เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 545 สุดขอบพระพุทธะ ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 545 สุดขอบพระพุทธะ ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
ท่ามกลางมหันตภัย สรรพสิ่งล้วนผันผวนไม่หยุดหย่อน
ตระกูลใหญ่ มหามรรคา ราชวงศ์แห่งโชคชะตา ลัทธิและ
เผ่าพันธุ์ทั้งหลายเข้าต่อสู้ ทุกขุมอำนาจต่างก็กำลังสั่งสมพลัง
กันอยู่ลับๆ
มรรคาจารย์ไม่ใช่แค่ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเทพยุทธ์
และยังเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของขุมอำนาจสามพันโลก
ปิดด่านบำเพ็ญมาหมื่นปี สามพันโลกปรากฏอัจฉริยะขึ้น
มามากมาย ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ผลักดันให้ทุกชีวิตต่อสู้แย่งชิงกัน
ขั้นเอกเทวะของวิถีเซียนมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนขั้นเอกเทวะ
สามารถต่อกรกับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลในขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์
ได้ เวลาในการพัฒนาแค่สองหมื่นปีกว่าๆ วิถีเซียนก็มีตัวตนที่
เทียบเท่ากับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาลอยู่มากแล้ว ทำให้วิถีเซียน
เป็นที่สนใจของชาวสามพันโลกมากยิ่งขึ้น
สร้างมหาอำนาจขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว ต่อให้เจียงฉางเซิง
ไม่สอดมือไปยุ่ง จำนวนของผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ก็มีแต่จะเพิ่มเร็ว
มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าท่ามกลางมหันตภัยเกิดการเข่นฆ่าไม่รู้จบ ผู้ศรัทธา
เซ่นไหว้ที่ตายไปมีจำนวนไม่น้อย แต่โดยสรุปแล้ว ศักยภาพ
ของผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ก็เพิ่มขึ้นทั้งหมด
วันนี้เอง ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น กายเนื้อของเขาสั่นไหวคล้ายกับ
บนผิวทะเลสาบ แต่ไม่ทันไรก็สงบลง
“ดูท่าจากนี้คงต้องระวังมากขึ้นแล้ว”
เจียงฉางเซิงถอนหายใจ ภายในตำหนักมีเพียงไป๋หลง
เจ้านี่หลับอีกแล้ว จึงไม่มีใครได้ยินคำพูดของเขา
ที่เขาถอนหายใจก็เพราะเขาแข็งแกร่งเกินไป หาก
ไม่ระวังเผยพลังที่เหนือกว่าเทวะหลุดพ้นออกมาจะทำให้
ดวงจิตมหามรรคาต่อต้านเขา เมื่อครู่นี้ในทันทีที่ตระหนักรู้
เสร็จสิ้น เขาก็เกือบจะถูกขับออกจากห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว
หมื่นปีผ่านไป ผลมรรคาของเจียงฉางเซิงเข้าใกล้ผล
มรรคาพรหมมากยิ่งขึ้นแล้ว แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็เพิ่มขึ้น
ช้าลง แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าที่ช้าลงเป็นเพราะกำลังจะเกิด
การเปลี่ยนแปลงขึ้น หากบรรลุขั้นพรหม ศักยภาพของเขาก็
จะเปลี่ยนไปด้วย
ต่อให้ตอนนี้เขาจะมีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เกินกว่า
เจ็ดพันแต้มแล้วก็ตาม
ต้องรู้ว่าภายในห้วงอนันต์สุญญตา ผู้แข็งแกร่งที่สุด
นอกจากเขายังมีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ไม่เกินหนึ่งพัน
แต้มเลย
เผชิญหน้ากับขั้นพรหมที่กำลังจะมาถึง เจียงฉางเซิงรู้สึก
ว่าตนเตรียมตัวมาตั้งนานแล้ว
ดังนั้นเขาจึงใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอน เตรียมเปิด
ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอน
ทุกครั้งที่เปิดจิตหวนสดับหลักคำสอน สถานฝึกบำเพ็ญ
ที่เขาไปเยือนจะเป็นมรรคาที่เขาอยากฟัง
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน:
2,291,215,580,432,077,913,345]
ตัวเลขเหล่านี้เกินจริงมาก และยังพิสูจน์ถึงความ
แข็งแกร่งของวิถีเซียนด้วย
นี่คือภาพรวมของวิถีเซียน ไม่ได้หมายความว่านี่เป็น
มูลค่าของวิถีเซียน ยิ่งวิถีเซียนแข็งแกร่งมากเท่าไร แต้ม
เผยแผ่หลักคำสอนก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ตัวของกรรมก็เป็น
สิ่งที่ลี้ลับเช่นนี้เอง
เจียงฉางเซิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจใช้ให้หมด
ในอึดใจเดียว
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็เปิดฟังก์ชันจิตหวนสดับ
หลักคำสอน
จากนั้น ทุกอย่างตรงหน้าของเขาก็เลือนราง เกิด
ความรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่ถึงสองลมหายใจ สัมผัสรับรู้ของเจียงฉางเซิงก็กลับมา
เป็นปกติอีกครั้ง เขาลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเขาอยู่กลางนภาดารา
อันกว้างใหญ่ ทุกทิศทางคือดวงดาวสว่างพร่างพราว มีระบบ
ดวงดาวคล้ายน้ำวน มีกลุ่มดาวขนาดใหญ่คล้ายเทพเจ้า เขา
เกิดความรู้สึกเหมือนมาที่ขอบห้วงสุญญตา
สถานฝึกบำเพ็ญดารากระจ่าง?
เจียงฉางเซิงแอบแปลกใจ เขามองขึ้นไปก็ไม่เห็นเงาร่าง
ของผู้แสวงหามรรคาคนอื่นๆ เลย
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเหาะเหินไปข้างหน้า
เขาปล่อยดวงจิตออกไปมากมาย แต่ไม่เคยมีดวงจิตใด
เคยมาที่แบบนี้เลย
เมื่อมุ่งไปข้างหน้าต่อ เจียงฉางเซิงก็เริ่มได้ยินเสียงสวด
อีกทั้งไม่ใช่แค่เสียงคนเดียว
วิถีพุทธ?
เจียงฉางเซิงคาดเดาอยู่ในใจ ในจิตหวนสดับ
หลักคำสอนก่อนหน้านี้ เขาเคยไปที่แดนสุขาวดี ได้อะไร
กลับมามากมาย ดังนั้นเขาจึงคาดหวังกับวิถีพุทธมากเช่นกัน
พระศรีอาริยเมตไตรยท่านนั้น อย่างน้อยก็เป็นตัวตนขั้น
พรหม นั่นแสดงว่าวิถีพุทธในอดีตแข็งแกร่งมาก
จะว่าไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็มีแต่ปริศนาต่อวิถีพุทธ วิถี
ยุทธ์ก็มีเงาของพุทธ แต่มีอยู่แค่โลกเบื้องล่าง ในสามพันโลก
ไม่มีเลย ผู้เดียวที่พอจะเอ่ยนามได้ว่าคู่ควรก็คือบรรพจารย์
พุทธอารัมภะ แต่วิถีพุทธของเขาเป็นวิถีบำเพ็ญแห่งมหา
มรรคา
เขามีลางสังหรณ์ว่าวิถีพุทธเคยรุ่งเรืองมาก่อน อีกทั้ง
หลังจากที่วิถีพุทธเสื่อมลงแล้วก็ผงาดขึ้นที่ห้วงอนันต์สุญญตา
ไม่อย่างนั้นเหตุใดสัญลักษณ์ของวิถีเซียนจึงมีน้อยขนาดนั้น
มีแค่จิตเทพเซียนอันเลือนราง แต่วิถีพุทธกลับมีวิชาบำเพ็ญ
สืบทอดต่อกันมามากมาย กระทั่งมีอิทธิพลถึงวิถียุทธ์
ไม่นานนัก เจียงฉางเซิงก็เห็นสถานฝึกบำเพ็ญ
ตรงส่วนลึกของนภาดารา แสงสีทองระยิบระยับ พุทธ
สุวรรณสูงใหญ่นั่งอยู่บนฐานดอกบัว ใหญ่ยิ่งกว่าหมู่ดาว ทั้ง
ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ ตรงหน้าเขาเป็นพระพุทธองค์
นั่งขัดสมาธิเรียงรายกันเต็มไปหมดจนนับไม่ถ้วน ราวกับเป็น
อาณาจักรของพุทธ
เจียงฉางเซิงพลันนึกไปถึงดอกบัวเหล่านั้นที่พบที่โพธิ
พุทธสมุทรในแดนสุขาวดี หนึ่งดอกบัวเท่ากับหนึ่งมหาโลก นั่น
ต้องเป็นอภินิหารแบบใดกันถึงบรรจุโลกที่ใหญ่เช่นนั้นลงไปใน
บ่อน้ำได้
ขณะที่เจียงฉางเซิงเข้าไปใกล้ เสียงสวดของคนนับล้านๆ
พลันเงียบลง พระพุทธองค์เหล่านั้นไม่ได้หันมา ยังคงหันหลัง
ให้เจียงฉางเซิง หันหน้าเข้าหาพระพุทธเจ้าของพวกเขา
“ในที่สุด ผู้มีวาสนาก็มาถึงแล้ว”
เสียงที่ดังก้องกังวานและน่าเกรงขามดังขึ้น ทำให้เจียง
ฉางเซิงรู้สึกแปลกในใจ
หรือว่าสถานฝึกบำเพ็ญแห่งนี้จะมีแค่ผู้สดับมรรคาจาก
ภายนอกเช่นเขาคนเดียว
เจียงฉางเซิงเดินหน้าต่อไป เมื่อเขาเข้าไปในขอบเขตแสง
สีทองก็ปรากฏฐานดอกบัวขึ้นตรงหน้า เขานั่งลงบนนั้นอย่าง
ไม่ลังเล
จากนั้นเขาก็เห็นฐานดอกบัวปรากฏขึ้นมาอีกสองแห่ง
ห่างกับเขาสิบจั้ง นี่หมายความว่ายังมีผู้แสวงมรรคาอีกสอง
ท่าน
เสียงบทสวดดังขึ้นอีกครั้ง เสียงสวดของพระพุทธองค์
นับล้านๆ โอ่อ่ายิ่งใหญ่เพียงใด เสียงรวมกันจนดังก้องกังวาน
ถึงที่สุด สั่นสะเทือนถึงจิตวิญญาณ
แม้เจียงฉางเซิงจะใช้ตบะฟังก็ยังจะถูกดึงเข้าสู่สภาวะ
หลงลืมตัวตน ดีที่เขาปรับจิตมรรคาให้มั่นคงได้ทันเวลา
“หากใช้เสียงเช่นนี้เผยแผ่ศาสนาก็ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
แต่หากใช้กับศัตรูก็น่าสะพรึงเช่นกัน”
เจียงฉางเซิงเงยหน้ามองไปที่พุทธสุวรรณสูงใหญ่องค์
นั้น พุทธสุวรรณองค์นี้มีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพระศรีอาริย
เมตไตรย คล้ายกับปฐมาจารย์ของหมื่นพุทธ นั่งกลางนภา
ดารา มองเห็นทั้งหมื่นโลก
รออยู่ครู่หนึ่ง ผู้แสวงมรรคาคนที่สองก็มาถึง
เจียงฉางเซิงปรายตามองก่อนจะตกตะลึงอยู่ในใจ
หมอกดำลอยวนรอบตัวคนผู้นี้ มองเห็นเพียงรูปร่าง
บริเวณศีรษะเผยออกมาเป็นบุรุษผู้มีสีหน้าเคร่งขรึม ใบหน้า
ครึ่งซีกเต็มไปด้วยลวดลายสีดำพิลึกพิลั่น
เจียงฉางเซิงไม่เคยพบคนผู้นี้ แต่รู้สึกกลัวอยู่ในใจอย่าง
น่าประหลาด
ลางสังหรณ์บอกเขาว่าอีกฝ่ายคือขั้นพรหม!
เมื่อเจียงฉางเซิงเข้าไปใกล้ขั้นพรหมมากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึก
ถึงขั้นพรหมมากขึ้น กระทั่งเขายังรู้สึกว่าคนผู้นี้อาจจะยัง
ไม่ใช่ร่างจริง
บุรุษหมอกดำนั่งลงที่ฐานดอกบัวทางขวาของเจียงฉาง
เซิง เมื่อเขานั่งลงแล้วก็หันมามองเจียงฉางเซิง “สหายท่านนี้ดู
ไม่คุ้นหน้าเลย แต่ใช้ร่างแห่งเจตจำนงมาที่นี่ได้แสดงว่า
ไม่ธรรมดา ข้านามว่าไฮ่เทียน ไม่ทราบว่าสหายมีนามว่า
อย่างไรหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “ข้านามว่าฉางเซิง ยินดีที่ได้รู้จัก
สหาย”
ไฮ่เทียน?
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แต่อีกฝ่ายเอ่ยถึงร่างแยก
เจตจำนง นั่นก็เป็นการยืนยันการคาดเดาของเจียงฉางเซิง
แล้ว
ไฮ่เทียนพยักหน้าเบาๆ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองคน
ต่างก็เก็บงำความคิดของตนเอง รอผู้แสวงมรรคาคนที่สามมา
ถึง
ผ่านไปราวๆ ครึ่งถ้วยน้ำชา ผู้แสวงมรรคาคนที่สามก็มา
ถึง
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วขึ้น คนผู้นี้เขาเคยพบมาก่อน
ก่อนหน้านี้ขณะใช้จิตหวนสดับหลักคำสอนก็ยังเคยได้ยินอีก
ฝ่ายเป็นผู้บรรยาย นั่นคือมหาเถระกษิติครรภ์
สถานฝึกบำเพ็ญในครั้งนี้แม้แต่มหาเถระกษิติครรภ์ยัง
มาฟังเทศนา ทำให้เขาเกิดความประหลาดใจในตัวตนของ
พุทธสุวรรณมากขึ้นไปอีก
มหาเถระกษิติครรภ์นั่งลง เจียงฉางเซิงทักทาย
ตามมารยาท
“ไม่นึกเลยว่าข้ากับเจ้าจะมีชะตาผูกกันแน่นขนาดนี้”
มหาเถระกษิติครรภ์พูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง เขา
ปรายตามองไปที่ไฮ่เทียน แววตาเปลี่ยนเป็นเฉยชาขึ้นมา
ไฮ่เทียนทำเสียงขึ้นจมูก ค่อนข้างไม่พอใจ
สองคนนี้มีความแค้นต่อกันหรือ
เจียงฉางเซิงแอบสงสัย อยู่ตรงกลางระหว่างศัตรูช่าง
เป็นอะไรที่ลำบากใจจริงๆ
เขาเริ่มพูดคุยกับมหาเถระกษิติครรภ์ มหาเถระกษิติ
ครรภ์มองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาไม่ใช่ร่างจริง เป็นเพียง
เจตจำนงขั้นพรหม อีกทั้งยังมาจากอนาคต ตอนนี้ได้พบกัน
อีกครั้ง ทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยถึงอดีตและอนาคต เพียงแค่คุย
กันเรื่องการตระหนักรู้
มหาเถระกษิติครรภ์เอ่ยขึ้นว่า “มาที่สุดขอบพุทธะได้
แสดงว่าเจ้ามีบุญวาสนาดี การเทศนาครั้งนี้ก็มีประโยชน์ต่อ
การฝึกบำเพ็ญขั้นพรหม”
สุดขอบพุทธะ?
เจียงฉางเซิงจดจำไว้เงียบๆ เขาอยากถามถึงตัวตนของ
พุทธสุวรรณ แต่ก็กลัวว่าจะไปล่วงเกิน
มหาเถระกษิติครรภ์เหมือนอ่านใจเขาได้ “ปฐมาจารย์
หมื่นพุทธอยู่เหนือกว่ามหามรรคา เป็นอมตะ มีร่างอาคมนับ
หมื่นนับพันอันลึกลับยากจะคาดเดา วันนี้ได้ฟังท่านเทศนา นี่
คือบุญวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง”
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ?
เป็นชื่อที่อหังการมาก!
ปฐมาจารย์ฟังดูสูงกว่าตำแหน่งของพระพุทธเจ้าอีก
เจียงฉางเซิงอดใจรอฟังไม่ไหวแล้ว ครั้งนี้ไม่เจอคนรู้จัก
เก่าคนอื่นเลย แต่เขาก็ไม่เสียดาย ถึงอย่างไรเขาก็มองเห็นทั้ง
อดีตและอนาคต คนบางคนก็มีโอกาสได้พบกันอีก
รออยู่ครู่หนึ่ง ปฐมาจารย์หมื่นพุทธก็เอ่ยขึ้น
“การเทศนาวันนี้มีผู้มีวาสนาสามท่าน ข้าจะเทศนาเรื่อง
ผลมรรคาพรหม ผลมรรคาพรหมคือจุดสิ้นสุดของทุกสรรพ
ชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของมรรคา…”
เมื่อได้ฟังเสียงของปฐมาจารย์หมื่นพุทธ เจียงฉางเซิงก็
ตกอยู่ในภวังก์ ลืมสิ่งเร้าภายนอก ราวกับว่าทั้งนภาดาราเหลือ
แค่เขากับปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเทศนาขั้นพรหมจากในมุมของ
เวลา จากตื้นไปหาลึก คุณสมบัติของพรหมคือความเหนือชั้น
ไม่ถูกผูกมัด พรหมคือขั้นตอนใหม่ของผลมรรคา สำเร็จขั้น
พรหม พลังอาคมก็จะเหมือนกับพลังกฎเกณฑ์ พัฒนาขึ้นไป
อีกก้าว ตัวพรหมเองก็คือมหามรรคา
เมื่อเขาเทศนาลึกขึ้น นภาดาราในดวงตาของเจียงฉาง
เซิงก็ปรากฏหลายเงาร่างขึ้นมา เป็นตัวเขาทั้งหมด ตัวเขาใน
ช่วงเวลาที่ต่างกัน กระทั่งเขายังเห็นตนเองตอนอยู่ที่ดาวโลก
ในชาติก่อน
เจตจำนงทั้งหมดไม่ใช่แค่ภาพลวงตา ส่วนใหญ่กำลัง
ใคร่ครวญนึกคิด ราวกับกำลังฟังอยู่ด้วยกัน เริ่มมีตัวเขา
บางคนโกรธ ตัวเขาบางคนโมโห และมีตัวเขาบางคน
ถอนหายใจ แสดงอารมณ์หลากหลายของชีวิตออกมา
เจตจำนงที่ต่างกันก็ต่างกันไปตามประสบการณ์
การตระหนักรู้ก็ต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาได้ยินจึงต่างกับร่าง
จริงของเจียงฉางเซิง แต่เมื่อหลอมรวมกัน เจียงฉางเซิงก็จะได้
รับประโยชน์มากขึ้น
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเทศนาว่าจะควบคุมผลมรรคา
พรหมอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่เจียงฉางเซิงต้องการพอดี
ขั้นพรหมต่างกับขั้นเอกเทวะอย่างมาก ขั้นพรหม
ส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มก็ควบคุมลมหายใจของตนเองได้ยากแล้ว
…………………
กระทั่งทำให้เกิดโศกนาฏกรรมอย่างมหาพิภพพังทลายได้
ต่อจากนั้น ปฐมาจารย์หมื่นพุทธก็เริ่มเทศนาเรื่องพรหม
ของวิถีพุทธ
แก่นแท้ของวิถีพุทธกับวิถีเซียนคือมรรคาเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าพุทธจะให้ความสำคัญกับเจตนาเดิมมากกว่า ใช้
จิตฝึกมรรคา กายเนื้อเป็นเพียงเปลือกนอก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดสถานฝึกบำเพ็ญแห่งนี้
ก็เดินทางมาถึงจุดจบ ทว่าเจตจำนงรอบตัวเจียงฉางเซิงนั้น
กลับเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ พวกเขาพากันลุกขึ้นและเดิน
มาหลอมรวมกับเจียงฉางเซิง
จนเมื่อเจตจำนงทั้งหมดถูกเขาหลอมรวมแล้ว เขาถึงได้
ลืมตาขึ้นมา
“ไม่เลว สหายฉางเซิงไม่ได้หลงใหลไปกับวิถีพุทธ
สำหรับระดับขั้นอย่างเจ้าแล้วนับว่าหาได้ยากจริงๆ”
เสียงของไฮ่เทียนดังมาจากด้านข้าง น้ำเสียง
มีความชื่นชมอยู่เสี้ยวหนึ่ง