เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 547 เส้นกั้นของขั้นหลังกำเนิดฟ้ากับการกลืนกินโลก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 547 เส้นกั้นของขั้นหลังกำเนิดฟ้ากับการกลืนกินโลก
เจียงฉางเซิงหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง โลกก็
ผ่านไปแล้วสามร้อยปี สิ่งนี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่ามาตรวัดเวลา
ขยายกว้างกว่าเก่า ตัวตนที่อยู่คนละระดับขั้นเหมือนอยู่ในโลก
คนละใบกันจริงๆ เฉกเช่นมนุษย์เดินดินมิอาจเข้าใจหนึ่งชาติ
ภพของหนอนแมลงที่คลานอยู่บนพื้น
สาเหตุที่เขาลืมตาขึ้นมา เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงพลัง
ที่ไม่ธรรมดาสายหนึ่ง
มันมาจากกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง หรือพูด
ให้ชัดกว่านั้นก็คือมาจากโลกภายในของจงคู
เจ้าเด็กน้อยเจียงอี้คนนั้นกำลังเลื่อนขั้น
แม้เขาฝึกบำเพ็ญวิถีเซียน แต่เมื่อออกไปพ้นอาณาเขต
ของวิถีเซียน เขาก็ยังแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วโดย
การอาศัยพรสวรรค์ในการกลืนกินของตน ผู้บำเพ็ญเซียน
คนอื่นก็ทำเช่นนี้ด้วย พวกเขาฝึกวิถียุทธ์ควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วย
ให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น เพราะสุดท้ายพลังของวิถียุทธ์ก็แปร
เปลี่ยนเป็นพลังอาคมได้อยู่ดี เพียงต้องใช้เวลาเท่านั้น มันย่อม
ดีกว่าปล่อยให้เวลาพัฒนาตัวเองเสียเปล่า
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนก็กำลังแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
น่าเสียดายพวกเขาพัฒนาเร็วสู้เจียงอี้ไม่ได้อยู่มาก
มูลค่าของเจียงอี้เหนือกว่าจักรพรรดิสวรรค์แล้ว
หลังจากกลืนกินพลังแห่งมหามรรคาจากเทพแห่ง
มหันตภัยสิบกว่าตน ในการเลื่อนขั้นหนนี้เขาก็สร้างร่าง
มหันตภัยของตนเองออกมาได้สำเร็จ
จงคูตกใจกลัว เขาคิดจะจัดการเจียงอี้ แม้เขาถูกมรรคา
จารย์คุมขังอยู่ แต่โลกภายในยังอยู่ใต้อาณัติของเขา เขา
จึงควบคุมพลังแห่งฟ้าดินเพิ่มความลำบากให้เจียงอี้ได้
“เจ้าหมอนี่กลายเป็นเทพแห่งมหันตภัยสำเร็จจริงๆ! แล้ว
ยังเป็นเทพแห่งมหันตภัยที่ครอบครองชะตาสวรรค์กับ
เจตจำนงแห่งมหามรรคาด้วย!”
หัวใจของจงคูรู้สึกซับซ้อน หากเขาไม่ถูกจับตัวไว้ เขา
ย่อมดีใจ เพราะว่าสิ่งที่นายท่านของเขาต้องการตามหาก็คือ
เทพแห่งมหันตภัยเช่นนี้นี่เอง
แต่ยามนี้…
จงคูหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่มรรคาอริยะมาเยือนห้วง
อนันต์สุญญตาครั้งก่อน สถานการณ์ในตอนนั้นคล้ายคลึงกับ
ตอนนี้ วิถีบำเพ็ญศาสตร์โบราณชิงตัวเทพแห่งมหันตภัย
ผู้ครอบครองชะตาสวรรค์ไป แล้วช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
จากนั้นพวกเขาก็ร่วมมือกันต่อต้านมรรคาอริยะ ทำให้มรรคา
อริยะต้องปีกหักบินกลับรัง เหตุการณ์นี้เป็นความอัปยศในหมู่
มรรคาอริยะ
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นการกระทำของจงคูแล้ว แต่เขา
ไม่ใส่ใจ ซ้ำร้ายยังอยากดูด้วยว่าเจียงอี้จะทนผ่านไปได้หรือไม่
“เจ้าเด็กคนนี้จิตใจลำพองไปสักหน่อย อยากจะ
ไปเผชิญหน้ากับอริยเทวะยมพิภพจนอดทนรอแทบไม่ไหว”
เจียงฉางเซิงได้ยินเสียงในใจของเจียงอี้ก็รู้สึกขำ
เจียงอี้เติบโตขึ้นมาแล้วก็จริง แต่หากอยากสู้กับอริยเท
วะยมพิภพ นั่นเป็นเรื่องเพ้อฝันโดยแท้ ยังไม่ต้องพูดถึงอริยเท
วะยมพิภพ แค่จงคูก็ใช้นิ้วเดียวกำราบเขาได้แล้ว
เจียงฉางเซิงตัดสินใจหาโอกาสลดทอนความยโสของ
เจียงอี้สักหน่อย
ตัวอย่างเช่น เขาจะแสร้งแสดงเป็นอริยเทวะยมพิภพ
ในเวลาเดียวกันนี้
ลึกเข้าไปในห้วงอนันต์สุญญตา ณ อาณาเขตบริเวณ
หนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีม่วงมหาศาล ที่แห่งนี้มีดวงดาว
น้อยนิด มิหนำซ้ำพวกมันยังถูกหมอกสีม่วงบดบังจนหมด
จึงยิ่งแลดูโหรงเหรง
ภายในหมอกสีม่วง ไข่ศิลาขนาดยักษ์ที่ใหญ่กว่า
ดวงดาวนับหมื่นเท่าตั้งอยู่ในนั้น บนเปลือกไข่มีอักขระยันต์
มากมายถี่ยิบอยู่ด้านบน พวกมันเดี๋ยวโผล่ขึ้นมา เดี๋ยว
เลือนหายไป จังหวะที่อักขระเลือนหาย เงาร่างอัน
น่าหวาดกลัวภายในเปลือกไข่ก็จะปรากฏออกมาให้เห็น มัน
ช่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างยิ่ง
“นายท่านลงมาจุติ…ในที่สุดมรรคาแห่งข้าก็จัก
สมประสงค์แล้ว…”
เสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากในไข่ศิลา น้ำเสียงนั่นสั่นพร่า
ยากจะข่มอารมณ์ตื่นเต้น
“มหามรรคาผลัดเปลี่ยนวัฏจักร โชคชะตาหมุนเวียนขึ้น
ลง หมื่นพิภพก่อเกิดดับสูญ สัมฤทธิ์ผลเป็นตัวข้า…”
สิ้นคำพูดของเขา หมอกสีม่วงมหาศาลก็เริ่มไหลปั่นป่วน
พวกมันค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นร่างของมารตนแล้วตนเล่า
พวกมันทุกตัวขดตัวคล้ายกับมีเปลือกไข่ล่องหนกำลังห่อหุ้ม
ตัวพวกมันอยู่
…
โลกสวรรค์ใบที่สองกับโลกสวรรค์ใบที่สามมาตั้งอยู่ใน
สามพันโลกได้สามร้อยปีแล้ว โลกสวรรค์ทั้งสองแห่งกลายเป็น
สิ่งที่สามพันโลกจับตามองมากที่สุด ชื่อของมู่หลิงลั่วกับไท่วา
ขจรขจายไปทั่วมหาพิภพนิลเหลือง
มู่หลิงลั่วเป็นภรรยาของมรรคาจารย์ ในมือครอบครอง
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ นางต้านทานเผ่าเก่าแก่
ทรงอำนาจแห่งหนึ่งได้ด้วยตัวคนเดียว
ไท่วาเป็นผู้สืบทอดวิชาจากมรรคาจารย์ นางครอบครอง
สมบัติอาคมที่โด่งดังที่สุดของมรรคาจารย์นั่นก็คือต้นไม้วิเศษ
เกล็ดทอง นางกำราบวิถีบำเพ็ญสายอื่นจนราบคาบ
การแสดงฝีมือของพวกนางสองคนสร้างรากฐานอัน
มั่นคงให้โลกสวรรค์ทั้งสองใบในมหาพิภพนิลเหลือง นับ
จากนั้นสิ่งมีชีวิตก็พากันเดินทางมาแสวงหาวิถีเซียนกัน
มากขึ้นเรื่อยๆ โลกสวรรค์ใบที่สองเปิดประตูกว้างต้อนรับ
ไม่ว่าผู้ใดก็เข้ามาได้ แต่โลกสวรรค์ใบที่สามลึกลับอย่างยิ่ง มัน
เก็บตัวเงียบยิ่งนัก
ระหว่างมหันตภัย สิ่งมีชีวิตเข่นฆ่ากันไม่หยุดหย่อน
แม้มรรคาจารย์ชื่อเสียงเลื่องลือ ก็ยังคงมีผู้แข็งแกร่งเข้ามา
รุกรานโลกสวรรค์ใบที่สองกับโลกสวรรค์ใบที่สามอย่าง
ไม่ขาดสาย มีคนไม่น้อยหมายจะช่วงชิงเจ็ดสิบสองมุกทลาย
สวรรค์กับต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง พวกเขาโผล่หัวตามกันมา
ไม่หยุด โลกสวรรค์ทั้งสองใบจึงถูกพัดเข้าไปในวังวน
ความแค้นของมหันตภัยด้วย
หลังจากมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณนำกองทัพ
อมตะแห่งแดนโลหิตเข้ามาอยู่ใต้สังกัดของไป๋ฉี ก็ทำให้เผ่า
ต่างๆ ที่เคียดแค้นแดนโลหิตหันมาแค้นไป๋ฉีด้วย เรื่องนี้ทำให้
ไป๋ฉีไม่กล้าเที่ยวเพ่นพ่านข้างนอกเลยทีเดียว
วันนี้เอง
ไป๋ฉีกลับมายังตำหนักเมฆาม่วง จังหวะเดียวกับที่เจียง
ฉางเซิงกำลังเฝ้าจับตาดูการเติบโตของเจียงอี้อยู่พอดี ดังนั้น
นางจึงมีโอกาสเปิดปาก
“นายท่าน ท่านบอกว่าให้ข้าฟูมฟักจอมปราชญ์ให้สำเร็จ
แล้วจะมอบยอดของวิเศษให้ข้า ยามนี้ไท่วานับเป็นจอม
ปราชญ์แล้วหรือไม่” ไป๋ฉีถามอย่างระมัดระวัง
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ไท่วานับเป็นคนที่เจ้าฟูมฟักมาได้
ด้วยหรือ”
“ย่อมไม่นับ แต่ตอนนี้บ่าวดูแลโลกสวรรค์แทนนางอยู่
นางสบายไปแล้ว แต่บ่าวทุกข์อย่างยิ่ง”
ไป๋ฉีกล่าวอย่างทุกข์โศก ฟ้าดินเป็นพยาน นางไม่ได้
ตาวาวอยากครอบครองโลกสวรรค์สักหน่อย นางไม่เคยต้อง
การครอบครองอำนาจสูงสุดในโลกสักแห่ง สิ่งที่นางต้องการ
คืออิงแอบร่มธงกอบโกยผลประโยชน์ต่างหาก ตอนแรกที่ไท่
วามอบหมายให้นางดูแล นางแค่นึกสนใจชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ถึงตกปากรับคำ ใครจะรู้เล่าว่าจะมีเรื่องวุ่นวายมากถึงเพียงนี้
เวลาสั้นๆ เพียงสามร้อยปี นางถูกลอบสังหารไปแล้ว
หลายครั้งจนยกสองมือขึ้นมานับก็นับไม่หมด ต่อให้นางยกชื่อ
มรรคาจารย์มาอ้างก็ยังไม่ได้ผล
เจียงฉางเซิงเห็นนางทำท่าอยากยอมแพ้อย่างหาได้ยาก
ก็ขบขัน “พูดไปแล้วก็ถูก ต่อให้เจ้าไม่มีคุณงามความชอบ ก็
นับว่ามีความดี เอาสมบัติที่เจ้าสะสมออกมาสิ ข้าจะหลอม
ของวิเศษให้เจ้าเอง เจ้ามีเท่าไรก็เอาออกมาเท่านั้น สมบัติ
อาคมที่หลอมออกมาได้จะยกให้เป็นของเจ้าทั้งหมด”
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย คารวะขอบคุณ
แล้ววิ่งฉิวจากไปทันที
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็เริ่มหลอมสมบัติอาคม เขา
หลอมสมบัติอาคมตามคัมภีร์วิเศษสวรรค์นิรมิต ก่อนหน้านี้
ตัวเขามีประสบการณ์ในการหลอมศาสตราอยู่แล้ว ถึงคัมภีร์
วิเศษสวรรค์นิรมิตจะมีเนื้อหาลึกซึ้งกว้างขวาง แต่ผลงาน
ผิดพลาดที่เขาหลอมออกมาก็ยังแข็งแกร่งกว่าสมบัติอาคมใน
โลกบำเพ็ญเซียนมาก
ไป๋ฉีมองออกว่าเจียงฉางเซิงอยากใช้โอกาสนี้ฝึกฝีมือ
นางไม่ผิดหวังกลับกันมันตื่นเต้นมากกว่า
นายท่านพูดแล้วว่าเจ้าพวกนี้เป็นของนางทั้งหมด!
ระหว่างที่หลอมสมบัติอาคม เจียงฉางเซิงก็กำหนด
ระดับขั้นของสมบัติอาคมจากต่ำไปสูงได้แก่ ขั้นสามัญ ขั้นหลัง
กำเนิดฟ้า ขั้นก่อนกำเนิดฟ้า ขั้นมรรคาสวรรค์ แต่ละขั้นยัง
แบ่งออกอีกเป็น สมบัติอาคม สมบัติวิเศษ และยอดของวิเศษ
ระดับขั้นที่กำหนดเหล่านี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วมหาพิภพจิตจรผ่าน
ปากของไป๋ฉี จากนั้นก็เผยแพร่ไปทั่ววิถีเซียน ระดับขั้นของ
สมบัติอาคมที่มรรคาจารย์เป็นคนตั้ง สรรพชีวิตย่อมเชื่อถือ
ว่าแต่สมบัติอาคมขั้นหลังกำเนิดฟ้าบรรทัดฐานอยู่
ตรงไหนเล่า
ผู้เก่งกาจของโลกบำเพ็ญเซียนจำนวนมากล้วนกำลัง
อภิปรายเรื่องนี้ ฟ้าดินสรวลเจ้าลัทธิแห่งมหาลัทธิชะตาฟ้า คิด
ว่าในเมื่อขั้นหลังกำเนิดฟ้าสูงกว่าขั้นสามัญ เช่นนั้นก็เท่ากับ
เป็นสิ่งของของเซียน เช่นนั้นก็ควรต้องครอบครองพลังขั้นเอก
เทวะจึงจะนับว่าเป็นสมบัติอาคมขั้นหลังกำเนิดฟ้า!
ทว่าเมื่อความคิดนี้ถูกเอ่ยออกมา มหาลัทธิชะตาฟ้าก็
ถูกวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม เส้นกั้นนี้กดสรรพชีวิตที่ยังไปไม่
ถึงขั้นเอกเทวะให้ต่ำต้อยเกินไป โลกบำเพ็ญเซียนจะมีสมบัติ
อาคมสักกี่ชิ้นกันที่ครอบครองพลังของขั้นเอกเทวะ?
กาลเวลาผ่านไปอย่างว่องไว
พันปีล่วงผ่าน
เจียงฉางเซิงฝึกคัมภีร์วิเศษสวรรค์นิรมิตจนได้ผลสำเร็จ
บ้างแล้ว พันปีนี้เขาหลอมสมบัติอาคมได้มากกว่าหนึ่งแสนชิ้น
สมบัติอาคมที่แข็งแกร่งที่สุดมีนามว่าระฆังสวรรค์มรรคา ใน
ตัวมันมีเขตอาคมแปดสิบเอ็ดชั้น เพียบพร้อมทั้งรุกรับ
สมบัติอาคมเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นของไป๋ฉี เริ่มแรกไป๋
ฉีก็ตื่นเต้นดีใจ แต่พันปีต่อมา นางกลับหนักใจแทน เพราะนาง
รู้สึกว่าตนเองยังไม่คู่ควรได้รับความเอ็นดูจากนายท่าน
ถึงขนาดนี้
ด้วยเหตุนี้ นางจึงมอบสมบัติอาคมห้าหมื่นชิ้นให้แก่แดน
สวรรค์ในนามของมรรคาจารย์ กลายเป็นข่าวสั่นสะเทือนแดน
สวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์ผู้ล่วงรู้ความเป็นมาของเรื่องนี้
จึงเลื่อนตำแหน่งเซียนของไป๋ฉี แต่งตั้งนางเป็นมหาเทพ
วันนี้ เจียงฉางเซิงจบการฝึกคัมภีร์วิเศษสวรรค์นิรมิต
แล้ว แม้เป็นการหลอมสมบัติ แต่เขาก็บรรลุหลายสิ่งจาก
กระบวนการหลอมสมบัติเหล่านั้น สรุปแล้วเขาพึงพอใจมาก
“นายท่าน มีมากมายขนาดนี้ ท่านจะเก็บกลับไปบ้าง
หรือไม่” ไป๋ฉีกระเถิบมาข้างกายเจียงฉางเซิงแล้วถาม
เสียงอ่อน ระหว่างที่พูดมือไม้ของนางก็ไม่ยอมอยู่เฉย แอบ
ไปแตะๆ จับๆ แขนของเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอก ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็น
คนของข้า หากไปตายอยู่ข้างนอกก็ขายหน้าข้ากันพอดี”
ไป๋ฉีได้ยินคำนี้กลับไม่อับอายสักนิด ตรงกันข้ามหัวใจ
นางกลับมีบุปผาเบ่งบาน นางเริ่มแสร้งทำท่าทางดัดจริต
กระบิดกระบวนทันที
หลังจากนั้นหนึ่งก้านธูป
ไป๋ฉีก็ถูกเตะออกมาจากตำหนักเมฆาม่วง นางลุกขึ้นยืน
ได้ก็ตบแปะๆ บนใบหน้าน้อยอันแดงระเรื่อของตนเองแล้วเดิน
จากไปทันที
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เขา
พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตต่างๆ ในที่สุดขั้นเทวะ
หลุดพ้นก็มาเยือนห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว มูลค่าหนึ่งพันสอง
ร้อยเจ็ดสิบแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีตัวตนที่
มูลค่าเกินเก้าร้อยแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์มาอีกหนึ่งด้วย
เมื่อรวมกับจงคูแล้วก็เป็นสองตน
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังแห่งกฎของ
ห้วงอนันต์สุญญตาเริ่มไม่มั่นคง นี่หาใช่เรื่องดีไม่
โชคยังดีที่เขาอยู่ห่างจากขั้นพรหมไม่ไกลแล้ว
“อริยเทวะยมพิภพ รีบมาเถอะ อย่ามาหลังจากที่ข้า
เลื่อนขั้นแล้วเล่า”
เจียงฉางเซิงภาวนาอยู่เงียบๆ ไม่ใช่ว่าเขาลำพอง แต่เขา
ก้าวข้ามขั้นเทวะหลุดพ้นแล้ว ยามนี้จะบีบบี้อริยเทวะยมพิภพ
อย่างไรก็มั่นใจเต็มร้อย อริยเทวะยมพิภพไม่มีทางก้าวข้ามขั้น
เทวะหลุดพ้นแล้วแน่ ไม่อย่างนั้นอริยเทวะโลกาจะเอาอะไรไป
เป็นศัตรูกับเขา
อีกอย่างหนึ่ง หากเจียงฉางเซิงไปถึงขั้นพรหมแล้ว เขา
กลัวว่าขั้นเทวะหลุดพ้นจะไม่ทำให้เขาได้รางวัลรอดชีวิตอีก
แต่ก่อนหน้านั้น เขาจะต้องจัดการอีกเรื่องหนึ่งก่อน
นั่นก็คือเจียงอี้
เจ้าเด็กนั่นพยายามทำลายโลกภายในของจงคูเหมือน
คนที่คลั่งไปแล้ว เขาอยากจะฝ่าออกมา พลังของจงคู
เหนือกว่าเขามาก แต่โลกภายในไม่ใช่กายเนื้อของเขา อีก
อย่างจงคูถูกเจียงฉางเซิงพันธนาการอยู่ จึงทำได้แต่มองเจียง
อี้ทำลายโลกภายในของตนเอง
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายด้านในต่างสวามิภักดิ์กับเจียงอี้กัน
หมดแล้ว นอกจากเจียงอี้ มีเทพแห่งมหันตภัยอีกเพียงสองตน
เท่านั้นที่เหลือรอดมาได้ แม้โลกภายในแห่งนี้จะมีพวกเขาอยู่
แค่ไม่กี่สิบตน ห่างจากจำนวนสามพันตนอยู่ไกลโข แต่นี่เพิ่ง
เป็นช่วงต้นของมหันตภัยเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็เห็นความแข็งแก
รงของเจียงอี้แล้ว
เทพแห่งมหันตภัยที่รอดมาตนหนึ่งคือดาบกลืนเพลิง
ส่วนอีกตนหนึ่งคือปฐมาจารย์มาร ปฐมาจารย์มารถูกเจียงอี้
หลอมเป็นสมบัติอาคมไปเสียแล้ว
หนึ่งพันปีผ่านไป พลังของเจียงอี้พัฒนาอย่างก้าว
กระโดด เมื่อหนึ่งพันปีก่อนเขาวิวัฒน์สร้างร่างมหันตภัย
ขณะเดียวกันพรสวรรค์กลืนกินของเขาก็เปลี่ยนสภาพไปด้วย
ก่อนหน้านี้มันกลืนกินพลังของสิ่งมีชีวิต แต่ตัวเขาในตอนนี้
กลืนกินพลังแห่งกฎของฟ้าดินได้ เหมือนเช่นตอนนี้ที่เขากำลัง
กลืนกินฟ้าดินอยู่
ภายในโลกอันมืดหม่น เจียงอี้เหาะขึ้นไปกลางท้องนภา
ยามเขาเคลื่อนผ่านสถานที่ใด ฟ้าดินบริเวณนั้นล้วนพังถล่ม
แล้วถูกกลืนกินด้วยความมืด ด้านหลังเขามีร่างมากมายติด
ตามมา
เจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียน เฟิงอวี้ จอมเทพปี้หลิ่ว บรรพ
จารย์อธรรมเก้าหยินล้วนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น พวกเขากำลัง
รอคอยให้เจียงอี้ทำลายโลกแห่งนี้เพื่อจะได้รับชีวิตใหม่
ขณะที่มองฟ้าดินเบื้องหน้าพังถล่มกลายเป็นผุยผง
สิ้นสลายไร้ตัวตนอย่างรวดเร็ว ผู้แข็งแกร่งทั้งหลายที่ตามมา
ด้านหลังก็อกสั่นขวัญแขวน
“เจ้าหมอนี่แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่”
“มิน่าเล่าแม้แต่ปฐมาจารย์มารที่พลังเหนือกว่าขั้นเบิก
เนตรอัครยุทธ์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
“เขากลายเป็นเทพแห่งมหันตภัยแล้ว บางทีเขาคงเป็น
สัตว์ประหลาดที่เจ้าหมอนั่นอยากฟูมฟักออกมา”
“เขาคิดจะสร้างราชสำนักทมิฬ พวกเจ้าจะเข้าร่วม
หรือไม่”
“ผู้แข็งแกร่งระดับนี้ หากเขาพาพวกเราฝ่าออกไปได้จริง
ข้าย่อมติดตามแน่นอน!”
ระหว่างที่ผู้แข็งแกร่งมากมายกำลังสนทนาปราศรัย คน
จำนวนน้อยยังคงเงียบงัน จอมเทพปี้หลิ่วกับบรรพจารย์
อธรรมเก้าหยินก็เป็นคนในกลุ่มนั้น พวกนางไม่ยอมก้มหัว
รับใช้ผู้ใด แต่พวกนางทึ่งกับความแข็งแกร่งของเจียงอี้ พวก
นางนับได้ว่าประจักษ์การผงาดขึ้นมามีอำนาจของเจียงอี้กับ
ตาตนเอง แม้แต่ตอนนี้ให้นึกย้อนไปก็ยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเจียงอี้คือหลานชายของมรรคาจารย์
พวกนางก็เหมือนจะเข้าใจได้อยู่เหมือนกัน
……………………………………………………….