เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 546 โลกสวรรค์มาเยือน มหันตภัยคือศาสตรา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 546 โลกสวรรค์มาเยือน มหันตภัยคือศาสตรา
เมื่อได้ยินเสียงของไฮ่เทียน เจียงฉางเซิงก็ปรายตามอง
เขาตามจิตใต้สำนึก เห็นเขายังนั่งบนฐานดอกบัว เมื่อหันมา
อีกครั้งปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับพระพุทธองค์นับล้านๆ ก็หาย
ไปแล้ว
เจียงฉางเซิงเกิดความสงสัย ที่นี่ไม่ใช่สถานฝึกบำเพ็ญ
ของปฐมาจารย์หมื่นพุทธหรอกหรือ
พวกเขาจากไปก่อนได้อย่างไรกัน
“พวกนั้นคือร่างอาคมของปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
ความจริงแล้วพวกเรามาพบเพียงท่านองค์เดียว ส่วนสถานฝึก
บำเพ็ญนั้น ท่านอยู่ที่ใด ที่นั่นก็คือสถานฝึกบำเพ็ญของท่าน”
เสียงของมหาเถระกษิติครรภ์ดังแว่วมานิ่งๆ
ไฮ่เทียนลุกขึ้นยืนและมองไปที่มหาเถระกษิติครรภ์ “ไหน
ๆ ก็มาแล้ว สู้กันสักคราเพื่อยุติกรรมกันเถิด”
มหาเถระกษิติครรภ์ประนมสองมือพูดนิ่งๆ “ถ้าเจ้าอยาก
สู้ก็เข้ามา”
พลังที่แข็งแกร่งทั้งสองปะทุขึ้น ทำให้เจียงฉางเซิงที่ยังไป
ไม่ถึงขั้นพรหมเกิดความรู้สึกหนาวสั่นอยู่ข้างใน
พวกเจ้าจะสู้ก็สู้กันไปสิ จะมาหนีบข้าไว้ตรงกลางเพื่อ
อะไรกัน
เจียงฉางเซิงลุกพรวดขึ้น “หากทั้งสองจะยุติกรรมกัน
เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน”
มหาเถระกษิติครรภ์พยักหน้า
ไฮ่เทียนมองเจียงฉางเซิงด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้ขบคิด
“สหายฉางเซิง วันข้างหน้าหากมีวาสนาได้พบกันอีก
ถึงตอนนั้นเจ้ากับข้ามาถกมรรคากันได้”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า “ครั้งหน้าแน่นอน”
กล่าวจบเขาก็เหาะเหินไปยังทิศทางที่มา
เขาเพิ่งเหาะไปได้ไม่ไกลเท่าไรก็มีอำนาจคุกคามจาก
การต่อสู้อันน่าสะพรึงแผ่มาจากข้างหลัง เขากำลังจะหันไป
มอง ทุกอย่างรอบตัวกลับเลือนราง ดวงจิตของเขากลับมา
สู่ความเป็นจริงแล้ว
จิตหวนสดับหลักคำสอนจบลงแล้ว!
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นก่อนจะพ่นลมหายใจยาว
จิตหวนสดับหลักคำสอนครานี้แปลกมากจริงๆ ไม่นึก
เลยว่าจะเจอกับมหาสงคราม
ไฮ่เทียนนั่นให้ความรู้สึกที่ไม่ดียิ่งนัก มีไมตรีจิต
มากเกินไป บางทีอาจจะเป็นเพราะหัวใจของเขาเอนไปทาง
มหาเถระกษิติครรภ์มากกว่า ถึงอย่างไรเขาก็เคยฟังมหาเถระ
กษิติครรภ์เทศนามาแล้ว
มหาเถระกษิติครรภ์เป็นผู้สูงส่งและลึกลับภายในใจของ
เจียงฉางเซิง ทว่าไฮ่เทียนไม่เกรงกลัวมหาเถระกษิติครรภ์เลย
ไฮ่เทียนนั่นแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่
แต่ไม่ว่าอย่างไร นั่นไม่ใช่เรื่องของเขา สิ่งที่เขาต้องสนใจ
ก็คือสิ่งที่ได้รับมาจากการฟังเทศนาครั้งนี้
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ความเข้าใจ
ในผลมรรคาพรหมของเขาคือผู้แข็งแกร่งที่สุดจากทุกคนที่
เจียงฉางเซิงรู้จัก ถึงเขาจะไม่ได้ถ่ายทอดอภินิหาร แต่ก็ทำให้
เจียงฉางเซิงได้ประโยชน์ไม่ใช่น้อย
จุดที่เห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือการควบคุมกลิ่นอายและ
พลังของเจียงฉางเซิงเกิดการแปรเปลี่ยน ขณะเดียวกันก็ยังได้
ความรู้ใหม่เกี่ยวกับกรรม
วิถีพุทธก็ให้ความสำคัญกับกรรมเช่นกัน ลัทธิมรรคา
จะให้ความสำคัญกับการคล้อยตามมรรคาสวรรค์ ออกห่าง
จากกรรมทางโลก วิถีพุทธกล่าวธรรมโปรดสัตว์ เข้าสู่ทางโลก
เพื่อหล่อหลอมกรรม วิถีพุทธจะมีความอหังการมากกว่า
ส่วนหนึ่ง แต่ใครแข็งแกร่งกว่าใครก็ยากที่จะตัดสิน เป็น
เพียงแค่การทางเลือกในทิศทางที่ต่างกันก็เท่านั้น
ตอนนี้เจียงฉางเซิงบุกเบิกมรรคาสวรรค์ สร้างวิถีเซียน
ขึ้นมาอีกครั้ง เขาหวังว่าวิถีเซียนของเขาจะครอบคลุมทุกอย่าง
ซึ่งจะขาดพลังของวิถีพุทธไปไม่ได้เด็ดขาด และยังต้องรักษา
สมดุลกับลัทธิมรรคา ทว่าเขายังเข้าใจวิชาพุทธในวิถีเซียน
ไม่ลึกพอ จึงยังไม่รีบร้อนผลักดันวิชาพุทธ
‘ไปถึงขั้นพรหมแล้วต้องลองไปดูที่ห้วงมิติชั้นใน อย่าง
น้อยก็ทำความเข้าใจสักหน่อย’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ในความทรงจำของอริยเท
วะซากศพมีข้อมูลเกี่ยวกับห้วงมิติชั้นในเลือนรางมาก
เห็นได้ชัดว่ามีพลังบางอย่างปิดกั้นการสอดส่องของเขา ยิ่ง
ทำให้เขาอยากรู้อยากเห็นเรื่องห้วงมิติชั้นในมากขึ้นไปอีก
ไปห้วงมิติชั้นในย่อมต้องส่งร่างแยกไป เจียงฉางเซิงจะ
ไม่ให้ร่างจริงไปเสี่ยงเด็ดขาด
เจียงฉางเซิงเริ่มใช้จิตสำรวจวิถีเซียน มองดูสภาพของ
โลกในตอนนี้
โลกสวรรค์เน้นการบำเพ็ญเซียนเป็นหลัก ทุกวันจะ
มีสรรพชีวิตในวิถียุทธ์มากันอย่างเนืองแน่น ที่นี่วิถีเซียน
พัฒนาอย่างก้าวกระโดด วิชากำลังภายใน วิชาอาคมและ
อภินิหารจำนวนมากถือกำเนิดขึ้นตามดวงชะตา อาวุธอาคม
และโอสถก็แผ่ขยายออกไปกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ตัวแดนสวรรค์เองก็ถือว่าไม่เลว แม้จะหลงเหลือภัย
แฝงเร้นไว้ แต่ในภาพรวมก็ถือว่าพัฒนาไปในทิศทางที่ดี
ควรให้โลกสวรรค์ที่สองกับสามลงมายังสามพันโลกได้
แล้ว!
เจียงฉางเซิงเพ่งสายตา ใช้จิตย้ายสองโลกสวรรค์ไปไว้
ในสามพันโลก วางไว้ในอาณาเขตตรงกลาง ตั้งอยู่ระหว่าง
เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่แข็งแกร่งหลายเผ่าพันธุ์
ขณะเดียวกัน เขายังส่งกระแสจิตไปหามู่หลิงลั่วกับไท่วา
ให้พวกนางเตรียมเผชิญหน้ากับมหาพิภพนิลเหลืองให้ดี
จากนั้นเขาก็มองไปที่ขุมอำนาจกลิ่นคาวเลือดที่ลอยล่อง
ในมหาพิภพนิลเหลือง
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ!
สามมหาจักรพรรดิแดนโลหิตนำทัพมารร้ายอมตะ
ทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน สร้างชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวใน
สามพันโลก ศักยภาพของมหาจักรพรรดิอมตะทั้งสามยัง
ไม่เรียกว่าระดับสุดยอด แต่เบิกเนตรอัครยุทธ์ก็ไม่อาจสังหาร
พวกเขาได้ พวกเขารับมือได้ยากมาก เผ่าพันธุ์โบราณยัง
ไม่อาจล่วงเกินพวกเขาได้ง่ายๆ
เจียงฉางเซิงส่งกระแสจิตไปหามหาจักรพรรดิกระดูกวิญ
ญาณ ให้นางพาคนไปที่โลกสวรรค์ที่สอง
เมื่อได้ยินเสียงของเขา มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณก็
ตกใจก่อน จากนั้นจึงตื่นเต้นดีใจ รีบไปจัดการทันที
…
โลกสวรรค์ที่สอง บนภูเขาสูง สองเงาร่างนั่งขัดสมาธิที่
ริมหน้าผา สายลมพัดผ่าน เส้นผมขาวของพวกเขาพลิ้วไหว
ราวกับเปลวไฟสองดวง
นั่นคือหวงเทียนกับเฮยเทียน
ปีศาจแมวสองตัวสร้างชื่อเสียงในเผ่าปีศาจไว้ไม่น้อย
พวกเขาอยู่ในสังกัดของมรรคาจารย์ แค่ฐานะนี้ก็มากพอที่จะ
เดินกร่างในอาณาเขตวิถีเซียนแล้ว
หลังผ่านการฝึกฝนมาสองหมื่นกว่าปี แม้พวกเขาจะยัง
ไม่ใช่จักรพรรดิปีศาจและมหาราชาปีศาจที่แท้จริง แต่ก็สำเร็จ
ในด้านพลังแล้ว มองแค่เงาแผ่นหลังก็เต็มไปด้วยความรู้สึก
กดดัน
แสงสีขาวสายหนึ่งตกลงมาจากฟ้า กลายเป็นหญิงรู
ปงามผู้หนึ่ง ด้านหลังชุดกระโปรงยังมีหางจิ้งจอกโผล่ออกมา
นางยิ้มด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล “ท่านไป๋ฉีมีคำสั่งมา โลก
สวรรค์ที่สองจะลงมายังสามพันโลกแล้ว เผ่าปีศาจของพวก
เจ้าจงวางแผนเตรียมความพร้อมไว้ให้ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวงเทียนกับเฮยเทียนก็ลืมตาขึ้น
พร้อมกัน ดวงตาเป็นประกายเย็นเยียบ ใบหน้าเผยรอยยิ้ม
ดื้อรั้น
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น เผ่าพันธุ์ที่มีชื่อเสียงในโลกสวรรค์
ที่สองก็ได้รับคำสั่งจากเหล่าปีศาจใต้บัญชาไป๋ฉี รวมถึงเผ่า
ราชาวิถีเซียนด้วย
หลังจากที่ไท่วาสร้างเผ่าราชาขึ้นก็เริ่มปิดด่านฝึก
บำเพ็ญ ไป๋ฉีปกครองโลกสวรรค์ที่สองแทน นางพาคนสนิท
หลายคนมา เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการต้อนรับสามพัน
โลกไว้นานแล้ว
เจียงฉางเซิงค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่ไป๋ฉีทำ
ถึงทัศนคติการฝึกบำเพ็ญของนางจะใช้ไม่ได้ แต่ก็
มีพรสวรรค์ในด้านการกุมอำนาจ รู้จักบันยะบันยัง รู้จักใช้ทั้ง
ไม้อ่อนและไม้แข็ง ทำให้บารมีของนางสูงขึ้นมาก นางจัดการ
โลกสวรรค์ที่สองไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว
จากนั้นก็ต้องดูว่าโลกสวรรค์ทั้งสองจะรับมือกับแรง
กระแทกจากสามพันโลกอย่างไร
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์จะต้อง
มีชื่อเสียงเลื่องลือไกล
เจียงฉางเซิงนึกถึงตรงนี้ก็หลับตาลงฝึกบำเพ็ญต่อ
…
ใต้ฟ้ามืดสลัว สองเงาร่างปะทะกันอย่างรวดเร็ว ทะเล
เมฆถึงกับสั่นสะเทือนไม่หยุดหย่อน ก่อให้เกิดพายุ
น่าสะพรึงกลัวขึ้น
หนึ่งในนั้นคือเจียงอี้ บุตรของจักรพรรดิสวรรค์
อีกหนึ่งก็คือเงาร่างมนุษย์ที่มีเปลวไฟลุกท่วมตัว ดวงตา
เปล่งแสงสีเขียวดูหวาดกลัวอย่างยิ่ง
“เจียงอี้ เจ้าจะไม่ให้ทางรอดข้าเลยจริงๆ รึ”
เงาร่างเปลวเพลิงตะคอกด้วยความโกรธจัด สองกำปั้น
ดุจดั่งพายุ ทุกกำปั้นแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจน่าสะพรึงกลัว
พายุเปลวเพลิงแปรเปลี่ยนไปยากจะคาดเดา หากไม่ใช่เพราะ
อยู่ในโลกภายในของจงคู แต่เป็นห้วงสุญญตาภายนอก ก็คง
รับพลังของเขาไม่ไหวแน่
เจียงอี้ผมขาวลู่ไปตามลม ดูราวกับมารคลั่ง ดวงเนตร
มหามรรคาตรงหน้าผากเปล่งแสงสีแดง เขาทำหน้า
เหี้ยมเกรียม ยิ้มดูถูกและคลุ้มคลั่ง “เทพแห่งมหันตภัย แปร
เปลี่ยนเป็นพลังของข้า นั่นคือทางรอดที่ดีที่สุดของเจ้าแล้ว!”
ตู้ม!
ลำแสงสีดำพุ่งออกมาจากดวงเนตรแห่งมรรคาของเขา
ฉีกห้วงสุญญตาออก เงาร่างเปลวเพลิงหลบทันควัน เจียงอี้
มาปรากฏตัวตรงหน้าเขาก่อนจะตบเข้าไปหนึ่งฝ่ามือ
เงาร่างเปลวเพลิงไขว้สองแขนปัดป้องแต่ก็ยังถูกอัด
กระเด็น เปลวเพลิงแทบจะดับสลาย เขาเงยหน้าขึ้นมองตาม
จิตใต้สำนึก เมฆอัสนีแหวกออก เงาฝ่ามือสีม่วงเข้มขนาด
มหึมาข้างหนึ่งกดลงมาจากฟ้า
ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ!
เงาร่างเปลวเพลิงหลบไม่ทัน ถูกเงาฝ่ามือกดจมดิน
แผ่นดินเกิดคลื่นฝุ่นฟุ้งกระจายราวกับวันสิ้นโลก หมุนม้วน
ไปทั่วทุกทิศทาง
เจียงอี้ลอยอยู่กลางอากาศ มองลงมาเบื้องล่าง จิต
สังหารในดวงตาเก็บเข้าไปทีละนิด
เขาชูนิ้วชี้มือขวาขึ้น ชี้ไปทางที่เงาร่างเปลวเพลิงที่ตก
ลงมา
“เดี๋ยวก่อน! เจ้าไม่คิดว่าเจ้าขาดอาวุธที่เหมาะมือบ้าง
เลยรึ”
เสียงของเงาร่างเปลวเพลิงดังมาจากข้างล่าง น้ำเสียง
ร้อนรนและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เจียงอี้ได้ยินเช่นนั้น แววตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ฟิ้ว!
แสงไฟดวงหนึ่งลอยออกมาจากคลื่นฝุ่นควัน มา
ถึงตรงหน้าของเจียงอี้อย่างรวดเร็ว นั่นคือดาบเพลิงเล่มหนึ่ง
คมดาบกว้างและหนา เป็นสีแดง หลังดาบสีดำมีลวดลายเป็น
เกล็ด ด้ามดาบน่าเกรงขามคล้ายกับหางมังกร
“ข้ายินดีรับใช้นายท่าน ขอให้ท่านรับข้าไว้ด้วยเถิด!”
เสียงของเงาร่างเปลวเพลิงดังออกมาจากดาบ
เจียงอี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอามือขวาคว้าไปที่อากาศ
ดูดดาบเพลิงเข้ามาไว้ในมือ คมดาบยาวกว่าขาของเขาด้วยซ้ำ
เขาถือไว้ด้วยมือเดียวก็ยิ่งทำให้ดูดุดันดุจเทพมารยิ่งขึ้นไปอีก
“ดาบนี้มีชื่อว่าอะไร”
“เรียนนายท่าน ข้ามีชื่อว่ากลืนเพลิง”
“ดาบกลืนเพลิง? ไม่เลว ข้าชอบคำว่ากลืน”
เจียงอี้ยิ้มด้วยความพึงพอใจ เขาโบกมือเบาๆ คลื่น
เปลวเพลิงก็ถาโถมไปยังเส้นขอบฟ้า ราวกับดวงอาทิตย์เสี้ยว
กวาดผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ไกลออกไป
หลินเฮ่าเทียนมองด้วยความตื่นตกใจ ก่อนจะพูด
ปลงอนิจจัง “เจ้าเด็กนี่นับวันข้ายิ่งอ่านไม่ออกแล้ว ไม่นึกเลย
ว่าจะปราบเทพแห่งมหันตภัยมาเป็นศาสตราเทวะของตัวเอง
ได้ น่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
อยู่ในโลกนี้มานานขนาดนี้แล้ว เขากับเจียงเจี่ยนต่างก็
เข้าใจในตัวตนของเทพแห่งมหันตภัย นั่นคือเทพเจ้าที่กดขี่อยู่
เหนือทุกสรรพสัตว์อย่างแท้จริง
เจียงเจี่ยนขมวดคิ้ว “เขาเติบโตเร็วจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ
จู่ๆ ข้าก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง”
“ความเป็นไปได้อะไรรึ”
“เขากำเนิดในยุคมหันตภัยวิถียุทธ์ กลืนกินพลังของ
คนอื่นได้ตั้งแต่เกิดมา เจ้าว่าเขาก็เป็นเทพแห่งมหันตภัยด้วย
หรือไม่”
การวิเคราะห์ของเจียงเจี่ยนทำให้หลินเฮ่าเทียนหน้า
เปลี่ยนสี
หลินเฮ่าเทียนคิดจะโต้แย้งตามจิตใต้สำนึก เจียงอี้เป็น
บุตรของจักรพรรดิสวรรค์ เทพแห่งมหันตภัยไม่ควรจะ
ถือกำเนิดจากมหามรรคาสิ
แต่คำพูดมาถึงริมฝีปาก เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อีกว่า ใคร
เป็นคนบอกว่าสรรพชีวิตทั้งหมดไม่ได้เกิดจากมหามรรคา
มิหนำซ้ำเจียงอี้ยังมีสายเลือดของมรรคาจารย์อีก
พายุลูกหนึ่งพัดเข้ามา ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นก็พบว่า
เจียงอี้ถือดาบยืนอยู่กลางอากาศ เปลวเพลิงที่คมดาบสร้างขึ้น
มาเป็นเกราะมังกรไฟพันรอบตัวเจียงอี้ เส้นผมขาวพลิ้วไหว
นั้นดูน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีก
เจียงอี้ยกมุมปากขึ้น “บางทีเจ้าก็อาจจะเดาถูก ข้าคือ
เทพแห่งมหันตภัยจริงๆ ไม่ว่าอดีตจะใช่หรือไม่ ตอนนี้ข้าก็เดิน
บนเส้นทางนี้แล้ว ข้าจะต้องเป็นเทพแห่งมหันตภัยที่แข็งแกร่ง
ที่สุดอย่างแน่นอน ไม่ว่าพวกเจ้าจะมองข้าอย่างไร ข้าก็จะช่วย
ให้พวกเจ้าหลุดพ้นออกไปให้ได้”
พูดจบเขาก็หันหลังกลับ ทิ้งไว้เพียงเศษเงาท่ามกลาง
ความว่างเปล่า
“เจ้าจะไปจัดการใคร” หลินเฮ่าเทียนตะโกนถามเสียงดัง
“ไปกลืนกินปฐมาจารย์มาร”
ปฐมาจารย์มาร?
หลินเฮ่าเทียนกับเจียงเจี่ยนหน้าเปลี่ยนสี ปฐมาจารย์
มารเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้ และยังเป็นเทพแห่ง
มหันตภัย เล่าลือว่าก้าวข้ามเบิกเนตรอัครยุทธ์ไปขั้นเทวะที่สูง
กว่าแล้ว
………………….
“เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้วจริงๆ แต่เขาก็อาจจะทำสำเร็จก็ได้”
หลินเฮ่าเทียนพูดงึมงำ
เจียงเจี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดขึ้น “ไปเถิด
ไปช่วยเขาอีกแรง ถึงวิถีจะต่างกัน แต่อยู่ที่นี่ พวกเราก็ล้วน
เป็นวิถีเซียน”
หลินเฮ่าเทียนพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นใน
การต่อสู้
ในกาลเวลาอันยาวนาน เจียงอี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
พวกเขาไม่เคยหยุดพัฒนาตนเองเลย จนบรรลุขั้นเอกเทวะตั้ง
นานแล้ว