากวิถีเหนือสรรพสิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ
พวกเขา แดนสวรรค์ก็เริ่มก้าวเข้าไปยุ่งกับสามพันโลก อำนาจ
ของวิถีเซียนกลายเป็นสิ่งที่ขุมอำนาจแต่ละแห่งในสามพันโลก
ไม่อาจมองข้ามได้อีกแล้ว อาจกล่าวได้ว่าพวกเขามองวิถีเซียน
เป็นศัตรูตัวฉกาจหมายเลขหนึ่ง
ในห้วงมิติอันมืดมิดแห่งหนึ่ง ตำหนักหลังใหญ่ที่ไร้
หลังคาลอยล่องอยู่บริเวณนั้น
เทวะปฐมนภานั่งสมาธิอยู่บนแท่นสูง สายตามองสำรวจ
ร่างหนึ่งที่อยู่ในตำหนัก
คนผู้นี้สวมอาภรณ์สีขาวลวดลายสีแดง ตรงเอวผูกผ้า
คาดเอวสีแดง เรือนร่างองอาจผึ่งผาย เส้นผมสีดำมัดหลวมๆ
อยู่ด้านหลังศีรษะ เผยให้เห็นโครงหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้ว
ของเขาแสดงความหยิ่งยโสออกมาอย่างยากจะปิดมิด หอก
ยาวที่มีสายฟ้าสีเงินแล่นเปรี๊ยะบนตัวหอกเล่มหนึ่งคอยลอย
ตามมาหลัง ปลายหอกมีร่างมายาของหงส์สองตัวบินวนเวียน
อยู่รอบๆ
“อาจารย์ โลกเทพยุทธ์ยังไม่เผยตัวอีกหรือขอรับ ข้า
อยากประมือกับมรรคาจารย์จนแทบรอไม่ไหวแล้ว!” บุรุษผู้นั้น
ถามด้วยแววตาวาววับ
ดวงตาของเทวะปฐมนภาฉายแววพอใจ เขาเอ่ยปากว่า
“จี้เอ๋อร์ เจ้าถือกำเนิดมาจากพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์
ครอบครองพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์วิถี
ยุทธ์เคยมีมา แต่มรรคาจารย์เติบใหญ่มาก่อนเจ้า ในเมื่อเจ้า
สร้างวิถียุทธ์ของตนเองสำเร็จแล้วก็จงใจเย็นเข้าไว้ พัฒนามัน
ให้ยิ่งใหญ่ก่อน รอวันใดเจ้าครอบครองพลังที่กวาดล้าง
มหันตภัยได้ โลกเทพยุทธ์ย่อมเผยตนเอง ช่วยเจ้ากวาดล้าง
มหันตภัย ให้เจ้านำวิถียุทธ์สู่การหลุดพ้น”
บุรุษอาภรณ์สีขาวมีนามว่าอู่จี้ เขาก็คือไพ่ก้นหีบของเท
วะปฐมนภา
การสลายพลังโชคชะตาของวิถียุทธ์เป็นเพียงการถอย
เพื่อรุกเท่านั้น เขาฝากความหวังที่จะทำให้วิถียุทธ์หลุดพ้น ไว้
กับอู่จี้ต่างหาก
อู่จี้เงยหน้าถามว่า “ต้องแข็งแกร่งเท่าใดจึงจะกวาดล้าง
มหันตภัยได้ ขั้นเทวะเหนือดับสูญรึ หรือขั้นเทวะบรรลุธรรมที่
แข็งแกร่งกว่านั้น”
เทวะปฐมนภาสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาถอนหายใจ
ตอบว่า “ยามนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก แม้แต่ขั้นเทวะ
บรรลุธรรมก็ไม่อาจกวาดล้างมหันตภัยได้ เจ้าต้องไปให้ถึง
จุดสูงสุดของขั้นเทวะ”
“ขั้นเทวะหลุดพ้นอย่างนั้นหรือ…”
อู่จี้พึมพำกับตนเอง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหาย เขา
ไม่ได้หวาดกลัวแต่ในใจกำลังเกิดความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
ด้วยพรสวรรค์ของเขาการไปถึงขั้นเทวะหลุดพ้นไม่ใช่
เรื่องยาก แค่ต้องการเวลาเท่านั้น
“หมื่นปีหลังจากนี้ อัครเทวาผู้ใดจะมาชี้แนะเจ้า” เทวะ
ปฐมนภาเอ่ยถาม
“อัครเทวารณยุทธ์ขอรับ”
คำตอบของอู่จี้ทำให้เทวะปฐมนภาขมวดคิ้ว เขาพึมพำ
กับตนเอง “ตาเฒ่าผู้นั้นลงมือเร็วถึงเพียงนี้เชียว หรือว่าอัคร
เทวาคนอื่นไม่ยินดีมา ก็ถูก การใช้พลังพิสูจน์มรรคา ง่ายดาย
กว่าการทำให้วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นอยู่แล้ว”
อู่จี้ฟังจบก็เอ่ยทันที “อาจารย์ อัครเทวารณยุทธ์บอกว่า
ข้ามีคุณสมบัติสืบทอดต้นกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ ดังนั้นเขาจึงจะชี้
แนะข้าด้วยตนเอง พออยู่ในมิติจิตรณยุทธ์ พลังของข้าก็
พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจริงๆ”
เทวะปฐมนภาได้ยินเช่นนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ใบหน้า
ของเขาประหลาดใจแต่ก็ยินดี ร่างกายสั่นเทิ้มของเขาลุกขึ้น
ยืน เขาพยายามทำให้จิตใจกลับมาสงบ
อู่จี้กลับสงบนิ่ง ตั้งแต่เกิดมาเขาก็เชื่อว่าพรสวรรค์ของ
ตนเองแข็งแกร่งที่สุด ทุกสิ่งล้วนสมควรเป็นของเขา ดังนั้น
มิว่าการได้รับสืบทอดสิ่งใดก็ไม่ทำให้จิตใจของเขาหวั่นไหวทั้ง
สิ้น
เขาสนใจเพียงสองสิ่งเท่านั้น หนึ่งคือทำให้ตนเอง
แข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ สองคือเอาชนะมรรคาจารย์!
นับตั้งแต่เขาถือกำเนิด เขาก็ได้ยินนามของมรรคาจารย์
โลกเทพยุทธ์มองมรรคาจารย์เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดของวิถี
ยุทธ์ มรรคาจารย์คือผู้ที่บีบให้โลกเทพยุทธ์ต้องมาหลบซ่อนใน
เงามืด เทวะปฐมนภาควบคุมพลังโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์แล้วก็
ยังไม่อาจปราบมรรคาจารย์ได้ เรื่องนี้ทำให้ผู้แข็งแกร่ง
ทั้งหลายในโลกเทพยุทธ์หวาดผวา แล้วก็ทำให้พวกเขาแน่ใจ
ว่าหากวิถียุทธ์ล่มสลาย วิถีเซียนคงเป็นมหามรรคาสายถัดไป
ที่ขึ้นปกครอง
พูดอีกอย่างก็คือ หากวิถียุทธ์อยากหลุดพ้นก็ต้อง
เอาชนะวิถีเซียนให้จงได้!
หากอยากเอาชนะวิถีเซียน มรรคาจารย์ก็คือภูเขาลูก
ใหญ่ที่ไร้หนทางเดินอ้อม!
อู่จี้เชื่อว่าตนเองทำได้ แล้วเขาก็สมควรเป็นคนทำ
……………………………………………….